หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 479.1 พี่จิ่วทำเพื่อภรรยา (1)
อวี๋หวั่นเดินไปยังห้องของอาม่า มู่ถิงศิษย์พี่ของมู่ชิง รวมไปถึง ศิษย์น้องโจวจิ่นล้วนแต่รออยู่ในห้องของอาม่าและชุยเฒ่าเพื่อ คอยดูแลความเรียบร้อย แม้ว่าโจวอวี่เยี่ยนจะเป็นคนป่วย ทว่า บุรุษและสตรีไม่ควรใกล้ชิดกันเกินสมควร นางจึงถูกพาตัวเข้าไป ในห้องของผิงเอ๋อร์
อวี๋หวั่นกลับไปยังห้องของตน มู่ชิงสาวเท้าตามเข้าไป “ฮูหยิน น้อยเยี่ยน!”
“หืม?” อวี๋หวั่นชะงักฝีเท้า หันหลังกลับมามอง
ในตอนนั้น เรือเริ่มเคลื่อนตัวออกไปแล้ว ลมทะเลโบกพัด ผม ดำขลับและเสื้อผ้าของอวี๋หวั่นปลิวไหวตามแรงลม
มู่ชิงตื่นตระหนกไปชั่วขณะ เขาไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินอวี๋ หวั่นแต่อย่างใด เขาเพียงแต่ตกตะลึงในความงามสง่าของอวี๋หวั่น ไหนเลยจะมีคนที่กินจนอ้วนท้วน แต่ยังสง่างามได้เช่นนี้?
“มีอะไรหรือ?” อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ
“อ่า…” มู่ชิงตั้งสติได้ ดวงตาเป็นประกายกะพริบปริบๆ แล้ว พูดว่า “พวกท่านกำลังตามหาราชาพ่อมดอยู่หรือ?”
“อืม” อวี๋หวั่นไม่ได้ปฏิเสธ
มู่ชิงถามว่า “พวกท่านตามหาราชาพ่อมดไปทำไมหรือ?”
อวี๋หวั่นตอบว่า “นี่เป็นเรื่องของพวกข้า พวกเจ้าไม่จำเป็นต้อง รู้มากถึงเพียงนั้น นอกจากนั้นแล้วราชาพ่อมดมีจริงหรือไม่ ข้าจะ ไม่โทษเจ้า ขอเพียงเจ้าพาพวกข้าไปก็พอ”
มู่ชิงมีสีหน้าจริงจัง “ข้าเคยพบกับคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ บนร่าง ของเจ้ามีกลิ่นอายของคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ ท่านบอกว่าท่านไม่ใช่ ปรมาจารย์พิษ และไม่ใช่สตรีพิษ แต่ท่านก็รอบรู้เรื่องยาพิษเป็น อย่างดี ท่าน…ท่านคือสตรีศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว “เรื่องนี่…คล้ายกับว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า เช่นกัน”
มู่ชิงกำหมัดแน่น “ข้ามีเนตรหยินหยางโดยกำเนิด ถูกรังแก มาโดยตลอด หากไม่ใช่เพราะอาจารย์ ข้าคงนอนอดตายข้างถนน ไปนานแล้ว อาจารย์ของข้าถูกคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์สังหาร เพราะ ฉะนั้นถ้าหากท่านเป็นคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ละก็…” มู่ชิงพูดมาถึงตรง นี้ก็มิได้พูดต่อ
อวี๋หวั่นมองเขาด้วยสายตาขบขัน “ถ้าหากข้าก็เป็นคนของเผ่า ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าคิดจะทำอย่างไร? สังหารข้าหรือ? หรือว่าจะพาศิษย์ พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักหนีข้าไป? เจ้าลงมือสังหารข้าได้หรือ? หรือว่า เจ้าหนีไปได้จริงๆ ?”
คำพูดซึ่งปราศจากความเดือดเนื้อร้อนใจทำให้มู่ชิงต้องชะงัก ไป
อวี๋หวั่นพูดได้ถูกต้อง พวกเขามีกันสี่คน หมดสติไปสามคน
แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อมด แต่คนกลุ่มนี้ดูแล้วยากที่จะต่อกรด้วย ลำพังเขาคนเดียวย่อมไร้หนทางรอด
อวี๋หวั่นยิ้ม “ถ้าเจ้าจะหนี ข้าก็จะไม่ห้าม แต่ข้าขอเตือนเจ้าไว้ อย่างหนึ่ง รอบตัวของเจ้าล้วนเป็นทะเล หากเจ้าจะหนี เจ้าก็หนีไป คนเดียว ไม่ต้องพาอีกสามคนไปให้เป็นภาระ!”
มู่ชิงตกใจจนตาแดงกํ่า “ข้าไม่เคยบอกว่าข้าจะหนี! ข้าแค่ อยากรู้ที่มาที่ไปของพวกท่าน อีกทั้งจุดประสงค์ในการตามหา ราชาพ่อมดของพวกท่าน…”
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ “เจ้าเคยได้ยินไหมว่าความอยากรู้อยากเห็น เป็นภัยแก่ตัว? สิ่งที่เจ้าควรรู้ ข้าจะบอกเจ้าเอง ที่ข้าไม่บอก ก็ เพราะเจ้าไม่รู้ย่อมดีที่สุด”
เด็กหนุ่มหลุบตาลง
ท่าทางของเด็กคนนี้ดูราวกับกำลังโศกเศร้าเหลือเกิน อวี๋หวั่น ไม่อ่อนข้อให้ผู้ที่มีท่าทีแข็งกร้าว เขามีท่าทางดุดัน ต่อปากต่อคำ กับเธอ เธอควรจะตอบโต้กลับ ทว่าในตอนนี้เธอรู้สึกราวกับว่า ตนเองกำลังรังแกเด็กน้อยคนหนึ่งเสียมากกว่า
อวี๋หวั่นถอนหายใจ “เอาเถอะๆ ไม่ต้องเศร้าไป ข้าไม่ได้มี เจตนาร้ายต่อพวกเจ้าและราชาพ่อมด ต่อให้ไปถึงเผ่าพ่อมดแล้ว ข้าก็จะไม่คิดเปิดศึก”
มู่ชิงเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มสดใสซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหนุ่มสาว วัยแรกแย้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
อวี๋หวั่นพลันอารมณ์ดีขึ้นทันใด เธอเกือบยื่นมือออกไปลูบ ศีรษะของเขาด้วยความเอ็นดู “แบบนี้สิถึงคุยกันรู้เรื่อง เจ้ากลับ ห้องไปพักผ่อนเถอะ”
……
สายฝนกระหนํ่าลงเหนือพื้นนํ้าตอนกลางดึก วันถัดมาฟ้าเปิด อากาศแจ่มใส คลื่นลมสงบ
มู่ถิง ศิษย์พี่ของมู่ชิงเป็นคนแรกที่ฟื้นขึ้นมา ยามที่เขาลืมตา ตื่น ก็พบว่าตนเองอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นเคย ห้องนั้นโคลงไปมา เสียง ของคลื่นลอยเข้าโสตประสาท เขาตกใจจนกระโดดโหยง โชคดีที่มู่ ชิงคอยเฝ้าอยู่ข้างกาย
“ศิษย์พี่ ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?” มู่ชิงเอ่ยถามด้วยความเป็น ห่วง
เมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคย มู่ถิงก็หันหน้ามามอง เขามองมู่ชิง ด้วยใบหน้าสับสน “เจ้ากลับมาได้อย่างไร เจ้าหนีออกมาหรือ?”
