หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 62.1 อาหวั่นเคยมีลูก (1)
สิบวันต่อมา วันเกิดของอวี๋เซ่าชิงก็ใกล้เข้ามาทุกที สถานที่ ก่อสร้างของบ้านสกุลอวี๋วางรากฐานและก่อกำแพงอิฐเรียบร้อย แล้ว นับตั้งแต่ที่อวี๋หวั่นจัดการ ก็ไม่มีข้อพิพาทใดๆ เกิดขึ้นอีก สถานที่ก่อสร้างดำเนินไปอย่างมีระบบระเบียบ
ที่โรงฝึกงานอวี๋หวั่นเข้าไปดูแลด้วยตนเองทุกวัน แม้งานมาก แต่ไม่ยุ่งเหยิง เดิมทีการบุกเบิกพื้นที่รกร้างในภูเขาด้านหลังอยู่ ภายใต้การดูแลของซวนจื่อ แต่ตอนนี้เป็นอวี๋เซ่าชิง ซวนจื่อไม่อาจ จับโจรขโมยม้าได้ ถูกปั่นหัว ล้มจนใบหน้าปูดบวมฟกชํ้า อวี๋เซ่าชิง ขึ้นเขาไปจัดการสั่งสอน โจรขโมยม้าก็กลายเป็นคนซื่อสัตย์ในทันที
ในวันนี้ เถี่ยตั้นน้อยกับนางเจียงไม่อิดออดนอนอยู่บนเตียง ครอบครัวทั้งสี่คนนั่งทานอาหารเช้าอยู่ในห้องโถง
อวี๋เซ่าชิงทำโจ๊กมันเทศ นึ่งอัวอัวโถวแป้งข้าวโพด นึ่งไข่ตุ๋นให้ สองพี่น้องอีกคนละชาม และต้มชาขิงนํ้าตาลทรายแดงให้นาง เจียง
อวี๋หวั่นมองชาขิงนํ้าตาลทรายแดงที่หวานเลี่ยน พลันเอ่ยใน ใจว่า ไม่แปลกที่ช่วงนี้ท่านแม่ไม่ได้นอนอิดออดอยู่บนเตียง มีชีวิต ครอบครัวเล็กๆ แล้ว นางไม่อาจทำเรื่องน่าอับอายได้อีก
อืม จริงๆ แล้วเธอก็อยากมีน้องสาวนะ
“อาหวั่น ใกล้สิ้นเดือนแล้ว” อวี๋เซ่าชิงเหลือบมองรองเท้าที่อยู่ ใต้เท้า ทว่าไม่เอ่ยสิ่งใดลึกซึ้ง
อวี๋หวั่นง่วนกับการกินไข่ตุ๋น โดยไม่ได้สังเกตเห็นแววตาของ บิดา ทว่าดูเหมือนในคำพูดของเขาจะมีบางอย่าง…
อวี๋หวั่นพลันนึกออก เธอเช็ดปากแล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อไม่ต้อง ห่วง ข้าจำได้!”
ไม่ใช่ว่าต้องให้ยาถอนพิษกับเจ้าคนพวกนั้นหรือ?
แท้จริงแล้วจะมียาถอนพิษได้อย่างไร? ทั้งหมดเป็นเพียงคำ พูดโกหกของอาจารย์เป้า มันไม่ใช่ยาพิษขาดใจในเจ็ดวัน แต่เป็น แค่ยาพิษระยะสั้นที่ทำจากโหราเดือยไก่จำนวนเล็กน้อยเท่านั้น แม้ไม่ทานยาถอนพิษ ก็สามารถหายจากอาการอาเจียนและท้อง ร่วงได้ภายในหนึ่งหรือสองวัน
แน่นอนว่าเพื่อจะทำให้คนพวกนั้นเชื่อฟัง ปู่เป้ายังคงแสร้ง เป็นทำยาไว้สองสามขวด
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ถึงวันสิ้นเดือน ข้าจะมอบให้ท่านพ่อ”
อวี๋เซ่าชิงตื่นเต้นจนตัวแทบลอย
เมื่อเห็นท่านพ่อของตนดูมีความสุขจนแทบจะเวียนหัว เถี่ยตั้นน้อยก็รู้สึกเจ็บปวด ชุดกระโปรงสีแดงเพียงตัวเดียวมิใช่ หรือ? กลับดีใจเพียงนี้!
รู้สึกเศร้าแทนท่านแม่ของเขาจริงๆ
ท่านแม่คงไม่รู้ว่าผู้ชายของตนมีความชอบแปลกๆ เช่นนี้เป็น แน่
ดังนั้นคุณผู้หญิงทั้งหลาย ก่อนแต่งงานต้องดูให้ดีๆ เพราะเจ้า ไม่มีทางรู้เลยว่าผู้ชายที่แต่งงานด้วยมีกี่ด้าน
เถี่ยตั้นน้อยทอดถอนใจอย่างหมดอาลัย ก้มหน้ากินไข่ตุ๋นต่อ ไป
แต่อย่างไรไข่ตุ๋นที่ผู้ชายคนนี้ทำก็รสชาติไม่เลว
“ท่านพ่อ” หลังทานอาหารเสร็จ อวี๋หวั่นก็พูดคุยเกี่ยวเรื่องภู เขากับอวี๋เซ่าชิง “ท่านพ่อคิดว่าภูเขาลูกนั้นเป็นอย่างไร?”
