หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 56 สตรีในคืนนั้น (1)
“ข้ามาหาท่านเพราะมีเรื่องสำคัญ” เหยียนหรูอวี้มองสวี่ส้าวที่ อยู่ท่ามกลางผ่าไป่ดำ “ข้าสงสัยว่าคุณชายเยี่ยนกำลังสงสัยในตัว ข้า”
สวี่ส้าวคิ้วขมวดมุ่น เอ่ยไปตามจิตใต้สำนึก “เจ้าทำอันใดลง ไป?”
“ข้า…” เหยียนหรูอวี้หยุดวาจา และหันไปมองรอบป่าไผ่อัน สงัดเงียบ “ข้าต้องทำอันใดด้วยหรือ? กระดาษมิอาจห่อไฟ[1] ความจริงนี้ ท่านน่าจะทราบดีกว่าข้ามิใช่รึ?”
สวี่ส้าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “สวี่โจวถูกเก็บกวาดไร้ร่องรอย เขา หาได้พบสิ่งใด ไฉนเจ้าจึงคิดว่าเขาสงสัยในตัวเจ้า?”
เหยียนหรูอวี้ทอดถอนใจ “ข้าก็บอกไม่ได้ ช่วงนี้ข้าแค่รู้สึกไม่ สบายใจและกังวลก็เท่านั้น”
“เจ้าลืมกินยาอีกแล้วหรือ?” สวี่ส้าวขมวดคิ้วมองนาง
ดวงตาของเหยียนหรูอวี้เย็นชา “ข้าไม่ได้ป่วย!”
สวี่ส้าวผ่อนคลายนํ้าเสียงลง “เจ้าสูญเสียเลือดไปมาก จำต้อง ดูแลอย่างระมัดระวัง”
เหยียนหรูอวี้หันหน้าหนีเบาๆ ราวกับว่าไม่รับฟังคำแนะนำของ
เขา
“เยี่ยนจิ่วเฉาสงสัยอันใดเกี่ยวกับเจ้า? เรื่องที่มิใช่มารดาผู้ให้ กำเนิดของเด็กๆ หรือคิดว่าเจ้ากำลังปิดบังอดีตบางอย่าง?”
เหยียนหรูอวี้ส่ายศีรษะ “เขาไม่ได้บอกอันใดข้า ข้าเดาเอาเอง ช่วงนี้เขาไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวง ท่านคิดว่าเขาจะไปตรวจสอบเรื่องที่ เกิดขึ้นในปีนั้นหรือไม่?”
สวี่ส้าวกล่าว “วันครบรอบวันตายของเยี่ยนอ๋องใกล้มาถึงแล้ว เขาเพียงแค่ไปกวาดหลุมศพเยี่ยนอ๋องที่สุสานราชวงศ์เท่านั้น เจ้า อย่าได้คิดมากไปเลย”
เยี่ยนจิ่วเฉาออกไปจากเมืองหลวงเพราะเรื่องการกวาดหลุม ศพจริงๆ
“สุสานราชวงศ์กับก้งเฉิงอยู่ทิศเดียวกัน” เหยียนหรูอวี้มองสวี่ ส้าว “ท่านไม่กังวลว่าเขาจะใช้อำพรางการไปยังก้งเฉิงหรอกหรือ? สวี่โจวถูกท่านเก็บกวาดเรียบร้อย แต่ก้งเฉิงเล่า? บ้านหลังนั้น เล่า?”
สวี่ส้าวตอบ “ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้าเคยไปยังก้งเฉิง และไม่มีผู้ใดจะ สามารถเชื่อมโยงก้งเฉิงกับเรื่องทั้งหมดนี้ได้”
เหยียนหรูอวี้ยังใคร่จะเอ่ยบางสิ่งอีก ทว่าสวี่ส้าวยกมือขึ้น ปราม “เอาละ เรื่องนี้พอแค่นี้ เจ้าวางใจและทำตัวเป็นมารดาผู้ให้ กำเนิดคุณชายน้อยให้ดี เรื่องอื่น ข้าจะคิดแทนเจ้าเอง”
เมื่อเหยียนหรูอวี้กลับไปยังจวน นางไม่ทานมื้อคํ่า แต่กลับนั่ง อยู่ในห้องตำราและยกพู่กันขึ้นมาวาดภาพเสมือน
ไฉ่ฉินยืนฝนหมึกอยู่ข้างนางเงียบๆ
เหยียนหรูอวี้วาดภาพออกมาหลายภาพในคราวเดียว และ เป็นภาพเดียวกันเกือบทั้งหมด ในวันธรรมดาไฉ่ฉินไม่ใช่คนช่างจ้อ ทว่ายามนี้นางกลับอดไม่ได้ที่จะเอ่ย “คุณหนู เหตุใดจึงไม่มีใบหน้า หรือเจ้าคะ?”
