หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 71.1 แม่ลูกพบหน้า (1)
อวี๋หวั่นนำหน่อไม้ดองไปหนึ่งจานและอัวอัวโถวที่ป้าสะใภ้ใหญ่ เตรียมให้ติดไปด้วย แล้วจึงขึ้นไปนั่งบนรถม้า
“ข้าไม่คุ้นกับการนั่งรถม้ากับบุรุษแปลกหน้า คำขอนี้คงไม่ มากเกินไปกระมัง?” อวี๋หวั่นถามด้วยนํ้าเสียงเป็นปกติ
บุรุษผู้นั้นยิ้ม “ได้”
พูดจบ เขาก็ยอมลงจากรถม้าแต่โดยดี
ทว่าผ่านไปเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว ก็กลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อม กับผ้าสีดำในมือ
“เช่นนั้นก็จำต้องล่วงเกินแม่นางอวี๋แล้ว” เขากล่าวด้วยรอย ยิ้ม
อวี๋หวั่นเข้าใจความหมายทันที จึงไม่ได้ขัดขืน
เขาใช้ผ้าปิดตาอวี๋หวั่น ผูกปม จากนั้นก็ลงจากรถไป
รถม้าวิ่งอ้อมในเมืองหลวงอยู่สองสามรอบ ราวกับเพื่อให้มั่น ใจว่าอวี๋หวั่นจะไม่สามารถจดจำเส้นทางได้ วิ่งวนจนอวี๋หวั่นไม่รู้ เหนือใต้ออกตกอีกต่อไป จากนั้นจึงเคลื่อนต่อไปโดยมิได้หยุด
อวี๋หวั่นนั่งเงียบอยู่บนรถม้า เธอฉีกอัวอัวโถวออกมาปั้นเป็น ก้อนกลมเล็ก แล้วโยนออกนอกหน้าต่าง
การเดินทางครั้งนี้ช่างยาวนานนัก อวี๋หวั่นโยนอัวอัวโถวออก ไปทุกๆ ครั้งที่นับถึงสามสิบ จากนั้นเมื่อรู้สึกว่าอัวอัวโถวเหลืออยู่ไม่ มากแล้ว ก็เปลี่ยนเป็นโยนออกไปหนึ่งก้อนทุกครั้งที่นับถึงหกสิบ หลังจากที่อัวอัวโถวก้อนสุดท้ายหมด รถม้าก็หยุดลงพอดี
บุรุษขึ้นมาบนรถม้า ใช้กรรไกรตัดผ้าปิดตาของอวี๋หวั่นออก
แสงสว่างสาดส่องเข้ามาจนอวี๋หวั่นต้องหลับตา เธอยกมือขึ้น มาบังแสง แล้วจึงลงจากรถม้าไปพร้อมกับเขา
ที่นี่คือริมทะเลสาบ แต่ว่าเป็นทะเลสาบที่ใด อวี๋หวั่นเองก็ไม่รู้ กระนั้นเรื่องหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ก็คือ พวกเขาออกมาจากเมือง หลวงแล้ว เมื่อครู่เธอได้ยินเสียงทหารยามเฝ้าประตูเมือง หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ใช้ประตูเมืองทิศใต้อย่างแน่นอน
เนื่องจากนอกประตูเมืองทิศใต้ก็คือตำบลเหลียนฮวา เธอคุ้น เคยกับเส้นทางไปตำบลเหลียนฮวาเป็นอย่างดี ต่อให้ถูกปิดตาอยู่ เธอก็ยังรู้สึกได้
“แม่นางอวี๋” บุรุษผู้นั้นยิ้ม พลางเดินตรงมาหาอวี๋หวั่น เขาบีบ ถุงผ้าในมือ แล้วส่งให้เธอ “อยากนับหรือไม่?”
