หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 6.1 ชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ (1)
ดูเหมือนว่าในรอบนี้พ่อครัวหลวงจะชิมอาหารนานกว่าปกติ แต่ก็เข้าใจได้ว่าผู้แข่งขันทั้งสามต่างใช้ทักษะที่ตนเองถนัดเป็น พิเศษ พ่อครัวหลวงคงยากที่จะตัดสิน แต่หารู้ไม่ว่าพ่อครัวหลวง เพียงแค่โดนรมควันจนแทบจะเป็นลม…
ห้องโถงเต็มไปด้วยผู้คนที่รอดูผลการแข่งขัน มีทั้งแขก ทั้ง กลุ่มคนที่ตกรอบ ไป๋ถังกระวนกระวายนั่งไม่ติด พลันเดินไปที่ห้อง โถง
ผู้จัดการชุยกลัวว่าสตรีหยิ่งยโสผู้นี้ไม่วายจะไปหาเรื่องผู้คนให้ ต้องตกตะลึงอีก เขาจึงต้องตามไปอย่างไม่เต็มใจ
ไป๋ถังจดจ่อในผลการตัดสิน แต่ก็ไม่ได้คิดจะสร้างความเดือด ร้อน
“เหตุใดถึงลึกลับเพียงนี้? ไม่ใช่แม่นางตู้หรอกรึ?”
“ใช่ ต้องเป็นแม่นางตู้สิ!”
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร? นอกจากแม่นางตู้แล้ว ผู้ใดที่จะชนะการ แข่งขันได้อีก? พ่อครัวหมีรึ? หรือว่าคนพิการ?”
“ฮ่าๆ!” ทุกคนต่างหัวเราะขำขัน
ผู้จัดการชุยแอบเหงื่อตก มองด้านหลังของคุณหนู โชคดีที่
คุณหนูรอฟังผลอย่างแน่วแน่ ไม่เช่นนั้น หากได้ยินวาจาไอ้สารเลว เมื่อครู่ คงได้พุ่งมาเตะเสียแล้ว
แม้ไป๋ถังไม่ได้ยิน แต่นางก็ไม่ได้จดจ่อรอฟังผลเท่านั้น สายตา ของนางมองไปยังทางเดินชั้นสาม สถานะของเหยียนหรูอวี้เปิด เผยออกมาตั้งแต่วันแรก ยามนี้ห้องของนางเต็มไปด้วยผู้คนที่มา ร่วมแสดงความยินดีกับแม่นางตู้
คนกลุ่มหนึ่งกำลังยิ้มหน้าแดงระเรื่อ ราวกับได้สอดแนมผล การแข่งขันจากห้องพ่อครัวหลวงมาแล้ว เหยียนหรูอวี้ที่ได้รับการ ชมเชยและความยินดีจากทุกคน นางแย้มยิ้มไปทั้งหน้าอย่างเบิก บาน เห็นได้ว่านางเชื่ออย่างสนิทใจว่าแม่นางตู้จะชนะโดยไม่ต้อง สงสัย
เป็นแม่นางตู้จริงๆ หรือ?
ไป๋ถังกลัดกลุ้มใจ
ไม่รู้ว่ารอมาเนิ่นนานเพียงใด ในที่สุดผลการแข่งขันรอบ สุดท้ายก็ประกาศ
แต่สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคนคือ ผู้ชนะ ไม่ใช่แม่นางตู้!
“เป็นไปได้อย่างไร?” เหยียนหรูอวี้จ้องมองด้วยความแปลกใจ “เจ้าฟังผิดไปหรือไม่?”
ลี่จือกล่าวอย่างร้อนใจ “เดิมทีข้าน้อยก็คิดว่าตนเองฟังผิด จึง
ไปถามซํ้าดูอีกหลายครา”
แม่นางตู้ดูไม่ได้เป็นทุกข์ร้อนเท่ากับเหยียนหรูอวี้ ทว่าสีหน้า ของนางกลับดูเย็นชาลง
เหยียนหรูอวี้มุ่นคิ้วพลางเอ่ย “เช่นนั้นผู้ชนะคือผู้ใด? อย่า บอกว่า หอจุ้ยเซียน!”