ในภาพนั้นเป็นด้านหลังเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่ยืนอยู่ใน อ่างอาบนํ้า ห้อมล้อมด้วยควันของไอนํ้า ใบหน้าของสตรีผู้นี้เห็น เพียงครึ่งหนึ่ง ทว่าไร้ซึ่งเค้าโครงและองคาพยพทั้งห้า มีเพียง เส้นผมดำขลับบนศีรษะที่ตกลงมาปกคลุมถึงกลางแผ่นหลัง งดงาม
และด้านล่างขวาของแผ่นหลังงดงามนั้น ใกล้กับรอยยัก หล่ม[2] มีปานเขียวเล็กๆ ครึ่งหนึ่งปรากฏอยู่ และอีกครึ่งหนึ่ง ซ่อนอยู่ใต้เส้นผม
“นี่ใช่คุณหนูรึไม่?” ไฉ่ฉินกล่าวถามอย่างซื่อตรง
เหยียนหรูอวี้หัวเราะเยาะเย้ยตัวเอง “ไม่ใช่ข้า”
ไฉ่ฉินอุทานด้วยความประหลาดใจ “เช่นนั้นจะเป็นผู้ใดได้ เล่า?” นางมองไปยังใบหน้าที่ว่างเปล่าอีกครั้ง “เหตุใดจึงไม่วาด ใบหน้าเจ้าคะ?”
เหยียนหรูอวี้ตอบเพียงแค่คำถามที่สองของนาง “เพราะนั่น ไม่ใช่ใบหน้าของนาง”
เต็มไปด้วยผื่นแดง ดำราวกับโคลน นางเคยคิดว่าหญิงผู้นั้น เกิดมาเป็นเช่นนั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง นางได้เห็นความงดงามของ สตรีผู้นั้นขณะอาบนํ้าโดยบังเอิญ แม้ว่าเห็นเพียงแผ่นหลัง ก็สวย จนทำให้แทบหยุดหายใจ
นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าผิวพรรณของคนผู้หนึ่งจะผุดผ่องเป็น ยองใยได้ถึงเพียงนี้ เนียนละเอียดราวกับเครื่องเคลือบขาวหรือ กระทั่งหยกเนื้อดี สตรีสวยหยาดเยิ้มเช่นนี้ เหตุใดจึงได้มีหน้าตา อัปลักษณ์น่ารังเกียจ?
ไฉ่ฉินไม่เข้าใจสิ่งที่เหยียนหรูอวี้เอ่ย นางอยากเอ่ยถาม ทว่าก็ เกรงจะรบกวนเจ้านายของตน
เหยียนหรูอวี้วาดเส้นสุดท้ายจบ ก็วางพู่กันลงแล้วเอ่ยว่า “ข้า ก็อยากเห็นเหมือนกันว่านางจะเป็นอย่างไร เสียดายที่ไม่นานก็ถูก คนรับตัวไป หลังจากนั้น นางก็คลอดบุตรออกมา แล้วก็…”
หลังจากนั้นเกิดอันใดขึ้น? ไฉ่ฉินหูผึ่ง
เหยียนหรูอวี้ไม่ได้เล่าไปไกลกว่านี้อีก นางลูบแผ่นหลังงามใน ภาพวาด และเอ่ยว่า “เตรียมรถม้า ข้าจะไปเยี่ยมคุณชายน้อยที่ จวนคุณชาย”
ไฉ่ฉินกล่าวว่า “คุณหนู คุณชายน้อยถูกส่งไปยังจวนสกุล
เซียวแล้ว ท่านลืมแล้วหรือ?”
มือของเหยียนหรูอวี้หยุดชะงักและเอ่ยอย่างงุนงง “ใช่แล้ว ข้า ลืมไป”
…
“คุณชาย ผู้ที่อยู่ในภาพวาดนั้นเป็นใคร? ใช่มารดาผู้ให้กำเนิด ของคุณชายน้อยรึไม่? หน้าตาเป็นเช่นไร? เหตุใดจึงไม่เอาให้ข้า ดู?”
อิ่งลิ่วบ่นอย่างไม่พอใจ
พวกเขากลับถึงโรงเตี๊ยมแล้ว ส่วนนายท่านเจิ้ง คุณชายได้ส่ง หน่วยกล้าตายสองสามคนไปช่วยบุตรชายของนายท่านเจิ้งแล้ว ในเมื่อเต็มใจจัดการ กล่าวได้ชัดเจนว่าการเดินทางมาในครั้งนี้มี ความหมาย ดังนั้นเขาจึงเดาว่าภาพในหนังสือม้วนนั้นต้องเป็น มารดาผู้ให้กำเนิดคุณชายน้อยเป็นแน่!
เพียงแต่ไม่เข้าใจว่า เหตุใดคุณชายจึงไม่ให้พวกเขาดู หรือว่า มารดาผู้ให้กำเนิดของคุณชายน้อยจะอัปลักษณ์เกินกว่าจะให้ผู้อื่น เห็น?
แน่นอนว่าไม่ใช่อัปลักษณ์เกินกว่าจะให้ผู้อื่นเห็น ทว่ามิอาจ เปิดเผยให้ผู้อื่นเห็นได้…
เยี่ยนจิ่วเฉาหลับตาลง กดข่มเพลิงโทสะที่กำลังแผดเผากาย “ไม่มีใบหน้าในภาพวาด”
ทว่ามีอย่างอื่น
เยี่ยนจิ่วเฉาให้อิ่งลิ่วเตรียมอุปกรณ์การเขียน เขายกพู่กันขึ้น วาดปานครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งที่ถูกบดบังด้วยเส้นผมลงบน กระดาษ เขารู้สึกว่าปานนั้นช่างดูคุ้นเคย ราวกับว่าเขาเคยเห็น ที่ไหนสักแห่ง
อิ่งลิ่วและอิ่งสือซันต่างมุงดู
อิ่งลิ่วจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกคุ้นเคย ทว่าก็นึกไม่ออก
อิ่งสือซันพลันเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คุณชาย นี่มัน…เหตุ ใดจึงดูคล้ายกับสัญลักษณ์ประจำเผ่าที่อยู่บนร่างกายของปี้หนูได้ ถึงเพียงนี้?”