อวี๋หวั่นเหลือบมองของในถุง นี่ไม่ใช่ก้อนอัวอัวโถวที่เธอทิ้งเอา ไว้เป็นเครื่องหมายหรอกหรือ?
เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “แม่นางอวี๋ พวกข้าอยู่ในแวดวงนี้มาไม่รู้ กี่ปี ไม่ยักเคยเห็นวิธีเช่นนี้ เรื่องนี้ข้าจะไม่บอกเจ้านายข้า แต่ใคร่ขอ
เตือนแม่นางอวี๋สักหน่อย ว่าอย่าเล่นแง่เช่นนี้อีก”
อวี๋หวั่นมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ
เขาเดินไปยังไปยังท่าเรือเล็กแล้วผายมือ “แม่นางอวี๋ เชิญ”
อวี๋หวั่นเดินไปท่าเรือและขึ้นเรือไป
เรือลำนั้นไม่นับว่าใหญ่โต ทว่าด้านในกลับดูแตกต่าง บุรุษคน นั้นพาอวี๋หวั่นเข้าไปในห้องซึ่งดูวิจิตรงดงาม
เขาหยุดลงที่ปากประตู แล้วบอกกับอวี๋หวั่นว่า “เจ้านายข้ารอ แม่นางอวี๋อยู่นานแล้ว แม่นางอวี๋เชิญเข้าไป”
อวี๋หวั่นจึงเดินเข้าไปด้านใน
สิ่งที่เธอไม่ได้คาดคิดเลยก็คือ ผู้ที่ปรากฏตัวต่อหน้าเธอก็คือ เหยียนหรูอวี้
“ทำไมถึงเป็นเจ้า?”
อวี๋หวั่นประหลาดใจ
แต่หลังจากนั้น เธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้น่าประหลาดใจสัก เท่าไร อย่างไรเสียคนที่สามารถไปรับเด็กน้อยทั้งสามมาจากสกุล เซียวได้ นอกจากเยี่ยนจิ่วเฉาแล้ว ก็มีเพียงเหยียนหรูอวี้ซึ่งเป็นแม่ ผู้ให้กำเนิดของเด็กๆ
เงื่อนไขในการทำกระทำความผิดครบถ้วน แต่แรงจูงใจใน การกระทำความผิดกลับฟังไม่ขึ้น
“เหยียนหรูอวี้เจ้าบ้าหรือเปล่า? ใช้ลูกของตัวเองเป็นเครื่องมือ เพื่อเรียกให้ข้าออกมาเนี่ยนะ!” อวี๋หวั่นขมวดคิ้ว
ที่กล่าวกันว่าเสือถึงดุร้ายก็ไม่กินลูกตัวเอง แต่เหยียนหรูอวี้ไม่ ได้มองเด็กทั้งสามว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนด้วยซํ้าไป
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่รู้…” เหยียนหรูอวี้ยิ้มน้อยๆ นาง กังวลมาตลอดว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะสืบรู้ความจริง แต่วันนี้ดูแล้วน่าจะ ไม่ใช่ เยี่ยนจิ่วเฉาใส่ใจอวี๋หวั่นมากเพียงใด หากรู้ว่าเด็กชนบทคนนี้ เป็นมารดาแท้ๆ ของเด็กทั้งสาม จะไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับนางเชียว หรือ?
เช่นนี้ เหยียนหรูอวี้ก็วางใจแล้ว
“ข้าไม่รู้เรื่องอะไร?” อวี๋หวั่นเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไร” เหยียนหรูอวี้มองไปยังเด็กน้อยทั้งสามที่นอนหลับ สนิทอยู่บนเตียง แล้วจึงปิดม่านลง ไม่ยอมให้อวี๋หวั่นมองพวกเขา อีกต่อไป
อวี๋หวั่นเค้นกำปั้นแน่น
เหยียนหรูอวี้เห็นปฏิกิริยาของอวี๋หวั่น สายโลหิตเป็นสิ่งที่ แปลกประหลาดนัก นางเลี้ยงพวกเขามาสองปี ไม่ว่าอย่างไรก็รู้สึก ไม่คุ้นเคยกัน ทว่าอวี๋หวั่นซึ่งเคยพบพวกเขาเพียงไม่กี่ครั้ง กลับ เป็นห่วงเป็นใยถึงเพียงนี้ แต่ก็…แล้วอย่างไรเล่า?
