หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 481.1 พี่จิ่วออกโรง (1)
ด้านหนึ่ง โจวอวี่เยี่ยนพบกับอวี๋หวั่น ส่วนอีกด้านหนึ่ง มู่ถิงซึ่ง พลัดหลงกับอวี๋หวั่นก็พบกับอิ่งสือซัน
บนหลังของอิ่งสือซันมีร่างของโจวจิ่นที่ไม่ได้สตินอนอยู่
วินาทีที่เห็นโจวจิ่น สีหน้าของมู่ถิงก็ผ่อนคลายขึ้นมาก
กระนั้นเขาก็ไม่ได้รีบร้อนเข้าไปหาพวกเขา แต่กลับมองด้วย ความเคลือบแคลงใจ “หยุดอยู่ตรงนั้น”
“ทำไม” อิ่งสือซันเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ
มู่ถิงยื่นมือออกมา “ส่งมือมา”
อิ่งสือซันมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ แต่ก็ยื่นมือออกไป
มู่ถิ่งแตะปลายนิ้วลงบนข้อมือของอิ่งสือซัน
“เจ้าจับชีพจรได้ด้วยหรือ? แต่ข้าไม่ได้ป่วย” อิ่งสือซันดึงมือ กลับมา
“ข้าเพียงแต่อยากให้มั่นใจว่าเป็นอิ่งสือซันตัวจริง หรือว่าเป็น อาคมจากควันพรางตา” มู่ถิงพูดจบ ก็พบว่าอิ่งสือซันแลดูไม่ได้ ตกใจเท่าไรนัก เขาหัวเราะ “ดูแล้ว เจ้าก็คงจะรู้สึกถึงความผิดปกติ เหมือนกัน”
อิ่งสือซันตอบว่า “ทำไม มีเพียงพ่อมดอย่างพวกเจ้าหรือที่
มองออกว่านี่คืออาคม หน่วยกล้าตายอย่างพวกข้ามองไม่ออก?”
“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” แม้มู่ถิงจะปฏิเสธ ทว่าในใจ กลับอดรู้สึกทึ่งในตัวอิ่งสือซันไม่ได้ หน่วยกล้าตายอยู่ในยุทธภพได้ เพราะวรยุทธ์ กระนั้นวรยุทธ์ของพวกเขา เมื่อต้องเผชิญกับอาคม ที่แข็งแกร่งเช่นนี้กลับเทียบกันไม่ติด เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่คาดคิด ว่าอิ่งสือซันจะมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
และนั่นก็ทำให้มู่ถิงมั่นใจว่าคนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา
อิ่งสือซันไม่ได้มีเวลาเหลือล้นจะมาเสวนากับมู่ถิง เขา พิจารณาพื้นที่โดยรอบ ต่อให้ควันพรางตาหนาเพียงใด แต่ขอ เพียงเดินไปตามทาง สุดท้ายแล้วย่อมต้องมีจุดสิ้นสุด
มู่ถิงตามอิ่งสือซันไป สายตาของเขาจับจ้องไปยังศิษย์น้องเล็ก ซึ่งอยู่บนหลังของอิ่งสือซัน แล้วกล่าวว่า “ส่งศิษย์น้องมาให้ข้าดี กว่า เจ้าจะได้ตั้งใจสำรวจเส้นทาง”
“ไม่ต้อง เจ้าดูแลตัวเองให้ดีก่อน” อิ่งสือซันพูดด้วยสีหน้า เรียบเฉย
มู่ถิงถูกพูดแทงใจดำ สีหน้าก็ดูยํ่าแย่ขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง ควันก็ค่อยๆ กระจายตัวไป ตรงหน้าของพวก เขามีป่าไผ่แห่งหนึ่ง สัตว์ประหลาดท่าทางดุร้ายก็พุ่งเข้าใส่พวกเขา
มู่ถิงขมวดคิ้วแน่น แล้วพูดว่า “เจ้าไม่ต้องกลัว มันเป็นอาคม”
อิ่งสือซันชักกระบี่ออกมา ฟันไปยังงูพิษดัง ‘ฉับ’ เลือดสดสาด
ลงบนใบหน้าของมู่ถิง
มู่ถิงตะลึงงัน
อิ่งซือซันพูดแดกดันว่า “นี่ก็เป็นอาคมเหมือนกันหรือ?”
มู่ถิงปาดเลือดงูบนใบหน้า ทำตาโตอย่างเหลือเชื่อ อาคมของ ที่นี่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือ? เขาเป็นถึงพ่อมดระดับเสวียน สายตายังไม่เฉียบขาดเท่าหน่วยกล้าตาย…
อิ่งสือซันเป็นหน่วยกล้าตายที่ปีนขึ้นมาจากกองซากศพ แม้ว่า เขาจะไม่รู้วิชาอาคม แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าสิ่งนั้นอันตราย ยามที่สัตว์ร้ายฝูงนั้นพุ่งตรงมาหาพวกเขา เขาหลับตาลง โดยรอบ เงียบสงัดลงทันใด มีเพียงเสียงของสิ่งที่คืบคลานเข้ามา ทำให้เขา ขนลุกซู่
อิ่งสือซันเก็บกระบี่
มู่ถิงกำหมัดแน่น แล้วเดินตามไปด้วยสีหน้าซับซ้อน
หลังจากที่อวี๋หวั่นและโจวอวี่เยี่ยนออกจาก ‘ร้านนํ้าชา’ ได้ไม่ นาน ก็เดินเข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง
โจวอวี่เยี่ยนมองไปยังหมู่ไม้สูงระฟ้าเหนือศีรษะ พร้อมกับดึง แขนเสื้อของอวี๋หวั่น “เจ้าว่า…นี่ก็เป็นอาคมเหมือนกันไหม?”