หลังจากเขาเอ่ยเช่นนี้ ดวงตาของเยี่ยนจิ่วเฉาก็สั่นไหวเล็ก น้อย เขาวาดภาพปานเขียวที่อยู่บนร่างกายของปี้หนู จากนั้นใช้มือ ปิดไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งที่เปิดให้เห็นเหมือนดั่งในภาพวาดทุก ประการ
ปี้หนูคือผู้ที่มาจากเผ่าปีศาจหนานเจียง นี่คือเครื่องหมายของ เผ่าปีศาจหนานเจียง
หากภาพวาดนี้เป็นเรื่องจริง สตรีที่ใช้เวลาทั้งคืนร่วมกับเขา เป็นบุตรีผู้หนึ่งของเผ่าปีศาจหนานเจียงหรือ?
สาเหตุที่เผ่าปีศาจหนานเจียงถูกชาวจงหยวนเรียกว่าเผ่า ปีศาจหนานเจียง เพราะพวกเขามีรูปแบบการใช้ชีวิตด้วยวิถีเหนือ
ธรรมชาติ ในยุทธจักรมองพวกเขาว่าพิสดารลึกลับ ทว่าแท้จริง แล้วไม่เคยมีผู้ใดเคยพบเห็นพวกเขา รู้เพียงว่าเดิมเคยเป็นชนเผ่า เล็กๆ ของหนานเจียง เชี่ยวชาญกู่ซู่[3] เพราะกู่ซู่มีฤทธิ์ร้ายแรง มากเกินไป จนสร้างความหวาดกลัวให้กับทางการหนานเจียงและ ยุทธจักร เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น พวกเขาจึงต้องหลบ ซ่อนตัว
ที่หนานเจียงยังไม่เคยพบคนของเผ่าปีศาจหนานเจียง คงมิ ต้องเอ่ยถึงจงหยวน หากสตรีในคืนนั้นเป็นคนเผ่าปีศาจหนาน เจียงจริง เช่นนั้นนางจะมาที่จงหยวนได้อย่างไร? และมาทำอันใด ที่จงหยวน?
“คุณชาย ข้าจำข่าวลือเกี่ยวกับเผ่าปีศาจหนานเจียงในยุทธ จักรได้” อิ่งลิ่วเอ่ยอย่างกะทันหัน
“ข่าวลืออันใด?” อิ่งสือซันถาม
“ข้ามิได้พูดกับเจ้า!” อิ่งลิ่วจ้องอิ่งสือซัน จากนั้นก็หันไปมอง เยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉายํ้าคำกล่าวของอิ่งสือซันอีกครั้ง “ข่าวลืออันใด?”
อิ่งลิ่วตอบ “แท้จริงมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเผ่าปีศาจหนาน เจียงในยุทธจักร ทว่าที่เกี่ยวกับสตรีมีเพียงเรื่องเดียว เมื่อสิบแปด ปีก่อน ราชาเผ่าปีศาจหนานเจียงแต่งงาน ทว่าในวันแต่งงาน เจ้า สาวกลับหนีไป”
อิ่งสือซันเอ่ยสบประมาท “นางสามารถแต่งงานได้เมื่อสิบ แปดปีก่อน ข้าเกรงว่าอายุนางคงไม่น้อยแล้ว เจ้าหมายความว่า เมื่อสามปีก่อนคุณชายนอนกับหญิงวัยกลางคนมากเสน่ห์เช่นนั้น รึ?”
อิ่งลิ่วจ้องมองเขา “เจ้ายังมีสมองอยู่รึไม่? ข้าจะหมายความ เช่นนั้นได้อย่างไร?”
“แล้วเจ้าหมายความเช่นไร?” อิ่งสือซันถามกลับ
อิ่งลิ่วตอบ “เจ้าไม่เคยคิดมาก่อนหรือว่าบางทีนางอาจหนีไปที่ จงหยวน? นางอยู่ในจงหยวนนานหลายปีเช่นนี้ นางจะไม่ได้แต่งงา นรึ? หากนางให้กำเนิดบุตรสาว นั่นก็มิใช่ลูกครึ่งคนเผ่าปีศาจ หนานเจียงรึ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาเคาะปลายนิ้วลงกับโต๊ะสองสามครั้ง เผยให้เห็น ใบหน้าครุ่นคิดพิจารณา
…
“ฮูหยิน!” สาวใช้กระทืบเท้า พยายามห้ามปรามซั่งกวนเยี่ยน เป็นรอบที่สิบ “พวกเราอย่าไปกันเลยนะเจ้าคะ หมู่บ้านโทรมๆ เช่น นั้น มีอันใดให้น่าไปเจ้าคะ? ท่านเป็นถึงนายหญิงใหญ่แห่งจวน สกุลเซียว ให้ใครรู้ว่าท่านไปหมู่บ้านเช่นนั้น ขายหน้าตายเลย เจ้าค่ะ!”
ซั่งกวนเยี่ยนกระแอมเบาๆ “นี่ข้ามิได้ทำเพื่อความสุขของเขา รึ? ข้าทำผิดไป ก็ควรเอาอกเอาใจเขา เขาชอบกินเต้าหู้เหม็น ข้าก็
จะไปซื้อมันด้วยตัวเอง เช่นนี้ เขาก็คงจะหายโกรธข้าแล้ว”
อย่างไรก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองอยากกินเต้าหู้เหม็น!