ลี่จือหลุบหน้าลง “…ก็…ก็หอจุ้ยเซียนล่ะเจ้าค่ะ”
ผู้ชนะคนสุดท้ายไม่ใช่แม่นางตู้แต่เป็นหอจุ้ยเซียน ข่าวที่น่า ตกใจนี้ทำให้หอเทียนเซียงลุกเป็นไฟ แม้พ่อครัวอวี๋จะมาจากหอ เทียนเซียง พ่อครัวหยางที่ได้รับชื่อเสียงจากอาหารจานเด่นของ เขา ก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะเทียบกับแม่นางตู้
“มีสิ่งใดผิดพลาดไปหรือไม่?”
“ข้าได้ยินมาว่าผู้นำของหอจุ้ยเซียนเป็นรองหัวหน้าสมาพันธ์ ธุรกิจเจียงจั่ว”
ความหมายของแขกผู้นี้คือหอจุ้ยเซียนใช้เส้นสาย
“อ้อ หากเป็นเช่นนั้น เจ้าไม่บอกเล่าว่า ผู้สนับสนุนอยู่เบื้อง หลังของแม่นางตู้เป็นบุตรีจวนแม่ทัพ? แล้วผู้สนับสนุนอยู่เบื้อง หลังบุตรีจวนแม่ทัพก็คือคุณชายเยี่ยน?” ไป๋ถังตอกกลับ ทำให้คน ผู้นั้นกล่าวไม่ออก
แขกอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “แต่ข้าได้ยินมาว่าแม่ครัวผู้ช่วยของ หอจุ้ยเซียนเป็นคนที่ถูกองค์ชายรองช่วยไว้ นางก็คือคนที่องค์ชาย
รองไปช่วยมากับมือเมื่อวานอย่างไรล่ะ นางเป็นสตรีขององค์ชาย รอง หากจะมีผู้ใดไม่กลัวคุณชายเยี่ยน ก็คงมีแต่องค์ชายรองผู้นี้ แหละ”
องค์ชายรองเป็นองค์ชายที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญมากที่สุด พระมารดาของพระองค์ก็ครองวังหลัง หลังจากไม่มีผู้ใดที่ได้ครอบ ครองมงกุฎอย่างแท้จริง สถานะเช่นนี้จึงทำให้เขามั่นใจที่จะขัด แย้งกับคุณชายเยี่ยนอย่างเปิดเผย
ข่าวนี้เหยียนหรูอวี้ปล่อยออกมา ไม่เช่นนั้นจะมีผู้ใดอีกที่รู้ว่า บุคคลที่องค์ชายรองพาไปเป็นใคร?
เสียงความไม่พอใจค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าพ่อครัว ของหอจุ้ยเซียนชนะแม่นางตู้ด้วยความสามารถที่แท้จริง แม้แต่ แม่นางตู้เองก็ไม่เชื่อ
แม่นางตู้ส่ายหัวและกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ ข้าใช้นํ้าหมักเก่า แก่ของท่านอาจารย์ ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ได้”
บุรุษผู้หนึ่งต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับแม่นางตู้จึง ตะโกนออกมา “ได้โปรดออกมาเถิดพ่อครัวหลวง เราต้องการคำ อธิบาย!”
จิตใจของผู้คนมักจะถูกปลุกปั่นได้ง่าย หากมีคนแรกที่กล้าลุก ขึ้นต่อต้าน โดยธรรมชาติก็ย่อมมีคนอื่นๆ ตามมา
บุรุษอีกคนหนึ่งยืนขึ้นและกล่าวว่า “ใช่ พวกเราขอคำอธิบาย
ท่านให้เราดูหน่อยเถิด ว่าเขาใช้ฝีมือเช่นใดเอาชนะแม่นางตู้!”