เด็กๆ เป็นของนาง เมื่อก่อนก็เป็น ตอนนี้ก็เป็น หลังจากนี้ก็
เป็นของนาง
เหยียนหรูอวี้ลุกขึ้นอย่างสง่างาม เดินไปยังด้านหน้าของโต๊ะ เตี้ย แล้วชี้ไปยังเบาะรองนั่งบนพื้น “นั่งเถิด แม่นางอวี๋”
อวี๋หวั่นเดินไปที่โต๊ะเตี้ย
เหยียนหรูอวี้นั่งลง นางมิได้มองอวี๋หวั่น เพียงแต่ยกกานํ้าบน เตาขึ้นมา เทใส่ชุดนํ้าชา พลางกล่าวว่า “แม่นางอวี๋ชอบชาหลงจิ่ง หรือไม่?”
อวี๋หวั่นนั่งลงฝั่งตรงข้าม อวี๋หวั่นนั่งเก้าอี้จนเคยชิน เมื่อต้อง มานั่งคุกเข่ากับพื้นก็รู้สึกทรมานแข้งขาเสียจริง
“ข้าดื่มได้หมด” อวี๋หวั่นตอบ
เหยียนหรูอวี้ท่าทางสง่างาม “แม่นางอวี๋ไม่สงสัยหรือว่าข้า เรียกเจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด?”
อวี๋หวั่นตอบอย่างเยือกเย็น “มีอะไรให้สงสัย? เจ้าใจคอโหด เหี้ยม ใครดูไม่ออกบ้าง เพียงแต่ข้าไม่คิดว่าเจ้าถึงกับต้องเลือกทำ เรื่องที่ไร้ความเป็นมนุษย์เช่นนี้ เพียงเพื่อมาสู้กับข้า เหยียนหรูอวี้ บางครั้งข้าก็สงสัยนะว่าพวกเขาเป็นลูกของเจ้าจริงไหม”
มือของเหยียนหรูอวี้ซึ่งกำลังรินชาอยู่ชะงัก “ย่อมต้องเป็นลูก ข้า หากไม่ใช่ลูกข้า จะให้เป็นลูกเจ้าหรืออย่างไร?”
อวี๋หวั่นมองไปยังม่านซึ่งเปิดเอาไว้ เธอนึกอยากให้เด็กๆ เป็น ลูกของเธอจริงๆ เช่นนั้นก็จะหมายความว่าลูกของเธอที่ยังคงมี
ชีวิตอยู่ ก็คือเด็กๆ เหล่านี้ที่เธอชอบที่สุด
เหยียนหรูอวี้สังเกตอากัปกิริยาของอวี๋หวั่น นัยน์ตาสั่นไหวเล็ก น้อย จากนั้นจึงเทชาให้อวี๋หวั่น “ข้าเคยให้โอกาสเจ้าไปแล้ว หาก เจ้าขบคิดสักนิด ไม่คิดอยากได้สิ่งที่ไม่ใช่ของตน ก็อาจจะไม่เกิด หายนะเช่นนี้”
“หายนะของใคร ตอนนี้ยังเร็วเกินกว่าจะบอกได้ ไม่รู้ว่าคุณหนู เหยียนเคยได้ยินเรื่องหนึ่งหรือไม่?” อวี๋หวั่นยกถ้วยชาขึ้นมา ค่อยๆ ละเลียดจิบหนึ่งคำ แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยรู้เรื่องการชา แต่บางคน เกิดมาพร้อมกับความสง่างาม ไม่ต้องพยายามแสดงออกมา ท่วงท่าก็ออกมาดูงดงามแล้ว
เหยียนหรูอวี้หรี่ตา