สาวใช้เอ่ยพลางกอดอก “ฮูหยินทำผิด! ท่านก็ไม่ควรยัดผู้ใด เข้าไปในห้องของนายท่านจริงๆ โชคดีที่นายท่านมิได้แตะต้องนาง แล้วหากได้แตะต้องเล่า? หากถือกำเนิดบุตรภรรยาน้อยออกมา จริงๆ ฮูหยินจะมีความสุขหรือ?”
ซั่งกวนเยี่ยนทอดถอนใจ “ก็มิใช่เพราะข้าอยากให้มีผู้สืบสกุล เซียวหรือ? ทรัพย์สมบัติมากมายเพียงนี้ อย่างไรก็ต้องมีใครบาง คนสืบทอดมิใช่รึ?”
“หนึ่ง สอง สาม ฮูหยินมองไม่เห็นหรอกหรือ?” สาวใช้ชี้ไปยัง เด็กน้อยจํ้ามํ่าที่นั่งเรียงแถวอยู่ด้านหน้า
เหล่าเด็กน้อยไม่เข้าใจว่าพวกเขาเอ่ยสิ่งใด ทว่าขอเพียงพวก เขาไปพบหวั่นหวั่นได้ ก็มีความสุขเหลือล้นแล้ว สาวใช้เอ่ยอันใด พวกเขาล้วนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
สาวใช้เลิกคิ้วและเอ่ยว่า “ดู ดู ดู คุณชายน้อยเชื่อฟังกว่าฮู หยินเสียอีก!”
ใช่ๆๆ พวกเขาเชื่อฟังยิ่งนัก
เด็กน้อยทั้งสามเบิกตาโตใสแจ๋ว นั่งตัวตรง วางมือน้อยๆ อย่างเป็นระเบียบ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเชื่อฟังสุดๆ!
สาวใช้ยังคงพูดกรอกหูฮูหยิน “อย่าดูถูกบุตรภรรยาน้อยเลย
ท่านแต่งงานกับสกุลเซียว ทรัพย์สินของสกุลเซียว ก็ต้องเป็นของ ท่าน หลังจากร้อยปีของท่าน[4] ก็จะตกเป็นของคุณชาย หลังจาก ร้อยปีของคุณชาย ก็จะตกเป็นของคุณชายน้อย สรุปแล้ว แม้เพียง น้อยนิดก็จะตกถึงมือของคนนอกมิได้เชียว!”
ซั่งกวนเยี่ยนฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
ทันใดนั้น เสียวเป่าก็เอามือกุมท้อง แล้วร้องอื้อๆ ออกมา
เพื่อบอกว่าตนกำลังปวดหนัก
ซั่งกวนเยี่ยนให้สารถีรถม้าหยุดรถ สาวใช้พาเสียวเป่าไปปลด ทุกข์ด้านหน้า ส่วนต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็มองดู แล้วก็กุมท้องรู้สึก อยากปลดทุกข์ด้วย เด็กน้อยทั้งสามมักจะเป็นเช่นนี้ หิวก็หิวพร้อม กัน กินก็กินพร้อมกัน ถ่ายก็ยังถ่ายพร้อมกันอีก
ไม่มีห้องนํ้า เด็กน้อยทั้งสามต้องนั่งยองๆ ปลดทุกข์อยู่ข้าง ถนน
เสียวเป่าถ่ายไม่ออก
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ถ่ายไม่ออก
พวกเขาทั้งสามนั่งยองๆ ก้นขาว เล่นหญ้าหางหมาที่ขึ้นอยู่ ตรงหน้าพวกเขา
แม้ที่นี่จะเป็นปากทางแยก กลับรกร้างไร้เงาผู้คน ไม่มีรถม้า วิ่งผ่านมาสักคัน สาวใช้คาดไม่ถึงว่าจะมีรถม้าคันหนึ่งควบมาจาก ถนนเส้นเล็กๆ ด้านข้าง แม้ไม่ชนพวกเขา ทว่ากลับวิ่งผ่านหลุม
โคลนจนสาดกระเซ็นถูกเด็กน้อยทั้งสามเต็มหน้า
สาวใช้เห็นดังนั้นก็บันดาลโทสะ ตะโกนใส่รถม้า “เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไร? ขับไม่ดูตาม้าตาเรือเลยรึ? ข้างทางมีเด็กอยู่ไม่เห็น หรือไร?”
รถม้าคันนั้นหยุดลง
สาวใช้ตะโกน “ทำให้คุณชายน้อยเป็นเช่นนี้! เจ้าต้องชดใช้!”
………………………………………………….
[1] กระดาษมิอาจห่อไฟ 纸包不住⽕ เปรียบเทียบว่าความจริงเป็นสิ่ง
ที่ไม่อาจปิดบังได้
[2] รอยยักหล่ม คือ รอยบุ๋มความลักยิ้มเหนือสะโพกด้านหลัง
[3] กู่ซู่ 蛊术 เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับหนอนแมลงพิษต่างๆ
[4] หลังจากร้อยปี สื่อถึงตายแล้ว
บทที่ 56 สตรีในคืนนั้น (2)
“มีอันใดรึ?” เมื่อซั่งกวนเยี่ยนได้ยินเสียง จึงลงจากรถม้าและ เดินมาหา
สาวใช้หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา คุกเข่าลงเช็ดหน้าเด็กน้อย “ฮู หยินดูสิเจ้าคะ! โคลนกระเด็นใส่หน้าคุณชายน้อยแล้ว! สกปรกไป หมดเลย!”