มู่ชิงยิ้มน้อยๆ “ศิษย์พี่ ท่านลองดูอีกครั้ง นี่ไม่ใช่คุกของเผ่า ศักดิ์สิทธิ์”
มู่ถิงได้ยินดังนั้น จึงมองไปรอบๆ อีกครั้ง ในห้องมีแสงรำไรซึ่ง เล็ดลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างเข้ามาบนพื้นชื้นแฉะ เขาเดิน เข้าไปเปิดหน้าต่าง แสงสว่างวาบส่องเข้ามา ทำให้แสบตาเสียจน ต้องยกมือขึ้นมาบัง
เสียงคลื่นนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อปรับสายตากับแสงได้แล้ว เขาจึงมองออกไป และพบว่า เป็นผืนทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เขาชะงักไปครู่หนึ่ง “ชิงเอ๋อร์ ที่นี่คือ…”
มู่ชิงยิ้มกว้าง ตอบว่า “พวกเราอยู่บนเรือขอรับ อีกสองวันก็จะ ออกจากเขตทะเลของประเทศมรกตแล้ว”
มู่ชิงขมวดคิ้ว “ข้าไม่เข้าใจ ชิงเอ๋อร์ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน ศิษย์ น้องกับศิษย์น้องหญิงเล่า? พวกเขาอยู่ที่ไหน”
มู่ชิงรินชาผักคาวทองให้เขาถ้วยหนึ่ง “ศิษย์พี่วางใจเถิด พวก เขาก็อยู่บนเรือ ข้าตื่นก่อน ศิษย์น้องหญิงกับศิษย์น้องเล็กอยู่ห้อง ข้าง ท่านกินอะไรสักหน่อย อีกประเดี๋ยวข้าจะพาท่านไปหาพวก เขา”
“อ้อ” มู่ถิงยังคงมึนงงอยู่บ้าง เขาเดินไปสองสามก้าว แล้วนั่ง ลงบนเก้าอี้ ยกชาขึ้นมาดื่มหนึ่งคำ ทว่าเขากลับต้องบ้วนออกมา “ชาอะไรกันนี่? รสชาติยํ่าแย่เหลือเกิน!
มู่ชิงหัวเราะจนตัวโยน!
คำแรกนั้นเขาต้องกลํ้ากลืนฝืนใจดื่มเข้าไป ทว่าหลังจากนั้น เขาก็รู้สึกว่าร่างกายสบายขึ้น แม้แต่ลำคอซึ่งก่อนหน้านี้รู้สึกแห้ง ผาก ก็ไม่เป็นไรแล้ว
“เป็นของดีขอรับ ศิษย์พี่ดื่มเถิด” มู่ชิงบอก
มู่ถิงดื่มต่อไป เขายกมือขึ้นปิดจมูก แล้วดื่มชาจนหมด
มู่ชิงส่งขนมจานหนึ่งให้เขา
นั่นเป็นขนมทอดกรอบประเภทต่างๆ แต่ละอย่างทำเป็นชิ้น เล็กพอดีคำ สีเหลืองทองน่ากิน ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน
มู่ถิงกลืนนํ้าลาย มู่ชิงจึงพยักเพยิดให้เขาลองชิม
ครั้นสำนักยังไม่ล่มสลาย พวกเขานับว่ามีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีเสื้อผ้าอาภรณ์พรั่งพร้อม ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยลิ้มลองขนม ที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน ทันทีที่กัดเข้าไป ความกรอบและนุ่มผสานกับ รสหวานของไส้นั้นช่างลงตัว ไม่หวานจนเลี่ยน มู่ถิงรู้สึกประหนึ่ง ตนเองกำลังจะลอยขึ้นสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น
“นี่คืออะไรหรือ?” เขาเอ่ยหยิบขนมชนิดอื่นกิน
“ขนมมันปูกรอบ” มู่ชิงตอบ “เป็นขนมของจงหยวน พ่อครัว บนเรือนเรียนมาจากชาวจงหยวน ทำได้ดีทีเดียวขอรับ
”
มู่ถิงพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็ยังไม่ลืม ประเด็นหลัก เขาเอ่ยถามมู่ชิงว่า “ใช่สิ สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกัน ทำไมพวกเราถึงขึ้นมาอยู่บนเรือได้”
มู่ชิงเล่าเรื่องหลังจากที่ตนเองหลบหนีให้ศิษย์พี่ฟัง “เดิมทีข้า คิดว่าจะกลับไปช่วยพวกท่านออกมา ไหนเลยจะรู้ว่ามีคนเผ่า ศักดิ์สิทธิ์คอยเฝ้าอยู่ โชคดีที่พวกคุณชายเยี่ยนช่วยไว้…”
“คุณชายเยี่ยนที่เจ้าพูดถึง เป็นชาวจงหยวนหรือ?” มู่ถิงสรุป คำพูดของมู่ชิง แล้วเอ่ยถาม
มู่ชิงตอบว่า “ใช่แล้วขอรับ พวกเขาจะไปเผ่าพ่อมดพอดี ข้าจึง ตอบตกลงร่วมทาง ขอเพียงพวกเขาช่วยท่าน ศิษย์
พี่หญิง และศิษย์น้องเล็กออกมาได้ พวกเราต้องพาพวกเขา ไปยังเผ่าพ่อมด”
มู่ถิงขมวดคิ้ว “จุดประสงค์ของพวกเขาเจ้าก็ยังไม่รู้แน่ชัด แต่ กลับตอบตกลงพาพวกเขาไปเผ่าพ่อมดน่ะหรือ? ถ้าหากพวกเขา คิดร้ายต่อเผ่าพ่อมด…”
“ศิษย์พี่วางใจเถิด พวกเขาไม่ใช่คนเลว” มู่ชิงพูดพลางเหลือบ มองไปยังนาฬิกาทรายบนกำแพง “ศิษย์พี่หญิงน่าจะฟื้นแล้ว ข้า จะไปดูสักหน่อย ศิษย์พี่กินขนมไปก่อนเถิด อีกประเดี๋ยวข้าจะให้ พ่อครัวทำอย่างอื่นมาให้กิน”
มู่ถิงมองไปยังขนมที่ตนเองไม่เคยกินมาก่อนในชีวิต เขามั่นใจ ว่าภูมิหลังของอีกฝ่ายย่อมไม่ธรรมดา หากร่วมมือแลกเปลี่ยนผล ประโยชน์กับคนเหล่านี้ ภายภาคหน้ารังแต่จะนำความยุ่งยากมา ให้หรือไม่?
