หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 77.1 แม่ลูกกลับหมู่บ้าน (1)
อวี๋หวั่นลังเล ไม่รู้ว่าควรบอกพวกเขาว่า ‘เหยียนหรูอวี้ไม่ใช่แม่ ของพวกเจ้า แม่ของพวกเจ้าคือข้า’ ดีหรือไม่
พวกเขาจะมีสีหน้าอย่างไรนะ?
จะตกใจ ดีใจ หรือว่าจะกลัว?
หากเป็นผู้ใหญ่ก็คงจะรู้สึกดีใจอยู่บ้าง ทว่าสำหรับเด็กเล็ก เพียงเท่านี้ ไม่ว่าแม่ของพวกเขาจะโหดร้ายเพียงใด แต่ก็เป็นแม่ ของพวกเขาอยู่ดี
พวกเขาอาจจะกลัวนาง แต่ก็เกลียดนางไม่ลง
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ท่านแม่ก็ไม่ใช่ ท่านแม่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น ในทางกลับกัน ต่อให้พวกเขาเข้าใจ ก็ คงไม่ได้รู้สึกโล่งอกกับเรื่องในอดีตเพียงเพราะเหตุผลนี้
เป็นเพราะพวกเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ นางจึงปฏิบัติต่อพวกเขาไม่ดี ความสัมพันธ์ของเหตุและผลเช่นนี้เป็นตรรกะของผู้ใหญ่ เด็กจะ เข้าใจได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม อวี๋หวั่นไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้เลย อย่างไรเสีย พวกเขาก็ยังเล็กอยู่ เมื่อโตขึ้นพวกเขาก็จะจดจำเรื่องราวเมื่อสองปี ก่อนไม่ได้ หรือไม่ก็ไม่ต้องรอให้พวกเขาโต หลังจากนี้อีกไม่กี่ปี พวก เขาก็คงนึกไม่ออกแล้วว่าเหยียนหรูอวี้คือใคร
ทั้งสามคนไม่คุ้นเคยกับการที่อวี๋หวั่นเรียกตัวเองว่าแม่ พวก เขาทำตาโตมองมายังอวี๋หวั่นด้วยความฉงนใจ
อวี๋หวั่นไม่ได้อธิบาย เพียงแต่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “กินยาหรือ ยัง?”
ทั้งสามคนทำคอตกในทันที
อวี๋หวั่นหลุดหัวเราะ “ไม่อยากกินยาก็เลยหลบมาที่นี่ใช่ไหม?”
ทั้งสามคนคอตกยิ่งกว่าเดิม
ที่จริงอวี๋หวั่นควรรู้สึกเป็นทุกข์ที่พวกเขาเป็นหวัดงอมแงม อย่างนี้ แต่ท่าทางเศร้าสร้อยของพวกทำให้เธอรู้สึกขบขัน ที่จริง อย่าว่าแต่พวกเขาเลย เธอเองก็ไม่อยากกินยา ใครให้ยาชมปี๋ขนาด นี้กันล่ะ เพียงแต่ว่าเธอโตแล้ว จะกินยาหรือไม่กินก็ไม่เป็นไร แต่ พวกเขายังเด็ก เรื่องนี้จึงไม่อาจละเลยได้
แม่นมยกยาไปรออยู่หน้าประตูนานแล้ว แต่หากไม่มีคำสั่ง ของเยี่ยนจิ่วเขา พวกนางก็ไม่กล้าเข้าไป
“ให้ข้า” เยี่ยนจิ่วเฉาเดินไปหน้าประตู แล้วรับถ้วยยาจากพวก นางมา
เยี่ยนจิ่วเฉาวางถ้วยยาไว้บนโต๊ะ
อวี๋หวั่นจูงมือเด็กทั้งสามมาที่โต๊ะ
ทั้งสามคนก้มหน้างุด ราวกับกำลังต่อต้าน
แต่เมื่ออวี๋หวั่นอุ้มพวกเขานั่งลงบนเก้าอี้ ใช้ช้อนคนเล็กๆ ตัก ยาป้อน พวกเขาก็อ้าปากแต่โดยดี