หมู่บ้านเหลียนฮวามีภูเขาล้อมรอบทั้งสามด้าน อวี๋หวั่นเลือก บุกเบิกพื้นที่รกร้างทางด้านตะวันออกของภูเขา และในวันธรรมดา เธอก็ไปเก็บผักขมป่าและขุดหน่อไม้ทางทิศใต้ของภูเขา
ก่อนอวี๋เซ่าชิงจะไปเข้าร่วมกองทัพ เขาเคยปลูกแปลงผักกับ ครอบครัว หากเอ่ยตามตรง เขาไม่คิดว่าดินบนยอดเขาจะอุดม สมบูรณ์มากนัก ด้านล่างก็ดูไม่ต่างกัน ยิ่งขึ้นไปสูงมากเท่าไหร่ ดิน ก็ยิ่งแห้งแล้ง ทว่าเขาไม่อาจทำลายขวัญกำลังใจของบุตรสาวได้ จึงเอ่ยว่า “หลังจากถางป่าแล้ว อาหวั่นคิดจะปลูกสิ่งใด?”
“ผลไม้ องุ่น ใบชา ปลูกได้หมด ดีที่สุดคือเปิดไร่ยาอีกผืน เจ้าค่ะ” อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างมุ่งมาดปรารถนา
เจ้าไม่รู้สึกเลยหรือว่าดินตรงนั้นมันแห้งแล้งมาก…อวี๋เซ่าชิง
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาเป็นบิดาผู้แสนดีที่รักบุตรสาวยิ่ง
“ท่านพ่อว่าดีหรือไม่?” อวี๋หวั่นถามด้วยรอยยิ้ม
อวี๋เซ่าชิงกล่าว “…ดี ดีมาก”
อย่างไรก็ไม่ใช่ที่ดินของครอบครัวเรา ถึงตอนนั้นแบ่งสันปัน ส่วนกับคู่แต่งงานทั้งหลาย ก็คงจะเหลือไม่มาก ยิ่งไปกว่านั้น ใน สถานการณ์ที่ไร้ทุ่งนา การมีเนินเขาแห้งแล้งให้เพาะปลูกก็นับว่า ยังมีประโยชน์กว่า
อวี๋หวั่นเอ่ยด้วยหมายจะรีบคว้าโอกาส “ในเมื่อท่านพ่อกล่าว เช่นนี้ เราก็ไปซื้อยอดเขานั่นกันเถิด!”
อวี๋เซ่าชิงแทบสำลัก
บุตรสาวว่าอย่างไรนะ?
ซื้อยอดเขา? ยอดเขาพังๆ นั่นน่ะรึ?
อวี๋เซ่าชิงกระแอมในลำคอและเอ่ยเสียงขรึม “เรื่องใหญ่เช่นนี้ ปรึกษากับลุงใหญ่ก่อนดีหรือไม่?”
อวี๋หวั่นกล่าว “ข้าถามลุงใหญ่มาแล้ว ลุงใหญ่บอกว่าเขาฟัง ท่านพ่อ!”
พี่ใหญ่เป็นชาวนามาครึ่งชีวิต จะดูไม่ออกหรือว่ายอดเขานั้น ต้องปรับปรุงอย่างน้อยสามถึงห้าปีกว่าจะเพาะปลูกได้? โยนเรื่อง ใหญ่มาให้เขาเช่นนี้ หมายจะให้เขาทำตัวเป็นคนร้ายต่อหน้าอา หวั่นกระมัง…
พี่ใหญ่เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว!
อวี๋เซ่าชิงกำหมัดแน่น “อาหวั่น ที่ดินตรงนั้น…”
“อื้ม ท่านพ่อว่ามาได้”
“… ซื้อเลย!” อวี๋เซ่าชิงยิ้ม
“หือ? เจ้าต้องการซื้อภูเขาหรือ?” ที่บ้านของหลี่เจิ้ง หลังจาก ได้ยินคำพูดของอวี๋หวั่น หลี่เจิ้งก็ตกใจแทบอ้าปากค้าง
อวี๋หวั่นพยักหน้าอย่างจริงจัง “อื้ม ท่านได้ยินไม่ผิด ข้า ต้องการซื้อภูเขา”
“หมายถึง…ภูเขาที่เราบุกเบิกรึ?” หลี่เจิ้งเหลือบมองอวี๋เซ่าชิง และลุงใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังอวี๋หวั่นในตอนนี้ “ครอบครัวของเจ้าก็ เห็นด้วย?”
สีหน้าของคนทั้งสองซับซ้อนยากอธิบาย
อวี๋หวั่นยิ้มไปถึงคิ้ว “ท่านลุงใหญ่กับท่านพ่อของข้าเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง!”