การตัดสินเป็นเรื่องของเหล่าพ่อครัวหลวง หาใช่มีคนก่อเรื่อง ก็จะเปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบ แต่แล้วแม่นางตู้ก็เดินมาที่ประตู
ทันทีที่นางก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นที่ไม่อาจบรรยายก็พุ่งเข้ามา ปะทะจมูก มันไม่ได้เหม็นเหมือนเต้าหู้เหม็น ทว่ามีความเยือก ยาวนานราวกับเงา คล้ายกับหากเลอะเพียงนิดเดียวก็คงจะเหม็น ติดตัวไปทั้งวัน
ภายใต้การครอบคลุมของกลิ่นนี้ หมูตุ๋นที่นางทำกลับไม่ได้ กลิ่นเลยแม้แต่น้อย
เป็นไปได้อย่างไร? นางใช้นํ้าหมักเก่าแก่ที่ทำจากวัตถุดิบที่ได้ ชื่อว่าหอมไปสิบลี้ที่อาจารย์ของนางทำเองกับมือ…
แม่นางตู้โดนรมควันจนเกือบจะลืมธุระของตนเอง โชคดีที่ นางกลับมามีสติได้ทันเวลา นางมองไปที่พ่อครัวหลวงทั้งหกที่อยู่ ในห้องนั้นและเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ใต้เท้า ข้าไม่รู้ว่าตนเองด้อย กว่าผู้อื่นอย่างไร ข้าแพ้ให้กับหอจุ้ยเซียนจริงหรือ?”
แม้นางจะมีท่าทางสูงส่ง ทว่าในนํ้าเสียงกลับเต็มไปด้วยความ รังเกียจที่มีต่อหอจุ้ยเซียน
สถานะของนางคือแม่ครัวผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นปกติที่จะ รู้สึกดูถูกหอจุ้ยเซียน
พ่อครัวของหลวงต้องการให้นางลิ้มลองฝีมือของหอจุ้ยเซียน
แต่พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นหม้อที่ว่างเปล่าวางอยู่บนโต๊ะ
ผู้ใดบอกว่าชิมคำเดียว แล้วเหตุใดไม่มีเหลือสักคำ?
พ่อครัวหลวงจางกระแอมในลำคอ พลันสั่งคนให้ไปเรียกตัว ลุงใหญ่ที่ห้องด้านข้างมา
ลุงใหญ่ทราบผลการแข่งขันแล้ว ไม่แปลกใจที่ถูกเรียกไปพบ การแข่งขันสองวันที่ผ่านมาทำให้เขารู้ถึงนิสัยของแม่นางตู้ สูงส่ง เย่อหยิ่ง เกรงว่านอกจากพ่อครัวเทพเป้าแล้วก็คงไม่มีผู้ใดอยู่ใน สายตาอีก เขาชนะนางและนางคงไม่ยอม
เมื่อเห็นว่าแม่นางตู้อยู่ที่นั่น เขาก็ยิ่งเชื่อในการคาดเดาของตัว เอง
“คารวะใต้เท้า” เขาโค้งคำนับกับไม้เท้าในมือของเขา
พ่อครัวหลวงรับรู้มาว่าเป็นพ่อครัวขาเป๋ แต่ครั้นเมื่อได้พบกัน จริงๆ ก็ยังยากยิ่งที่จะไม่รู้สึกประหลาดใจ ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ตํ่าต้อย มี ท่าที่ที่ไม่สามารถบรรยายได้ ไม่แปลกที่เขาได้เคยเห็นโลกกว้างอยู่ ในหอเทียนเซียง
พ่อครัวหลวงจางบอกถึงความสงสัยของแม่นางตู้อย่างตรงไป ตรงมา “…เจ้าคิดว่าอย่างไร? เจ้าก็คิดว่าเราตัดสินผิดด้วยหรือ ไม่?”