ระหว่างที่มู่ถิงกำลังกังวลถึงตนเองและศิษย์น้องอยู่นั้นเอง มู่ ชิงก็เดินมาถึงห้องของผิงเอ๋อร์ โจวอวี่เยี่ยนศิษย์พี่หญิงของเขาก็ ยังคงอยู่ที่นั่น
เขาเดินมาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงแหลมตะโกนโหวกเหวก ว่า “ที่นี่คือที่ไหน เจ้าเป็นใคร?!”
จากนั้นเสียงเล็กของผิงเอ๋อร์ก็ดังขึ้น “แม่นางโจว ตื่นแล้ว
หรือ? ข้าชื่อผิงเอ๋อร์ นี่คือห้องของข้า ฮูหยินน้อยบ้านข้าสั่งให้ข้า ดูแลเจ้า เจ้าหมดสติไปนาน หิวหรือไม่? ข้าจะไปหาอะไรมาให้กิน”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นใคร” โจวอวี่เยี่ยนจ้องผิงเอ๋อร์อย่าง เคลือบแคลงใจ
“ข้า…” ผิงเอ๋อร์ถูกถามจนตื่นตระหนก ฮูหยินน้อยบอกว่าเจ้า เป็นใคร เจ้าก็เป็นคนนั้นแหละ ยังต้องถามอีกหรือ?
“แม่นางผิงเอ๋อร์ ไปทำธุระก่อนเถิด ข้าดูแลศิษย์พี่หญิงเอง” มู่ชิงปรากฏตัวทันเวลา และช่วยผิงเอ๋อร์แก้ไขสถานการณ์ได้ทัน ท่วงที
ผิงเอ๋อร์กอบผ้าที่ต้องซักกองหนึ่งออกไป
โจวอวี่เยี่ยนถูกขังอยู่ในคุกมาหลายวัน สภาพยํ่าแย่เหลือเกิน ผิงเอ๋อร์เปลี่ยนเสื้อผ้าให้นางตอนที่นางยังไม่ได้สติ นางใส่เสื้อผ้า ของอวี๋หวั่นไม่ได้ จึงต้องใส่เสื้อผ้าของผิงเอ๋อร์แทน
โจวอวี่เยี่ยนมองชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของตน แล้วขมวดคิ้ว ด้วยท่าทางรังเกียจ!
มู่ชิงมองนางด้วยรอยยิ้ม พลางเดินเข้าไปนั่งลงข้างเตียง “บน เรือมีสตรีไม่มาก อีกทั้งตอนนั้นก็ดึกมากแล้ว หาได้เพียงเสื้อผ้า ของแม่นางผิงเอ๋อร์ ท่านใส่ไปก่อนเถิด”
นี่เป็นเสื้อผ้าที่ผิงเอ๋อร์ซื้อมาใหม่ แต่นางยังไม่กล้าหยิบมาใส่ สักที
เมื่อโจวอวี่เยี่ยนเห็นมู่ชิง สีหน้าของนางก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก “ชิงเอ๋อร์ ที่นี่คือที่ไหนหรือ”
มู่ชิงเล่าให้โจวอวี่เยี่ยนฟังอย่างที่เขาเล่าให้มู่ถิงฟัง โจวอวี่เยี่ย นก็มีสีหน้าตื่นตระหนกเช่นกัน “อะไร? เจ้าตกลงพาพวกเขาไปเผ่า พ่อมดหรือ? พวกเขาเป็นใครเจ้าก็ยังไม่กระจ่าง ถ้าหากถึงเผ่าพ่อ มดแล้วพวกเขาฆ่าพวกเราจะทำอย่างไร”
“ท่านคิดมากไปแล้ว ศิษย์พี่หญิง พวกเขาเป็นคนดี” มู่ชิงมี สีหน้าจริงจัง
โจวอวี่เยี่ยนเบ้ปาก “เจ้านี่นะ ถูกคนหลอกง่ายมาตั้งแต่เด็ก คนที่เจ้าบอกว่าดี จะดีจริงหรือ? เอาอย่างนี้ดีกว่า พวกเขาช่วย พวกเรา พวกเราก็บอกแผนที่การเดินทางไปเผ่าพ่อมดกับพวกเขา ให้พวกเขาไปเอง”
มู่ชิงบอกว่า “แต่ถ้าหากไม่มีพ่อมดใหญ่ พวกเขาก็เข้าไปใน เผ่าพ่อมดไม่ได้”
โจวอวี่เยี่ยนแค่นเสียงขึ้นจมูก “พวกเขาไม่ได้เก่งกาจมาก หรอกหรือ? ไปจับพ่อมดใหญ่จากเกาะของเผ่าศักดิ์สิทธิ์มาอีกสัก หน่อยก็ได้นี่!”