ทั้งคู่ยกมือปิดตา
หลี่เจิ้งถอนสายตาด้วยความตกใจ และมองอวี๋หวั่นที่อยู่ตรง หน้าอย่างลำบากใจ เอ่ยในใจว่าหลงบุตรสาวเช่นไรก็ไม่ใช่แบบนี้ ดินบนภูเขานั้นเลวร้ายเพียงนั้น พวกเจ้าตาบอดแล้วหรือ?
หมู่บ้านเหลียนฮวารายล้อมด้วยเนินเขามากมาย ทว่าเนินเขา
ที่ตรงตามเงื่อนไขในการบุกเบิกก็มีเพียงเนินเขาลูกนี้ และใน สถานการณ์ที่พื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้านพวกเขาถูก ทำลายไป จะมีภูเขาใดให้พวกเขาบุกเบิกได้อีก?
แน่นอน ตอนนี้พวกเขาบุกเบิกพื้นที่เพียงด้านที่ใกล้กับ หมู่บ้านเท่านั้น ส่วนพื้นที่อีกด้านยังไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่รู้ว่า สภาพดินที่นั่นจะดีกว่าหรือไม่
“หากเจ้าซื้อภูเขาไป แล้วชาวบ้านจะไปเพาะปลูกที่ใด?” หลี่ เจิ้งถาม
“ก็เพาะปลูกบนภูเขาอย่างไรเล่า” อวี๋หวั่นกล่าว
หลี่เจิ้งผงะ “เช่นนั้นจะไม่กลายเป็นชาวนาที่ต้องเช่าที่นาทำ กินหรอกรึ?”
ชาวบ้านในหมู่บ้านเหลียนฮวาเป็นเกษตรกรที่ทำการเพาะ ปลูกของตนเอง แม้พวกเขาจะต้องแบกรับภาระต่างๆ อย่างภาษีที่ สูงลิบลิ่วและการบังคับรับราชการทหาร ทว่าที่ดินก็ยังเป็นของ ตนเอง ไม่เหมือนกับชาวนาที่เช่าที่ดินเพาะปลูก เป็นแรงงานที่ ทำงานให้ผู้อื่น
อวี๋หวั่นเท้าแก้ม “แต่ศาลาว่าการก็ไม่ได้บอกว่าจะเอาที่ดินบน ภูเขาไปให้ชาวบ้านนี่นา บอกเพียงว่าสูญเสียไปกี่หมู่และได้พื้นที่ บนภูเขากี่หมู่ ไม่ขาดไม่เกิน”
มันก็ใช่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในชื่อของพวกเขามี
เพียงพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่ถูกทำลายจากการเคลื่อนตัวของเปลือก โลก พวกเขามีสิทธิ์ใช้ภูเขาที่แห้งแล้ง แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ ดังนั้นจึง ไม่สำคัญว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของภูเขาที่แห้งแล้ง
“เช่นนั้นค่าเช่าที่…” หลี่เจิ้งลังเล
อวี๋หวั่นกล่าว “ไม่มีทางสูงไปกว่าที่ศาลาว่าการกำหนด ท่านได้ โปรดวางใจเถิด”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ หลี่เจิ้งยังมีสิ่งที่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าคิดอย่างไร คนที่ได้กำไรก็คือชาวนา คนที่ขาดทุนก็คืออาหวั่น
“เฮ้อ”
ดรุณีผู้ล้างผลาญครอบครัวผู้นี้
หลี่เจิ้งนั่งรถลากวัวไปยังศาลาว่าการเพื่อดำเนินการ ส่วนอวี๋ เซ่าชิงและลุงใหญ่ก็กลับไปที่บ้านด้วยความเจ็บปวด
ลุงใหญ่หยิบสูตรอาหาร อวี๋เซ่าชิงก็หยิบจอบ
เถี่ยตั้นน้อยถามด้วยความสงสัย “ท่านลุง ท่านพ่อ พวกท่าน จะไปทำอันใด?”
ทั้งสองเอ่ยอย่างพร้อมเพรียง “หาเงิน!”
…
หลี่เจิ้งจัดการด้วยความรวดเร็ว หลังจากนั้นเพียงหนึ่งชั่วยาม ก็กลับจากศาลาว่าการ และรีบไปยังบ้านของอวี๋หวั่นโดยมิได้หยุด
พักหายใจ “อาหวั่น ข้าได้ยินมาว่ายอดเขานั้น…ขายได้!”
อวี๋หวั่นรินนํ้าจับเลี้ยงถ้วยหนึ่งให้เขา “ราคาเท่าใดหรือ?”
หลี่เจิ้งรับถ้วยนํ้าจับเลี้ยงด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็ทำมือ เชิงสัญลักษณ์
อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว “ห้าสิบตำลึง?”
หลี่เจิ้งที่กำลังจิบนํ้าจับเลี้ยงสำลัก “เจ้าเอาสิ่งใดมาคิดว่า ทางการจะใจดีถึงเพียงนั้น? ห้าร้อยตำลึง! ไม่น้อยกว่านี้!”