ทั้งสามกินยาจนหมด ยานั้นขมจนขนลุก
อวี๋หวั่นรีบป้อนผลไม้แช่อิ่มให้พวกเขาทันที เด็กน้อยนํ้ามูก ไหลย้อยทั้งสามก็ปีนเข้าหาอ้อมอกของเธอด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ริมฝีปากของอวี๋หวั่นหอมที่จอนผมของพวกเขาเบาๆ ได้กอด พวกเขาแบบนี้ ดีจังเลย
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่ด้านข้าง มองแม่ลูกสี่คนกอดกันกลม จาก นั้นก็มองออกไปยังบ่าวและคนอื่นๆ ซึ่งกำลังง่วนทำงาน จวนของ เขาก็ยังเป็นจวนหลังเดิม ลานบ้านก็ลานเดิม แต่เมื่อมีอวี๋หวั่นเพิ่ม มาอีกหนึ่งคน กลับรู้สึกราวกับว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม
ในเมื่ออวี๋หวั่นตื่นแล้ว ไป๋ถังก็ไม่จำเป็นต้อง ‘ดูแล’ อีกต่อไป นางจึงกลับไป
อวี๋หวั่นเองก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยร่างกายของตนเอง เธอ รักษาอาการป่วยอยู่ที่จวนคุณชายอยู่ถึงสองวัน จนเท้าอุ่นและคอ ไม่เจ็บแล้ว จึงเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน
ทว่าเธอไม่ได้เก็บข้าวของเพียงอย่างเดียว แต่จะเก็บเด็กน้อย ทั้งสามไปด้วย
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังห่อผ้าห่อใหญ่หนึ่งห่อและห่อเล็กสาม ห่อบนโต๊ะ สีหน้าก็สลดลงทันที “แล้วข้าเล่า?”
อวี๋หวั่นมองเขาด้วยสายตาประหลาด “ใครบอกว่าจะพาท่าน กลับไปด้วย?”
เยี่ยนจิ่วเฉาหน้าชาราวกับถูกนํ้าเย็นสาด “…”
เด็กน้อยทั้งสามเดินเตาะแตะเข้ามา มองท่านพ่อด้วยหน้าตา บ้องแบ๊ว สองวันที่ผ่านมาอวี๋หวั่นดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี พวก เขานํ้ามูกไม่ไหลแล้ว
เป็นลูกนี่ดีเหลือเกินนะ เยี่ยนจิ่วเฉาบีบแก้มของเด็กน้อย แล้ว หัวเราะ ‘เหอะๆ’ กับอวี๋หวั่น “เจ้าถามพวกเขาหรือยังว่าอยากไป หรือไม่?”
ยังพูดไม่ทันจบ เด็กน้อยทั้งสามก็เขย่งปลายเท้าหยิบถุงผ้าบน โต๊ะแล้วเดินเตาะแตะออกไป!
เยี่ยนจิ่วเฉากัดฟันกรอด เจ้าเด็กใจร้าย!
เอาเถอะ เขาเองก็ไม่ได้อยากกลับไปหมู่บ้านกับนางสักหน่อย เพียงแต่จะกลับหรือไม่กลับเป็นเรื่องของเขา นางชวนหรือไม่ชวน เขากลับด้วยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เยี่ยนจิ่วเฉาเผยสีหน้าซับซ้อน
“คุณชาย แม่นางอวี๋ไปแล้วนะขอรับ” อิ่งลิ่วเตือน
เยี่ยนจิ่วเฉายืนอยู่ที่ทางเดิน มองไปยังทางออก “ข้ารู้”
“พาคุณชายน้อยไปด้วยนะขอรับ” อิ่งลิ่วพูดต่อ
“คุณชายบ้านเจ้าไม่ได้ตาบอด”
“อ้อ เช่นนั้นจะตามไปไหมขอรับ?”