มู่ชิงมีสีหน้าขึงขัง “ศิษย์พี่ขอรับ ข้าตอบตกลงพวกเขาไปแล้ว ข้าจะผิดสัญญาไม่ได้”
โครกคราก~
โจวอวี่เยี่ยนยังไม่ทันได้ตอบอะไร ท้องก็ร้องออกมา
ประจวบเหมาะกับในตอนนั้นเอง ผิงเอ๋อร์ก็ยกขนมเข้ามา นอกจากขนมมันปูเมื่อเช้าแล้ว ยังมีขนมอีกสองชนิดที่เพิ่งขึ้นจาก เตา กลิ่นหอมจรุงไปทั่วห้อง
“แม่นางโจว ค่อยๆ กิน” ผิงเอ๋อร์ยกขนมเข้ามาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็หันหลังออกไป
โจวอวี่เยี่ยนเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของอาจารย์ของมู่ชิง เป็นคุณ หนูของสำนัก ชีวิตความเป็นอยู่ของนางดีกว่าไปมู่ชิงและมู่ถิงมาก เดิมทีคิดว่าของเหล่านี้จะกินไม่ได้ ไหนเลยจะรู้ว่าทันทีที่ชิมไปคำ แรก ก็อร่อยจนนํ้าตาแทบไหลออกมา
นางตกใจจนอ้าปากค้าง “นี่…นี่มันเรืออะไรกัน ถึงทำของ อร่อยเช่นนี้ได้”
มู่ชิงยิ้มตาหยี “เป็นขนมที่ฮูหยินน้อยเยี่ยนสอนพ่อครัวทำ”
โจวอวี่เยี่ยนสังเกตเห็นว่า ยามที่ศิษย์น้องของตนเอ่ยถึงสตรี คนนั้น ดวงตาของเขาเป็นประกาย แต่ไหนแต่ไรมา คนเดียวที่ ทำให้เขามีสีหน้าเช่นนี้ได้ก็คือนาง
“ทำไม ศิษย์น้องชื่นชอบฮูหยินน้อยเยี่ยนมากเลยหรือ?” โจวอ วี่เยี่ยนเอ่ยถามด้วยความริษยา
มู่ชิงตอบว่า ‘อื้ม’ อย่างเปิดเผย “ฮูหยินเยี่ยนทั้งงามทั้งจิตใจดี เป็นสตรีที่งามที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา! น่าเสียดายที่นางแต่งงาน แล้ว มิเช่นนั้นข้าคงต้องชอบนางมากๆ เป็นแน่!”
ความอยากอาหารของโจวอวี่เยี่ยนหมดไปทันใด นางเขวี้ยง
ขนมลงกับพื้น!
ตั้งแต่ที่มู่ชิงและคนอื่นๆ ขึ้นมาอยู่บนเรือ คนจากเผ่า ศักดิ์สิทธิ์ล้วนแต่ถูกเยี่ยนจิ่วเฉาโยนทิ้งไว้บนเกาะครั้นพวกเขา แวะเติมเสบียงแล้ว บนเรือไม่มีอันตราย แม้แต่มู่ชิงเองก็ใจกล้าขึ้น มาก
แม้ว่าจะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แต่อย่างน้อย ก็ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ มู่ถิงจึงไปขอบคุณเยี่ยนจิ่วเฉา
และอวี๋หวั่น
ศิษย์พี่คนนี้ของมู่ชิงคบค้าสมาคมด้วยไม่ยาก
ที่ยากก็คือศิษย์พี่หญิงคนนั้น
อาจเป็นเพราะนางเป็นคุณหนู ถูกเลี้ยงอย่างประคบประหงม เอาอกเอาใจมาตั้งแต่เด็ก ตราบจนทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจแก้ไขนิสัย เจ้าอารมณ์ นางเริ่มจากไม่พอใจเสื้อผ้าที่ตนเองใส่ อวี๋หวั่นจึงให้ผิง เอ๋อร์นำเสื้อผ้าของเธอไปแก้ให้เล็กลง แล้วนำไปให้นาง จากนั้นก็ หงุดหงิดกับที่พัก คิดว่าตนเองเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ ไม่ควรอยู่ ร่วมห้องกับสาวใช้
ผิงเอ๋อร์ทำใจดีสู้เสือเข้าไปรายงานเรื่องนี้กับอวี๋หวั่น
คุณหนูอะไรนี่เรื่องเยอะเหลือเกิน ฮูหยินน้อยต้องโกรธมาก เป็นแน่ ฮูหยินน้อยกำลังท้องกำลังไส้ โกรธขึ้นมาอาจมีผลต่อ ทารกในครรภ์
อวี๋หวั่นกลับไม่ได้โกรธง่ายถึงเพียงนั้น เธอนอนอยู่บนดาดฟ้า เรือ อาบแดดอย่างสบายอารมณ์ เธอบอกกับผิงเอ๋อร์ว่า “เจ้าไป ถามดูสักหน่อยว่ามีแขกบนเรือคนไหนยินดียกห้องให้นางบ้าง ราคาสามารถต่อรองได้”
“เจ้าค่ะ” ผิงเอ๋อร์ตอบรับ
สุดท้ายแล้ว พวกเขาจำต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกสิบเท่าเพื่อเช่า ห้องของแขกคนหนึ่ง
บทที่ 479.2 พี่จิ่วทำเพื่อภรรยา (2)
ทว่าขณะที่กำลังย้ายของ โจวอวี่เยี่ยนก็กลับคำ “ห้องนั้นไกล เกินไป ข้าไม่ย้าย ยกห้องของพวกเขาสองคนให้ข้า! ข้าจะอยู่ห้อง ของพวกเขา!”
อิ่งลิ่วมุมปากกระตุก
อิ่งสือซันเหลือบมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ผิงเอ๋อร์นึกในใจว่า แย่แล้ว ดันไปล่วงเกินองครักษ์ของคุณชา ยกับฮูหยินน้อย ฮูหยินต้องสั่งฆ่านางเป็นแน่!