“แพงเกินไปแล้ว!” นี่ไม่ใช่วันแรกที่อวี๋หวั่นมาที่หมู่บ้านเหลี ยนฮวา เธอถามราคาที่ดินในหมู่บ้านแถบนี้มาหมดแล้ว เนินเขา แห้งแล้งเช่นนั้นมากที่สุดก็ไม่เกินหนึ่งร้อยตำลึง
“ไม่อย่างนั้น เจ้าก็ไม่ต้องซื้อหรอก” หลี่เจิ้งก็ยังคิดว่ามันแพง
“ข้าต้องการซื้อ” อวี๋หวั่นกล่าว
หลี่เจิ้งสงสัย “ไยเจ้าต้องการซื้อภูเขาเล่า?”
“ข้าก็แค่อยากซื้อ” อวี๋หวั่นตอบ
“เจ้า…” หลี่เจิ้งสูดหายใจ “เจ้าต้องผลาญเงินไปมากมาย!”
เขาที่แห้งแล้งก็มีมูลค่าของเขาที่แห้งแล้ง ตามที่อวี๋หวั่นคาด การณ์ไว้ก่อนล่วงหน้า ตราบใดที่ราคาไม่เกินหนึ่งร้อยตำลึง เธอ ไม่มีทางขาดทุน แต่ตอนนี้ราคาเกินมาสี่ร้อยตำลึง เอ่ยตามตรง ความเสี่ยงกับผลตอบแทนไม่สมดุลกัน ทว่าไม่รู้เหตุใด อวี๋หวั่นจึง
ยังคงรู้สึกปรารถนาที่จะซื้อมันอยู่ดี
หรือว่าฉันอยากจะเป็นเจ้าของที่ดินหญิงจริงๆ?
อวี๋หวั่นทอดถอนใจและเอ่ยกับหลี่เจิ้ง “เรื่องเงินข้าจะหาวิธี จัดการ ในส่วนของศาลาว่าการ ข้าคงต้องรบกวนท่านช่วยเดิน เรื่องให้สักหน่อย”
“เฮ้อ เจ้าเด็กผู้หญิงคนนี้ ไยไม่ฟังกันเลย…” หลี่เจิ้งบ่น
อวี๋หวั่นนำถุงผ้าไปที่หอจุ้ยเซียน
ข่าวที่หอจุ้ยเซียนไปทำอาหารให้คนในวังถูกประโคมข่าวโดย นายท่านฉิน ยามนี้ลูกค้าเต็มร้าน ธุรกิจดำเนินไปด้วยดีอย่างที่ไม่ เคยเป็น
นายท่านฉินเพิ่งจะส่งแขกผู้มีเกียรติโต๊ะหนึ่งออกไปด้วย ตนเอง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นอวี๋หวั่นที่กระโดดลงจากรถม้า ดวงตาของเขาเป็นประกายพร้อมกับเดินเข้าไปกล่าวทักทาย “โอ้ ลมอันใดหอบรองผู้ดูแลมาถึงที่นี่ได้?”
อวี๋หวั่นกล่าว “ท่านอย่าเอ่ยวาจาเช่นนี้เลย ฟังแล้วช่างน่า อึดอัด”
นายท่านฉินมุ่ยปาก
อวี๋หวั่นเดินเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับถุงผ้า ทั้งเสี่ยวเอ้อร์และ แขกที่มามีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากครั้งก่อน แสดงให้เห็น ว่าธุรกิจรุ่งเรืองยิ่ง
เมื่อนึกขึ้นได้ อวี๋หวั่นจึงเอ่ย “ข้าเพิ่งผ่านหอเทียนเซียงมา ธุรกิจของพวกเขาดูซบเซากว่าเมื่อก่อนยิ่งนัก”
นายท่านฉินตบหน้าอกพลางเอ่ยว่า “จะไม่เป็นเช่นนั้นได้ อย่างไร? แขกมาที่ร้านของเรากันหมด! พอกินอาหารร้านเราแล้ว ก็ไม่สนใจร้านพวกเขาอีกเลย!”
คำกล่าวนี้ถูกเพียงครึ่งหนึ่ง รสชาติอาหารของหอจุ้ยเซียนดี หอเทียนเซียงก็ไม่เลวเช่นกัน เหตุผลที่ทำให้เป็นอย่างเช่นปัจจุบัน นี้คือ หนึ่ง หอจุ้ยเซียนได้เปิดตัวอาหารที่ไม่มีในเมืองหลวง และ สอง ชื่อเสียงของหอเทียนเซียงเลวร้ายเกินไป
แต่ถึงอย่างนั้น หอเทียนเซียงก็มิได้มีแผนลดความ ทะเยอทะยานลง ร้านอาหารแห่งที่แปดของพวกเขาที่เพิ่งปิดตัว ลงได้เปิดใหม่อีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังคงวางแผนจะเปิด ร้านอาหารแห่งที่เก้าทางตอนเหนือของเมืองอีกด้วย
อวี๋หวั่นไม่เข้าใจความคิดของสวี่ส้าวยิ่งนัก
นายท่านฉินพาอวี๋หวั่นขึ้นไปยังชั้นสอง ผลักประตูไม้อันวิจิตร งดงามให้เปิดออก พร้อมกับเอ่ยว่า “นี่เป็นห้องบัญชีที่จัดทำขึ้น เป็นพิเศษสำหรับเจ้า”
“ข้ายังมีห้องบัญชีอีกหรือ?” อวี๋หวั่นประหลาดใจ
นายท่านฉินยิ้ม “มีแน่นอน! เจ้าเป็นเจ้าของหอจุ้ยเซียนของ พวกเรา! ห้องบัญชีเพียงห้องเดียวเจ้าจะไม่มีได้เยี่ยงไร!”