เด็กจํ้ามํ่าทั้งสามมองซั่งกวนเยี่ยนอย่างไร้เดียงสา
ซั่งกวนเยี่ยนอุ้มเด็กน้อยทั้งสามคนขึ้นมาแล้วใส่กางเกงให้ เรียบร้อย “เอาละ เขาคงมิได้ตั้งใจหรอก”
“มิได้ตั้งใจอันใด? พวกเขาเกือบจะชนคน ทว่าไม่มีแม้แต่ คำขอโทษเลยนะเจ้าคะ!” สาวใช้เอ่ยเสียงดัง ราวกับว่าจงใจให้อีก ฝ่ายรับรู้
ฝ่ามือใหญ่ภายใต้ถุงมือหนัง ยื่นออกมาจากรถม้าเพื่อเปิด ม่านด้านข้าง
มืออีกข้างก็เอื้อมมากดรั้งแขนของตนไว้
ชายที่สวมถุงมือหนังรู้ดี พยายามข่มจิตสังหาร ปิดม่านกลับ ไปดังเดิม
สาวใช้กระทืบเท้าด้วยความโกรธ “วิ่งเร็วเช่นนี้! เจ้านี่มัน!”
ซั่งกวนเยี่ยนสู้ใครต้องดูคน โดยปกตินางจะไม่ยุ่งกับคนอยู่ สองประเภท คือ คนที่ไม่เกี่ยวข้องและคนที่อันตรายเกินไป รถม้า คันนั้นทำให้นางรู้สึกว่าเป็นคนประเภทหลัง
ซั่งกวนเยี่ยนมองไปยังทิศที่รถม้าขับออกไป เหมือนว่า…พวก เขากำลังจะไปยังหมู่บ้านเหลียนฮวา
……………………..
ที่หมู่บ้านเหลียนฮวา
อวี๋หวั่นกำลังนั่งสอนวิชาความรู้ให้กับเถี่ยตั้นน้อยอยู่ในห้อง ผู้ จัดการชุยส่งคำถามของข้อสอบในปีก่อนๆ มาให้ ประเภทของ คำถามไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ส่วนใหญ่เป็นการท่องจำและการ เขียน ขอบเขตของคำถามคือ คัมภีร์สามอักษร และ พันบท อาขยานจีนโบราณ อวี๋หวั่นได้ยินมาว่า การสอบเข้าครั้งถัดไปเป็น เดือนหก หลังจากสอบผ่านแล้ว ก็จะสามารถเข้าเรียนได้
ตอนนี้ปลายเดือนสาม เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงสามเดือน ต้องจดจำคัมภีร์สามอักษร ในระยะเวลาสั้นเช่นนี้ ให้เรียนพันบท อาขยานจบ ก็ยังนับว่ายากกว่า
เถี่ยตั้นน้อยไม่อาจเล่นกับเจินเจินอีกแล้ว และไม่อาจไปหา ก้อนหินที่สันเขาได้อีก ทุกวันเขาอยู่แต่ในห้องกับพี่สาว มีแต่เรียน หนังสือและคัดขีดเขียน!
เถี่ยตั้นน้อยหัวโตหมดแล้ว!
“คำนี้ผิดแล้ว ท่องจำใหม่อีกรอบ” อวี๋หวั่นเอ่ยอย่าง เคร่งเครียด
เถี่ยตั้นน้อยกล่าว “ท่านพี่ ข้าหิว”
“ท่องให้เสร็จก่อน ค่อยกิน” อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างไม่แยแส
เถี่ยตั้นน้อยจำต้องท่องต่อไปด้วยความผิดหวัง “นภาปฐพีดำ เหลือง จักรวาลก่อตัวแต่โบราณ ตะวันจันทราเต็มดวง ยามคํ่าดาว พร่างพราว ร้อนหนาวผลัดเปลี่ยน ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยว ฤดูหนาว กักตุนอาหาร…”
อวี๋หวั่นทำสองสิ่งในคราวเดียว ฟังเสียงน้องชายท่องจำไป พลาง ทำบัญชีไปพลาง เธอได้รับเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาจากวัง เพียงพอสำหรับค่าวัสดุก่อสร้างที่ค้างจ่ายและค่าแรงคนงาน ลูก น้องคนงานได้รับแล้ว ยังเหลือหัวหน้าคนงานสองสามคนและนาย ช่างใหญ่
“…ทองคำมาจากแม่นํ้าหาดทรายทอง[1] อาทิตย์มาจาก เทือกเขาคุนหลุน…”
“หยกมาจากเทือกเขาคุนหลุน” อวี๋หวั่นแก้คำผิดให้เถี่ยตั้น น้อย
เถี่ยตั้นน้อยถึงกับพูดไม่ออก มิใช่ว่ากำลังคิดบัญชีอยู่รึ? เหตุ ใดยังฟังออกว่าข้าพูดผิด?
