หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 526 อาหารโอชะ
ณ สภาอาวุโส
ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดรวมตัวกัน ในมือผู้อาวุโสสามถือกระเป๋าเงิน เปื้อนเลือดใบหนึ่ง
กระเป๋าเงินใบนี้ มารดาของเนี่ยหวั่นโหรวมอบให้นาง นางพก มันติดตัวไว้เสมอ ข้างในนั้นมีถุงหอมเล็กๆ และตลับสีชาดที่เหล่า สตรีใช้
บุตรีหายตัวไปไร้ร่องรอย เหลือเพียงกระเป๋าเงินเปื้อนเลือดซึ่ง ถูกองครักษ์จัดการเก็บกวาดที่เกิดเหตุเก็บได้ หากบอกว่าไม่ได้เกิด เรื่องกับบุตรีของเขา ผู้ใดเล่าจะเชื่อ?
ผู้อาวุโสสามบีบกระเป๋าเงินแน่น ถามด้วยดวงตาจ้องเขม็ง อย่างเดือดดาล “ผู้อาวุโสใหญ่ นี่มันเรื่องอะไร? คนที่เจ้าส่งไป ทำ อะไรหวั่นโหรว?”
ผู้อาวุโสใหญ่ประชดประชันเสียดสี “พูดถึงเรื่องนี้ ข้าเองก็ อยากถามเจ้า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ใดพาสายสืบเหล่านั้นออกจากจวน สกุลเวิน ทั้งยังพาออกจากเผ่าพ่อมด? ก็แม่หนูน้อยเด็กดีของเจ้า ไงละ!”
ผู้อาวุโสสามพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “บัดนี้นางเองก็เป็นหลาน สะใภ้ของเจ้า!”
ผู้อาวุโสใหญ่พูดอย่างเฉยเมย “ดังนั้นข้าเลยไม่เอาเรื่องเจ้า เจ้าก็อย่าได้ผลักทุกอย่างมาไว้ที่ข้า!”
ผู้อาวุโสสองก้าวไปข้างหน้า “เอาละๆ หยุดทะเลาะกันได้แล้ว มาฟังว่าองครักษ์พูดอย่างไรกันเถอะ ข้างนอกเรียกองครักษ์ที่พบ ฮูหยินเวินมา!”
องครักษ์สองสามคนก้าวไปทำความเคารพ ในกลุ่มนี้มี องครักษ์จวนสกุลเวิน องครักษ์เฝ้าเมือง และองครักษ์ที่มีส่วนร่วม ในการจับกุม
องครักษ์สกุลเวินกล่าวว่า “ฮูหยินรองบอกว่าตนจะเดินทาง กลับไปเยี่ยมบ้านมารดา และบอกอีกว่าในรถม้าเต็มไปด้วยของ ขวัญสำหรับครอบครัวมารดา”
องครักษ์เฝ้าเมืองกล่าวว่า “ฮูหยินเวินบอกว่าหมู่บ้านรอบ นอกมีสินค้าดีๆ มากมาย นางอยากไปเดินดูสักหน่อย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสทุกคนก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ เห็น ได้ชัดว่าโกหก
ทว่าเหตุใดนางถึงโกหก?
หากบอกว่านางทำไปเพื่อเวินซวี่ เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเชื่อ ไม่มีผู้ ใดที่ไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของนางกับเวินซวี่ นางไม่ลงมี ดกับเวินซวี่สักทีก็นับว่าดีแล้ว จะทำเพื่อเวินซวี่ได้อย่างไร?
เป็นไปได้หรือไม่…ว่านางถูกคนลักพาตัวไป?
หรือถูกคนใช้กู่? เวทมนตร์คาถา?
ในใจทุกคนต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา แม้แต่ผู้อาวุโสสาม ที่เชื่อมั่นในบุตรีมาโดยตลอด ก็อดมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาไม่ได้
เขาเชื่อว่านิสัยของบุตรีจะไม่ถูกข่มขู่ง่ายๆ ทว่าหากถูกคนใช้กู่ หรือมนตร์คาถาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผู้อาวุโสสามจ้องมองไปที่องครักษ์คนสุดท้าย “เจ้าละ? เจ้า พบบุตรีของข้าเมื่อใด?”