ประจบสอพลออีกแล้วละสิ? เห็นได้ชัดว่าพอเข้าวังหลวง ก็ ทำให้ได้รู้ถึงคุณค่าที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นในตัวเธอ
บทที่ 62.2 อาหวั่นเคยมีลูก (2)
อวี๋หวั่นปรายตามองเขา
นายท่านฉินพ่ายแพ้ราบคาบ “เอาละ แม่ครัวมือหนึ่งทั่วหล้าที่ ฮ่องเต้ทรงประทานฉายาให้ อย่างไรก็ไม่อาจละเลยได้”
อวี๋หวั่นพึงพอใจกับห้องนี้ยิ่ง ทั้งกว้างขวางและสว่างไสว ไม่มี การตกแต่งที่ซับซ้อน ทว่าเรียบหรูสะอาดตา ทุกอย่างเหมาะสม ลงตัว
“เจ้ามาเพียงเท่านี้รึ? หน่อไม้ของข้าเล่า?” นายท่านฉิน กวาดตามองขึ้นลงที่ด้านหลังของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นวางห่อผ้าลงบนโต๊ะ “หน่อไม้จะพร้อมเมื่อถึงสิ้นเดือน ที่ข้ามาหาท่านวันนี้ เพื่อแสดงอะไรบางอย่าง”
“อันใดรึ?” นายท่านฉินเลิกคิ้ว
อวี๋หวั่นเปิดห่อผ้าออกและยื่นม้วนหนังสือให้เขา
นายท่านฉินรู้สึกว่าหนังสือม้วนนี้ดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เขา รับมันมาด้วยความประหลาดใจ เมื่อดึงแถบผ้าแพรไหมออกเพื่อ คลี่ดู ก็ต้องตกตะลึงในทันที “‘แม่ครัวมือหนึ่งทั่วหล้า’? นี่ นี่มิใช่ อักษรลายพระหัตถ์อันลํ้าค่าของฮ่องเต้หรอกหรือ?”
“ท่านอยากได้หรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม
อยากได้! อยากได้แน่นอน! กระทั่งฝันก็ยังอยากได้! นี่เป็น อักษรลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้เชียวนะ หากนำกลับไป ก็สามารถ ทำให้เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต้องเข้าเยี่ยมคำนับแล้วใช่รึไม่?
นายท่านฉินกลืนนํ้าลาย ต่อต้านความอยากที่หมายจะนำม้วน หนังสือใส่ลงในกระเป๋า “สิ่ง… สิ่งนี้คงไม่อาจมอบให้ผู้ใดได้ กระมัง…”
อวี๋หวั่นกล่าว “ใครบอกว่าจะให้? ขาย ข้าจะขายให้ท่าน”
นายท่านฉิน “???”
มอบให้ไม่ได้ แต่ขายได้อย่างนั้นหรือ…นายท่านฉินอยากจะ ผ่าสมองของดรุณีผู้นี้ออกมาดู ว่าแท้จริงเป็นเช่นไรกันแน่
นายท่านฉินกล่าวอย่างเคร่งขรึม “หากฮ่องเต้ทราบเรื่อง ข้า เกรงว่ามันจะไม่ดีกระมัง…”
อวี๋หวั่น “ห้าร้อยตำลึง”
นายท่านฉิน “ตกลง!”
หนึ่งในสี่ชั่วยามต่อมา อวี๋หวั่นก็เดินทางออกจากหอจุ้ยเซียน พร้อมกับธนบัตรเงินร้อยตำลึงห้าใบ
ตามความสัมพันธ์ของเธอกับนายท่านฉิน หากจะยืมเงินห้า ร้อยตำลึงก็ยืมได้ ไม่จำเป็นต้องขายลายพระหัตถ์ฮ่องเต้ ทว่า ประการแรก เธอไม่ชอบเป็นหนี้ใคร ประการที่สอง ลายพระหัตถ์ ฮ่องเต้นำมาดื่มกินได้หรือ? พวกเขาต่างเป็นคนยากจนไร้การ
ศึกษา และเด็กๆ ก็ซุกซน หากเผลอทำพังโดยไม่ตั้งใจ คงต้องโดน โทษหมิ่นเบื้องสูงใหญ่โตเป็นแน่ ไม่สู้ขายไปดีกว่าหรือ เมื่อไม่เห็นก็ ไม่ต้องลำบากใจ
อวี๋หวั่นขึ้นไปนั่งบนรถม้า
สารถีรถม้าเอ่ยว่า “แม่นางอวี๋ เราจะกลับไปที่หมู่บ้านหรือ ไม่?”
