หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 75.1 หวั่นหวั่นรู้ความจริง (1)
“จริงหรือ? เจ้าโหดร้ายถึงเพียงนั้นเชียว? แม้แต่เถ้ากระดูกก็ ไม่เหลือไว้” อิ่งลิ่วตามมาภายหลัง และเห็นฉากสุดท้ายเข้าพอดี
อิ่งสือซันขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้สั่ง”
เขาไม่ได้สั่งจริงๆ เขาเพียงบอกให้หัวขโมยชิงของของเหยียน หรูอวี้มาไม่ให้เหลือ ใครจะไปคิดว่าเหยียนหรูอวี้จะพกเถ้ากระดูก ติดตัวมาด้วย ทั้งยังปกป้องราวกับเป็นของลํ้าค่า นั่นไม่ได้ยิ่งทำให้ คนอยากแย่งมาหรอกหรือ?
“ทำไม? เจ้าใจอ่อนหรือ?” อิ่งสือซันเหลือบมองเหยียนหรูอวี้ “เจ้าอย่าลืมว่านางทำกับคุณชายน้อยเอาไว้อย่างไร”
พวกเขาจับคนรับใช้ที่หนีไม่ทันมาจำนวนหนึ่ง และได้รู้จาก ปากของคนเหล่านั้นว่าหากไม่ใช่เพราะแม่นางอวี๋มาทัน ใครจะไปรู้ ว่าคุณชายน้อยจะมีสภาพยํ่าแย่เพียงใด
อิ่งลิ่วก็คิดเช่นนั้น เขาทอดถอนใจ “ข้าไม่ได้เห็นใจนาง”
“ไม่เห็นใจก็ดีแล้ว” อิ่งสือซันกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ อิ่งลิ่ว เป็นทหารสอดแนมโดยกำเนิด ต่างกับเขาซึ่งคลานขึ้นมาจาก ซากศพ เขาจิตใจแข็งกระด้าง ลงมือโดยไม่ลังเล สองมืออาบด้วย เลือด แต่อิ่งลิ่วยังเหลือจิตสำนึกของความเป็นคนอยู่
อิ่งลิ่วพูดต่อ “ข้าเพียงแต่เห็นใจเด็กทั้งสองคนที่ต้องมีแม่
อย่างนาง”
ความผิดของเหยียนหรูอวี้มีโทษมหันต์ แต่เด็กไม่ควรต้องมา รับโทษด้วย ทว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของผู้ใดกัน? ถ้าไม่ใช่เพราะเห ยียนหรูอวี้ทำเรื่องเลวร้ายไว้ก่อน ตอนนี้จะต้องมารับผลของการก ระทำของตนหรอกหรือ? ไม่ว่าอย่างไรเหตุและผลล้วนมาจาก ตัวนางเอง มิอาจโทษผู้อื่น
“นั่นไม่ใช่เถ้ากระดูกของเด็ก” อิ่งสือซันบอก
อิ่งลิ่วประหลาดใจ “หืม?”
อิ่งสือซันกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าฮูหยินเหยียนจะยอมมอบเถ้า กระดูกของหลานชายให้ลูกสาวที่กำลังหนีตายหรืออย่างไร?”
“อ่า ฮูหยินเหยียนนาง…”
อิ่งสือซันนัยน์ตาแฝงความคิดลึกลํ้า “นางไม่ได้โง่”
……
“ฮูหยินเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์เปิดประตูห้อง นำถ้วยนํ้าแกงมาวาง บนโต๊ะ “ท่านไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน ดื่มนํ้าแกงโสมบำรุงร่างกาย สักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่อยากกิน” ฮูหยินบอก
“คุณหนูคงไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ” ชุ่ยเอ๋อร์พูดปลอบประโลม
ฮูหยินเหยียนยิ้มขมขื่น มิได้พูดต่อ
ชุ่ยเอ๋อร์หยิบแม่กุญแจทองแดงใหม่เอี่ยมออกมาจากแขนเสื้อ “ฮูหยิน แม่กุญแจที่ท่านต้องการ ยังดีอยู่ ท่านจะเอาไปทำอะไร หรือเจ้าคะ?”