“ตามใคร? นางหรือว่าเด็กๆ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่อาจใช้วิธีที่ใช้กับเหยียนหรูอวี้ หากเปลี่ยนเป็น เหยียนหรูอวี้พาลูกของเขาไปโดยไม่บอกกล่าว เขาคงจัดการนาง ไปนานแล้ว แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายเป็นอวี๋หวั่น…
เยี่ยนจิ่วเฉาหายใจเข้าลึกๆ “ปล่อยนางไปเถอะ แยกจากกันไป นาน กว่าจะพบกันนั้นไม่ง่าย”
“ท่านรักแม่นางอวี๋มากนะขอรับ” อิ่งลิ่วบอก
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบตามองเขา “ถ้าไม่รักนาง จะให้รักเจ้าหรือ อย่างไร?”
อิ่งลิ่วล้มทั้งยืน!
เยี่ยนจิ่วเฉายืนอยู่ที่ทางเดินอีกครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าอิ่งลิ่วยังไม่ ไปไหน ก็เอ่ยขึ้นว่า “ยังไม่ไปรึ? มีอะไร?”
อิ่งลิ่วบีบถุงเงินที่นับวันยิ่งแฟ่บลงเรื่อยๆ แล้วมองไปยังเยี่ยน จิ่วเฉาซึ่งสีหน้าเย็นเยียบ สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดสิ่งที่ตนคิด “ไม่มี อะไรขอรับ ข้าขอตัว”
……
รถม้าที่อวี๋หวั่นนั่งเป็นรถม้าที่ลุงวั่นเตรียมไว้ให้ ทั้งกว้างขวาง และสะดวกสบาย เด็กทั้งสามคนนั่งอยู่ข้างอวี๋หวั่น มือน้อยๆ วาง อยู่บนหน้าตัก สายตาหลุกหลิกไปมา มองเผินๆ คล้ายกับ
สงบเสงี่ยม แต่แท้จริงแล้วหัวใจพวกเขากำลังกระโดดโลดเต้น
อวี๋หวั่นหลุดยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ว่ากันว่าผลผลิตคือสิ่งลํ้าค่าของบ้านอื่น ลูกคือสิ่งลํ้าค่าของ บ้านตน อวี๋หวั่นคิดว่าเป็นเช่นนั้น เธอชอบพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ คิดเสมอว่าทำไมลูกของเธอถึงน่ารักขนาดนี้นะ? นอกจากไม่ พูดจา…
ว่าแต่ทำไมถึงไม่พูดนะ?
อวี๋หวั่นบีบแก้มของพวกเขา
เด็กน้อยหันขวับมาหาเธอพร้อมกับทำตาโต ราวกับกำลังถาม ว่าอวี๋หวั่นเป็นอะไร?
อวี๋หวั่นยิ้ม ลูบพุงน้อยๆ ของพวกเขา “เดินทางมานานแล้ว หิว ไหม?”
เด็กทั้งสามพยักหน้า
อวี๋หวั่นเลิกม่านขึ้น มองออกไปนอกร้านรวงเรียงรายด้านนอก พวกเขาเข้าใกล้ประตูเมืองทิศตะวันออกแล้ว แถวนี้ไม่มีของกิน อร่อยๆ มีเพียงร้านบะหมี่ร้านเดียวที่ยังเปิดกิจการอยู่ และวันนี้ ร้านนั้นปิด ข้างๆ มีแผงขายซาลาเปาอยู่
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังลังเลว่าจะซื้อซาลาเปาให้เด็กทั้งสามกิน รองท้องดีหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงสารถีร้องว่า ‘ฮึ่ย’ จากนั้นรถม้าก็ หยุดกะทันหัน
ในรถม้ามีเด็กๆ จึงวิ่งไม่เร็วนัก แต่เมื่อรถหยุดอย่างฉับพลัน เช่นนี้ เด็กๆ ก็หน้าคะมำลงไป
อวี๋หวั่นรีบคว้าเด็กน้อยทั้งสามมากอด แล้วถามสารถีว่า “เกิด อะไรขึ้น?”