ลุงใหญ่ไม่รีบร้อนตอบคำถาม ทำเพียงเดินไปที่หน้าโต๊ะอาหาร หลังจากดูอาหารที่แม่นางตู้ทำ ก็หยิบตะเกียบคีบขึ้นมาชิมสอง
สามคำ ชิมทั้งนํ้าแกง หนังขาหมู เนื้อขาหมู และแม้แต่เครื่องเคียง
“ข้าได้ยินมาว่าแม่นางตู้ใช้นํ้าหมักเก่าแก่ที่พ่อครัวเทพเป้าทำ ใช่หรือไม่?” เขาวางตะเกียบลง
แม่นางตู้ตอบอย่างเย่อหยิ่ง “ใช่ มันคือนํ้าหมักเก่าแก่ที่ อาจารย์ของข้าทำเองกับมือ”
ลุงใหญ่กล่าว “ตอนที่ข้าทำงานอยู่ในหอเทียนเซียง ข้าไม่มี โอกาสได้พบกับพ่อครัวเทพเป้า แต่ข้าโชคดีพอจะได้ลิ้มรสนํ้าหมัก เก่าแก่ที่เขาทิ้งเอาไว้ ดูเหมือนว่ารสชาติที่แม่นางตู้ปรุงออกมาจะ แตกต่างกัน”
แม่นางตู้ขมวดคิ้วมุ่น “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้ากำลัง สงสัยว่าข้าแอบอ้างเรื่องนํ้าหมักของอาจารย์หรือ?”
ลุงใหญ่ส่ายหัว “ข้าหาได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียงคิดว่าแม่ นางตู้ได้แต่รูปทว่าไร้จิตวิญญาณ เจ้าไม่ได้ชื่นชมแก่นแท้ของนํ้า หมักนี้”
มือเปล่าของแม่นางตู้จับกัน มองไปยังบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า ด้วยสายตาไม่เชื่อ ไม่ใช่เพราะเขาใช้วาจารุนแรงทว่าเขากล่าวถูก ต้อง ตอนที่อาจารย์มอบโถนํ้าหมักเก่าแก่ใบนี้ให้กับนางก็เคยเอ่ย ประโยคที่คล้ายกันนี้กับนางเช่นกัน ‘วั่นชิง เมื่อใดเจ้าสามารถ ชื่นชมแก่นแท้ของนํ้าหมักโถนี้ได้ เมื่อนั้นเจ้าจะมีคุณสมบัติ สืบทอดมรดกวิชาของอาจารย์’
นางฝึกฝนรํ่าเรียนอย่างหนักมาสามปีเต็ม ในที่สุดนางก็ทำ รสชาติที่ตนเองพึงพอใจออกมาได้ และไม่เชื่อว่าตนเองยังทำไม่ สำเร็จ ต้องเป็นชายพิการผู้นี้ที่ตั้งใจกล่าวให้นางเสียขวัญเป็นแน่
“ดี ในเมื่อเจ้าบอกว่าข้าไม่ถูก เช่นนั้นเจ้าบอกข้ามา เจ้าคิดว่า แก่นแท้ของนํ้าหมักนี้คืออะไร?”
ลุงใหญ่ไม่รีบร้อนตอบ เพียงแต่ถามกลับว่า “นํ้าหมักเก่าแก่ ยังมีเหลือให้ข้ายืมใช้หรือไม่?”
แม่นางตู้ส่งสายตาให้คนรับใช้ติดตามไปนำมา คนรับใช้เดินไป หยิบโถนํ้าหมักเก่าแก่ที่เหลือเพียงครึ่งหนึ่งมา
ลุงใหญ่ไม่เอ่ยสิ่งใด อุ้มโถนํ้าหมักเดินไปที่ห้องครัว
อวี๋หวั่นเห็นเขาเดินมาพร้อมกับโถนํ้าหมักเก่าแก่จึงถามว่า “ท่านจะทำอาหารหรือ?”