“เจ้าดูไม่ออกหรือ?” อวี๋หวั่นเด็ดดอกไม้ตรงหน้า
โจวอวี่เยี่ยนเร่งฝีเท้าตามไป มือข้างหนึ่งดึงแขนเสื้อของอวี๋ หวั่น “ข้าไม่ได้เป็นแม่มดสักหน่อย จะไปมองออกได้อย่างไร?”
อวี๋หวั่นหัวเราะ “ท่านพ่อของเจ้าสอนลูกศิษย์ที่เก่งกาจเช่นนี้ เจ้าเป็นถึงคุณหนูของสำนัก แต่กลับไม่ได้รับการสืบทอดจากเขา มาแม้แต่น้อย น่าเศร้าเสียจริง”
“ข้าไม่ได้อยากเป็นแม่มดสักหน่อย!” โจวอวี่เยี่ยนแค่นเสียง ขึ้นจมูก
“โอ้?” อวี๋หวั่นตอบอย่างไม่ใส่ใจ
โจวอวี่เยี่ยนถอนหายใจ “ข้าได้ยินท่านพ่อข้าบอกว่าพ่อมดที่ เก่งกาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงกฎธรรมชาติได้ แต่คนพวกนั้นมัก จะมีจุดจบไม่ดี เจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องโทษทั้งห้าและความ ขาดแคลนทั้งสามหรือ?”
อวี๋หวั่นยังคงก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป มิได้สนใจนาง เมื่อโจวอ วี่เยี่ยนเห็นว่าอวี๋หวั่นไม่ตอบ จึงทึกทักว่าเธอได้ยินแล้ว และยกมือ ไม้ขึ้นมาประกอบการอธิบาย “‘พ่อหม้าย แม่หม้าย กำพร้า ไร้บุตร และความพิการ’ ห้าสิ่งนี้คือโทษทั้งห้า ส่วนความขาดแคลนทั้ง สามได้แก่ ‘เงินทอง ชีวิต และสิทธิ’ กฎแห่งธรรมชาติล้วนมีหลัก ของมันเอง ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือขัดต่อกฎธรรมชาติย่อมถูกสวรรค์ ลงโทษ!”
อวี๋หวั่นร้อง ‘อ้อ’ แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นสำนักของพวกเจ้าก็ เคยถูกสวรรค์ลงโทษมาก่อนหรือ?”
“เป็นพ่อมดทั่วไปไหนเลยจะทำเช่นนั้นได้?” โจวอวี่เยี่ยนเบ้ ปาก พลางมองไปในป่า พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าอาจคิดว่าอาคม
เมื่อครู่แข็งแกร่ง แต่นั่นไม่ใช่วิชาไสยเวทที่นำพาโทษแห่งสวรรค์ มาได้ แน่นอนว่าถ้าหากพวกเราถูกฆ่าตาย นั่นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
“เป็นอีกเรื่องหนึ่งอย่างไร?” อวี๋หวั่นถาม
โจวอวี่เยี่ยนตอบว่า “หากใช้ไสยเวททำร้ายคน อาจส่งผลย้อน กลับหาตัว เจ้ารู้จักพ่อมดขาวกับพ่อมดดำกระมัง? อย่างท่านพ่อ ข้า เรียกว่าพ่อมดขาว ปกติแล้วจะช่วยปัดเป่าเรื่องร้าย นำพาเรื่อง ดี ช่วยรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรทำนองนั้น ส่วนพ่อมดดำกลับรับ เงินคนอื่น ไปทำลายสิ่งที่ไม่ควรทำลาย พ่อมดดำมักจะอายุสั้น ด้วย!”
“อย่างนั้นหรือ?” อวี๋หวั่นพึมพำ
โจวอวี่เยี่ยนยกมือขึ้นเท้าเอว “เพราะฉะนั้นน่ะนะ จึงมีเรื่อง เล่าว่าพ่อมดดำจำนวนไม่น้อยจะจับคนหนุ่มสาวไปดูดพลังหยาง เพื่อให้ตนเองมีอายุยืนยาวขึ้น!”
“ทำอย่างนั้นได้ด้วยหรือ?” อวี๋หวั่นชะงักฝีเท้า หันหลังกลับมา มอง
โจวอวี่เยี่ยนยักไหล่ “ทุกคนต่างก็พูดกันอย่างนี้นะ! เอ๊ะ? เจ้า ไม่ไปด้านหน้าแล้วหรือ? เจ้าจะไปไหน”
อวี๋หวั่นชักมีดสั้นออกมา
โจวอวี่เยี่ยนเห็นดังนั้น จึงรีบปิดปากเงียบ ทุกย่างก้าวที่เดิน ตามอวี๋หวั่นไปนั้นทั้งเงียบเชียบและระแวดระวัง
จะว่าไปก็น่าหัวร่อ นางเป็นถึงยอดฝีมือแห่งประเทศมรกต เมื่อถึงยามคับขันกลับต้องมาหลบด้านหลังสตรีมีครรภ์ที่ไร้วรยุทธ์
โจวอวี่เยี่ยนรู้สึกขายหน้า จึงกัดฟัน ดึงกระบี่ออกมา
ในตอนนั้นเอง อวี๋หวั่นก็ปราดเข้าไปด้านหน้า “ออกมา!”