หลังจากนั้น เถี่ยตั้นน้อยจงใจท่องผิดไปสองสามจุด อวี๋หวั่นก็
ยังสามารถจับได้ทุกคำ ในขณะเดียวกัน ก็คิดบัญชีจนเสร็จ
“ผิดมากเพียงนี้ ข้าคิดว่าเจ้าคงอยากจะถูกลงโทษ” อวี๋หวั่น มองเถี่ยตั้นน้อยอย่างเฉยเมย
เถี่ยตั้นน้อยรีบโบกมือ “ไม่ๆๆ! ข้าไม่ได้อยากถูกลงโทษ!”
“ท่องใหม่อีกครั้ง”
“ไม่เอา!”
“เช่นนั้นก็สองครั้ง”
“หา?!”
ขณะที่เถี่ยตั้นน้อยกำลังจะระเบิดโทสะ ซวนจื่อก็มาที่ประตู ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “อาหวั่น! สถานที่ก่อสร้างเกิดเรื่องแล้ว! เจ้ารีบไปดูเร็วเข้า!”
เถี่ยตั้นน้อยชะเง้อศีรษะ
อวี๋หวั่นมองเขา “อย่าแม้แต่จะคิด เมื่อข้ากลับมา เจ้าต้องคัด เสร็จสองรอบแล้ว”
เถี่ยตั้นน้อยหงอย
ท่านพี่แย่เกินไปแล้ว แย่เกินไป แย่เกินไปแล้ว!
อวี๋หวั่นตามซวนจื่อไปยังสถานที่ก่อสร้างโรงงาน ได้ยินเสียง ตะโกนของป้าจางและสตรีผู้หนึ่งดังมาแต่ไกล สตรีผู้นั้นอวี๋หวั่น รู้จัก นางชื่อนางเหมียว มาจากหมู่บ้านอู๋เจีย ผู้ชายของนางเหมียว
เป็นช่างไม้ เป็นหัวหน้าคนงานในสถานที่ก่อสร้างของสกุลอวี๋ นาง เหมียวไม่มีอะไรทำที่บ้าน จึงมาถามอวี๋เฟิงว่านางจะมาช่วยงานได้ หรือไม่ อวี๋เฟิงคิดว่าสถานที่ก่อสร้างต้องมีคนทำความสะอาด จึง เรียกให้นางมาเก็บกวาด
นางเหมียวนับว่าเป็นคนขยันทำงาน ทว่ามีนิสัยชอบลักขโมย
สามีของนางทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว ทว่าก็ติดที่นางเป็นภรรยาจึง ไม่อาจพูดได้ นอกจากนี้ ในสถานที่ก่อสร้างก็มิได้มีสิ่งของดีๆ ให้ นางขโมย มากที่สุดก็แค่อัวอัวโถวกับซาลาเปาที่กินเหลือไม่กี่ชิ้น เท่านั้น บ้านนางเหมียวมีเด็กเล็ก นางโดนพี่ชายของซวนจื่อจับได้ ครั้งหนึ่ง ก็ร้องห่มร้องไห้บอกว่าเพราะเด็กหิว พี่ชายของซวนจื่อจึง เตือนนางว่าอย่าทำอีก มิเช่นนั้นเขาจะไม่เกรงใจ
ใครจะรู้ว่านางเหมียวไม่เข็ดหลาบ หลังจากมื้อกลางวันวันนี้ นางก็ไปขโมยซาลาเปา และถูกพี่ชายของซวนจื่อจับได้อีกครั้ง พี่ ชายของซวนจื่อโกรธมาก อยากจะตัดมือนางทิ้ง ทว่านางกลับแย้ง ว่า พี่ชายของซวนจื่อปรักปรำนาง
นางคิดว่านางเป็นผู้หญิง พี่ชายของซวนจื่อคงไม่กล้าทำ รุนแรงกับตน ทว่าพี่ชายของซวนจื่อกลับก้าวไปเตะจนนางล้มลง กลิ้งไปในโคลน!
ผู้ชายของนางเหมียวโกรธมาก เรียกช่างฝีมือคนอื่นๆ จากหมู่ บ้านอู๋เจียที่มาทำงานที่นี่ มาลงไม้ลงมือกับพี่ชายของซวนจื่อ
เมื่อเอ้อร์หนิวเห็นว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้อง จึงรีบไปเกลี้ย
กล่อม ทว่ากลับถูกลูกหลงจนบาดเจ็บ
เลือดกระเซ็นไปทั่วทุกแห่ง ทุกคนต่างตกใจกลัว
ป้าจางได้ยินว่าบุตรชายของนางเกิดเรื่อง จึงวางงานทุกอย่าง และรีบไปยังสถานที่ก่อสร้าง เมื่ออวี๋หวั่นมาถึงที่เกิดเหตุ ป้าจางก็ นั่งยองๆ ลงบนพื้น ใช้ผ้าฝ้ายปิดปากแผลให้เอ้อร์หนิวไปพลาง ร้องไห้สาปแช่งนางเหมียวไปพลาง “ใจดำตํ่าช้าได้ถึงเพียงนี้…ขี้ ลักขโมย…กลับไปหมู่บ้านของเจ้าซะ…มาที่หมู่บ้านของเรา ทำไม…”
“เจ้าๆๆ…เจ้ามาโกรธข้าได้อย่างไร? พวกเราไม่ได้ผลัก! เขา ต่างหาก!” นางเหมียวชี้นิ้วไปที่พี่ชายของซวนจื่อ
แท้จริงแล้วตอนนั้นพี่ชายของซวนจื่อผลักเอ้อร์หนิวล้มลง แต่ พี่ชายของซวนจื่อมองไม่เห็นเอ้อร์หนิว และเขาก็ถูกคนของหมู่บ้า นอู๋เจียผลักมา
“หยุดเดี๋ยวนี้!” อวี๋หวั่นกวาดสายตามองทุกคนอย่างเย็นชา ป้าจางและนางเหมียวที่กำลังทะเลาะกันเมื่อครู่ ในตอนนี้ถึงกับ เงียบเสียง
อวี๋หวั่นเดินไปหาป้าจางกับเอ้อร์หนิว และหันกลับไปมองฝูง ชนที่กำลังดูความตื่นเต้น “มามุงดูอยู่ที่นี่ ไม่ไปทำงานรึไร? หรือจะ ไม่เอาเงินค่าจ้างแล้ว!”