อวี๋หวั่นยิ้ม “ได้ ทำอย่างที่เจ้าต้องการ”
โจวอวี่เยี่ยนได้ย้ายเข้าไปอยู่ในห้องที่ตนปรารถนาสมใจ
ขณะที่มู่ชิงและศิษย์พี่เก็บห้องให้นาง เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “ศิษย์พี่ หญิงนี่น้า ท่านทำตามความเหมาะสมก็พอนะขอรับ อย่ามากเกิน ไป”
โจวอวี่เยี่ยนแค่นเสียงขึ้นจมูก “ข้าทำมากเกินไปตรงไหนกัน? อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ห้องสามสี่ห้องนั้นถึงเป็นห้องที่แสงส่องดีที่สุด ห้องที่ซื้อมาจากแขกคนนั้นเป็นห้องชั้นรอง เอาห้องโกโรโกโส พรรค์นั้นมาให้ข้า คิดว่าข้าเป็นขอทานหรืออย่างไร?”
“สภาพของพวกเราตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับขอทาน…” มู่ชิง พึมพำ
มู่ถิงส่งสายตาให้เขา บอกเป็นนัยว่าให้สงบปากสงบคำเสีย อย่าได้ทำให้โจวอวี่เยี่ยนโมโห
ที่พวกเขามีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะอาจารย์เก็บพวกเขา มาเลี้ยง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาจารย์ต้องตายไปก็เพราะมู่ชิงนำพามา เมื่อพิจารณาจากทั้งความรู้สึกและเหตุแล้ว พวกเขาควรจะดูแล เลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของอาจารย์ให้ดีที่สุด
“เฮ้อ” มู่ชิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา
มู่ถิงตบไหล่ของเขา พร้อมกับกระซิบว่า “ศิษย์น้องอย่าได้ กังวลใจไป พวกเราและพวกเขาเดิมทีก็มีข้อตกลงซึ่งกันและกัน ไม่ ได้ติดหนี้บุญคุณพวกเขา ยิ่งพวกเขายอมจ่ายเงินมากเท่าใด ย่อม หมายความหมายความว่าพวกเขามีแผนการที่ร้ายกาจมาก เท่านั้น พวกเราใช้ชีวิตเดิมพัน นำทางให้พวกเขา ให้ศิษย์น้องหญิง ได้ใช้ชีวิตสบายสักหน่อยแล้วอย่างไร? มีอะไรเสียหายหรือ?”
มู่ชิงรู้สึกว่าศิษย์พี่ของเขากล่าวได้ถูกต้อง แต่ก็ยังรู้สึกว่ามี บางอย่างผิดแปลก “ศิษย์พี่ พวกเขา…ไม่เหมือนกับคนข้างนอก”
มู่ถิงไม่เห็นด้วย “มีอะไรไม่เหมือน? เพียงเพราะพวกเขาไม่ได้ ตกใจกลัวเนตรหยินหยางของเจ้า เจ้าจึงไว้ใจพวกเขาหรือ? เจ้า อย่าลืมว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรากับพวกเขาก็เป็นเพียงข้อ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เมื่อใดที่พวกเราหมด ประโยชน์แล้ว เจ้าก็รอดูเองแล้วกันว่าพวกเขาจะยังสนใจพวกเรา อยู่ไหม”
มู่ชิงอ้าปากพะงาบคล้ายกับจะพูด
มู่ถิงจึงพูดตัดบทขึ้นมาว่า “เอาเถอะ ไม่ต้องพูดแล้ว เจ้าเพียง เตือนตัวเองไว้เสมอว่าพวกข้าเป็นคนที่เจ้าสนิทที่สุด เจ้ากับศิษย์ น้องเล็กอย่าได้เชื่อใจใครง่ายๆ นอกจากข้ากับศิษย์พี่หญิง”
“อ้อ” มู่ชิงพยักหน้าหงึก
ตกกลางคืน อวี๋หวั่นเรียกมู่ชิงไปยังห้องของอาม่าและชุยเฒ่า
อวี๋หวั่นพูดอย่างเปิดเผยว่า “ศิษย์น้องของเจ้ายังไม่ตื่น น่าจะ เป็นเพราะพิษเข้าไปกระตุ้นพลังของพ่อมด วิธีเดียวที่จะทำให้เขา ฟื้นขึ้นได้ก็คือต้องกำจัดพลังพ่อมดในร่างของเขาออกไป เจ้าคงรู้ ใช่ไหมว่ามีวิธีกำจัดพลังนี้อย่างไร”
เดิมทีอวี๋หวั่นคิดว่าเมื่อถึงเผ่าพ่อมดแล้ว ค่อยหาคนช่วย กำจัดพลังให้เด็กคนนี้ แต่หากเขานอนไม่ฟื้นสักที เกรงว่าพวกเขา คงเข้าไปในเขตของเผ่าพ่อมดไม่ได้ด้วยซํ้า
มู่ชิงครุ่นคิด แล้วตอบว่า “ถ้าหากข้าจำไม่ผิด พลังพ่อมดนี้มา จากพ่อมดใหญ่คนหนึ่ง ต้องตามหาพ่อมดที่มีระดับเท่ากัน จึงจะ สามารถคลายผนึกพลังในร่างของเขาได้”
อวี๋หวั่นทำจ้องเขม็ง “อะไรนะ? เจ้าหมายความว่า พ่อมดระดับ ตี้เท่านั้นจึงจะคลายผนึกพลังของเขาได้ เช่นนั้นเขาจะยังเป็นราชา พ่อมดอยู่ไหม?”
มู่ชิงรีบอธิบายว่า “ศิษย์น้องของข้ายินดีที่จะถูกผนึกพลังด้วย ตนเอง เพราะฉะนั้น ต่อให้ระดับพลังของอีกฝ่ายด้อยว่าเขา ก็ย่อม
ไม่ใช่ปัญหา”
ความหมายก็คือ ระดับพลังของศิษย์น้องของเขาอาจเหนือ กว่าอีกฝ่าย ทว่าหากจะเอ่ยถึงราชาพ่อมด ก็ออกจะไม่สมเหตุสม ผลไปสักหน่อย…
“จะหาพ่อมดระดับเทียนได้จากไหนหรือ?” อวี๋หวั่นโบกพัดช้าๆ
“บนเกาะที่เผ่าศักดิ์สิทธิ์ขังนักโทษ” มู่ชิงตอบ
“ทำไมเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้” อวี๋หวั่นโวยขึ้นทันใด!