องครักษ์กล่าวว่า “เรียนผู้อาวุโสสาม ข้าน้อยพบฮูหยินเวิน ใน ที่ที่นางถูกสังหารขอรับ”
คำว่าถูกสังหาร ทำให้สีหน้าผู้อาวุโสสามเปลี่ยนไป “พูดต่อ!”
“ขอรับ!” องครักษ์ก้มหน้า “ยามที่ข้าน้อยเห็นฮูหยินเวิน ฮู หยินเวินอยู่กับคนพวกนั้น ใต้เท้าเวินซวี่ต้องการพาฮูหยินเวิน ไป…พวกข้าน้อยคิดจะช่วยฮูหยินเวินกลับมา ทว่ากลับช้าไปก้าว เดียว ฮูหยินเวินถูกคนสังหารแล้ว!”
“อะไรนะ?” สีหน้าของผู้อาวุโสสามแปรเปลี่ยน
องครักษ์ตะโกนว่า “ใต้เท้าเวินซวี่เป็นคนสังหาร! แต่… คนผู้ นั้นไม่ใช่ใต้เท้าเวินซวี่ตัวจริง ข้าน้อยได้ยินมากับหู เขาบอกว่าตน ชื่อต๋าหว่า!”
…
หลังออกจากสภาอาวุโส ผู้อาวุโสห้าและผู้อาวุโสเจ็ดก็รีบเดิน
ตามผู้อาวุโสสาม
“ผู้อาวุโสสาม” ผู้อาวุโสห้าเรียก
ผู้อาวุโสสามหยุดชะงัก
ทั้งสามเหลือบมองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดจับตามอง หรือคนงานผ่านไปมา ผู้อาวุโสสามก็กล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
ผู้อาวุโสห้าได้แลกเปลี่ยนสายตากับผู้อาวุโสเจ็ด
“เจ้าพูดจะดีกว่า” ผู้อาวุโสเจ็ดกล่าว
ผู้อาวุโสห้าพยักหน้าและถามว่า “เรื่องหวั่นโหรว เจ้าอย่าได้ กังวลเกินไป อยู่ต้องเห็นคน ตายต้องพบศพ อย่าได้ท้อแท้สิ้นหวัง จนกว่าจะเห็นหวั่นโหรวด้วยตาของเจ้าเอง”
“ใช่แล้ว ข้าเชื่อเสมอว่าคนดีสวรรค์คุ้มครอง” ผู้อาวุโสเจ็ด กล่าว
ผู้อาวุโสสามนิ่งเงียบ
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเขาไม่ดีนัก ทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก ประสานเสียง “มีอะไรรึ?”
“ข้ากำลังคิด เรื่องเวินซวี่ตัวปลอมนั่น” ผู้อาวุโสสามกล่าวด้วย ดวงตาจ้องเขม็ง
“เวินซวี่ตัวปลอม?” ผู้อาวุโสห้าขมวดคิ้ว
ผู้อาวุโสสามพูดด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ในวันสรงสามของหลาน
ชายข้าครานั้น เวินซวี่พาโหรวเอ๋อร์กลับจวนเนี่ยครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ ครั้งนั้นข้าก็พบว่าเวินซวี่ไม่เหมือนกับในอดีตนัก ดังนั้นข้าคิดว่า อาจเป็นยามนั้นหรือเร็วกว่านั้น เวินซวี่ก็ได้ถูกบุรุษที่ชื่อต๋าหว่ามา แทนที่แล้ว”
ผู้อาวุโสห้าราวกับรู้แจ้ง “เจ้าพูดเช่นนี้ ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่น นั้นจริงๆ ตั้งแต่เวินซวี่กลับมาที่เผ่าพ่อมด ก็ขัดแย้งกับราชินี แม่มดอยู่บ่อยครั้ง เดิมทีคิดว่าเขาถูกจิ้งจอกนั่นเป่าหู แต่ดูจาก สถานการณ์ในยามนี้แล้ว เกรงว่าเวินซวี่จะเป็นตัวปลอมมาตั้งแต่ แรก”
ผู้อาวุโสเจ็ดถามว่า “หากเป็นเช่นนี้ แล้วเวินซวี่ตัวจริงอยู่ที่ ใด?”
ผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสห้าต่างไม่พูดอะไรอีก เวินซวี่ไม่ใช่ เยี่ยยางอายุสิบสองปี ก่อกรรมทำชั่วนับไม่ถ้วน ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ไร้ เดียงสา หากจะตกไปอยู่ในมือคนพวกนั้น เกรงว่าจะรอดกลับมา ยาก
แต่เนี่ยหวั่นโหรวไร้เดียงสา เหตุใดพวกเขาต้องฆ่านาง?
ผู้อาวุโสห้าขุ่นเคืองกับความอยุติธรรม “พวกเขาปล่อยตัว องค์ชายเยี่ยยางมา เดิมทีคิดว่ายังมีคุณธรรมอยู่บ้าง ทว่าดูจาก ยามนี้แล้ว พวกเขายิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก!”
ผู้อาวุโสสามยังคงไม่พูดจา
ภาพลูกครึ่งหน่วยกล้าตายที่ต้องการสังหารเขาเมื่อไม่กี่ชั่ว ยามก่อนหน้าฉายขึ้นในใจ เวินซวี่ตัวปลอมผู้นั้น…เป็นคนขอร้อง ให้ปล่อยเขาไป
…
ลึกเข้าไปในลานบ้าน
ต๋าหว่ายกหม้อนํ้าร้อนเข้าไปในห้องฮูหยินรอง แล้วเช็ดหน้า เช็ดมือให้นาง
เสื้อผ้าของนางผิงเอ๋อร์เปลี่ยนให้แล้ว แท้จริงต๋าหว่าไม่จำเป็น ต้องทำสิ่งใดเลย เพียงแต่เขาต้องการทำอะไรบางอย่าง ราวกับ การกระทำเช่นนี้จะทำให้นางรู้ตัวว่าเขากำลังรอนางอยู่
“ต๋าหว่า ได้เวลาทานอาหารแล้ว” อวี๋หวั่นเปิดประตูเบาๆ
ต๋าหว่าหันหน้ากลับมา ดวงตาแดงกํ่า
เขาไม่ได้ร้องไห้โฮจนเห็นนํ้าตาชัดเจน แต่ท่าทางเช่นนี้กลับทำ ให้อวี๋หวั่นสะเทือนใจยิ่งกว่ายามที่ร้องไห้ครํ่าครวญเสียอีก
อวี๋หวั่นทอดถอนใจเบาๆ เดินเข้าไปหา “อย่าตรอมตรมเลย ข้า เชื่อว่าพี่เนี่ยเป็นคนดีฟ้าคุ้มครอง นางต้องฟื้นแน่”
“อื้ม” ต๋าหว่าก้มหน้าสะอื้น
อวี๋หวั่นไม่เก่งเรื่องปลอบโยนคนนัก เธอไม่มีคำพูดที่กินใจไป มากกว่านี้ จึงทำได้เพียงยกมือขึ้นตบไหล่ของต๋าหว่าเบาๆ “เจ้าอยู่ เป็นเพื่อนพี่เนี่ยที่นี่ อีกเดี๋ยวข้าจะนำอาหารมาให้”
“ขอบคุณมาก” ต๋าหว่ากล่าว
ไม่ใช่การขอบคุณสำหรับข้าวชามนี้ แต่ขอบคุณในความเข้าใจ และนํ้าใจของเธอ
…
ตกเย็น พ่อครัวเทพเป้าปรุงอาหารคํ่ามาเต็มโต๊ะ แม้ทุกคนที่นี่ จะคุ้นเคยกับรสชาติอาหารอันโอชะแล้ว แต่ก็ยังอดทึ่งในฝีมือการ ทำอาหารของพ่อครัวเทพเป้าไม่ได้
หากบอกว่าเขาทำอาหารที่พิเศษหรือซับซ้อนมากก็ไม่เป็นเช่น นั้นเสมอไป ส่วนใหญ่เป็นอาหารเรียบง่าย รสชาติดั้งเดิม แต่กลับ ทำให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกที่ชิมได้ สัมผัสถึงรสชาติบ้านเกิดของ พวกเขา