“ฮูหยินน้อย! ข้าเอง!”
อิ่งสือซันโผล่ออกมาจากด้านหลังพุ่มไม้
“สือซัน?” อวี๋หวั่นรู้สึกโล่งอก อิ่งสือซันก้าวเข้ามา
“นี่! เจ้าระวังนะ อาจเป็นอาคม!” โจวอวี่เยี่ยนดึงอวี๋หวั่นไว้ ด้วยความหวังดี
อวี๋หวั่นเขย่าขวดหยกซึ่งบรรจุหนอนพิษไว้ข้างใน “เจ้าวางใจ เถอะ เขาเป็นตัวจริง”
โจวอวี่เยี่ยนลดกระบี่ลงอย่างกระอักกระอ่วน “อ้อ เกือบลืมไป ว่าเจ้าปล่อยหนอนพิษใส่คนอื่น”
“ฮูหยินน้อย ระวัง!” อิ่งสือซันกระวีกระวาดเข้ามาตรงหน้าอวี๋ หวั่น แล้วเข้าไปพยุงเธอซึ่งกำลังจะสะดุดขอนไม้แห้ง
“พวกเจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?” อวี๋หวั่นยิ้ม เมื่อเห็นว่ามู่ถิงเหงื่อ โทรมกาย
อิ่งสือซันมองตามสายตาของอวี๋หวั่นไป “เจอกันระหว่างทาง น่ะขอรับ จึงมาพร้อมกัน ฮูหยินน้อยมาพร้อมกับคุณชายหรือไม่ ขอรับ?”
“เปล่า” อวี๋หวั่นส่ายหน้า
“ศิษย์พี่ใหญ่!” โจวอวี่เยี่ยนมองไปยังมู่ถิงซึ่งวิ่งตาลีตาเหลือก ตามมา
มู่ถิงเหนื่อยจนแทบล้มลงคลานกับพื้น ไฉนเจ้าหน่วยกล้าตาย คนนี้ถึงว่องไวเหลือเกิน ทั้งที่ยังแบกอีกคนหนึ่งไว้ที่หลัง…
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?” โจวอวี่เยี่ยนมองเขาด้วย ความเป็นห่วง
มู่ถิง มือข้างหนึ่งยันกับต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง มืออีกข้างหนึ่งกด หน้าอกซึ่งรู้สึกคล้ายกับกำลังจะระเบิด เขาพูดตะกุกตะกักเพราะ หายใจไม่ทัน “ข้าไม่เป็นไร…จะ…เจ้าละ? เป็นอย่างไรบ้าง เจ้ามา อยู่กับฮูหยินน้อยเยี่ยนได้อย่างไร?”
“ข้าตกอยู่ท่ามกลางอาคม แล้วนางก็มาเจอข้า” แม้ว่าจะไม่ อยากยอมรับ แต่เป็นอวี๋หวั่นที่พบนางเข้าจริงแท้แน่นอน มิเช่น นั้นตอนนี้นางคงถูกเงาผีนั่นหลอกจนเป็นบ้าตายไปแล้ว
“เด็กอยู่กับเจ้าที่นี่ เจ้าได้เจอกับท่านพ่อข้าหรือ?” ถ้าอวี๋หวั่น จำไม่ผิด ก่อนที่อิ่งสือซันจะไปออกไปสืบความ เขาส่งเด็กคนนี้ให้ ท่านพ่อของเธอ
อิ่งสือซันส่ายหน้า “เปล่าขอรับ ข้าไม่ได้เจอนายท่าน”
อวี๋หวั่นชี้ไปยังโจวจิ่นบนหลังของเขา “เจ้า…เจ้าพาเด็กไป สำรวจเส้นทางด้วยหรือ?”
“ขอรับ” อิ่งสือซันพยักหน้า
อวี๋หวั่นชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็เข้าใจทุกอย่างในทันที
เธอพูดแดกดันตนเองว่า “มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ข้าพูดอยู่ พอมี ควันลอยมาก็ไม่ได้ยินเสียงแล้ว พวกเราถูกอาคมเล่นงานเข้า ตั้งแต่ลงจากเรือแล้ว”
อิ่งสือซันแลดูคล้ายกับกำลังใช้ความคิด “ฮูหยินหมายความ ว่า….”
“หลังจากที่ลงจากเรือ พวกเราถูกอาคมพรางตาไว้ ทำให้เดิน กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ทั้งยังคิดไปว่าอยู่ด้วยกัน ตลอด…” อวี๋หวั่นพูดพลางมองไปยังมือของตน “หลังลงจากเรือ เยี่ยนจิ่วเฉาก็จูงมือข้าไว้ตลอด ในตอนนั้นเขาน่าจะยังเป็นตัวจริง เขาหายไปตอนไหนนะ ใช่แล้ว! ตอนที่ไปหาโจวอวี่เยี่ยน เพื่อบอก นางว่าให้ลุกให้ข้านั่ง!”
ในตอนที่เยี่ยนจิ่วเฉาออกไปหาโจวอวี่เยี่ยนนั้น เขาก็หายไป แล้ว ทั้งเยี่ยนจิ่วเฉาและโจวอวี่เยี่ยน รวมไปถึงมู่ถิง โจวจิ่น อิ่งสือ ซัน และท่านพ่อที่เธอเห็นหลังจากนั้น ล้วนเกิดจากอาคมทั้งสิ้น!