ฮูหยินเหยียนมิได้ตอบคำถามของนาง เพียงแต่รับแม่กุญแจ มา “เจ้าลงไปเถิด ข้าอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ”
“เจ้าค่ะ” ชุ่ยเอ๋อร์ออกไป
ฮูหยินเหยียนเดินมายังหน้าตู้เสื้อผ้า เปิดประตูตู้ออก แล้ว หยิบกล่องไม้หงมู่ออกมา ในกล่องนั้นใส่โถกระเบื้องเอาไว้สองใบ นางลูบฝาของโถนั่น ลำคอก็พลันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา
นางลงแม่กุญแจที่กล่องใบนั้น พร้อมกับยกกล่องนั้นไปยัง ข้างทะเลสาบด้านหลังจวนสกุลเหยียน และใช้เสียมขุดดินขึ้นมา
ผ่านไปหนึ่งเค่อ นางก็ฝังกล่องนั้นลงไป
อาทิตย์อัสดง ลมโชยเมฆลอย
นางหักกิ่งอ่อนของต้นหลิวมาปักไว้ในดิน
“หลับให้สบายนะเด็กๆ”
สายลมยามสนธยาพัดมาอย่างแผ่วเบา กิ่งของต้นหลิวไห วน้อยๆ ประหนึ่งพวกเขาพยักหน้ารับรู้
……
ในตรอกเล็ก หัวขโมยทำหน้าที่ของตนเองเสร็จ ก็กลับไปหา
อิ่งสือซันพร้อมกับของที่ฉกชิงมาได้ พวกเขาไม่กล้าละโมบ จึงแบ่ง ของที่นำมาเป็นสองส่วน และนำของส่วนใหญ่ใส่ในถุงและนำมา มอบให้กับอิ่งสือซันราวกับเป็นบรรณาการ
เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกตนมิได้โลภมาก จึงนำของ ทั้งหมดออกมา “ขอบคุณนายท่านสือซันที่มอบอาหารให้พวกข้า พวกข้าจึงขอมอบของที่ดีที่สุดให้กับท่าน”
อิ่งสือซันนั่งอยู่บนรถม้า เขาเลิกม่านขึ้นมองเพียงครู่เดียว เท่านั้น
อิ่งสือซันมิได้สนใจของนอกกาย จึงโบกมือให้พวกเขานำกลับ ไป ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอิ่งลิ่วซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ กลืนนํ้าลาย
อิ่งสือซันจึงหันไปมอง อิ่งลิ่วก็รีบมองขึ้นฟ้า
อิ่งสือซันส่ายหน้าน้อยๆ รับห่อผ้านั้นมา แล้วบอกกับหัวขโมย ว่า “ไม่มีอะไรแล้ว พวกเจ้าไปเถอะ”
“ขอรับ!” หัวขโมยรีบรับคำ แต่เมื่อเดินไปได้เพียงสองก้าวก็ หันกลับมาพูดว่า “นายท่านสือซัน สตรีผู้นั้นเหมือนจะเสียสตินะ ขอรับ”
อิ่งสือซันและอิ่งลิ่วลงจากรถม้า เดินไปเข้าไปในตรอก
ในตรอกมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง เหยียนหรูอวี้นอนกองอยู่ที่พื้น เสื้อผ้าและเส้นผมของเหยียนหรูอวี้เปียกชุ่มไปด้วยนํ้าทิ้ง นางใช้ มือกอบเถ้ากระดูกขึ้นมาใส่ไว้ในกระเป๋ากระโปรง ประเดี๋ยวก็รํ่าไห้
อีกประเดี๋ยวหนึ่งก็หัวเราะลั่น
อิ่งลิ่วรู้สึกสะเทือนใจ “นางคงไม่ได้เสียสติจริงๆ หรอก กระมัง?”