ลุงใหญ่ตอบ “ข้าจะทำเอง”
อวี๋หวั่นกับอวี๋เฟิงสบตากันและเดินตามออกไป
บทที่ 6.2 ชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ (2)
แม่นางตู้เดาว่าเขากำลังจะทำอาหารและต้องเป็นอาหารที่มี ความซับซ้อน แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นบะหมี่ธรรมดาๆ ชามหนึ่ง แทนที่จะใช้นํ้ามันพืชราคาแพง กลับใช้นํ้ามันหมู ไข่ลวก ต้นหอม สองสามชิ้นและนํ้าหมักอีกหนึ่งช้อน นั่นเป็นเครื่องปรุงทั้งหมด
ความเข้มข้นของกลิ่นนํ้าหมักเก่าแก่ยังห่างไกลจากของแม่ นางตู้ยิ่งนัก แม้ว่ากลิ่นหอมของต้นหอมกับนํ้ามันหมูจะทำให้สูญ เสียความเลิศหรูไปอย่างสิ้นเชิง ทว่ามันกลับเหมือนกลิ่นที่ได้ยาม เดินผ่านบ้านเรือนของผู้คนทั่วไปอย่างไม่ตั้งใจ
แม่นางตู้นึกถึงห้องครัวที่เขรอะไปด้วยคราบนํ้ามันในบ้านเกิด นางไม่ได้กลับไปที่นั่นกว่าสิบปีแล้ว
ลุงใหญ่วางชามบะหมี่ลงตรงหน้านาง
กลิ่นหอมของต้นหอมและนํ้ามันหมูลอยเตะจมูกนาง ตั้งแต่ นางประสบความสำเร็จ นางก็ไม่เคยกินของธรรมดาๆ เช่นนี้อีกเลย “เจ้ารู้หรือไม่ว่านํ้าหมักเก่าแก่ของอาจารย์ข้ามีราคาสูงเพียงใด? แต่เจ้ากลับเอามาทำเสียของแบบนี้รึ?”
“กินเถิด” ลุงใหญ่ยื่นตะเกียบให้นาง
แม่นางตู้ขมวดคิ้ว แต่ก็เพื่อจะวิจารณ์ในภายหลังจึงต้องฝืน ใจกินเข้าไป
หลังจากกินไปเพียงคำเดียว นางก็แข็งทื่อไปทั้งตัว
เมื่อพ่อครัวหลวงเห็นแม่นางตู้ที่มีทีท่าท้าทายเมื่อครู่กำลังถือ ชามบะหมี่ด้วยดวงตาแดงระเรื่อ
บรรดาพ่อครัวหลวงก็ตกตะลึง
แม่นางตู้กลอกตาที่มีนํ้าใสไหลกลิ้งอยู่ข้างใน “มัน…”
ลุงใหญ่สูดหายใจและกล่าวต่อแทนนาง “มันคือความคิดถึง”
พ่อครัวเทพเป้าคิดถึงบุตรชายที่หายไป คิดถึงภรรยาที่เศร้า โศก จึงเป็นเหตุผลที่มีนํ้าหมักโถนี้ เขาหาได้ต้องการงานเลี้ยงที่ยิ่ง ใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารโอชะ หากแต่เป็นบ้านธรรมดาที่ไม่มีสิ่ง ใดจะธรรมดามากไปกว่านี้
แม่นางตู้เกิดมาในครอบครัวยากจน สิ่งที่นางสนใจมากที่สุด คือชีวิตของนางเอง เพื่อกำจัดเงาของอดีต นางจึงพยายามตัดขาด จากทุกสิ่งในอดีตออกไป ภายในใจมีเพียงความปรารถนามุ่งมาด ไม่มีความห่วงหาอาทร
คนที่ไม่มีความห่วงหาอาทร จึงไม่อาจสัมผัสถึงความโดด เดี่ยวในใจของพ่อครัวเทพเป้าได้
ลุงใหญ่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก และไม่ได้ถกเถียงเรื่องผลการแข่ง เขาค้อมตัวไปทางพ่อครัวหลวง และใช้ไม้เท้าคํ้าตัวเดินกระโผล กกะเผลกออกจากห้องไป
เงาด้านหลังของชายพิการผู้นี้ในสายตาของพ่อครัวหลวง คือ
บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำที่ยืนตระหง่านดั่งต้นสน
“ช้าก่อน”
พ่อครัวหลวงจางเรียกเขา
ลุงใหญ่หยุดและหันตัวกลับมาด้วยท่าทางที่ไม่ถนัด
พ่อครัวหลวงจางถาม “อาหารที่เจ้าทำคือสิ่งใดหรือ?”