สารถีรถม้าตอบว่า “เรียนแม่นางอวี๋ มีสตรีคนหนึ่งมาขวาง หน้ารถขอรับ”
อวี๋หวั่นจับเด็กๆ นั่งลงดีๆ เธอเลิกม่านขึ้น แล้วมองออกไป ด้านนอก ก็เห็นสตรีสวมเสื้อผ้าธรรมดา อายุประมาณสี่สิบกว่าปี เสื้อผ้าของนางเป็นเนื้อผ้าชั้นดี ท่วงท่าของนางสง่างาม ไม่ยัก คล้ายกับชาวบ้านยากจนทั่วไป อวี๋หวั่นไม่รู้จักนาง แต่ดูจากสายตา ของนาง คล้ายกับว่าจะรู้สถานะของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นบอกกับลูกๆ ว่า “พวกเจ้ารออยู่บนรถก่อน ข้าจะไปซื้อ ซาลาเปามาให้”
เด็กทั้งสามพยักหน้าอย่างรู้ความ อวี๋หวั่นลงจากรถม้าพร้อม กับสั่งให้สารถีดูแลเด็กๆ ให้ดี สตรีผู้นั้นกล่าวทักทายด้วยสีหน้า ร้อนรน เมื่ออวี๋หวั่นเดินเข้าไปใกล้ ก็พบว่านางดูอิดโรยและมีอายุ มากกว่าที่คิด
“มะ…แม่นางอวี๋ใช่หรือไม่?” นางเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
อวี๋หวั่นมองนางคล้ายกับกำลังพิจารณา แล้วพูดว่า “ใช่แล้ว ท่านคือ…”
นางตบหน้าอกเบาๆ “ข้าคือแม่ของเหยียนหรูอวี้ นางหมิ่น!”
ฮูหยินเหยียน? สายตาของอวี๋หวั่นปรากฏความประหลาดใจ วูบหนึ่ง อีกฝ่ายแต่งกายไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่หากจะบอกว่า เป็นฮูหยินของจวนท่านโหวก็ไม่ยักคล้ายเท่าไร อวี๋หวั่นสังเกตเห็น ว่านางไม่เพียงแต่งกายเรียบง่าย นางยังทัดดอกไม้ไว้ที่หูอีกด้วย หรือว่าที่บ้านนางมีคนตาย?
“แม่นางอวี๋…”
ฮูหยินเหยียนเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง อวี๋หวั่นพูดขัดขึ้นมาว่า “นี่ ไม่ใช่สถานที่สำหรับพูดคุย ไปคุยกันที่ร้านซาลาเปาตรงนั้นเถอะ”
ในเมื่อเป็นแม่ของเหยียนหรูอวี้ ก็หมายความว่าเด็กน้อยทั้ง สามจะต้องรู้จักนาง อวี๋หวั่นจะไม่ยอมให้พวกเขาเจอกับใครก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับเหยียนหรูอวี้อีก
อวี๋หวั่นพาฮูหยินเหยียนเดินไปยังร้านขายซาลาเปาฝั่งตรง ข้ามของถนน หาที่นั่งริมหน้าต่าง จากมุมของเธอยังคงมองเห็นรถ ม้า แต่ฮูหยินเหยียนมองไม่เห็น กระนั้นนางก็มิได้สนใจ นางมาหาอ วี๋หวั่นในครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับคนอื่น
“ฮูหยินเหยียนมาหาข้า เพราะเรื่องของเหยียนหรูอวี้หรือ?” อ วี๋หวั่นเข้าประเด็น เรื่องนี้เดาได้ไม่ยาก จวนสกุลเหยียนทำความ ผิดไว้ถึงสองเรื่อง เรื่องแรกคือเหยียนหรูอวี้กล่าวอ้างว่าตนเป็นแม่ ของคุณชายน้อยจวนสกุลเยี่ยน ส่วนเรื่องที่สองคือเหยียนฉงหมิง ฉกชิงความดีความชอบของท่านพ่อของเธอ เรื่องของราชสำนัก
นางเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ เช่นนั้นก็เหลือเพียงเรื่องของเหยียนหรูอวี้ แล้ว
ฮูหยินเหยียนก้มหน้า “มิผิด ข้ามาก็เพราะอวี้เอ๋อร์ ข้ารู้ว่าลูก ข้าทำความผิดที่ไม่อาจชดใช้ได้ ข้าไม่ขอให้พวกเจ้าละเว้นโทษนาง เพียงแต่อยากให้ลดโทษจากหนักเป็นเบา”