อิ่งสือซันเอ่ยขึ้นว่า “ใครจะไปรู้ว่าเสียสติจริง หรือว่าแกล้งเสีย สติกันแน่”
พูดจบ อิ่งสือซันก็เดินไปยังเบื้องหน้าของเหยียนหรูอวี้
เหยียนหรูอวี้รู้ว่ามีเงาหนึ่งเคลื่อนเข้ามา มือที่กำลังกอบ ‘เถ้า กระดูก’ ก็หยุดชะงัก นางลุกขึ้นมา แล้วมองไปยังบุรุษรูปร่างสูง ใหญ่น่าเกรงขามตรงหน้า กล่าวด้วยเสียงอู้อี้ว่า “คุณชาย…”
อิ่งสือซันมองลงไปที่นาง มิได้ทัดทานสิ่งที่นางพูดแต่อย่างใด
เหยียนหรูอวี้มือหนึ่งอยู่ในกระเป๋ากระโปรง อีกมือหนึ่งยันพื้น เอาไว้ นางคลานเข่าไปหาอิ่งสือซัน ใช้มือซึ่งเปรอะเปื้อนเถ้ากระดูก และนํ้าทิ้งจับชายเสื้อของเขา “คุณชาย…ลูกของพวกเราไม่อยู่ แล้ว…”
“ลูกของเจ้าไม่อยู่แล้ว ไม่ใช่ลูกข้า” อิ่งสือซันกล่าวด้วยสีหน้า ไร้อารมณ์
เหยียนหรูอวี้ตกตะลึงราวกับถูกทุบศีรษะ
อิ่งสือซันไม่ได้มาเพื่อพูดจาไร้สาระกับนาง เขามองนางปราด หนึ่ง เลิกแขนเสื้อของนางขึ้น แล้วหยิบป้ายหยกไขแพะชั้นดีออก มา
นั่นเป็นป้ายหยกที่อาหวั่นทิ้งไป
เหล่าโจรก็ไม่ได้ค้นตัวนาง จึงไม่พบของสิ่งนี้
อิ่งสือซันมาเอาป้ายหยก ส่วนเหยียนหรูอวี้จะเป็นตายร้ายดี อย่างไร มิได้เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย เขาไม่คิดจะบอกความ จริงกับเหยียนหรูอวี้ สตรีที่ขโมยลูกของผู้อื่นไปอย่างนาง สมควร ได้ลิ้มลองรสชาติของการสูญเสียลูกเสียบ้าง
ครั้นมีชีวิตอยู่ นางก็สูญเสียพวกเขาไปครั้งหนึ่ง ครั้นตายไป แล้ว นางก็ยังสูญเสียพวกเขาไปอีกครั้งหนึ่ง ความเจ็บปวดเช่นนี้ ทำให้รู้สึกสิ้นหวังเหลือเกิน
ทว่าเพียงครู่เดียว เหยียนหรูอวี้ก็พบว่าความสิ้นหวังของนาง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
นางทำให้คุณชายน้อยใช้ชีวิตด้วยความอกสั่นขวัญแขวนมา ถึงสองปี การคิดบัญชีในครั้งนี้คงมิได้จบลงง่ายๆ
อิ่งสือซันมองไปยังเหยียนหรูอวี้อย่างเย็นชา เขาเก็บป้ายหยก แล้วหันหลังเดินออกมาพร้อมกับอิ่งลิ่ว
เหยียนหรูอวี้อ้อนวอน “คุณชายท่านอย่าไป คุณชายท่านอย่า ไป อย่าทิ้งข้าเอาไว้ที่นี่ ข้าสำนึกผิดแล้ว”
สำนึกผิดแล้วหรือ?
ช้าไปแล้ว
……
แสงแดดอ่อนๆ ในฤดูใบไม้ผลิ อวี๋หวั่นยืนอยู่ในสวนดอกไม้ สีสันสดใส มือหนึ่งถือกรรไกร อีกมือหนึ่งถือตระกร้า เธอตัดดอก กุหลาบสดมา เพื่อนำไปทำขนมกุหลาบในครัว
ไม่ไกลออกไป เด็กน้อยทั้งสามคลานไปรอบๆ ไล่จับลูกสุนัข จิ้งจอกหิมะแสนน่ารัก
ลูกสุนัขจิ้งจอกหิมะกระโดดหลบหายไป
เด็กน้อยทั้งสามเดินทำหน้าเศร้าสร้อยมา
“ท่านแม่ หายไปแล้ว!”
เสี่ยวเป่าพูด
อวี๋หวั่นลูบศีรษะน้อยๆ ของพวกเขา “เล่นมาตั้งนาน เหนื่อย ไหม?”