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าที่ผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วน ของลุงใหญ่ “อาหวั่นของเราบอกว่ามันคือหลัวซือเฝิ่น “
ห้องของพ่อครัวหลวงตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่ง เป็นห้องที่อยู่ใกล้กับโถง ใหญ่มากที่สุด ฝูงชนที่เฝ้าดูอย่างตื่นเต้นเห็นแม่นางตู้เดินเข้าไป ด้วยท่าทีที่ไม่พอใจ จากนั้นก็เห็นพ่อครัวขาเป๋ของหอจุ้ยเซียนถูก พ่อครัวหลวงเรียกตัวเข้าไปพบ
หลังจากนั้นเขาก็เข้าครัวปรุงอาหารมาจานหนึ่ง
ดูเหมือนพ่อครัวหลวงจะไม่แน่ใจในการตัดสินของตนเอง จึง ให้เขาแสดงฝีมือใหม่อีกครั้ง
หากเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ผลที่ออกมาคงพ่ายแพ้เป็นแน่
ทุกคนรอชมผลอีกครั้ง
หลังจากนั้นไม่นาน พ่อครัวขาเป๋ก็เดินออกมาด้วยใบหน้าที่ไร้ ความปีติยินดีในชัยชนะ เป็นอย่างที่คิดไว้ เขาแพ้แล้ว!
แต่ทันทีที่เขาเดินออกมา เสียงร้องไห้อันหดหู่ของสตรีผู้หนึ่งก็
ดังตามมาจากห้องด้านหลังของเขา
ทุกคนตะลึงอีกครั้ง
เกิดอะไรขึ้น?
เหยียนหรูอวี้รีบเดินลงมาอย่างกระวนกระวายและเอ่ยกับลี่จือ ที่เดินตามมา “เจ้าไปดูทีว่าผลเป็นอย่างไร เหตุใดแม่นางตู้ถึงยัง อยู่ข้างใน?”
“เจ้าค่ะ!” ลี่จือตอบอย่างรีบร้อน ขณะที่กำลังจะเดินไปดู แม่ นางตู้ก็เปิดประตูออกมา
ดวงตาและจมูกของนางเป็นสีแดง มีนํ้าใสไหลคลออยู่ใน ดวงตา
ทุกคนมองนางอย่างตกตะลึง
“ข้าแพ้แล้ว”
คำพูดนั้นออกจากปากนาง
โถงใหญ่พลันเงียบสงัด สีหน้าของเหยียนหรูอวี้ก็เปลี่ยนไป “แม่นางตู้!”
แม่นางตู้ค้อมตัวไปทางทิศที่ลุงใหญ่เดินจากไปอย่างเคารพ เลื่อมใส นี่คือการยอมรับและเคารพในตัวผู้เป็นอาจารย์จากหัวใจ
เหยียนหรูอวี้ยิ่งไม่อยากเชื่อ “แม่นางตู้ ท่านรู้หรือไม่ว่ากำลัง ทำอันใด!”
พ่อครัวหลวงประกาศว่านางแพ้ยังไม่น่ากลัวเท่านางยอมรับ ความพ่ายแพ้ด้วยตนเอง หากเป็นเช่นนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่เหยียนหรู อวี้จะช่วยพลิกสถานการณ์กลับมา!