“นี่เป็นสิ่งที่ข้าได้กินยามที่ยังเป็นเด็ก…ท่านยายเคยทำให้ ข้า…” โจวอวี่เยี่ยนพูดทั้งนํ้าตา
“ข้าด้วย ท่านแม่ทำให้ข้า…” มู่ชิงกลั้นสะอื้นไม่ไหว
อวี๋หวั่นคิดในใจ อะไรกันเนี่ย มันฝรั่งแผ่นผัดพริกหยวกจานนี้ ร้อนแรงแต่ไม่เผ็ด มันแต่ไม่เยิ้ม นี่เป็นรสชาติที่ป้าทำให้เธอ ชัดๆ…
เธอไม่ได้คิดถึงป้ามานานแล้ว
หลังจากบิดามารดาในชาติก่อนจากไป ป้าก็เลี้ยงดูเธอมา ตลอด แต่เมื่อมาอีกโลกหนึ่ง บุคคลสำคัญเช่นนี้ก็ค่อยๆ จางหาย
ไปจากใจของเธอ อาหารจานนี้ย้อนคืนความทรงจำที่เกือบจะหาย ไปจากเธอให้กลับมา
“อิ่งสือซัน…” อิ่งลิ่วสูดกลิ่น “ดูเหมือนข้าจะจำเรื่องเมื่อยาม หกขวบได้แล้ว…ที่แท้ข้าก็ยังมีอาจารย์อีกคน…”
ก่อนอิ่งลิ่วได้รับเลือกให้เป็นหน่วยกล้าตาย ก็เคยเป็นเด็ก ธรรมดาคนหนึ่ง เขามีบิดามารดาของตนเอง มีแม้กระทั่งเพื่อน เล่นในวัยเดียวกันหลายคน…
เพียงแต่ความทรงจำเนิ่นนานและห่างไกลเกินไป เมื่อเขา เติบโตขึ้นทุกวัน มันก็ถูกกลบอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจ มันฝรั่ง แผ่นผัดพริกหยวกจานนี้ขุดมันขึ้นมาอีกครั้ง ความทรงจำต่างๆ ผุดขึ้นราวกับสายนํ้า
“ฮือๆ…” อิ่งลิ่วหันหน้า ซบไหล่อิ่งสือซันรํ่าไห้
คนที่อยากร้องไห้มีเพียงสองสามคนนี้หรือ?
นิ้วของอิ่งสือซันค่อยๆ บีบกระชับแน่นขึ้นทีละน้อย
เพียงแต่ความทรงจำในวัยเด็กของเขาไม่ดีนัก นั่นเป็นวันที่ เขาถูกรังแกและไม่อาจโต้กลับได้ นั่นคือวันที่เขาเดินไปตามถนน โดยไม่มีอาหาร…เมื่อเทียบกับความเจ็บปวดแล้ว เขาโศกเศร้า และหวาดกลัวมากกว่า
คนเดียวที่มีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิมคือเยี่ยนจิ่วเฉา
พ่อครัวเทพเป้าก็สังเกตเห็นเช่นกัน
บุรุษหนุ่มผู้นี้เยือกเย็นกว่าที่คิด เรียกได้ว่าสงบนิ่งจนน่ากลัว
ไม่แปลกใจที่หนูหวั่นไปอยู่ในมือเขา ไม่เลวทีเดียว…
เด็กๆ ทานอาหารกันอย่างมีความสุข ไข่ดำทั้งสามกินจนเหงื่อ ออกไปทั้งตัว โจวจิ่นผู้ควบคุมตนเองมาตลอดก็ยังกินอย่างออกรส
“เอาอีก!” เสี่ยวเป่าพูดพร้อมกับชูชามเปล่า
“เอ้อร์เป่าเอาด้วย!” เอ้อร์เป่าก็ยกชามเปล่าของตนขึ้นเช่นกัน
ต้าเป่า : เอาด้วย!
โจวจิ่น “แค่ก ข้าก็เอาด้วย”
อวี๋หวั่นจิ้มแก้มน้อยทั้งสามทีละคน “แต่พวกเจ้ากินเป็นชาม ที่สามแล้วนะ”
เสี่ยวเป่าชี้นิ้วเล็กๆ “แล้วอย่างไร? พี่โจวจิ่นกินไปตั้งห้าชาม แล้ว!”
โจวจิ่นหน้าแดงฉ่า “…”
ราชาพ่อมด “…”
ทุกคน “…”