ทั้งสามพยักหน้า
“ไปนั่งพักในศาลาก่อน ในศาลามีขนม” อวี๋หวั่นชี้ไปยังศาลาที่ อยู่ไม่ห่างออกไป ทั้งสามเดินหายใจฟึดฟัดไป เขย่งปลายเท้าหยิบ ขนมมากินเข้าไปคำโต
“ท่านแม่กินด้วย”
ทั้งสามป้อนขนมให้อวี๋หวั่น
หวานจริงๆ
อวี๋หวั่นยิ้มอย่างมีความสุข
ทันใดนั้นเองภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีดำ เมื่อลืมตาขึ้นอวี๋ หวั่นก็พบว่าตนเองยืนอยู่บนหอสูงบนกำแพงเมือง เมื่อมองลงมา ก็พบว่าเบื้องล่างเต็มไปด้วยการฆ่าฟันและความหิวโหย บุรุษสาม คนสวมชุดเกราะอยู่บนหลังอาชาศึก ในมือถือทวนยาว
ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยเลือดสดจนจำไม่ได้ว่าพวกเขา เป็นใคร ทว่าเธอจดจำพวกเขาได้ พวกเขาคือเด็กน้อยทั้งสามคน!
พวกเขา…พวกเขากำลังฆ่าฟันกันเอง!
ทั้งสามคนสู้กันเองอย่างโหดเหี้ยมป่าเถื่อน
คนโตปักทวนยาวลงบนอกของคนรอง คนรองเล็งอาวุธลับไป ยังดวงตาของคนโตและคนเล็ก คนเล็กท่าทางดุดัน ราวกับพร้อม จะพังพินาศไปกับพี่ชายทั้งสอง
หยุดเดี๋ยวนี้!
ข้าบอกว่าให้หยุดเดี๋ยวนี้!
เธอคิดอยากจะหยุดพวกเขา แต่กลับพบว่าคอของตนไม่อาจ เปล่งเสียงออกมาได้!
ฝั่งตรงข้ามมีเงาสะโอดสะองยืนสง่าอยู่บนหอสูงเช่นกัน!
เป็นผู้หญิง!
ลูกของเธอเข่นฆ่ากันเองเพื่อผู้หญิงคนนี้!
“หยุด…หยุดเดี๋ยวนี้…”
บทที่ 75.2 หวั่นหวั่นรู้ความจริง (2)
อวี๋หวั่นสะดุ้งตื่นจากความฝัน
“โอ๊ย!” ดรุณีซึ่งงีบหลับอยู่ที่ขอบเตียงถูกอวี๋หวั่นทำให้ตกใจ จนศีรษะโขกกับเสาเตียง
อวี๋หวั่นหายใจหอบ ที่แท้ก็เป็นแค่ความฝัน เธอกลัวแทบตาย
“เจ้าทำให้ข้าตกใจแทบแย่ เมื่อครู่เจ้าตะโกนว่าอะไรนะ?” ดรุณีน้อยลูบศีรษะ แล้วบ่นพึมพำ
อวี๋หวั่นกะพริบตาปริบๆ เธอรู้สึกว่าปวดไปทั้งร่าง ราวกับถูก ใครทุบตีก็มิปาน
อวี๋หวั่นเดินมึนงงไปหานาง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงจดจำนางได้ “คุณหนูไป๋”
ทันทีที่พูดออกไป เธอก็รู้สึกตกใจกับเสียงของตนเอง เธอไป ทำอะไรมา? ทำไมเสียงถึงแหบขนาดนี้?
ร่างกายปวดหนึบ เสียงแหบพร่า ร่างกายเหมือนไม่ใช่ของ เธอ…เธอคงไม่ได้…
“เจ้าไม่สบาย” ไป๋ถังกล่าว
“…อ๋อ”
ก็ดี เรื่องพรรค์นี้ต้องทำตอนที่เธอมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน
ไม่งั้นก็ทำไปเสียเปล่าน่ะสิ
“เมื่อครู่เจ้าฝันถึงอะไรหรือ? ร้องเสียงดังถึงเพียงนั้น” ไป๋ถัง ถาม
“เรื่องราวปะปนกันไปน่ะ ข้าแทบจะจำไม่ได้แล้ว” ไม่อย่างนั้น เธอจะฝันว่าตนเองเป็นแม่ของเด็กน้อยทั้งสามได้อย่างไร ถึงพวก เขาจะไม่ใช่ลูกของเหยียนหรูอวี้ก็เถอะ แต่ก็ไม่ใช่ลูกของเธอเช่นกัน แม้ว่าเธออยากให้พวกเขาเป็นลูกของเธอก็ตาม
ไป๋ถังแตะมือลงบนหน้าผากของอวี๋หวั่น “ยังมีไข้อยู่เล็กน้อย”
อวี๋หวั่นทำตาโต เธอมองไปรอบห้องอยู่นาน รู้สึกว่าเป็นสถาน ที่ที่เธอคุ้นเคย แต่กลับนึกไม่ออกว่าเป็นที่ไหน จะพูดให้ชัดก็คือเธอ นึกถึงความเชื่อมโยงของไป๋ถังกับสถานที่แห่งนี้ไม่ออก
“ข้าอยู่ที่ไหนหรือ?” เธอถาม ความทรงจำสุดท้ายของเธอก็คือ ที่ริมทะเลสาบ เยี่ยนจิ่วเฉายืนอยู่ข้างเธอ เธอรู้สึกสบายใจจน ผล็อยหลับไป
ดวงตาสวยดุจผลซิ่งของไป๋ถังถลึงใส่เธอ “ก็อยู่ที่จวนคุณชาย เยี่ยนน่ะสิ! เจ้าหลับไปตั้งสามวัน!”