อวี๋หวั่นมักจะเช่ารถม้าจากร้านนี้ จนเธอคุ้นเคยกับสารถีรถม้า
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและตอบไปว่า “ยังไม่กลับหมู่บ้าน ไปที่จวนสกุลเซียวก่อน”
เข้าเมืองมาแล้ว จะไม่ไปเยี่ยมเด็กทั้งสามได้อย่างไร? แต่วันนี้ รีบร้อนเดินทาง มิได้นำขนมที่ลุงใหญ่ทำมาด้วย อวี๋หวั่นให้สารถี จอดรถที่หน้าร้านขนมแห่งหนึ่ง เพื่อซื้อขนมกุ้ยฮวาหนึ่งกล่อง ขนมโก๋ชั้นหนึ่งกล่อง และถังหูลู่สามไม้
“ราคาเท่าใดหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
“หกสิบสี่อีแปะ” เถ้าแก่เนี้ยตอบ
ข้าวของในเมืองราคาแพง อวี๋หวั่นนำกระเป๋าเงินออกมา และ กำลังจะหยิบเงิน จู่ๆ ก็มีขอทานคนหนึ่งวิ่งออกมา พร้อมกับ กระชากกระเป๋าเงินของอวี๋หวั่นไป!
สายตาของอวี๋หวั่นเปลี่ยนเป็นเย็นชา กล้ามาชิงเงินจากเธอไป ต่อหน้าต่อตา คงอยากตายแล้วสินะ!
“เก็บไว้ให้ข้าก่อน ข้าจะรีบกลับมา” อวี๋หวั่นอธิบายเสร็จ ก็รีบ วิ่งไล่ตามขอทานผู้นั้นไป
…
ในซอยเปลี่ยวบรรยากาศเงียบสงัด จ้าวเหิงรีบสาวเท้าเดิน อย่างเร่งรีบ พร้อมกับยาสองสามซองในมือ หลังจากเขาย้ายออก จากหมู่บ้านเหลียนฮวา ก็ตัดขาดจากอดีตทั้งหมดและย้ายมาอยู่ที่ บ้านหลังเก่าในเมืองหลวง
แม้บ้านหลังนี้จะทรุดโทรม ทว่าอยู่ไม่ไกลจากที่ที่เขาเรียน สะดวกต่อการดูแลนางจ้าวอย่างยิ่ง
เช้าวันนี้หลังเลิกเรียน เขาไปซื้อยามาจากร้านขายยาและ กำลังรีบกลับไปต้มให้นางจ้าวดื่ม แต่ทันใดนั้นก็มีชายรูปร่างสูง ใหญ่สองคนเดินเข้ามาหาและขวางเขาไว้
เขาไปทางซ้าย พวกเขาก็ไปทางซ้าย
เขาไปทางขวา พวกเขาก็ไปทางขวา
นี่คงหมายหัวเขาเสียแล้ว
จ้าวเหิงเป็นเพียงนักเรียนผู้ร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ไม่อาจ เอาชนะพวกเขาได้ เขาเก็บกดความกลัวที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในใจ และเอ่ยถามคนทั้งสอง “ขอถามท่านผู้กล้า มีเรื่องอันใดหรือ?”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวว่า “นายของข้าต้องการพบเจ้า”
จ้าวเหิงสงสัย “นายของเจ้าคือ…”
ทั้งสองไม่ตอบคำถาม นำถุงกระสอบคลุมหัวและพาตัวเขาไป
เมื่อถุงกระสอบถูกเปิดออก จ้าวเหิงก็ถูกกดให้นั่งลงบนเก้าอี้ แล้ว ด้านหน้าของเขาเป็นฉากกั้นรูปทิวทัศน์ สองด้านของฉากกั้น มีชายฉกรรจ์แข็งแกร่งสองคนที่เพิ่งจับตัวเขามายืนอยู่
จ้าวเหิงตกใจกับท่าทางนี้จนขาอ่อนแรงลงเล็กน้อย
ด้านหลังฉากกั้น คนสนิทของสวี่ส้าวเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียง องอาจ “เจ้าก็คือจ้าวเหิงรึ?”
หัวใจของจ้าวเหิงกระตุกวูบหนึ่ง “…ใช่ ข้าคือจ้าวเหิง ข้าขอ ถาม ท่านคือ…”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้าเป็นใคร ข้าเชิญเจ้ามาในวันนี้ เพราะ มีคำถามที่ต้องการจะถามเจ้า เพียงแค่เจ้าตอบอย่างตรงไปตรงมา ข้ารับรองว่าจะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบาก”
“ถามเรื่องใด?” จ้าวเหิงถาม
“นำภาพให้เขา”
หลังจากชายฉกรรจ์คนหนึ่งเดินไปหลังฉากกั้น เขาก็หยิบภาพ จากมือคนสนิทของสวี่ส้าว และนำมากางออกต่อหน้าจ้าวเหิง
มันคือภาพของสตรีผู้หนึ่ง ผู้หญิงในภาพวาดแต่งกายด้วย เสื้อผ้าธรรมดา หน้าตาน่าเกลียดอัปลักษณ์ มีผื่นแดงขนาดใหญ่ บนใบหน้า และกำลังตั้งครรภ์ท้องแก่ใกล้คลอด
เพียงแค่มองภาพนั้น จ้าวเหิงก็พลันรู้สึกคลื่นไส้ในใจ
สตรีอัปลักษณ์เช่นนี้ เหตุใดจึงมีผู้ชายเอ่ยถึง?