ซวนจื่อดึงแขนพี่ชายของเขา “ท่านพี่ เราไปกันเถิด”
พี่ชายของซวนจื่อจ้องมองช่างฝีมือของหมู่บ้านอู๋เจียด้วย สายตาเย็นชา และสาวเท้าไปทำงานของตัวเอง ไม่นาน ช่างฝีมือที่ เหลือก็แยกย้าย
อวี๋หวั่นย่อตัวลงและเอ่ยว่า “ท่านป้าจาง ขอข้าดูหน่อย”
ป้าจางนำผ้าฝ้ายเปื้อนเลือดออกด้วยร่างอันสั่นเทา นางสะอึก สะอื้นร้องไห้ “อาหวั่น เอ้อร์หนิวจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่? เขาเลือด ออกมาก…”
อวี๋หวั่นหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดจากกระเป๋าเล็กๆ ที่พก ติดตัว ลูบกะโหลกของเอ้อร์หนิวผ่านผ้าเช็ดหน้า “กระดูกไม่เป็นไร มีเพียงแผลที่ผิวหนัง ข้าจะพาพี่เอ้อร์หนิวไปเย็บแผลก่อน”
“เย็บ…เย็บ?” ป้าจางผงะ
อวี๋หวั่นพยักหน้า แผลของเอ้อร์หนิวกว้างกว่าของอวี๋ซงในครั้ง ก่อนมาก มันจะไม่ดีขึ้นหากไม่เย็บปากแผล เมื่อเห็นสีหน้ากังวล ของป้าจาง เธอจึงเอ่ยอย่างอดทน “ป้าจางวางใจเถิด แผลนี้ข้าเคย รักษาให้พี่รองมาก่อน ข้าชำนาญแล้ว”
ป้าจางเคยเห็นแต่เธอรักษาวัว ไม่เคยรู้ว่าเธอรักษาคนได้ด้วย แต่เมื่อเธอเอ่ยเช่นนี้ ก็คิดว่าคงจะมีความชำนาญจริงๆ และอีก อย่าง บุตรชายของนางก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก รอพาเข้าเมืองไป หาหมอคงไม่ทัน ป้าจางจึงปล่อยให้เอ้อร์หนิวไปกับอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นทำความสะอาดบาดแผลของเอ้อร์หนิว และเตรียม
เข็มกับด้าย “พี่เอ้อร์หนิว อาจจะปวดสักเล็กน้อย ท่านต้องอดทน หน่อยนะ”
เอ้อร์หนิวหน้าแดง “ไม่เป็นไร ข้าไม่เคยได้รับบาดเจ็บใดในค่าย ทหาร นี่เล็กน้อย…อ๊าก—-”
เมื่ออวี๋หวั่นลงเข็ม เอ้อร์หนิวก็กรีดร้องอย่างอเนจอนาถ
เอ้อร์หนิวเข้าไปด้วยกายตั้งตรง ออกมากายนอนแผ่หลา… เจ็บปวดนัก
ป้าจาง “…”
“แฮะๆ ลงมือหนักไปหน่อย” ก่อนหน้านี้เธอเคยเย็บแต่หมู “แต่ก็เย็บสวยใช้ได้”
ก็หนังหมูหนาถึงเพียงนั้น จริงไหมละ หนังคนเย็บง่ายกว่า เยอะ
…
หลังจากรักษาเอ้อร์หนิว อวี๋หวั่นก็ไปยังสถานที่ก่อสร้าง และ ถามเรื่องราวจากคู่กรณีและพยานในเหตุการณ์ โดยพื้นฐาน เหมือนกับที่ซวนจื่อเล่า เอ่ยคือ เริ่มแรกนางเหมียวขโมย หลังจาก นั้นพี่ชายของซวนจื่อก็สั่งสอนนาง ต่อมาผู้ชายของนางเหมียวก็ เรียกคนมารุม
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเฉยเมย “ที่เชิญพวกเจ้ามา ก็เพื่อให้พวก เจ้าตั้งใจทำงาน ไม่ใช่มาก่อปัญหา นางเหมียว นี่หาใช่ครั้งแรกของ
เจ้า วัดของข้าเล็กเกินกว่าจะรองรับพระใหญ่เช่นเจ้า วันพรุ่งนี้เจ้า ไม่ต้องมาแล้ว”
นางเหมียวตกใจ “อะไรกัน? เจ้าจะไล่ข้าออกรึ?”