อวี๋หวั่นหัวเราะ ปัดผมหน้าม้าของตน กัดฟันกรอด แล้วพูดว่า “ข้าคิดว่าข้ารู้ตัวเร็วแล้ว แต่กลับถูกอีกฝ่ายเปิดฉากเล่นงาน ตั้งแต่แรก เวรเอ๊ย!”
โจวอวี่เยี่ยนกำลังสนทนากับศิษย์พี่ของนาง ทันทีที่ได้ยินอวี๋ หวั่นบริภาษ นางก็ขนลุกจนตัวสั่นเทิ้ม ทั้งสองรีบ
มองไปทางอวี๋หวั่น ก็เห็นว่าสตรีที่ไม่ว่าเมื่อใดที่ใดก็มักจะเยือก เย็น บัดนี้กลับเดือดดาล พวกเขาก็พลันรู้สึกขนพองสยองเกล้าขึ้น มา
แววตานั่น แลดูราวกับจะจับพวกเขากินอย่างไรอย่างนั้น!
“นางโมโหเป็นเหมือนกันหรือ…” โจวอวี่เยี่ยนอ้าปากค้าง
“ฮูหยินน้อยขอรับ” อิ่งสือซันเปิดกระเป๋าซึ่งสะพายอยู่ด้าน หน้า แล้วหยิบกล่องขนมกล่องหนึ่งออกมาส่งให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นรับกล่องมา แล้วกินเข้าไปเจ็ดแปดชิ้นจนในที่สุดจิตใจ ก็สงบลง
“ตอนนี้ ก็เหลือแค่เยี่ยนจิ่วเฉากับท่านพ่อข้า”
บทที่ 481.2 พี่จิ่วออกโรง (2)
ในป่าเชียวชอุ่ม สายนํ้าไหลเอื่อย ทิวทัศน์งดงาม เยี่ยนจิ่วเฉา ยืนอยู่ริมลำธาร มองไปยังนํ้าตกสูงซึ่งอยู่ไกลออกไป เขาพลัดหล งกับอวี๋หวั่นและคนอื่นๆ จึงเดินมาถึงสถานที่แห่งนี้ หมู่นกร้อง เพลง แสงแดดสาดส่อง
เขาเดินไปเรื่อยๆ ก็พบกับสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งดูคล้ายกับที่ พำนักของเหล่าเทพเซียน
นํ้าในลำธารนั้นใสจนมองเห็นก้นลำธาร ปลาขนาดเท่าฝ่ามือ แหวกว่ายไปมา ก้อนหินใต้นํ้าถูกกระแสนํ้าซัดเซาะจนเงา แสง สะท้อนของดวงตะวันวับวาบขึ้นมาจากสายนํ้า
เยี่ยนจิ่วเฉาค้อมกาย นิ้วเรียวยาวจิ้มลงไปในนํ้า นํ้าในลำธาร นั้นหนาวเหน็บจนปวดกระดูก ปลาซึ่งก่อนหน้านี้ว่ายวนเวียนอยู่ใน นํ้าก็เตลิดหนีไป!
เยี่ยนจิ่วเฉาหยิบก้อนกรวดขนาดเท่าไข่นกพิราบขึ้นมาก้อน หนึ่ง จับไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงโยนลงไปในนํ้า
ไม่ไกลออกไป ท่ามกลางมวลบุปผาบานสะพรั่ง กลุ่มควันพวย พุ่งขึ้นมา
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังป่าท้อซึ่งเป็นต้นควัน ในป่าท้อนั้นมีบ้าน คน รั้วไม้ไผ่แหลมสูงครึ่งตัวคน ล้อมรอบเรือนซึ่งดูเรียบง่าย
รั้วซึ่งทำจากไม้ไผ่แหลมเปิดอยู่ เยี่ยนจิ่วเฉาเดินสาวเท้าเข้าไป
กระนั้นขณะที่เขากำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู ลูกศรเย็นเฉียบ ก็พุ่งเข้ามาหาเขา!
มันกำลังจะพุ่งเข้าทะลุอกของเยี่ยนจิ่วเฉา เขากลับไม่รู้สึก สะทกสะท้านแต่อย่างใด และปล่อยให้ศรธนูผ่านร่างของตนไป!
“กระจอก”
คุณชายเยี่ยนไม่ยี่หระต่ออาคมใดๆ เขาเดินเข้าไปในเรือนอัน เย็นยะเยือก
จากนั้นก็มีศรธนูอีกจำนวนหนึ่งพุ่งเข้ามา เขามิได้ขยับหลบ แต่เดินไปตามระเบียงทางเดิน ดอกแล้วดอกเล่า แต่ในครั้งนี้เยี่ยน จิ่วเฉาลงมือแล้ว นัยน์ตาของเขากระตุกวูบ พลังภายในแข็งแกร่ง ปะทุออกมา ระเบิดศรธนูแหลกเป็นจุณ!