อวี๋หวั่นยิ้มบางๆ กล่าวว่า “เป็นเรื่องของนักเรียนจากสำนัก บัณฑิตสองคน เป็นเพราะว่าพวกเขาดื่มสุราจนเมามายในคืนก่อน สอบปลายปีจนไม่ได้ไปสอบ อาจารย์ให้ความสำคัญกับพวกเขาทั้ง สองมาตลอด จึงถามว่าเพราะเหตุใดพวกเขาถึงไม่ได้มาสอบ ทั้ง สองคนปฏิภาณฉับไว จึงโกหกไปว่าเป็นเพราะล้อรถม้าพังจนเดิน ทางล่าช้า แน่นอนว่าอาจารย์ให้โอกาสพวกเขาทั้งสองอีกครั้ง พวก เขาล้วนเรียนเก่งและเป็นศิษย์เอกของอาจารย์ ดังนั้นอาจารย์จึง ยอมให้พวกเขาสอบซ่อม พวกเขาเขียนบทความได้อย่างยอดเยี่ยม แต่คำถามสุดท้ายกลับทำให้พวกเขาต้องตกใจ คุณหนูเหยียนเดา ได้ไหมว่าคำถามข้อสุดท้ายถามว่าอะไร?”
“ถามว่าอะไร?”
“‘รถม้าของพวกเจ้า ล้อฝั่งไหนพัง?’” อวี๋หวั่นหัวเราะ
เหยียนหรูอวี้ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ
อวี๋หวั่นยักไหล่ “ท่านดูก็แล้วกัน คำโกหกของทั้งสองถูก เปิดโปงด้วยคำถามข้อนี้ บางคนคิดว่าตัวเองฉลาด แต่ไม่รู้เลย ว่าการกระทำของตัวเองถูกคนอื่นจับตามองไว้ตั้งนานแล้ว ที่บอก ว่าคนฉลาดมักพลาดท่าเพราะความฉลาดของตนนั้นก็นับว่ามี เหตุผล”
“เจ้าจะด่าว่าข้าคิดว่าตัวเองฉลาดรึ?” เหยียนหรูอวี้มองไปยัง อวี๋หวั่นด้วยสายตาเย็นเยียบ
อวี๋หวั่นตอบว่า “ข้าก็แค่รู้สึกว่า คนเราไม่ควรคาดหวังผลลัพธ์ ที่ดีจากการทำเรื่องไม่ดี”
เรื่องไม่ดี? เหอะ
เหยียนหรูอวี้หัวเราะเย้ยหยัน มองไปยังอวี๋หวั่นอีกครั้งหนึ่ง “เจ้าเล่าเรื่องได้เก่งเหลือเกิน ข้าก็มีเรื่องเล่าเหมือนกัน เจ้าอยาก ฟังหรือไม่?”
“ไม่อยาก” อวี๋หวั่นตอบไปตามตรง
เหยียนหรูอวี้อึ้งไป
อวี๋หวั่นยกชาขึ้นดื่มอีกคำหนึ่ง
เหยียนหรูอวี้หลุบตา ตั้งสติอีกครั้ง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้า ข้าได้ยินว่าเจ้าจำเรื่องในอดีตไม่ได้”
“ท่านได้ยินมา? หรือว่าท่านไปสืบมากันแน่?” อวี๋หวั่นวางถ้วย ชาลง แม้ว่าเหยียนหรูอวี้จะจิตใจโหดร้ายไปสักหน่อย แต่ฝีมือด้าน การชงชาของนางนั้นเป็นเลิศ อย่างที่กล่าวกันว่าเลือดเนื้อเชื้อไข ของสกุลใหญ่ มักจะรู้ได้จากกลิ่นหอมของชา
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ” เหยียนหรูอวี้ตอบ “แม่นางอวี๋ไม่อยากรู้ เรื่องของตัวเองหรือ?”