มู่ชิงสัมผัสได้ถึงโทสะของอวี๋หวั่นโดยไม่ทันตั้งตัว เขาตะลึงงัน ไปชั่วขณะหนึ่ง “ก็ข้าไม่รู้นี่ พวกท่านไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะตาม หาราชาพ่อมด! ทั้งยังสงสัยว่าศิษย์น้องของข้าเป็นราชาพ่อมด อีก…”
อวี๋หวั่นโบกพัดเร็วขึ้น “เจ้าตัวเล็กนั่นถูกผนึกพลัง ทำให้มีพลัง ของพ่อมดระดับตี้ ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเป็นราชา พ่อมด หรือว่า…จะหันหัวเรือกลับ?”
“ไม่จำเป็น” มู่ถิงเดินเข้ามา
อวี๋หวั่น มู่ชิง และอาม่าซึ่งอยู่ในห้องหันไปมองเขาทันใด เขา อายุมากกว่ามู่ชิงสามปี องคาพยพบนใบหน้าเป็นผู้ใหญ่ รูปร่างสูง ท่าทางสง่าผ่าเผย นับว่าเขาเป็นบุรุษรูปงามในประเทศมรกต
เพียงแต่ว่า พวกเขาเห็นความงามของเยี่ยนจิ่วเฉาจนชิน บุรุษรูปงามอย่างมู่ถิงย่อมมิได้เข้าตาพวกเขาเท่าไร
สีหน้าของพวกเขาเรียบเฉย
มู่ถิงกระแอม แล้วกล่าวว่า “ข้ากับอาจารย์เคยออกทะเลมา ก่อน รู้ว่าแถวนี้มีเกาะร้างแห่งหนึ่ง ว่ากันว่าบนเกาะมี พ่อมดระดับ เทียนคนหนึ่ง หากหาเขาพบ ก็จะสามารถกำจัดผนึกพลังในร่าง ของศิษย์น้องเล็กได้”
“ข้อมูลนี้เชื่อถือได้หรือไม่?” มู่ชิงถาม
มู่ถิงตอบว่า “ข้าฟังอาจารย์เล่า อาจารย์ฟังคนอื่นมาอีกที”
“อ่า…” มู่ชิงพูดไม่ออก
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ “ถ้าหากมีพ่อมดใหญ่อยู่จริง ทำไมเผ่า ศักดิ์สิทธิ์ไม่เห็นไปจับพวกเขาเลยละ”
มู่ถิงมีสีหน้าจริงจัง “พลังของพ่อมดระดับเทียนนั้นเหนือกว่า ที่พวกเราจินตนาการได้ ไม่มียอดฝีมือคนใดจับเขาได้”
“เช่นนั้นหรือ?” อวี๋หวั่นเก็บพัด เธอลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไป ยังประตู
มู่ถิงถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ฮูหยินน้อยเยี่ยนจะไปไหนหรือ”
อวี๋หวั่นชี้ไปยังผืนนํ้า “เจ้าบอกว่าแถวนี้มีเกาะร้างไม่ใช่หรือ? ข้าจะไปเตรียมตัวลงจากเรือ”
“จะ…จะไปจริงหรือ?” มู่ถิงตกใจ
อวี๋หวั่นยักไหล่ “ถ้าไม่ไป แล้วเจ้าจะบอกข้าทำไม พูดเล่นอย่าง นั้นหรือ?”
มู่ถิงตอบด้วยความอับอายว่า “ข้าปากไวไปหน่อย แต่ตอนนี้ มาคิดดูแล้ว ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ออกจะอันตรายไปสักหน่อย ฮูหยิน น้อยเยี่ยนไม่รู้วาบนเกาะมีคนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์จับตาดูอยู่หรือไม่ แต่ผู้ที่ไปเยือนเกาะแห่งนั้นล้วนแต่ไม่มีผู้ใดกลับมา นานวันเข้า ก็ ไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าไป ที่อาจารย์เล่าให้ข้าฟังก็เพื่อเตือนข้า ว่าหากวันใดพบเกาะร้างแห่งนี้ ให้รีบหนีไปให้ไกล”
อวี๋หวั่นคล้ายกับจะเข้าใจ “เช่นนั้นก็ยิ่งต้องไป”
มู่ถิง “…”
“สือซัน เสี่ยวลิ่ว คุณชายของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน” อวี๋หวั่นเดิน ออกไปอย่างไม่รีบร้อน
เรื่องจอดเรือ เป็นอวี๋เซ่าชิงที่ไปเจรจากับนายเรือใหญ่
“จจจ…เจ้าบอกว่าเกาะอะไรนะ?” นายเรือใหญ่กำลังสัปหงก เมื่อได้ยินคำพูดของอวี๋เซ่าชิง ตกใจจนลุกพรวดขึ้นมา!
อวี๋เซ่าชิงพูดด้วยความเกรงใจว่า “เกาะร้าง อีกประเดี๋ยวก็ถึง แล้ว ข้าอยากขอให้นายเรือใหญ่ช่วยจอดเรือสักหน่อย พวกข้าจะ ได้ขึ้นไปทำธุระบนเกาะ ไม่เสียเวลาท่านมากหรอก ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็จะมาขึ้นเรือตามเวลาที่กำหนด”
“เป็นไปได้อย่างไร…” นายเรือใหญ่ยังพูดไม่ทันจบ ทันใดนั้นก็ รู้สึกว่าด้านหลังของตนถูกบิด เจ็บจนกระโดดโหยง ถามว่าออกมา “ไม่ได้หรือ?”
“โอ๊ยๆๆๆ” นายเรือใหญ่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“เช่นนั้น นายเรือใหญ่ก็ตกลงแล้ว?” อวี๋เซ่าชิงยกมือขึ้น ประสานกัน “นายเรือใหญ่ใจกว้างยิ่งนัก! ข้าขอคำนับ!”
เขาพูดไปพลางตบไหล่นายเรือใหญ่เบาๆ “นายเรือใหญ่ ท่าน ตกลงแล้วนะ! ข้าว่าท่านน่าจะอายุมากกว่าข้า เพราะฉะนั้นข้าจะ เรียกท่านว่าพี่ใหญ่!”