“เจ้าจำนางได้หรือไม่?” คนสนิทของสวี่ส้าวถาม
จ้าวเหิงนึกในใจ ข้าจะไปรู้จักผู้หญิงขี้เหร่เช่นนี้ได้อย่างไร? แม้แต่เห็นเขาก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน!
“ไม่ ข้าจำไม่ได้” จ้าวเหิงกล่าว
“เจ้าอย่าได้คิดจะโกหก ข้ามีวิธีที่จะทำให้เจ้ากล่าวความจริง” คนสนิทของสวี่ส้าวกล่าว ชายฉกรรจ์ทั้งสองก็ดึงกริชออกมาจาก เอว
จ้าวเหิงตกใจตัวสั่น พร้อมกับเอ่ยด้วยนํ้าเสียงหวาดกลัว “ที่ข้า กล่าวเป็นความจริง! ข้าไม่เคยเห็นคนในภาพมาก่อน!”
“เจ้าดูดีๆ อีกครั้ง!” คนสนิทของสวี่ส้าวกล่าว
สตรีรูปลักษณ์น่าเกลียดเช่นนี้ มองปราดเดียวก็ทำให้จ้าวเหิง รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียน เขาอดทนกับท้องไส้ที่ปั่นป่วน มองดูอย่าง ละเอียดอีกครั้ง คราวนี้มันทำให้เขาเห็นอะไรบางอย่าง ดวงตาคู่นั้น มีแววตาไร้เดียงสาที่เขารู้สึกคุ้นเคย แต่เขายังคงนึกไม่ออกว่าเคย เห็นจากที่ใด
จ้าวเหิงส่ายศีรษะ “ข้าไม่ได้โกหกพวกท่าน ข้าไม่เคยเจอคนผู้ นี้จริงๆ”
คนสนิทของสวี่ส้าวขมวดคิ้ว หรือว่าครั้งนี้พวกเขาจะจับมาผิด คนอีก? ในละแวกใกล้กับเมืองหลวง พวกเขาจับตัวบัณฑิตซิ่วไฉที่
ชื่อจ้าวเหิงมาสองคนแล้ว คนหนึ่งอายุสามสิบกว่าๆ ลูกของเขาก็ อายุสิบห้าสิบหกแล้ว อีกคนหนึ่งอายุเพียงสิบแปด แต่ก็ยังไม่เคย หมั้นหมายกับสตรีคนใด
ช้าก่อน หมั้นหมาย?
ประกายความคิดสว่างวาบขึ้นในหัว คนสนิทเอ่ยด้วยนํ้าเสียง เรียบเฉย “เจ้าเคยหมั้นหมายกับใครหรือไม่?”
จ้าวเหิงตกใจ เขาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายถามคำถามนี้ด้วยเหตุใด แต่เขาก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา “หมั้นแล้ว แต่ก็ถอนหมั้นแล้ว”
“ถอนหมั้นด้วยเหตุใด”
จ้าวเหิงฝืนใจตอบ “นางไม่รักษาจรรยาบรรณของสตรีเพศ คบคิดกับชายอื่น”
“นางอายุเท่าใด?”
ไยจึงถามถึงแต่ผู้หญิงคนนั้น?
จ้าวเหิงหมดความอดทน “สิบเจ็ด ปีนี้ครบสิบแปดปี”
อายุตรงเป๊ะ!
คนสนิทของสวี่ส้าวถามข้อมูลของสตรีผู้นั้นโดยละเอียด และ พบว่านางหายตัวไปเมื่อสามปีก่อน จากนั้นก็กลับมาที่หมู่บ้าน พร้อมกับเงินจำนวนหนึ่ง เงินรึ? นั่นมิใช่ลาภลอยที่ได้มาจากการ ขายสิ่งลํ้าค่าของเยี่ยนจิ่วเฉาหรอกหรือ?
คนสนิทของสวี่ส้าวให้คนนำกระดาษกับพู่กันมาด้วยความตื่น เต้น พร้อมกับสั่งให้จ้าวเหิงวาดรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย
จ้าวเหิงรํ่าเรียนดี การวาดภาพก็ไม่เลว เพียงไม่นานก็วาดรูป ของอวี๋หวั่นออกมา แต่เมื่อเขาแต้มดวงตาของอวี๋หวั่น มือที่จับ พู่กันก็หยุดชะงัก
“ไยเจ้าไม่วาดต่อ?” คนสนิทของสวี่ส้าวเอ่ยถามเสียงทุ้มตํ่า
มีประกายวาบผ่านในดวงตาของจ้าวเหิง เหงื่อเย็นๆ พลันผุด ออกมา “มือข้าชา…แต่เดี๋ยวก็ดีขึ้น”
จ้าวเหิงเหลือบมองหญิงผู้มีแววตาไร้เดียงสาในภาพ จากนั้น ก็หลุบตาลงและวาดดวงตาที่แสนเย็นชาคู่หนึ่ง
อีกฝ่ายทำตามวาจาที่ตนได้กล่าวไว้ ว่าจะไม่ทำให้เขาลำบาก หลังจากได้รับภาพวาดแล้ว เขาก็ขอให้ชายฉกรรจ์คลุมเขาด้วย กระสอบและพากลับไป
ทันทีที่ออกจากประตู เขาก็ได้ยินบทสนทนาจากด้านหลังด้วย เสียงแผ่วเบา
“ท่านดูแววตานี่สิ ไม่เหมือนเลยสักนิด จะใช่คนเดียวกัน หรือ?”