อวี๋หวั่นชี้ไปยังถ้วยชา บอกเป็นนัยว่าให้รินชาอีกครั้ง “ข้าไม่ อยากฟัง ท่านไม่ต้องพูดได้หรือไม่?”
เหยียนหรูอวี้รินชาให้อวี๋หวั่น “หากไม่ใช่ศัตรูกัน พวกเราต้อง เป็นเพื่อนสนิทกันอย่างแน่นอน”
“ท่านคิดผิดแล้ว คนอย่างท่านเป็นเพื่อนสนิทใครไม่ได้หรอก” อวี๋หวั่นพูดอย่างไม่เกรงใจ
บทที่ 71.2 แม่ลูกพบหน้า (2)
เหยียนหรูอวี้กุมชัยชนะเอาไว้แล้ว นางจึงไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองกับ คำพูดเพียงสองประโยค นางหัวเราะ กล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่า ตนเองเป็นใคร? อดีตที่ผ่านมามันขมขื่นถึงกับไม่อาจจดจำเลยใช่ หรือไม่เล่า? เจ้ายังอยากแต่งเข้าจวนคุณชายเยี่ยน เป็นแม่ของลูก ข้าอยู่อีกหรือไม่เล่า?”
มือของอวี๋หวั่นบีบถ้วยชาแน่น เหยียนหรูอวี้สืบจนรู้เรื่องนี้ แล้วหรือ?
เหยียนหรูอวี้เชิดคางขึ้น แล้วกล่าวอย่างหยิ่งยโสว่า “เจ้าเคย เข้าไปในหอคณิกา ทั้งยังมีลูกกับบุรุษอื่น เพียงแต่น่าเสียดายที่ เด็กคนนั้นก็ตายด้วยนํ้ามือของเจ้า”
อวี๋หวั่นตื่นตะลึง!
เหยียนหรูอวี้ยิ้มถากถาง มองไปยังอวี๋หวั่น “อะไรกัน? เจ้าไม่ เชื่อรึ? เจ้ามีลูกสองคน คนแรกป่วยตาย คนที่สองถูกเจ้าฆ่าตาย ฝนตกหนัก…”
อวี๋หวั่นมองไปยังเหยียนหรูอวี้ด้วยสายตาเย็นชา ไม่รู้ว่าเธอ คิดไปเองหรือไม่ เธอรู้สึกว่ารอยยิ้มของเหยียนหรูอวี้แฝงความบ้า คลั่งอยู่ไม่น้อย
อวี๋หวั่นหายใจเข้าลึก แล้วเตือนตัวเองว่าอย่าเชื่อเหยียนหรูอวี้
เป็นอันขาด เธอแย่งคนที่เหยียนหรูอวี้หมายปอง นางต้องเกลียด เธอเข้ากระดูกดำอย่างแน่นอน และย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อ ทำให้เธอเจ็บชํ้านํ้าใจ ถ้าอวี๋หวั่นเชื่อนาง ก็เท่ากับเธอแพ้แล้ว
“เจ้าไม่เชื่อหรือ? ทำไมเจ้าไม่เชื่อ?” เหยียนหรูอวี้โมโหเสียแล้ว
เมื่อครู่ยังหัวเราะร่า ตอนนี้สีหน้าเปลี่ยนอย่างฉับพลัน อวี๋หวั่น มองนางด้วยสายตาประหลาด นับวันสมองนางยิ่งมีปัญหามากขึ้น เรื่อยๆ
เหยียนหรูอวี้วางกานํ้าชากระแทกลงบนโต๊ะ “ทำไม? เจ้าพูด สิ! ทำไม!”
ไม่เชื่อก็คือไม่เชื่อ ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ?