“ไม่หรอก ไม่หรอก…” นายเรือใหญ่นํ้าตาไหลพรากด้วยความ ซาบ(ชอก)ซึ้ง(ชํ้า)
นายเรือทั้งสามเดินทางอยู่กลางทะเลมานานหลายปี พายุลม ฝนประเภทใดล้วนแต่เคยผ่านมาหมด แต่กลับไม่กล้าเข้าใกล้เกาะ แห่งนี้สักครั้ง ไม่ใช่เพราะตำนานที่เล่าขนาน หากแต่เป็นเพราะพี่ ใหญ่ของพวกเขาเคยเข้าไปในเกาะนี้
สุดท้ายพวกเขาก็ไม่กลับมา
พวกเขาส่งคนออกตามหา แต่ก็ไร้ผล หากจะมีสิ่งใดที่น่ากลัว กว่าสตรีคนนั้น ก็เห็นจะเป็นเกาะร้างแห่งนี้นี่เอง
ตอนเที่ยงพอดิบพอดี พวกเขานำเรือเข้าเทียบท่าที่เกาะ นาย เรือทั้งสามไม่กล้านำเรือเข้าใกล้ชายฝั่งมากเกินไป จึงนำเรือเล็กลง มาให้พวกเขานั่งเข้าไป
บนเกาะมีกลิ่นอายของหนอนพิษรุนแรง อวี๋หวั่นก้าวขึ้นบน เรือเล็ก
เธอเงยหน้าขึ้น แล้วบอกกับมู่ชิงว่า “มู่ชิง เจ้ากับศิษย์พี่ศิษย์ น้องของเจ้ารออยู่บนเรือ อิ่งลิ่วเจ้าก็ด้วย”
อิ่งลิ่วพยักหน้า
ต้องมีคนคอยเฝ้า เผื่อว่ามีใครนำเรือออก
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “สือซัน เจ้าแบกโจว จิ่นลงมา”
“ขอรับ!” อิ่งสือซันทะยานเข้าไปในห้องของโจวจิ่นซึ่งกำลัง หลับไหล และพาเขาลงไปยังเรือเล็ก
โจวอวี่เยี่ยนคิดจะเข้ามาขวางแต่ก็ขวางไว้ไม่ได้ นางมองไปยัง พวกเขา “นี่! พวกเจ้าทำอะไรกัน บนเกาะนั้นอันตราย ถ้าศิษย์น้อง เป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ใส่ใจนาง
อวี๋หวั่นมองนางด้วยรอยยิ้ม “ถ้าหากศิษย์พี่ของเจ้าไม่ได้โกหก บนเกาะนี้ต้องมีพ่อมดใหญ่คนหนึ่ง และพวกข้าก็จะให้เขาถอน ผนึกพลังให้ศิษย์น้องของเจ้า แต่ถ้าหากศิษย์พี่มู่ถิงของเจ้าจงใจ หลอกให้พวกข้ามายังสถานที่ที่อาจไม่มีชีวิตรอดกลับไป เช่นนั้น พวกข้าก็คงทำได้เพียงฝังศพศิษย์น้องเจ้าไปพร้อมกัน!”
“เจ้า!” โจวอวี่เยี่ยนโมโหจนแทบลมจับ!
มู่ชิงมองไปยังมู่ถิงด้วยความตื่นตระหนก “ศิษย์พี่ ท่านไม่ได้ โกหกหรอกใช่ไหม? บนเกาะมีพ่อมดใหญ่จริงใช่ไหม?”
มู่ถิงกำหมัดแน่น กัดฟันพูดออกมาทีละคำว่า “ข้าไม่ได้ โกหก!”
เพียงแต่ว่า เขาไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด
บนเกาะมีพ่อมดใหญ่นั้นเป็นเรื่องจริง ทว่าไม่ใช่พ่อมดขาวที่ ช่วยเหลือคน หากแต่เป็นพ่อมดดำที่ฆ่าคนเป็นว่าเล่นต่างหาก!
คนกลุ่มนี้ที่มาที่ไปไม่แน่ชัด แต่กลับอยากบุกเข้าไปใน อาณาเขตของเผ่าพ่อมด มู่ถิงไม่อยากให้พวกตนโดนหางเลขไป ด้วย จึงใช้วิธีตัดไฟแต่ต้นลม เขารู้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่ต้องขึ้นไป บนเกาะ ส่วนคนที่เหลืออยู่นั้น เขาสามารถรับมือได้
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ คนพวกนั้นพาตัวศิษย์น้องของเขา ไปด้วย!
“ข้าจะไปด้วย!” มู่ถิงไต่เชือกลงเรือไป
“ข้าไปด้วย!”
มู่ชิงและโจวอวี่เยี่ยนเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
อวี๋หวั่นยิ้ม “น่าเสียดาย เรือเล็กสองลำนี้เต็มแล้ว ในพวกเขา สองคน ไปได้อีกเพียงคนเดียวเท่านั้น”
“เจ้ารออยู่บนเรือ!” โจวอวี่เยี่ยนหันไปบอกมู่ชิงซึ่งยืนอยู่ด้าน ข้างอย่างไม่เกรงใจ นางไม่ใช่แม่มด แต่นางมีวรยุทธ์ อีกทั้งวรยุทธ์ ของนางก็ไม่แย่ นางแตะเท้าเพียงเล็กน้อยก็เหยียบลงบนเรือซึ่ง อิ่งสือซันและศิษย์น้องเล็กของนางอยู่ มู่ถิงก็กระโดดลงไปในเรือ เช่นกัน
อวี๋เซ่าชิงลงเรือลำเดียวกับลูกสาวและลูกเขย
อวี๋เซ่าชิงและเยี่ยนจิ่วเฉาเป็นคนพายเรือ ส่วนบนเรืออีกลำ หนึ่ง อิ่งสือซันและมู่ถิงรับหน้าที่ฝีพายคู่ ไม่นานเรือทั้งสองลำก็ เคลื่อนมาจอดบนชายหาด
ที่นี่เป็นเกาะร้างไม่ผิดแน่ โดยรอบนับสิบหลี่ปราศจากเงาของ ผู้คน
พวกเขาจอดเรือ จากนั้นก็เดินเข้าไปในตัวเกาะ
เยี่ยนจิ่วเฉาจูงมืออวบอ้วนของอวี๋หวั่นไว้
กลัวเธอหายไปอย่างนั้นหรือ? อวี๋หวั่นถาม
อวี๋เซ่าชิงมองลูกสาวและลูกเขยเดินกระหนุงกระหนิงกัน ในใจ ก็รู้สึกปวดร้าวเหลือเกิน
วันแรกที่อาซูไม่อยู่ คิดถึง
วันที่สองที่อาซูไม่อยู่ คิดถึง คิดถึง
วันที่สามสิบเก้าที่อาซูไม่อยู่…
“เกาะใหญ่ถึงเพียงนี้ อาจารย์ของเจ้าได้บอกหรือไม่ว่าพ่อมด ใหญ่อยู่ที่ไหน?”