ลูกศรระลอกแรกเป็นอาคม ระลอกหลังเป็นของจริง แต่เมื่อ ถูกหลอกเข้าครั้งแรก คนทั่วไปมักจะคิดว่าระลอกหลังเป็นของ ปลอมเช่นกัน ไม่เพียงเพราะความเคยชิน แต่ยังเป็นเพราะไม่มี เวลายั้งคิดอีกด้วย
“เจ้าหนุ่ม เจ้ามองอาคมของข้าออกได้อย่างไร”
ในห้อง เสียงของบุรุษชราฟังดูแหบพร่าราวกับระฆังโบราณ
ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้น ทิวทัศน์โดยรอบก็เปลี่ยนไป เรือนซึ่ง เดิมทีอยู่ท่ามกลางดอกท้อบานสะพรั่ง ก็แปรเปลี่ยนเป็นเรือนมืด
ในป่าทึบ แสงแดดจ้าก็พลันกลายเป็นบรรยากาศขมุกขมัว เส้น ขอบฟ้าหมดลง ราวกับฟ้ากำลังจะถล่ม
เยี่ยนจิ่วเฉานัยน์ตากระตุกวูบ ทันใดนั้นประตูใหญ่ก็เหวี่ยง เปิดออก
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินเข้าไปอย่างไม่รอช้า
“เจ้ายังกล้าเข้ามาอีกหรือ?” เสียงแหบพร่าดังขึ้นอีก
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบอย่างไม่ยี่หระว่า “ไม่เข้าไป แล้วข้าจะจับเจ้า ออกมาได้อย่างไร?”
“เจ้าคิดจะจับข้าอย่างนั้นหรือ?” เจ้าของเสียงเอ่ยถามราวกับ กำลังฟังเรื่องตลก ในห้องมีเสียงหัวเราะลั่น เป็นเสียงดังเย็นเยียบ ประหนึ่งเสียงของยมทูตจากขุมนรก
กระนั้น เยี่ยนจิ่วเฉาก็มิได้ตกใจกลัว เขาเพียงแต่มองไปรอบๆ แล้วพูดว่า “เรือนของเจ้าอัปลักษณ์เหลือเกิน คุณชายอย่างข้าไม่ อยากอยู่ที่นี่นาน เจ้าออกมาเองเถิด หรือจะให้ข้าจับเจ้าออกไป?”
“ข้าไม่ได้พบคนที่หยิ่งผยองอย่างเจ้ามานานแล้ว เจ้ามาถึงที่นี่ ได้ นับว่ามีความสามารถพอตัว แต่ข้าจะบอกเจ้าให้ ว่าแต่ไหนแต่ ไรมา ผู้ที่บุกรุกเข้ามาบนเกาะแห่งนี้ล้วนแต่ตายทุกคน! เจ้า เก่งกาจถึงเพียงนี้ ข้าสังหารเจ้าไม่ลงคอ เอาอย่างนี้ เจ้าอยู่เป็น เพื่อนข้าที่นี่จะดีกว่า เจ้าโขกศีรษะให้ข้าสามครั้ง แล้วข้าจะรับเจ้า เป็นลูกศิษย์!”
“เป็นลูกศิษย์ของเจ้า ดีตรงไหนกัน?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถาม
ด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ
“นั่นล้วนขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว หากเจ้าทำให้ข้าพอใจ ข้าก็ยินดีจะ ถ่ายทอดความสามารถของข้าให้กับเจ้า”
เยี่ยนจิ่วเฉาร้อง ‘อ้อ! ’ ออกมา “เจ้าหมายถึงอาคมไร้ ประโยชน์พวกนี้น่ะหรือ?”
“เจ้าเด็กบ้า!” ผู้เฒ่าโทสะพลุ่งพล่าน ผนังห้องโถงมืดทึบก็ เปิดออก ศรพิษจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งตรงไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉาสะบัดแขนเสื้อ ระเบิดศรพิษจนกระจุยกระจาย
“วิชาอายุวัฒนะ? เจ้าเด็กบ้า! เจ้าเป็นคนเผ่าพ่อมดรึ? ไม่สิ บนร่างของเจ้ามีกลิ่นอายของราชาศักดิ์สิทธิ์! เจ้า…เจ้าเกี่ยวข้อง กับเผ่าศักดิ์สิทธิ์อย่างไร?!”
“ไม่ได้เกี่ยวอะไรกัน” เยี่ยนจิ่วเฉาตอบ
“คนเผ่าศักดิ์สิทธิ์บุกเข้ามาถึงอาณาเขตของข้า ดูแล้วแค่สั่ง สอนให้หลาบจำน่าจะยังไม่พอ! ข้าอุตส่าห์เห็นว่าเจ้ามีดีกว่าคนอื่น จึงอยากรับไว้เป็นศิษย์ แต่เจ้ากลับเป็นคนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์ ข้าไม่ อาจปล่อยเจ้ามีชีวิตรอดไปได้”
เยี่ยนจิ่วเฉาหยิบก้อนหินบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ในกำอุ้งมือ กล่าว ว่า “เจ้าแก่ เลิกอ้อมค้อมสักที จะสู้ก็มาสู้กัน หากจะไม่สู้ก็คุกเข่าลง เสีย”
“เจ้าเด็กโอหัง!!!”