“แม่นางตู้ ท่าน…” เหยียนหรูอวี้โกรธจนหายใจติดขัด
แม่นางตู้หันศีรษะชำเลืองมองนาง
แววตาที่อ่อนลงของแม่นางตู้ทำให้เหยียนหรูอวี้ประหลาดใจ
แม่นางตู้เอ่ยอย่างแผ่วเบา “ขอบคุณคุณหนูเหยียนที่ช่วยข้า ท่านกับข้าได้พบกันทั้งในฐานะครูและเพื่อน ข้ารู้สึกขอบคุณมาก สำหรับไมตรีจิตนี้”
ครั้งแรกที่เหยียนหรูอวี้ได้พบกับแม่นางตู้ รถม้าของแม่นางตู้ ติดหล่มท่ามกลางฝนที่ตกหนักโดยบังเอิญ แล้วยังไปขวางบุคคล ซึ่งมีสถานะไม่ธรรมดาอย่างบุตรชายเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น ในตอน นั้นเอง เหยียนหรูอวี้ออกหน้ารับแทนและช่วยแก้ไขวิกฤตให้กับแม่ นางตู้
เพื่อตอบแทนความเมตตาของนาง แม่นางตู้ถึงมาเมืองหลวง กับเหยียนหรูอวี้
ในระหว่างทาง นางสอนทุกอย่างที่นางรู้ให้กับเหยียนหรูอวี้ และไม่เคยปฏิเสธคำขอของเหยียนหรูอวี้แม้แต่ครั้งเดียว นางจึง ไม่รู้สึกติดค้างเหยียนหรูอวี้อีกต่อไป
“ข้าอยากจะขออนุญาตคุณหนูเหยียนลาออก” นางกล่าว
“ท่านจะไปที่ใด?” เหยียนหรูอวี้ถาม
แม่นางตู้ตอบ “จะกลับไปที่หมู่บ้านดูก่อน”
“หมู่บ้าน…?” เหยียนหรูอวี้ตกใจ แม่นางตู้มาจากครอบครัว ใหญ่ไม่ใช่หรือ? อาหารเสื้อผ้ากิริยามารยาทของนางพิถีพิถันยิ่ง กว่าบุตรีจวนแม่ทัพ นาง…นางจะเป็นสตรีในหมู่บ้านได้อย่างไร?
แม่นางตู้คล้ายกับได้สลัดภาระที่นางแบกไว้ทั้งหมด นางรู้สึก โล่งใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางค้อมตัวไปทางเหยียนหรูอวี้ “คุณหนูเหยียน…ลาก่อน”
เหยียนหรูอวี้ตกตะลึง แม่นางตู้เป็นไพ่ใบใหญ่ที่สุดในมือนาง ยังมีอะไรให้ใช้อีกมาก ทว่ากลับเพียงโบกมือลาแล้วจากไปเช่นนี้ แล้วนางจะทำอย่างไร?
“ช้าก่อน! ท่าน…ท่านจะไม่ไปหาอาจารย์แล้วหรือ?”
แม่นางตู้ถอนหายใจช้าๆ “ข้าละอายใจ ข้ายังไม่มีคุณสมบัติ พอที่จะไปพบเขาในยามนี้”
กล่าวจบ นางก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเหยียนหรูอวี้อีก นางเดินออกจาก หอเทียนเซียงอย่างไม่แยแส ภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคนที่ จ้องมอง
การจากไปอย่างกะทันหันของแม่นางตู้เป็นเรื่องที่เหยียนหรูอ วี้ไม่คาดคิดมาก่อน พ่ายแพ้การแข่งขันแล้ว ยังต้องมาสูญเสียแม่ นางตู้ไปอีก หากนางรู้แต่แรก คงไม่ให้แม่นางตู้มาเข้าร่วมการ
แข่งขันอะไรนี่แน่ แต่แม้มีเงินทองมากมายก็ไม่อาจซื้อ ‘หากรู้แต่ แรก’ ได้ นางโกรธจนรู้สึกรวดร้าวไปทั้งหัวใจ!