ผู้หญิงคนนี้ใกล้บ้าแล้วจริงๆ
“คุณหนู!” แม่หลินเดินเข้ามา “อาหารเย็นเสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านจะให้ยกมาจัดวางเลยหรือไม่? ”
เหยียนหรูอวี้ชะงักไป หลังจากนั้นก็ได้สติกลับมา แล้วยิ้มอย่าง สง่างามว่า “ยกไปวางที่ห้องอาหารก็แล้วกัน จะไมได้ไม่ทำให้เด็กๆ ตื่น”
อวี๋หวั่นไม่อาจรู้สึกตกใจได้มากกว่านี้อีกแล้ว หากไม่ได้เห็น ด้วยตนเอง ก็คงไม่เชื่อว่าความรวดเร็วในการเปลี่ยนสีหน้าของเหยี ยนหรูอวี้จะเป็นเรื่องจริง แต่ว่าถึงจะเร็ว อวี๋หวั่นก็ไม่มีกะจิตกะใจ ไปสนใจแล้ว เธอถูกพาไปยังอีกห้องหนึ่ง แล้วประตูถูกลงกลอน
แม้จะไม่รู้ว่าเหยียนหรูอวี้จับเธอมาทำไม แต่ว่าต้องไม่ใช่เรื่อง ดีอย่างแน่นอน แย่ที่สุดก็คือเหยียนหรูอวี้คิดจะฆ่าเธอ
อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าควรพูดว่าเหยียนหรูอวี้โง่หรือบ้าดี นางคิดว่า เมื่อฆ่าเธอแล้วจะได้แต่งเข้าจวนคุณชายเยี่ยนหรือ? ที่เยี่ยนจิ่ว เฉาไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตามาตลอด เป็นเพราะเธอเป็น ‘มือที่ สาม’ หรืออย่างไร? นางไม่คิดหน่อยหรือว่าเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้ ชายตามองนางตั้งแต่ก่อนที่อวี๋หวั่นจะปรากฏตัวแล้ว
เอาเถอะ กับผู้หญิงที่อิจฉาริษฉาเข้าขั้นบ้าอย่างนี้ คุยด้วย เหตุผลไปก็ไร้ประโยชน์
เพียงครู่เดียวอวี๋หวั่นก็ใจเย็นลงได้ แล้วจึงเริ่มคิดหาวิธีหลบ หนีออกไป
บนเรือมียอดฝีมืออยู่ไม่น้อย หากจะหลบหนีจากเงื้อมมือของ เหยียนหรูอวี้โดยไม่ให้พวกเขารู้ตัวนับว่าเป็นเรื่องยาก แต่ความ สามารถในการว่ายนํ้าของเธอจัดว่าดีไม่แพ้ผู้ชาย เธอมีข้อได้ เปรียบมาก อย่างไรเสียวิชาตัวเบาก็ใช้ในนํ้าไม่ได้ พวกเขาตามเธอ ไม่ทันอย่างแน่นอน
เรื่องเดียวที่เธอลังเลก็คือ เธอควรจะพาเด็กทั้งสามไปด้วย หรือไม่
ถ้าว่าตามหลักการแล้ว เสือแม้จะดุร้ายก็ไม่กินลูกตัวเอง เหยี ยนหรูอวี้เป็นแม่แท้ๆ ของพวกเขา ย่อมต้องไม่ทำร้ายพวกเขา แต่ ไม่รู้ว่าทำไม เธอมักจะรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจเหยียนหรูอวี้
อวี๋หวั่นกำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ถูกขังเอาไว้ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เธอไม่รู้ว่าฟ้ามืดแล้วหรือ ว่าฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว
ในห้องอีกด้านหนึ่ง เด็กน้อยทั้งสามก็ตื่นแล้ว
เหยียนหรูอวี้ให้บ่าวยกนํ้าร้อนเข้ามา ให้เด็กทั้งสามนั่งอยู่ในถัง อาบนํ้า แล้วค่อยๆ บรรจงอาบนํ้าให้พวกเขา
“พวกเจ้าดูสิ แม่เป็นแม่ที่ดีแล้วนะ” เหยียนหรูอวี้ยิ้ม “หลัง จากนี้ต้องรักแต่แม่ อย่าไปรักสตรีคนอื่นรู้ไหม?”