ผู้เฒ่าโมโหสุดขีด เขาตวาดเสียงดัง พลังปะทุออกไป ในตอน นั้นเอง ในห้องโถงก็มีเงาสีดำสายหนึ่งพุ่งออกมา ผู้เฒ่าผมสีขาว โพลนคนหนึ่งปรากฏกายออกมา เขานั่งอยู่บนรถเข็น รถเข็น กระแทกลงบนพื้นอย่างแรง
เมื่อได้ยินเสียงของเขา ย่อมต้องเดาว่าเขาอายุอานาม ประมาณเจ็ดแปดสิบ แต่ใบหน้าของเขาแลดูอ่อนเยาว์กว่าที่คิด คล้ายกับอายุห้าหกสิบเห็นจะได้
เขาถลึงตาใส่เยี่ยนจิ่วเฉาด้วยความโกรธเกรี้ยว
เยี่ยนจิ่วเฉาหล่อเหลาและอ่อนเยาว์ ทั้งยังรูปร่างสูงสง่าจน เขาต้องหรี่ตา
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังท่อนไม้ซึ่งวางเรียงอยู่ที่กำแพง “นี่คือ คนที่ถูกเจ้าดูดวรยุทธ์ใช่ไหม? จึงทำให้เจ้าอายุยืนถึงเพียงนี้”
ทันทีที่เขาพูดออกไป ท่อนไม้เหล่านั้นก็เปลี่ยนกลับไปเป็น โครงกระดูก
สายตาของผู้เฒ่านั้นลึกลํ้า “อาคมของข้าปิดเจ้าไม่ได้จริงๆ”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบอย่างเย่อหยิ่งว่า “อาคม เข้าใจแล้ว ก็คือวิชา อำพรางตา ทั้งยังใช้ยาแฝด ทำให้คนเกิดภาพหลอน มองออกยาก ตรงไหน? ยาแฝดของเจ้า อวี๋อาหวั่นบ้านข้าทำออกมาได้เป็นอ่าง หากเจ้าอยากได้ ข้าจะให้”
“เจ้า!” ผู้เฒ่าเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ
คนที่เขาพูดถึงนั้นทำออกมาได้จริงหรือไม่ ผู้เฒ่าไม่รู้ เขารู้ เพียงแต่ว่าความสำเร็จของเขากำลังถูกท้าทาย เขาสูดหายใจเข้า ลึก กดระงับความปรารถนาจะอัดเจ้าเด็กเวรตะไลนี่ให้ตาย แล้ว หัวเราะออกมาอย่างเย็นเยียบ “ข้าเสียดายความสามารถของเจ้า เหลือเกิน ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งหนึ่ง หากเจ้าชนะ ข้าจะปล่อย เจ้าไป แต่ถ้าหากเจ้าแพ้ ข้าก็จะเอาชีวิตเจ้า!”
“ได้สิ” เยี่ยนจิ่วเฉาตอบตกลง
ผู้เฒ่าพิจารณาสีหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉา แล้วกล่าวว่า “ข้าคิดว่า เจ้าจะต่อรองกับข้าว่า ถ้าหากข้าแพ้ ก็จะยอมไปกับเจ้าแต่โดยดี”
เยี่ยนจิ่วเฉามองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ผู้เฒ่าเริ่มหมดความอดทน “เจ้าไม่ได้มาจับข้าหรอกหรือ?”
“อ่า เรื่องนั้นน่ะหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาพยักหน้า “เจ้าจะยินดีหรือ ไม่ ข้าก็จะจับเจ้าอยู่ดี”
ผู้เฒ่ามุมปากกระตุก!
เคยพบคนที่โอหัง แต่ไม่เคยพบที่เย่อหยิ่งเช่นนี้มาก่อน เจ้า เด็กนี่คงจะไม่รู้สินะว่าเขาเป็นพ่อมดระดับเทียน อาคมเมื่อครู่เป็น เพียงลูกไม้หลอกเด็ก เขายังไม่ได้สำแดงพลังที่แท้จริงเลยสักนิด!
ผู้เฒ่าดันรถเข็นไปถึงโต๊ะหิน จากนั้นจึงใช้พลังภายในนำถ้วย สามใบออกมาจากห้อง แล้วนำศิลาเวทซึ่งขนาดใกล้เคียงกับ เหรียญใส่ลงไป จากนั้นจึงควํ่าแก้วทั้งสามลง
เขามองเข้าไปในดวงตาของเยี่ยนจิ่วเฉา “ดูให้ดี เจ้าหนุ่ม ห้าม กะพริบตา”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบ ‘อืม’ เบาๆ
ผู้เฒ่าเริ่มลงมือสลับแก้ว เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนมอง เห็นเป็นเพียงเงา หลังจากนั้นเขาก็หยุดลง แล้วถามเยี่ยนจิ่วเฉาว่า “ศิลาเวทอยู่ในแก้วใบไหน เจ้ามีเพียงโอกาสเดียวเท่านั้น คิดให้ ดีแล้วค่อยตอบข้า”
“ไม่ต้องคิดหรอก” เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องมองเขา เมื่อถูกท้าทาย เยี่ยนจิ่วเฉาจึงยื่นนิ้วเรียวยาวออกมา จิ้มเข้าไปในเบ้าตาของผู้เฒ่า แล้วควักลูกตาขวาของเขาออกมา
แต่แล้วเขาก็พบว่าดวงตากลายเป็นเพียงศิลาเวทชุ่มเลือด ก้อนหนึ่ง ผู้เฒ่าตรงหน้าล้มลงกับพื้นดัง ‘โครม’ กลายเป็นหุ่นฟาง สวมเสื้อผ้าเท่านั้น
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขึ้นด้วยความขยะแขยงว่า “ชิ ข้ายังคิดเสียอีก ว่าเป็นวิชาอำพรางตาที่เก่งกาจ มีแค่นี้เองรึ แม้แต่
ลูกข้ายังมองออกเลย”
พ่อมดใหญ่โทสะพลุ่งพล่าน พลังรุนแรงกว่าก่อนหน้านี้ซัดเข้า หาเยี่ยนจิ่วเฉา เยี่ยนจิ่วเฉารู้สึกไม่สนุกเอาเสียเลย เขาคร้านจะต่อ ล้อต่อเถียงกับเจ้าแก่นั่น จึงทะยานขึ้นฟ้า แล้วพุ่งเข้าไปในห้องโถง คว้าคอของผู้เฒ่า แล้วดึงเขาขึ้นมา
แต่เรื่องก็มิได้จบลงเพียงเท่านี้ ทันทีที่พ่อมดดำถูกจับออกมา
จากห้อง พื้นดินก็เริ่มสั่นไหวรุนแรง ตามมาด้วยเสียงร้องของอวี๋ หวั่นและโจวจิ่นซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป
“เหอะๆ…” พ่อมดดำหัวเราะเจ้าเล่ห์ “เจ้าจับข้าได้แล้ว ประเสริฐนัก ตอนนี้เจ้าได้เปิดค่ายกลลับแล้ว! พวกเขาทั้งสอง มี เพียงคนเดียวที่รอดไปได้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องตาย ตายด้วยกัน ทั้งหมด!”