หลังจากแม่นางตู้จากไปไม่นาน คนสกุลอวี๋ก็ไปขึ้นรถม้าของ นายท่านฉิน
จิตใจของนายท่านฉินพลิกกลับมาสงบลง การสู่ขอสตรียังไม่ วิตกกังวลกับผลลัพธ์ถึงเพียงนี้
เมื่อเขาคิดว่าต้องแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า คนสกุลอวี๋ก็สร้างความ ประหลาดใจให้กับเขาครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน แน่นอนเขาเข้าใจดี ว่าคนสกุลอวี๋ไม่ได้ทำเพื่อเขา ทว่าผลประโยชน์ก็มีส่วนของเขาอยู่ เช่นกัน จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
“ข้าคิดว่าถึงแม้วันพรุ่งจะไม่ชนะพ่อครัวเทพเป้า ข้าก็จะไม่ลด ราคาเต้าหู้เหม็น!”
พวกเจ้าแข่งอย่างไม่ต้องกังวลเถิด ไม่สำคัญว่าผลลัพธ์จะเป็น อย่างไร! ข้านายท่านฉินไม่สนใจอีกแล้ว!
อย่างไรก็ตามคนสกุลอวี๋ไม่ได้แข่งขันเพื่อธุรกิจอยู่แล้ว
อวี๋หวั่นมองนายท่านฉินด้วยรอยยิ้ม นายท่านฉินเข้าใจความ คิดของเธอได้ในทันที รู้สึกราวกับว่าไฟกำลังลุกโชติช่วงอยู่ในอก เขาไม่ได้รู้สึกเลือดร้อนเช่นนี้มาหลายปีแล้ว เหมือนได้ย้อนวัยกลับ ไปอดีต วันที่ออกไปเผชิญโลกกว้าง วันที่ชนกับกำแพงแต่ก็ไม่ยอม แพ้
เขากุมอกและเอ่ยด้วยความรู้สึก “พวกเจ้า…พวกเจ้าทำให้ข้า ประทับใจยิ่งนัก!”
“ลุงใหญ่ก็ทำให้ข้าประทับใจยิ่งนัก” อวี๋หวั่นหันหน้าไปเอ่ยกับ ลุงใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง
หลังจากลุงใหญ่เอาชนะแม่นางตู้ ท่าทีก็เปลี่ยนเป็นสงบเยือก เย็น
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปากและเอ่ยว่า “วันนี้ลุงใหญ่หล่อเหลายิ่ง นัก”
ตอนที่ชนะแม่นางตู้เขาหล่อเหลาราวกับเป็นเทพบุตรจริงๆ
“ลุงใหญ่ หากขารักษาหายดีแล้ว ท่านก็จะหล่อแบบนี้ทุกวัน เลย”
“แค่ก!” ท่าทีสงบนิ่งมาตลอดของลุงใหญ่พลันทลายลงใน เสี้ยววินาที เขาเกาหูด้วยใบหน้าแดงกํ่าอย่างขวยเขิน
นายท่านฉินส่งครอบครัวอวี๋กลับไปยังหมู่บ้านเหลียนฮวา ใน ช่วงกลางของการแข่งขันเสี่ยวลิ่วจื่อได้มารายงานว่าเขาส่งฮูหยินอ วี๋กับเด็กๆ ทั้งสองกลับไปยังหมู่บ้านแล้ว
วันนี้การแข่งขันเลิกดึกกว่าเมื่อวาน ตะเกียงไฟทุกดวงในบ้าน ดับหมดแล้ว อวี๋หวั่นกระโดดลงจากรถม้า กล่าวคำอำลากับนาย ท่านฉินและหันหลังกลับเข้าบ้านไป
นางเจียงและเถี่ยตั้นน้อยหลับไปแล้ว อวี๋หวั่นขยับตัวเบาๆ
อาบนํ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินมาที่เตียงอย่างนุ่มนวล
ผ้านวมถูกปูไว้และมีบางอย่างนูนๆ อยู่ด้านใน
ต้องเป็นเถี่ยตั้นน้อยอีกเป็นแน่
หกขวบแล้วยังจะปีนขึ้นเตียงพี่สาว รู้สึกละอายบ้างหรือไม่?
อวี๋หวั่นทั้งโกรธทั้งขำ เธอเปิดผ้านวมแล้วสอดตัวเข้าไป เอื้อม มือไปลูบคลำ
หนึ่งตั้น สองตั้น สามตั้น?!