จ้าวเหิงถูกโยนกลับเข้าไปในตรอกเดิม ซองยาที่เขาทำหล่นไว้ บนพื้นถูกเหยียบยํ่าโดยคนที่เดินผ่านไปมา เขาจำต้องไปหายามา ให้นางจ้าวอีกครั้ง
เขายืนขึ้นอย่างลำบากใจ และเดินไปทางร้านขายยา แต่ทันใด นั้นก็ได้ยินนํ้าเสียงหนึ่งที่คุ้นเคย
“บอกมาซิ! จะขโมยอีกหรือไม่!”
“ฮือๆ…ไม่ขโมยแล้ว…ไม่ขโมยแล้ว…จอมยุทธ์หญิงโปรดไว้ ชีวิต…ข้าไม่กล้าอีกแล้ว…”
จ้าวเหิงเดินตามเสียงไป ในตรอกสกปรกเล็กๆ ข้างทาง เขา เห็นอวี๋หวั่นกำลังถือไม้ทุบตีหัวขโมยเจ็ดแปดคนจนยับเยิน
ในใจของจ้าวเหิงเต็มไปด้วยความแปลกใจสงสัย นี่ไม่ใช่อา หวั่นในความทรงจำของเขา ในภาพนั่นต่างหาก แม้ว่าภายนอกจะ เปลี่ยนไป ทว่าดวงตา…ดวงตาคู่นั้นที่ขี้อายและไร้เดียงสาต่อหน้า เขานับครั้งไม่ถ้วน ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาไม่จางหาย
อวี๋หวั่นให้บทเรียนจนเพียงพอแล้ว ก็นำกระเป๋าเงินของ ตนเองกลับมา และปล้นเงินในตัวพวกเขามาด้วย
หัวขโมยตัวสั่นงันงกและกอดคอกันร้องไห้
อวี๋หวั่นยังต้องรีบไปหาเด็กน้อยทั้งสาม เธอขี้เกียจจะมีเรื่อง กับพวกเขา “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก”
บรรดาหัวขโมยแตกตื่นหนีกระเจิง!
อวี๋หวั่นชั่งนํ้าหนักกระเป๋าเงินด้วยมือ และนับเงินสิบตำลึงที่ ปล้นมา ตอนนี้ในตัวเธอก็มีห้าร้อยกับอีกสิบตำลึงแล้ว
“เจ้าเป็นใครกันแน่?”
เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง อวี๋หวั่นหันกลับไป มอง “จ้าวเหิง?”
จ้าวเหิงพึมพำ “เจ้าไม่ใช่อาหวั่น เจ้าเป็นใคร? เจ้าทำอะไรกับ อาหวั่น?”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นบ้าไปแล้วกระมัง! ลืมตาดู ชัดๆ ข้าคืออวี๋หวั่น!”
“ภายนอกเจ้าดูเหมือนนาง แต่…” จ้าวเหิงจ้องเข้าไปใน ดวงตาของอวี๋หวั่น “เจ้าไม่ใช่นาง นางไม่มีทางมองข้าด้วยสายตา เช่นนี้”
อวี๋หวั่นกล่าวสีหน้านิ่งเรียบ “หลังจากเจ้ายกเลิกการแต่งงาน และบังคับให้ข้าฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงแม่นํ้า เจ้ายังคาด หวังให้ข้ามองเจ้าด้วยสายตาเช่นใด? ชื่นชมรึ? รักมั่นมิรู้คลาย? ยอมจำนนต่อเจ้าเรื่อยไป?”
สายตาของจ้าวเหิงตกกระทบหน้าท้องแบนราบของเธอ พร้อมกับเอ่ยอย่างซับซ้อน “อาหวั่นเป็นผู้บริสุทธิ์ ข้ากล่าวหา นาง…อาหวั่นไม่ได้เข้าหอนางโลม…คนที่เข้าหอนางโลมคือเจ้า และคนที่ท้องกับชายอื่นก็เป็นเจ้า…”
อวี๋หวั่นเงื้อมือหมายจะตบ “กล่าวหาว่าข้าเข้าหอนางโลมไม่ พอ ยังกล่าวหาว่าข้ามีบุตรอีก! จ้าวเหิง! เจ้าเป็นบุรุษเช่นไร!”
จ้าวเหิงถูกตบจนล้มลงกับพื้น เขาหันหน้ามองอวี๋หวั่นด้วย
สายตาเย็นชา “เจ้าบอกว่าข้ากล่าวหาเจ้า เช่นนั้นก็ดี เจ้ากล้าไป ตรวจร่างกายกับข้าหรือไม่เล่า!”