อวี๋หวั่นเอ่ยเบาๆ “ใช่ เจ้าได้ยินไม่ผิด ข้าไล่เจ้าออก”
นางเหมียวไม่ทำอะไรแล้ว นางยืนเท้าสะเอว “เรียกพี่ใหญ่ของ เจ้ามา! พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นคนที่เชิญข้ามา! หากจะไล่ออกก็ให้เขา เป็นคนไล่ ใช่เวลาที่เด็กผู้หญิงเช่นเจ้าจะพูดแล้วรึ!”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเย็นชา “หากเจ้ายังหาเรื่องอีก ข้าจะไล่ ผู้ชายของเจ้าออกด้วย!”
นางเหมียวเงียบกริบ
“แล้วก็พวกเจ้า” อวี๋หวั่นมองไปยังพี่ชายของซวนจื่อและช่าง ฝีมือของหมู่บ้านอู๋เจีย “จะถือว่าพวกเจ้าทำผิดครั้งแรก ครั้งนี้ข้า จะหักหนึ่งในสิบของเงินเดือน หากมีครั้งต่อไป ก็เก็บข้าวของออก ไปได้เลย! แน่นอน หากตอนนี้อยากไปก็ย่อมได้ พวกเจ้ามีฝีมือ ช่างฝีมือในเมืองก็มีฝีมือเช่นกัน อย่างมากก็แค่จ่ายเงินเพิ่มอีก หน่อย สกุลอวี๋ของเราก็ไม่ได้ยากเกินไปที่จะจ่าย! เชิญพวกเจ้ามา เพราะเห็นแก่หน้าของท่านปู่อู๋! คิดว่าประหยัดเงินไปได้สองสาม ตำลึงเช่นนี้ สกุลอวี๋ของเราก็รํ่ารวยได้แล้วรึ!”
ช่างฝีมือของหมู่บ้านอู๋เจียที่คิดจะใช้การลาออกกันยกกลุ่มมา ข่มขู่อวี๋หวั่น ต่างก็ต้องก้มหน้าสลด
ค่าจ้างที่อวี๋เฟิงให้พวกเขาน้อยกว่าช่างฝีมือเก่าในเมือง ทว่าก็ ยังสูงกว่าหมู่บ้านอื่นๆ หากสกุลอวี๋ทิ้งพวกเขา ก็ยังสามารถจ่าย เงินจ้างช่างฝีมือที่ดีกว่าได้ แต่พวกเขาไม่อาจหางานที่ดีกว่านี้ได้ แล้ว
เมื่อคิดเช่นนี้ พวกเขาก็ยอม แม้ต้องถูกหักเงินไปก็ตาม
เดิมเคยคิดว่าตราบใดที่พวกเขาเกาะกลุ่มกัน ก็อาจเอาชนะ ดรุณีผู้นี้ได้ ทว่าใครจะคิดว่า เด็กผู้หญิงคนนี้จะเก่งกาจได้ถึงเพียง นี้ ไม่น้อยหน้าผู้ชาย…
“ท่านพี่ของซวนจื่อ ท่านมิเป็นไรใช่หรือไม่?” หลังจากที่ช่าง ฝีมือออกไป อวี๋หวั่นก็เรียกรั้งพี่ชายของซวนจื่อที่กำลังจะเดินกลับ ไป
พี่ชายของซวนจื่อหันกลับมา “ข้าทำให้เจ้าเดือดร้อน”
“ไม่มีเรื่องอันใดเลย ข้ารู้ว่าท่านพี่ของซวนจื่อทำเพราะหวังดี ต่อข้า ดังนั้นท่านไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิดหรอก” เรื่องนี้ของนาง เหมียว ย่อมมีคนออกหน้ามาทำเรื่องไม่ดี พี่ชายของซวนจื่อมิใช่ว่า ไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย เขาแค่ทิ้งภาระของผู้ชายออกไปชั่วคราว
อวี๋หวั่นยื่นขวดยาเล็กๆ ให้พี่ชายของซวนจื่อ “นี่ ข้าให้”
พี่ชายของซวนจื่อตะลึงงัน จากนั้นก็มองไปที่กำมือของตนเอง มันกลับมีแผลถลอกเปื้อนเลือด เขายิ้ม “ข้าไม่รู้เลย”
เขารับขวดยา “ขอบใจนะ”
“มิเป็นไร” อวี๋หวั่นกล่าว
พี่ชายของซวนจื่อมองเธอแน่นิ่ง “เจ้าและแม่ของเจ้าดูเหมือน กันมาก”
อวี๋หวั่นยิ้มและเอ่ยว่า “ใช่แล้ว ทุกคนก็พูดเช่นนี้ ข้าเหมือน ท่านแม่ น้องชายข้าก็เหมือนท่านพ่อ”
“ช่างดีเหมือนแม่” ช่างสวยงาม
“ถูกต้องแล้ว” พี่ชายของซวนจื่อเดินไปสองสามก้าว เมื่อนึก บางสิ่งขึ้นได้ ก็พลันหยุดกะทันหัน “ดูเหมือนว่าสกุลจ้าวจะย้าย กลับมาแล้ว”
“หือ?” อวี๋หวั่นผงะ จ้าวเหิงเป็นหนี้เธอสามร้อยตำลึง ยัง มีหน้าจะย้ายกลับมาอีกรึ?
พี่ชายซวนจื่อขมวดคิ้ว “ข้าเพิ่งผ่านบ้านของเขามา เห็นมีรถ ม้าจอดอยู่หน้าบ้าน และมีคนกำลังขนสัมภาระ”
…………………………………………………….
[1] แม่นํ้าหาดทรายทอง คือ แม่นํ้าแยงซี