หลังจากที่อวี๋หวั่น อิ่งสือซัน และเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องของโจ วอวี่เยี่ยนเดินทางผ่านป่ามาแล้ว ก็พบว่ามีบ่อนํ้าลึกแห่งหนึ่งด้าน ล่างนํ้าตก อวี๋หวั่นเห็นรอยเท้าของเยี่ยนจิ่วเฉา ขณะที่กำลังจะเดิน ตามรอยเท้านั้นไป ก็มีตาข่ายร่วงลงมาจากต้นไม้
โจวอวี่เยี่ยนเกือบถูกตาข่ายร่วงลงมาทับ ทว่ามู่ถิงเข้าไปผลัก นาง แม้ว่านางจะหลบออกมาได้ แต่โจวจิ่นบนหลัง
ของอิ่งสือซันกลับได้รับบาดเจ็บหนัก
ตาข่ายนั้นมีหนามแหลมคม ตัดเข้าไปยังเชือกซึ่งใช้มัดโจวจิ่น ไว้
แน่นอนว่าสภาพของอิ่งสือซันและโจวอวี่เยี่ยน รวมไปถึงมู่ถิง เองก็มิได้ดีไปกว่าเขาเท่าไร หลังจากที่ค่ายกลถูกเปิด พื้นดินก็แยก ออก ขาทั้งสองข้างของพวกเขาจมลงไปในทรายดูด ยิ่งขยับก็ยิ่ง จมลงไปลึก ถ้าหากจมลงไปลึกกว่านี้ก็คงใช้พลังภายในไม่ได้แล้ว
ไม่นาน เยี่ยนจิ่วเฉาก็พบว่าสิ่งที่กำลังถูกกลืนลงไปไม่ได้มี เพียงเม็ดทราย แต่เรือนหลังนี้ก็กำลังเคลื่อนตํ่าลงๆ และถูกดูดลง
ไปในทราย
พ่อมดดำหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขาชี้ไปยังบ่อนํ้าใต้เท้าของอวี๋ หวั่น “เจ้าเห็นหรือไม่ นั่นคือดวงตาค่ายกล พวกเขาสองคน ต้องมี หนึ่งคนที่ตกลงไปขัดดวงตานั้นไว้ มิเช่นนั้น ทั้งเกาะนี้ก็จะจมลง!”
เยี่ยนจิ่วเฉาหรี่ตา “เจ้าหมายความว่า…พวกเขาทั้งสอง ลงไป เพียงคนเดียวก็พอแล้วใช่ไหม?”
พ่อมดดำชะงักไปครู่หนึ่ง คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?
“เจ้าคิดว่าการตัดสินใจนี้ยากมากเลยหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ย ถาม
พ่อมดดำหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม อย่างแสร้งทำเป็นใจเย็นไปหน่อย เลย เจ้าคิดว่าข้ามองไม่ออกหรือว่าเจ้ามีพิษอยู่ในร่าง? เจ้า ต้องการใช้เด็กคนนั้นถอนพิษให้เจ้า แต่เจ้าก็ไม่อาจยอมทิ้งสตรี คนนั้นได้ เจ้าว่าชีวิตของเจ้าสำคัญ หรือว่าชีวิตของสตรีคนนั้น สำคัญกว่ากัน? อา ใช่แล้ว เจ้าเลือกอะไรไม่สำคัญ สตรีผู้นั้นพกมีด สั้น เพียงตัดเชือกของตนเอง นางก็จะตกลงไปในดวงตาของค่าย กลแล้ว!”
“ดูเหมือนว่าต้องมีใครลงไปขัดดวงตาของค่ายกลจริงๆ สินะ” เยี่ยนจิ่วเฉายิ้มเย็นชา แล้วคว้าพ่อมดดำเหวี่ยงลงไปในดวงตา ค่ายกล!
พ่อมดดำถลึงตาอย่างไม่อยากเชื่อ “จจจ…เจ้ายังต้องการ ข้า…อั่กก…กกก…”
ยังพูดไม่ทันจบ พ่อมดดำก็จมลงไปในนํ้า พริบตาเดียวก็ถูก ดูดลงไปในดวงตาค่ายกลแล้ว
เหตุการณ์บนเกาะหยุดลงทันใด เยี่ยนจิ่วเฉาเหาะขึ้นข้างบน แล้วดึงอวี๋หวั่นกับโจวจิ่นขึ้นมา อวี๋หวั่นถูกเขากอดไว้ แต่โจวจิ่นก ลับไม่ได้โชคดีปานนั้น เขากระแทกลงบนร่างของโจวอวี่เยี่ยนดัง อั่ก!