เสียงใสของอวี๋หวั่นดังขึ้นขัดห้วงความคิดของอวี๋เซ่าชิง เขา มองไปยังมู่ถิง เจ้านี่วางมาดเหลือเกิน ไม่น่าคบหาเหมือนมู่ชิง!
“พวกเจ้าดู มีหมอกลอยขึ้นมา!”
“นั่นไม่ใช่หมอก นั่นคือควันพรางตา” นัยน์ตาของอวี๋หวั่น กระตุกวูบหนึ่ง หยิบขวดยาใบเล็กขึ้นมาสามสี่ขวด แล้วโยนให้มู่ถิง และโจวอวี่เยี่ยน “เม็ดละหนึ่งชั่วยาม! ป้อนให้ศิษย์น้องเล็กของ พวกเจ้าด้วย!”
อวี๋หวั่นเหลือบมองพวกเขา “กินไปตั้งแต่ก่อนขึ้นจากเรือแล้ว เป็นยาป้องกันพิษร้อยชนิด กินไปเถอะ!”
โจวอวี่เยี่ยนไม่อยากกิน
มู่ถิงกลับกลืนยาลงไปทันใด
“ศิษย์พี่!” โจวอวี่เยี่ยนร้อง
มู่ถิงอธิบายว่า “พวกเขาไม่มีทางทำร้ายศิษย์น้อง ศิษย์น้อง กินได้ พวกเราก็กินได้”
โจวอวี่เยี่ยนเบ้ปาก แล้วกินยาลงไปอย่างไม่เต็มใจ
อวี๋หวั่นยิ้ม มองไปทางมู่ถิง “ในเมื่อบนเกาะมีควัน ก็แสดงว่ามี คนอาศัยอยู่ ดูแล้วโชคเข้าข้างพวกเรา อาจได้พบกับพ่อมดใหญ่ จริงๆ ก็เป็นได้”
มู่ถิงไม่ได้พูดอะไร เขาเบือนหน้าหนี มองไปด้านหน้าอย่างระ แวดระวัง
อิ่งสือซันส่งโจวจิ่นให้อวี๋เซ่าชิง “ควันพรางตามาจากทางนั้น นายท่าน คุณชาย ฮูหยินน้อย พวกท่านรอข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไปสำรวจ เส้นทางก่อน”
“เจ้าเองก็ระวังด้วย” อวี๋เซ่าชิงรับเด็กชายมา
อิ่งสือซันพยักหน้า แล้วสำแดงวิชาตัวเบาหายวับไป
ไม่ไกลออกไปมีโขดหินก้อนหนึ่ง โจวอวี่เยี่ยนยืนจนเมื่อยขา จึงเดินเข้าไปนั่ง แต่ยังไม่ทันได้นั่งก็ได้ยินเสียงเย็นเยียบดังขึ้น เหนือศีรษะ ‘ถอยไป’
เสียงนี้น่าฟังจนบอกไม่ถูก แต่ก็น่ากลัวจนเสียวสันหลังวาบ
โจวอวี่เยี่ยนตัวสั่น พร้อมกับก้าวถอยออกไป
เยี่ยนจิ่วเฉาจูงมือของอวี๋หวั่น แล้วให้เธอนั่งลงบนโขดหิน
เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าแย่งที่นั่งของโจวอวี่เยี่ยนไปต่อหน้า ต่อตา! ยังคิดเสียอีกว่าเป็นอะไร ที่แท้ก็จะให้สตรีผู้นี้นั่ง
!
มีสิทธิ์อะไร?!
ยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน?!
อิ่งสือซันออกไปได้ไม่เท่าไร ควันพรางตาก็เริ่มหนาขึ้น ทำให้ พวกเขามองเห็นในระยะเจ็ดฉื่อเท่านั้น
มู่ถิงและโจวอวี่เยี่ยนจำต้องขยับเข้าไปใกล้พวกอวี๋หวั่น
โจวอวี่เยี่ยนไม่มีเวลาจะมาหัวเสีย นางมองไปยังควันที่หนาขึ้น เรื่อยๆ ความวิตกค่อยๆ ท่วมท้นขึ้นในใจ “เป็นไปได้อย่างไร องครักษ์ของพวกเจ้าเล่า? เขาไม่เป็นไรกระมัง?”
อวี๋หวั่นหยิบขวดหยกโปร่งแสงใบหนึ่งออกมา แล้วแตะหนอน
พิษตัวน้อยซึ่งส่องแสงสว่างด้านใน “หนอนพิษของเขายังอยู่ ของ พวกเจ้าก็ยังอยู่”
พูดจบ เธอก็หยิบขวดหยกออกมาหลายใบ ทุกใบมีหนอนพิษ ตัวน้อยส่องแสงวับวาบอยู่ด้านใน
โจวอวี่เยี่ยนกดหน้าอกของตนเองไว้ “เจ้า…เจ้าปล่อยหนอน พิษใส่พวกข้ารึ?”
“ถ้าหากไม่ปล่อยหนอนพิษใส่พวกเจ้า ประเดี๋ยวข้าจะรู้ได้ อย่างไรว่าพวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่” ทันทีที่เธอพูดออกไป ร่างของโจ วอวี่เยี่ยนและมู่ถิงก็ถูกควันพรางตากลืนเข้าไปจนมองไม่เห็น ราวกับหายลับไปในกลีบเมฆก็มิปาน
อวี๋หวั่นมองไปยังหนอนพิษน้อยในขวด “ข้าพูดเช่นนี้ถูกต้อง ไหม? เยี่ยนจิ่วเฉา?”
เธอหันหน้าไปมองรอบๆ
“เยี่ยนจิ่วเฉา เยี่ยนจิ่วเฉา…เยี่ยนจิ่วเฉา!”