“ข้าหลับไปนานขนาดนั้นเลย…” อวี๋หวั่นยกแขนซึ่งปวดเมื่อย ไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาแตะบนหน้าผาก “แล้วท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ไป๋ถังหัวเราะ “พี่ใหญ่เจ้าไหว้วานให้ข้ามาดูแลเจ้า”
ยังไม่ทันแต่งงาน ก็เรียกใช้งานภรรยาซะแล้ว เรื่องนี้พี่ใหญ่ไม่
มองนางเป็นคนนอก แต่ฟังจากที่นางพูด เยี่ยนจิ่วเฉาน่าจะเล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คนที่บ้านเธอฟังแล้ว ส่วนเรื่องที่พี่ใหญ่ไหว้ วานไป๋ถังมาดูแลเธอ หรือว่าท่านพ่อท่านแม่เธอไหว้วานมา ก็ไม่ อาจรู้ได้
แน่นอนว่า ที่บอกว่ามาดูแลเธอนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง จวนคุณ ชายเยี่ยนมีบ่าวไม่รู้เท่าไร ทั้งยังสามารถเชิญหมอที่เก่งที่สุดมาได้ จะต้องให้คุณหนูไป๋มาเฝ้าเธอเพื่ออะไร? ไม่สู้บอกมาเลยว่าให้นาง มาคอยเฝ้า เพื่อไม่ให้เยี่ยนจิ่วเฉารังแกเธอ
“เขามาดูเจ้าทุกวัน เจ้าวางใจได้ ข้าไม่บอกผู้ใดหรอก” ไป๋ถัง ล่วงรู้ความคิดของอวี๋หวั่น นางหรี่ตาให้อวี๋หวั่นอย่างมีเลศนัย
เพราะฉะนั้นก็หมายความว่าคนที่ครอบครัวของเธอส่งมา คอยเป็นหูเป็นตาก็ไม่ได้ช่วยอะไร อีกประเดี๋ยวไป๋ถังก็คงจะถูก เยี่ยนจิ่วเฉาซื้อตัวไปแล้ว
“เด็กๆ เล่า?” อวี๋หวั่นเป็นห่วงเด็กน้อยทั้งสามมากที่สุด
ไป๋ถังเหลือบตามอง “พวกเขาน่ะหรือ อยู่ห้องข้างๆ จะให้พา พวกเขามาหรือไม่?”
