หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 79.1 มัจจุราชทั้งสาม (1)
อวี๋เซ่าชิงถูกป้าสะใภ้ใหญ่สั่งสอนเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาเศร้า สร้อย ท่าทางน่าสงสาร
ป้าสะใภ้ใหญ่ตามใจเด็กเหล่านี้เหลือเกิน ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่า เป็นลูกของอวี๋หวั่นก็ยังชอบพวกเขา บัดนี้รู้แล้ว หากทำได้นางก็คง จับพวกเขาแขวนขึ้นเอวไปไหนมาไหนด้วยแล้ว
เด็กทั้งสามก็ทำให้ป้าสะใภ้ใหญ่มีความสุข นางไปล้างผัก พวก เขาก็ไปช่วยตักนํ้า นางไปกวาดลานบ้าน พวกเขาก็ส่งไม้กวาดให้ นางปลูกผักในสวน พวกเขาก็ไปช่วยถอนหญ้า หญ้าต้นใหญ่ๆ
ป้าสะใภ้ใหญ่ “…”
เด็กๆ นั่นมันต้นอ่อนของผัก
ตกเย็น ลุงใหญ่เข้าครัวทำอาหารด้วยตนเอง ขาของเขาดีขึ้น มาก บางครั้งก็สามารถเดินโดยไม่ใช้ไม้เท้าได้เล็กน้อย แม้จะเดิน ได้ไม่ไกล แต่ก็นับว่าแข็งแรงกว่าแต่ก่อนมาก เขาเชือดไก่ตัวหนึ่ง ซึ่งซื้อมาจากป้าหลัว แล้วนำมาต้มเป็นนํ้าแกงไก่สีเหลืองทองน่า กินหม้อหนึ่ง ทั้งยังมีปลาหลี่ที่บุตรชายตกมาจากลำธาร ปลาหลี่ตัว อวบอ้วน เนื้อแน่น เขาแบ่งเนื้อส่วนท้องปลา และยังทำไข่ตุ๋นซึ่ง เป็นของโปรดของเด็กๆ หอยตลับและกุ้งไม่มีแล้ว ลุงใหญ่จึงใส่หมู สับแทน เมื่อยกขึ้นจากหม้อก็โรยด้วยต้นหอมและใส่นํ้ามันงาไป
หนึ่งช้อน เพียงเท่านี้ก็ทำให้เด็กๆ นํ้าลายสอได้แล้ว
ทุกวันนี้เถี่ยตั้นน้อยกินอาหารเยอะ เขากินจนตัวอวบอ้วน อวี๋ หวั่นบีบพุงของเขาแล้วพูดว่า “เจ้ากินน้อยๆ หน่อย กางเกงคับ หมดแล้ว”
เถี่ยตั้นน้อย ‘หึ!’
ปริมาณอาหารที่เด็กเล็กทั้งสามกินรวมกันยังไม่เท่าครึ่งหนึ่ง ที่เถี่ยตั้นน้อยกิน อวี๋หวั่นลองตักไข่ตุ๋นให้พวกเขาเพิ่มอีกสองช้อน ทั้งสามคนก็กินอย่างว่าง่าย ไม่เหลือทิ้งเลยแม้แต่นิดเดียว
ลุงใหญ่มองไปยังเด็กทั้งสาม มองอย่างไรก็ยังชอบพวกเขา เด็กที่ลุงใหญ่รู้สึกว่าน่ารักที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาก็คือน้องสาม ตอน ที่น้องสามยังเป็นเด็กนั้นน่ารักเหลือเกิน เด็กในหมู่บ้านไม่มีใครน่า รักกว่าเขา หลังจากนั้นเขาก็แต่งงานและมีอาหวั่น อาหวั่นเป็นเด็ก ที่มีชีวิตชีวา แต่ว่าอาหวั่นตัวอ้วนจํ้ามํ่า เนื้อมากจนตาแทบปิด หลังจากนั้นก็มีเถี่ยตั้น เถี่ยตั้นมีเครื่องหน้างดงาม แต่เขาผอมโซ และตัวเหลือง หลายเดือนที่ผ่านมาก็เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง เมื่อคิดดูแล้ว เด็กที่น่ารักที่สุดก็ยังคงเป็นเด็กน้อยทั้งสามคนนี้
เพียงแต่ว่าพวกเขาตัวผอมแห้งไปสักหน่อย
ลุงใหญ่อดรนทนไม่ได้ ถึงกับต้องตักนํ้าแกงไก่ให้พวกเขาอีก คนละครึ่งถ้วย
“พวกเขาจะกินลงไหมนะ?” อวี๋หวั่นลูบพุงเล็กๆ ของเด็กน้อย
ทั้งสามพยักหน้า ก้มหน้าก้มตาซดนํ้าแกงไก่ต่อไป
ตอนนี้ไม่ต้องป้อนพวกเขาแล้ว อวี๋หวั่นและป้าสะใภ้ใหญ่เก็บ ชาม เด็กน้อยทั้งสามเล่นอยู่ในโถงกลางบ้าน อวี๋เซ่าชิงเดินหน้าดำ ครํ่าเครียดมา เขาอยากจะจัดการเด็กพวกนี้มานานแล้ว ทว่าพวก เขากลับไปฟ้องความเท็จกับป้าสะใภ้ใหญ่ ถ้าไม่ทำให้พวกเขา หลาบจำสักหน่อย พวกเขาก็คงไม่รู้ว่าบ้านนี้ใครใหญ่!