เด็กทั้งสามทำตาโตมองนาง
เหยียนหรูอวี้ตักนํ้าอุ่นแล้วค่อยๆ รดลงบนหัวไหล่ของพวกเขา “ชอบแม่หรือไม่เล่า?”
ทั้งสามนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกเจ้าก็ชอบเอง” เหยียนหรูอวี้วางกระบวย ลง หยิบผ้าฝ้ายผืนแห้งมาเช็ดผมเปียกชื้นของพวกเขา จากนั้นก็ อุ้มเด็กทั้งสามออกมาจากถังนํ้าที่กำลังจะเย็น
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นก็มีเสียงฟ้าผ่าดังก้องกัมปนาท
เหยียนหรูอวี้กำลังหยิบผ้าแห้งมาเช็ดตัวให้เด็กน้อย สีหน้าก็ เปลี่ยนไปทันที
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้ง เหยียนหรูอวี้ตัวสั่นเทิ้ม ผ่านไปชั่ว ประเดี๋ยวเดียว สายตาของนางก็เปลี่ยนเป็นดุร้าย นางเขวี้ยงผ้าลง กับพื้น!
“แง้——”
เมื่อได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ อวี๋หวั่นซึ่งสัปหงกไปก็ลืมตาตื่นขึ้น ไม่รู้ว่าเธอนั่นพิงหัวเตียงหลับไปตั้งแต่เมื่อไร
เสียงอะไร?
เสียงเด็กร้องไห้หรือ?
หรือว่าเธอฝันไป?
ในใจของอวี๋หวั่นรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ดี ใจเริ่มเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ
เธอลุกขึ้นยืน เดินไปยังประตู แล้วลองเปิดดู ทว่าประตูไม่ขยับ แม้แต่น้อย เธอจึงยกเท้าขึ้น แล้วถีบประตูเข้าเต็มแรง!
เสียงฟ้าร้องและฟ้าผ่านอกเรือดังเหลือเกิน แม้แต่เสียงอวี๋ หวั่นถีบประตูก็ถูกกลบไปหมด ได้ยินเสียงดังถึงเพียงนี้แต่เธอไม่ สะดุ้งไม่ตื่น ดูแล้วต้องเป็นเพราะถูกวางยาอย่างแน่นอน
อวี๋หวั่นถูกวางยาจริงๆ เพียงแต่ไม่ใช่ในชาหรือในอาหาร แต่ เป็นยามที่เธอไม่รู้ตัว พวกเขารมยาในห้องของเธอ ยาที่พ่นเข้าไป นั้นออกฤทธิ์ได้นานถึงหนึ่งคืนเต็มๆ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเธอจะตื่น
ขึ้นได้ในเวลาเพียงครึ่งถ้วยชา
อวี๋หวั่นตามหาห้องของเหยียนหรูอวี้
เสียงของท้องฟ้าดังเสียจนอวี๋หวั่นต้องเข้าไปใกล้ กว่าจะได้ยิน ว่าห้องของเหยียนหรูอวี้เละเทะไปแล้ว
องครักษ์และสาวใช้ต่างกระวีกระวาดเข้ามา
ตามมาด้วยเสียงสูงระคายหูของแม่หลิน “พวกเจ้าทำอะไร? อย่ายืนบื้ออยู่! ไปหยุดคุณหนูไว้เร็ว!”
หยุดเหยียนหรูอวี้? เหยียนหรูอวี้ทำอะไร?