อวี๋หวั่นส่ายหน้า การเคลื่อนไหวเบาๆ เช่นนี้ กลับทำให้เธอรู้สึก ราวกับศีรษะจะหลุดออกไป ดูแล้วเธอน่าจะป่วยหนักพอสมควร ร่างนี้ไม่ค่อยป่วย หรือว่าด้วยเหตุผลนี้ เมื่อป่วยขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก็จะ ป่วยหนักไปพักใหญ่
“เจ้าไม่อยากเจอพวกเขาหรือ?” ไป๋ถังถามอย่างมีเลศนัย
อวี๋หวั่นปวดหัวจนไม่ทันได้สังเกตความหมายแฝงในคำพูด และสายตาของไป๋ถัง “ข้าไม่อยากให้พวกเขาติดหวัด”
แม้ว่าเธอจะอยากเจอพวกเขาตอนนี้ แต่เด็กเล็กแบบพวกเขา ถ้าไม่สบายขึ้นมาจะแย่เอา
ไป๋ถังได้ยินเรื่องเด็กๆ จากเยี่ยนจิ่วเฉามาบ้างแล้ว จึงรู้ว่าอวี๋ หวั่นเป็นแม่แท้ๆ ของเด็กทั้งสาม ในตอนที่นางได้ยินเรื่องใหญ่เช่น นี้ นางตกใจจนแทบอ้าปากค้าง แต่เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวนางก็ พลันรู้สึกดีใจแทนอวี๋หวั่น อย่างไรเสียนางก็เห็นแล้วว่าอวี๋หวั่นก็ ชอบเด็กๆ เหล่านี้ อวี๋หวั่นเกลียดเหยียนหรูอวี้มากเพียงใด ทว่าก็ไม่ เคยหมางเมินพวกเขาเพราะเรื่องนี้เลย
เลือดข้นกว่านํ้านั้นจริงแท้ กระนั้นสัญชาตญาณของอวี๋หวั่นก็ มิใช่เรื่องหลอกลวง
ถ้าหากอวี๋หวั่นยอมให้ความเคืองแค้นมาบังตา ก็คงจะลงมือ ทำเรื่องที่ตนจะต้องเสียใจภายหลังไปแล้ว
ดังนั้นจึงมีประโยคหนึ่งที่ว่าอย่างไรนะ? ทำดีกับผู้อื่น ก็ย่อมดี กับตนเอง
ส่วนสตรีใจคอโหดเหี้ยมอย่างเหยียนหรูอวี้นั้น ทำร้ายผู้อื่นจน ตนเองพินาศ สมควรที่สุดท้ายแล้วจะไม่เหลืออะไรเลย
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าท่านมีเรื่องจะพูด?” อวี๋หวั่นรู้สึกว่าไป๋ถัง
ยิ้มราวกับคนบ้า “มีข่าวดีหรือ? พี่ใหญ่ข้าขอท่านแต่งงานแล้ว หรือ?”
“อะไรกันเล่า!” ไป๋ถ้งหน้างํ้างอขึ้นมา
“ยังไม่ขอแต่งงาน ท่านก็เลยผิดหวังสินะ?” อวี๋หวั่นเย้าหยอก
ไป๋ถังใช้นิ้วจิ้มหน้าผากอวี้หวั่น “เจ้าป่วยจนลุกจากเตียงแทบ ไม่ไหว ยังจะมาหยอกล้อข้าอีก”
“หาความสุขในความทุกข์อย่างไรเล่า” อวี๋หวั่นพูดอย่างอ่อน แรง
ไป๋ถังหัวเราะค่อนแคะเบาๆ
ครั้งแรกที่พบอวี๋หวั่น นางคิดว่าอวี๋หวั่นเถรตรงเป็นท่อนไม้ แต่เมื่อคุ้นเคยกันมากขึ้น ก็รู้สึกว่าอวี๋หวั่นเถรตรงน้อยกว่าที่ คิดมาก
ไม่รู้ว่าพี่ชายจะเป็นอย่างไร? ดูภายนอกซื่อสัตย์เถรตรง แต่ แท้จริงแล้วอาจเจ้าเล่ห์เพทุบาย
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน ก็มีเสียงของฟางมามาดังมา จากด้านนอก “คุณหนูไป๋ แม่นางอวี๋ตื่นแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ? ข้าจะ ได้ยกยาเข้าไป”
“ใช่ๆๆ ข้านี่โง่เหลือเกิน ลืมไปเสียแล้วว่าต้องให้เจ้าดื่มยา!” ไป๋ ถังลุกขึ้นไปเปิดประตูให้ฟางมามา แล้วรับถ้วยยาร้อนๆ เข้ามา แล้วพยุงอวี๋หวั่นให้ลุกขึ้น
อวี๋หวั่นดื่มไปหนึ่งคำ ยารสขมจนเธอหน้านิ่วคิ้วขมวด
“เจ้าบีบจมูกแล้วก็ดื่มเข้าไปรวดเดียวเลย” ไป๋ถังดื่มยามา ตลอดหนึ่งเดือนที่แกล้งป่วย จึงเสนอวิธีของตน