บทที่ 77.2 แม่ลูกกลับหมู่บ้าน (2)
กล่าวตามตรง ตลอดสองวันที่อวี๋หวั่นอยู่กับเด็กน้อยทั้งสาม เธอไม่ได้ยินเรื่องของเหยียนหรูอวี้เลย แต่ดูจากท่าทางของฮูหยิน เหยียนแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยสู้ดีเท่าไร ว่าแต่เรื่องนี้เกี่ยวอะไร กับเธอด้วย? เหยียนหรูอวี้ไม่ใช่น้องสาว ไม่ใช่เพื่อนของเธอ ตรง กันข้าม นางขโมยลูกของเธอไป ต่อให้เรื่องนี้จะไม่ใช่ความคิดของ นางคนเดียว แต่การทารุณกรรมเด็กนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับสวี่ส้าว ถ้ามองในมุมนี้ อวี๋หวั่นก็คิดว่าเธอไม่จำเป็นต้องให้อภัยผู้หญิงคนนี้
อวี๋หวั่นพูดว่า “ฮูหยินเหยียนมาหาข้า ย่อมต้องรู้ความจริง แล้ว เช่นนั้นฮูหยินเหยียนก็ต้องเข้าใจว่าคนที่เกลียดบุตรสาวของ ท่านมากที่สุด นอกจากคุณชายเยี่ยนแล้ว ก็คือข้า ไม่ว่าอย่างไรข้า ก็ไม่มีทางให้อภัยเหยียนหรูอวี้!”
ฮูหยินเหยียนวิงวอน “ข้า…ข้าไม่ได้ขอร้องให้เจ้าให้อภัย นาง…ข้าเพียงแต่ขอให้เจ้าไว้ชีวิตนาง…ลูกก็คืนให้เจ้าแล้ว…”
อวี๋หวั่นสายตาเย็นเยียบ “คืนลูกให้ข้าแล้วก็จบเรื่องหรือ? ความผิดที่นางทำไว้ก็ไม่ต้องชดใช้หรือ? สองปีที่ผ่านมา นางทำ อะไรไว้กับลูกข้า ท่านไม่รู้หรือ? หรือว่าท่านแสร้งทำเป็นไม่รู้กัน แน่!”
ฮูหยินเหยียนจะไม่รู้ได้อย่างไร? ตอนที่เหยียนหรูอวี้คลุ้มคลั่ง ขึ้นมา นางเกือบพลั้งมือเอาชีวิตของมารดาไปเสียแล้ว เด็กทั้งสาม
อยู่กับเหยียนหรูอวี้ตลอด ไม่รู้ว่าต้องเผชิญกับอะไรบ้าง…แต่เหยี ยนหรูอวี้ก็เป็นลูกของนาง นางไม่อาจทนมองลูกสาวของนางถูก ทรมานจนตายได้หรอก
“แม่นางอวี๋ ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้า ข้าเป็นแม่ ไม่ได้ สั่งสอนลูกให้ดี หากเจ้าจะลงโทษ เจ้าก็ลงโทษข้าเถิด ได้โปรดไว้ ชีวิตลูกสาวข้า ข้า…ข้าคุกเข่าให้เจ้าก็ได้!” ฮูหยินเหยียนพูด พร้อม กับคุกเข่าให้อวี๋หวั่นจริงๆ
ลูกค้าในร้านซาลาเปาต่างก็หันมามองเป็นตาเดียว
ภาพเหตุการณ์นี้ช่างประหลาดนัก ฮูหยินสวมอาภรณ์แพร ไหม คุกเข่าต่อหน้าดรุณีน้อยสวมเสื้อผ้าธรรมดา
สีหน้าของอวี๋หวั่นมิได้เปลี่ยนแม้แต่น้อย
ฮูหยินเหยียนเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าตนเองจะลงไปคุกเข่าให้อวี๋ หวั่นจริงๆ แต่นางก็มิได้ขยับ “แม่นางอวี๋ ไฉนเจ้าใจคอแข็งกระด้าง เช่นนี้? เจ้าก็เป็นแม่คน…”
อวี๋หวั่นตอบด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “คำพูดนี้ทำไมท่านไม่ไปบอก กับลูกสาวท่านเล่า? นางก็เป็นแม่คน ท่านควรไปถามนางว่าจิตใจ ของนางดีกว่าข้าหรือไม่มากกว่า”
ฮูหยินเหยียนไม่รู้ว่าควรตอบว่าอย่างไร
อวี๋หวั่นพูดต่อ “คนที่ออกความคิดให้ขโมยลูกข้าคือสวี่ส้าว ‘แม่’ คนนั้นไม่ใช่เหยียนหรูอวี้ แต่เป็นคนอื่น เรื่องนี้ข้าจะไม่โทษ
นาง แต่ที่เหลือก็เป็นความผิดของนางทั้งหมด!”