“โอ๊ย~” โจวอวี่เยี่ยนนํ้าตาไหลอาบแก้ม
เยี่ยนจิ่วเฉาดึงอิ่งสือซันขึ้นมา อิ่งสือซันเข้าไปดึงมู่ถิงและโจ วอวี่เยี่ยนขึ้นมาอีกที
“เกือบไปแล้ว” มู่ถิงลูบหน้าผากซึ่งเต็มไปด้วยเหงื่อ เมื่อครู่คิด ว่าตนเองกำลังจะตาย มิน่าเล่าทุกคนที่มายังเกาะนี้ต่างก็ไม่มีใคร กลับออกมา เจ้าพ่อมดดำนั้นน่ากลัวเหลือเกิน
“แต่ว่า” มู่ถิงมองไปยังบ่อนํ้าลึกซึ่งหยุดเคลื่อนไหวไปแล้ว “คนผู้นั้น…คือพ่อมดใหญ่บนเกาะนี้หรือ? เจ้าฆ่าเขาไปแล้ว แล้ว ใครจะกำจัดผนึกพลังในร่างศิษย์น้องข้าเล่า”
อวี๋หวั่นและอิ่งสือซันเดินไปหาเยี่ยนจิ่วเฉาเช่นกัน แม้ว่าเขา จะไม่มีทางยอมสังเวยชีวิตของอวี๋หวั่นหรือชีวิตของเด็กไม่ประสี ประสาคนหนึ่งเพื่อแลกกับชีวิตของตนเอง
“ต้องโทษเจ้านั่นแหละ!” อวี๋หวั่นจ้องมู่ถิงเขม็ง
“โทษข้าเรื่องอะไร” มู่ถิงตกใจ
อวี๋หวั่นตอบว่า “ถ้าหากไม่ใช่เพราะเจ้าชักช้า พวกเราคงเข้าไป ในเรือนนั่นตั้งนานแล้ว ไม่ต้องมาเจอดวงตาค่ายกลเช่นนี้หรอก!”
“อะแฮ่ม!” มู่ถิงยกกำปั้นขึ้นกระแอม เขาตั้งใจถ่วงเวลาจริง แต่ไม่ใช่เพื่อทำร้ายทุกคน ตั้งแต่ขึ้นมาบนเกาะ พวกเขาทุกคนก็ นับว่าขึ้นเรือลำเดียวกันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นศิษย์น้องทั้งสองของเขา อยู่ที่นี่ ไหนเลยเขาจะทำร้ายพวกเขาได้ลงคอ? เขาเพียงแต่รู้ว่ามี พ่อมดดำบนเกาะ เพราะฉะนั้นยิ่งเข้าใกล้พ่อมดดำมากเท่าไร เขา ก็ยิ่งหวาดกลัว สัญชาตญาณทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก
อวี๋หวั่นหรี่ตามองเขา “มู่ถิง เจ้ารู้แต่แรกแล้วใช่ไหมว่าบน เกาะมีพ่อมดดำ? เจ้าพาพวกข้ามาที่นี่ เป็นเพราะอยากให้พวกข้า ติดอยู่ที่นี่ตลอดไปใช่ไหม พวกข้าจะได้ไม่เป็นภาระของพวกเจ้า ใช่ ไหมเล่า?”
“ข้าเปล่า!” มู่ถิงปฏิเสธทันควัน!
อวี๋หวั่นคร้านจะสนใจเขา เธอคว้ามือของเยี่ยนจิ่วเฉาด้วย สีหน้าเศร้าสร้อย
จบสิ้นแล้ว ไม่มีพ่อมดใหญ่แล้ว…
“ออกมาเถิด” เยี่ยนจิ่วเฉาลูบศีรษะของอวี๋หวั่น มองไปยัง เรือนหลังนั้น
“หืม?” อวี๋หวั่นหันหน้าไปด้วยความสงสัย ก็พบว่ามีเงาหนึ่ง โผล่ออกมาจากเรือนโกโรโกโสหลังนั้น
อวี๋หวั่นอ้าปากค้าง “นั่นคือ…”
เจ้าของร่างเดินโซไปเซมาจนถึงเบื้องหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉา พยายามสุดแรงเกิดเพื่อค้อมกาย เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นว่า “ข้าถูก เจ้าเดรัจฉานนั่นขังไว้ยี่สิบปีแล้ว…ไม่คิดว่าจะมีวันที่ได้ออกมาเห็น แสงตะวันอีกครั้งหนึ่ง…ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิต…”
ที่แท้ก็เป็นคนที่ถูกเจ้านั่นขังไว้นั่นเอง ถูกขังไว้นานถึงเพียงนี้ น่าสงสารเหลือเกิน อวี๋หวั่นมองเขาอย่างพิจารณา แล้วถามว่า “ท่านเป็นใครหรือ?”
ผู้เฒ่ายิ้มอย่างอ่อนแรง แล้วยกมือขึ้นประสานกัน “ข้าเป็นคน สกุลเว่ยแห่งเจียงตู นามว่าหานหลิน”
“เว่ย…หานหลิน?” มู่ถิงเข่าอ่อน เขาทรุดลงคุกเข่าในทันที