“แต่ก็ยังขมอยู่นี่” อวี๋หวั่นถอนหายใจ “ที่จริงมีไข้อย่างนี้ ดื่ม ยาเจ็ดวันหาย ไม่ดื่มยาหนึ่งสัปดาห์ก็หาย”
“อะไรของเจ้า?” ไป๋ถังไม่เข้าใจ
“หมายความว่า อาการป่วยเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องดื่มยา” อวี๋ หวั่นวางถ้วยยาลงบนเก้าอี้ข้างเตียง
“เจ้าก็แค่ไม่อยากดื่มยาใช่ไหมเล่า?” ไป๋ถังเท้าเอวถลึงตาใส่
อวี๋หวั่นครุ่นคิด “อ่า…จะว่าอย่างนั้นก็ได้”
“ข้าทำให้เจ้าดื่มยาไม่ได้ แน่นอนว่าย่อมมีคนที่ทำให้เจ้าดื่ม ได้!” ไป๋ถังเดินปึงปังออกจากห้องไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง
ไม่นาน เยี่ยนจิ่วเฉาก็เข้ามาในห้อง
หลังจากกลับมาจากริมทะเลสาบ
มิใช่เพียงอวี๋หวั่นเท่านั้นที่ไม่สบาย เด็กน้อยทั้งสามก็นํ้ามูก ไหลเช่นเดียวกัน แม้จะอาการไม่หนักเท่าอวี๋หวั่น แต่เมื่อล้มป่วย ทั้งแม่ทั้งลูก ก็ทำให้เยี่ยนจิ่วเฉาถึงกับนอนไม่หลับ
เขาสวมเสื้อตัวยาวสีขาวนวล ใบหน้าหล่อเหลา ใต้ตามีรอย คลํ้าสีเขียวไข่กาจางๆ
เขาเดินเข้ามา นั่งลงข้างเตียง
“รู้สึกอย่างไรบ้าง?” เขาเอ่ยถาม
“ก็ดี” อวี๋หวั่นตอบ
เยี่ยนจิ่วเฉายกถ้วยยาขึ้นมา ชิมไปคำหนึ่ง “ไม่ร้อนแล้ว”
อวี๋หวั่นอยากจะบอกเขาไปว่า ข้าดื่มไปแล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เคยปรนนิบัติใคร ตั้งแต่เล็กจนโต ผู้อื่นล้วนแต่ ปรนนิบัติเขา เขาตักยาขึ้นมาช้อนหนึ่ง แล้วป้อนให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นดื่มเข้าไปคำหนึ่ง “ขมมาก”
แต่ต่อให้ยาจะขมกว่านี้ ในเมื่อเขาป้อนด้วยตนเอง เธอก็ต้อง กินเข้าไปอย่างว่าง่าย
เมื่อดื่มยาหมด เขาก็ยัดลูกกวาดเม็ดหนึ่งเข้าปากอวี๋หวั่น
รสเปรี้ยวอมหวานกระจายที่ปลายลิ้น ไม่นานรสขมของยาก็ เริ่มจางลง
“เยี่ยนจิ่วเฉา”
จู่ๆ เธอก็นึกบางเรื่องออก
“หืม?”
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังเธอ อวี๋หวั่นมองประหนึ่งกำลังประเมิน เขาอยู่
“ตอนที่ข้าหลับ ท่านพูดอะไรสักอย่างกับข้าใช่ไหม?”
“อะไรหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
อวี๋หวั่นครุ่นคิด
“เหมือนจะพูดว่า…ลูกของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาอยู่ในอ้อม กอดของเจ้าแล้ว ท่านเป็นคนพูดใช่ไหม?”
ตอนนั้นเธอกำลังกอดเด็กน้อยทั้งสามอยู่
ประโยคนี้ ทำให้เธอฝันว่าเด็กทั้งสามเรียกเธอว่าท่านแม่ ต้อง เป็นเพราะว่าเธอคิดถึงลูกตนเองจนบ้าไปแล้วแน่ๆ
จึงฝันว่าเยี่ยนจิ่วเฉาพูดแบบนี้กับตนเอง
เอ…เธอนี่หน้าไม่อายจริงๆ ถึงฝันว่าลูกของคนอื่นเป็นลูกของ เธอเอง
เดิมทีคิดว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะด่าเธอสาดเสียเทเสียซะแล้ว ไหน เลยจะรู้ว่าเขากลับเงียบไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นว่า “นั่นไม่ใช่ ความฝัน เป็นเรื่องจริง”
เจ้ามีลูกจริงๆ มีสามคน