ถ้าหากนางจริงใจกับเด็กทั้งสามสักหน่อย ก็คงไม่ต้องมาตก อยู่ในสภาพเช่นนี้ และถ้านางดูแลเด็กน้อยทั้งสามเป็นอย่างดีมา ตลอดสองปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนจิ่วเฉา หรือตัวเธอเอง ก็คง ไม่ปล่อยให้นางเป็นเช่นนี้ พูดง่ายๆ ก็คือนางไม่ได้ไม่มีทางเลือก แต่ นางเลือกเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง
อวี๋หวั่นลุกขึ้นยืน แล้วมองไปยังฮูหยินเหยียนซึ่งคุกเข่าอยู่ที่ พื้น “เป็นแม่เหมือนกัน ท่านรักลูกท่าน ข้าก็รักลูกข้า”
ฮูหยินเหยียนเข้าใจได้ทันที อวี๋หวั่นบอกเธออย่างชัดเจนว่า เจ้าไม่อยากให้ลูกสาวเจ้าตายมากเท่าไร ข้าก็อยากให้นางตายมาก เท่านั้น
อวี๋หวั่นไม่ได้สนใจฮูหยินเหยียนอีก ท่ามกลางความตกตะลึง ของผู้คนในร้าน เธอเดินไปสั่งซาลาเปาสองเข่ง เข่งหนึ่งให้ลูกๆ อีก เข่งหนึ่งให้สารถีรถม้า
สารถีเป็นคนแซ่สวี ทำงานที่จวนคุณชายเยี่ยนมาห้าปีแล้ว ลุงวั่นให้ความสำคัญกับเขามาก
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่สักพัก สุดท้ายก็ถามเขาเกี่ยวกับเหยียนหรู อวี้
สารถีสวีเล่าเรื่องที่ตนเองได้ยินมาจากลุงวั่นทั้งหมดโดยมิได้ ปิดบัง ที่จริงแล้วฮูหยินเหยียนมาหาอวี๋หวั่นก็มิใช่ไม่มีต้นสาย
ปลายเหตุ เหยียนหรูอวี้ทำผิดครั้งใหญ่เช่นนี้ ทำให้อยู่ในสกุลเหยี ยนไม่ได้อีกต่อไป ฮูหยินเหยียนจึงให้เงินนางไปเพื่อหลบหนี ทว่า นางออกจากเมืองหลวงไม่ได้ จากนั้นก็ถูกหัวขโมยขโมยของไป เถ้า กระดูกของลูกนางถูกทำลาย นางโศกเศร้าจนเสียสติ ร้องไห้อยู่บน ถนนครึ่งค่อนคืน ก่อนจะถูกทางการจับตัวไป
เหยียนหรูอวี้ไม่ได้ถูกจับไปเข้าคุกของจวนจิงจ้าว หากแต่ถูก จับไปไว้ในห้องขังพิเศษแถบชานเมืองทางทิศตะวัน ออกของเมือง หลวง ที่นั่นมีไว้สำหรับขังนักโทษที่สติวิปลาสโดยเฉพาะ
เป็นนักโทษก็ว่าน่ากลัวแล้ว เป็นนักโทษที่เสียสตินี่…
ฮูหยินเหยียนไปเยี่ยมนางมาครั้งหนึ่ง ได้ยินว่าถึงกับลมจับ
“คนทำผิดก็ต้องได้รับผลกรรม” อวี๋หวั่นปัดแขนเสื้อ แล้วเดิน ขึ้นรถม้าไปอย่างไม่รีบร้อน
เดิมทีคิดว่าจะได้เดินทางกลับหมู่บ้านอย่างไร้อุปสรรคเสียที ไหนเลยจะรู้ว่าออกนอกประตูเมืองไปได้เพียงครู่เดียวก็มีคนมา ขวางทางอีกแล้ว
วันนี้มันวันอะไรกัน? นัดกันมาหาเธอหรือยังไง? เธอเนื้อหอม ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?