“อ๊ายย” สาวใช้อีกคนกระเด็นออกไปหลายก้าว อีกคนหนึ่งก็ กลิ้งมาข้างขาของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นลอบคิดว่าตนเองต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน แต่สาวใช้ คนนั้นกลับไม่ได้มองอวี๋หวั่นเลยแม้แต่น้อย นางหัวหกก้นขวิดวิ่ง หนีออกไป
สรุปแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมทุกคนถึงดูตื่นกลัวกัน ขนาดนี้นะ?
เด็กๆ ไปไหนแล้ว? ยังอยู่ในห้องไหม?
“คุณหนู! หยุดเจ้าค่ะ! หยุดก่อน!”
เป็นเสียงร้องของแม่หลิน
อวี๋หวั่นจัดการสาวใช้คนหนึ่งจนสลบ แล้วเปลี่ยนเป็นสวม
เสื้อผ้าของนาง จากนั้นก็รุดเข้าไปในห้องของเหยียนหรูอวี้
ในห้องนั้นวุ่นวายอลหม่านไปหมด แม่หลินสลบไปแล้ว สาวใช้ ก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง เหลือเพียงองครักษ์อยู่ไม่กี่คน พวกเขาไม่ กล้าลงมือ เหยียนหรูอวี้ยืนอยู่ข้างเตียง มือหนึ่งจับเด็กน้อยคน หนึ่งเอาไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งถือกระบี่
เด็กอีกสองคนที่เหลืออยู่บนเตียง มองนางด้วยความหวาด กลัว
องครักษ์ไม่กล้าทำให้เหยียนหรูอวี้บาดเจ็บ แต่เหยียนหรูอวี้ กลับกล้าทำร้ายทุกคน แม้แต่เด็กน้อยในมือของนางก็ถูกฉุด กระชากลากถูกราวกับเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง
โทสะในใจของอวี๋หวั่นพลันพลุ่งพล่านขึ้นมา!
อวี๋หวั่นตรงเดินเข้าไป แล้วตบหน้าของเหยียนหรูอวี้ทิ่มลงบน เก้าอี้ เธอไม่ได้รอให้เหยียนหรูอวี้ตอบสนอง เธอปลดกระบี่ออกมา แล้วโยนลงไปบนพื้น จากนั้นก็แกะมือของนางออกแล้วดึงเสี่ยว เป่ามา
เสี่ยวเป่าตกใจกลัว ร่างน้อยๆ สั่นระริก
อวี๋หวั่นรู้สึกปวดใจเหลือเกิน!
รู้สึกปวดใจเจียนตาย!
อวี๋หวั่นพยายามห้ามไม่ให้ตนเองแทงดาบเข้ากลางอกของเห ยียนหรูอวี้ แล้วกอดเสี่ยวเป่าเอาไว้
ในห้องนั้นมืดสนิท อวี๋หวั่นสวมเสื้อผ้าของสาวใช้ ทั้งยังปล่อย ผม องครักษ์ไม่ทันสังเกตว่าเป็นอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นพูดด้วยเสียงทุ้มตํ่าว่า “พวกเจ้าอารักขาคุณหนู ข้าจะ พาคุณชายน้อยไปห้องข้างๆ”
องครักษ์ไม่ได้เอะใจ จึงปล่อยให้อวี๋หวั่นเดินออกไป
อวี๋หวั่นพาเด็กน้อยทั้งสามมายังอีกห้องหนึ่ง เธอวางพวกเขา ไว้บนเตียงซึ่งเย็นยะเยือก นั่งยองลง มองไปยังพวกเขา “ต้าเป่า เอ้ อร์เป่า เสี่ยวเป่า ข้าเอง!”
เด็กทั้งสามหวาดกลัวสุดขีดจนลืมแม้แต่จะร้องไห้ เมื่อได้ยิน เสียงของอวี๋หวั่น และเห็นหน้าอวี๋หวั่น ก็ร้องไห้ออกมาทันที!