“แม่นางอวี๋ จะลงจากรถหรือไม่ขอรับ? หรือจะให้ข้าไล่คนไป?” สารถีสวีถาม
อวี๋หวั่นแง้มม่านดู แล้วบอกกับเขาว่า “ท่านไล่ไปไม่ได้หรอก”
เพราะคนที่มาก็คือสวี่ส้าว!
ดูเหมือนว่ารถม้าของสวี่ส้าวจะจอดอยู่นานจนต้นหญ้าบนพื้น รอบๆ รถม้าถูกม้ากินเป็นหลุมเสียแล้ว
เด็กน้อยทั้งสามเพิ่งกินอิ่ม พวกเขาง่วงนอน ทำตาปรืออยู่ใน อ้อมกอดของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นให้สารถีสวีดูแลเด็กๆ แทน ส่วนเธอก็ลงจากรถม้าแล้ว เดินตรงไปยังสวี่ส้าว
สารถีรถม้าของสวี่ส้าวไม่อยู่ ทั้งยังไม่เห็นองครักษ์ที่ติดตาม มา ด้านนอกรถม้ามีเขายืนตระหง่านอยู่เพียงผู้เดียว
แม้จะเห็นว่าอวี๋หวั่นเดินตรงมา แต่เขาก็มิได้เผยสีหน้าตื่น ตระหนกแต่อย่างใด ราวกับรู้อยู่แล้วว่าสตรีคนนี้ใจกล้ายิ่งนัก
อวี๋หวั่นเคยพบกับสวี่ส้าวในการประลองที่หอเทียนเซียงมา แล้ว แต่ไม่ได้สนทนากัน ในตอนนั้นสวี่ส้าวเชิญเหยียนหรูอวี้ขึ้นไป ชั้นบนอย่างมีมารยาท แสร้งว่าเป็นคนแปลกหน้าที่บังเอิญมาพบ กัน ที่ไหนได้กลับแอบพบกันลับหลังมาตั้งแต่แรก
“ท่านเจ้าของสวี่” อวี๋หวั่นหยุดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับเขา แล้ว กล่าวทักทายด้วยสีหน้าไม่ร้อนรน
“แม่นางอวี๋” สวี่ส้าวพยักหน้าตามมารยาท
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นว่า “ท่านเจ้าของสวี่มารอข้านอกเมือง รู้ว่าข้าจะ กลับหมู่บ้านวันนี้หรือ?”
สวี่ส้าวยิ้มน้อยๆ “กล่าวโดยไม่ปิดบัง ข้ารอเจ้ามาหลายวัน แล้ว”
“ท่านก็มาเพราะเหยียนหรูอวี้หรือ?” อวี๋หวั่นถาม
สวี่ส้าวชะงักเล็กน้อย เขามิได้คาดคิดว่าอวี๋หวั่นจะกล่าววาจา ตรงไปตรงมาเช่นนี้ แต่เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ตั้งสติได้ เขาแค่น เสียงเยาะตนเอง “ดูเหมือนว่าเจ้าก็รู้เรื่องแล้ว”
เขาพูดว่าเธอก็รู้แล้ว ไม่ได้ถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่า เขารู้ว่ามีคนรู้เรื่องนี้ และคนที่รู้เรื่องนี้ ความเป็นไปได้แปดในสิบ ส่วนก็คือเยี่ยนจิ่วเฉา
“ข้าไม่ได้มาหาเจ้าเพราะนาง” สวี่ส้าวตอบ
คำตอบนี้อยู่เหนือความคาดหมายของอวี๋หวั่น แต่เมื่อมองอีก มุมหนึ่ง หลังจากที่เยี่ยนจิ่วเฉาจัดการเหยียนหรูอวี้แล้ว ย่อมต้อง มาจัดการเขาเป็นรายต่อไป เขาก็เป็นเหมือนพระโพธิสัตว์ดินเผาที่ มิอาจข้ามแม่นํ้าได้ ไหนเลยจะมีเวลามาช่วยชีวิตเหยียนหรูอวี้
ราวกับเดาใจอวี๋หวั่นได้ สวี่ส้าวยิ้มน้อยๆ พร้อมกับกล่าวว่า “ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด…ข้ากับเหยียนหรูอวี้มิได้มีความสัมพันธ์ อย่างที่เจ้าคิด สามีของนางไม่ใช่ข้า”
แล้วเป็นใคร?
อวี๋หวั่นคิดในใจว่าเรื่องนี้ต้องหักมุมอย่างแน่นอน
อย่างที่คิด สวี่ส้าวยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“แต่ว่า ที่ข้าไถ่ตัวนางออกมาจากหอคณิกา ก็เพื่อให้นางไป เอาใจคนผู้หนึ่ง ข้าเพียงแต่รับหน้าที่ดูแลนาง ไม่เคยเข้าไปข้อง เกี่ยวกับนางแต่อย่างใด”
อวี๋หวั่นไม่ได้ถามว่าผู้ชายคนนั้นคือใคร แต่กลับพูดว่า
“ท่านไม่อยาก? หรือว่าท่านไม่กล้า?”
เหยียนหรูอวี้งดงามถึงเพียงนั้น บุรุษน้อยคนนักที่จะไม่หวั่น ไหว
สวี่ส้าวตอบว่า
“แม่นางอวี๋ ข้าว่าคำพูดของเจ้าน่าสนใจ”
“ก็แปลว่าไม่กล้าสินะ” อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว
สวี่ส้าวหัวเราะอย่างจนปัญญา
“ใช่ ข้าไม่กล้า เขาเป็นบุรุษที่รับมือด้วยยาก แต่ว่าเขาทิ้งเหยี ยนหรูอวี้ไปแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจะจัดการกับเหยียนหรูอวี้อย่างไรก็ เชิญ”
อวี๋หวั่นหัวเราะ
“ฟังจากคำพูดของท่านแล้ว ดูเหมือนว่าถ้าเขายังสนใจเหยี ยนหรูอวี้อยู่ พวกเราก็ต้องปล่อยนางไป”
สวี่ส้าวพยักหน้า
“มิผิด คนที่เขาจะปกป้อง ไม่มีผู้ใดแตะต้องได้ เยี่ยนจิ่วเฉาก็
ทำไม่ได้ แต่ก็อย่างที่ข้าบอกไป เขาไม่สนใจเหยียนหรูอวี้แล้ว นางก็ เป็นของพวกเจ้าแล้ว”
ในตอนนี้อวี๋หวั่นเริ่มจะเห็นใจเหยียนหรูอวี้แล้ว
“ทำไมเจ้าต้องบอกเรื่องนี้กับข้าด้วย?”
สวี่ส้าวตอบว่า
“เจ้าอาจไม่รู้ ในตอนนั้นหลังจากที่ข้ารับเจ้าออกมาจากหอ คณิกาในสวี่โจว เจ้าหนีออกไป จวบจนเจ้าท้องแก่ ข้าจึงได้พบเจ้า อีกครั้งที่ก้งเฉิง เจ้าไม่สงสัยหรือว่าระหว่างนั้นเจ้าไปอยู่ที่ใด? และ ได้พบกับใคร?”
อวี๋หวั่นจ้องเขาเขม็ง “ท่านต้องการจะพูดอะไร?”
สวี่ส้าวหุบยิ้ม ใบหน้าขึงขังขึ้น
“ให้เยี่ยนจิ่วเฉาหยุดตามสืบเรื่องนี้ก่อน แล้วข้าจะบอกเจ้า ว่า สรุปแล้วเจ้าไปอยู่กับผู้ใด”