อวี๋เซ่าชิงถกแขนเสื้อขึ้น สายตาจับจ้องไปยังเด็กทั้งสาม ทั้ง สามหน้าตาประหนึ่งถอดแบบกันออกมา เอ๋…ว่าแต่คนไหนคือพี่ ใหญ่ คนไหนคือคนกลาง คนไหนคือน้องเล็กกันนะ…
อวี๋เซ่าชิงสุ่มคว้ามาหนึ่งคน
เบาจริงๆ!
เบาเหมือนไม่ได้จับอะไร!
คนที่ถูกอวี๋เซ่าชิงอุ้มขึ้นมาก็คือเสี่ยวเป่า
เสี่ยวเป่าเป่านํ้าลายเป็นฟอง มองไปยังอวี๋เซ่าชิง
อวี๋เซ่าชิงหรี่ตาอย่างเย็นชา “ฟังข้าให้ดีนะเจ้าเด็กน้อย ถ้าเจ้า ฟ้องเรื่องเท็จอีกละก็ ข้าจะ…”
ยังไม่ทันพูดจบ อวี๋เซ่าชิงก็รู้สึกอุ่นๆ ที่หน้าอก
สะ…เสี่ยวเป่าฉี่รดเขา
“แง้” เสี่ยวเป่าเบะปากร้องไห้
เจ้าฉี่รดข้า แถมยังร้องไห้อีกเนี่ยนะ?!
“พี่สะใภ้ใหญ่ท่านดู!” อวี๋เซ่าชิงชี้ไปยังเสื้อของตน และตัดสิน ใจฟ้องนาง!
สุดท้ายแล้วอวี๋เซ่าชิงก็ถูกป้าสะใภ้ใหญ่สั่งสอนไปอีกหนึ่งยก ด้วยเหตุผลที่ว่าทำให้เด็กๆ ตกใจกลัว
“เจ้าบอกเองนี่ว่าเข้ากับเด็กๆ ไม่ได้! เช้าครั้งหนึ่งแล้ว นี่เย็นก็ อีกครั้งหนึ่ง ทำให้พวกเขาตกใจกลัวอยู่เรื่อย!”
อวี๋เซ่าชิงผู้ซึ่งไม่ว่าจะทำอย่างไรก็พ่ายแพ้ “…”
……
ย่างเข้ายามราตรี อวี๋หวั่นพาเด็กๆ กลับบ้านของตน เด็กน้อย ทั้งสามนอนอยู่ข้างกายอวี๋หวั่น เถี่ยตั้นน้อยจึงต้องย้ายไปนอนกับ ท่านพ่อท่านแม่
เถี่ยตั้นน้อยกอดหมอน พูดอิดออดว่า “ข้าอยากนอนกับน้อง”
อวี๋หวั่นทัดทาน “ไม่ใช่น้อง ต้องเรียกว่าหลาน”
ถ้าลูกข้าเป็นน้องเจ้า แล้วข้าเป็นอะไร?
“อ้อ” เถี่ยตั้นน้อยลูบศีรษะเล็กๆ ของพวกเขา “น้องเล็กราตรี สวัสดิ์”
อวี๋หวั่นหมดคำจะพูด “…”
อวี๋หวั่นอาบนํ้าให้เด็กทั้งสาม ให้พวกเขาเปลี่ยนไปสวมชุดนอน
เด็กน้อยหลับมาตลอดทางกลับมายังหมู่บ้าน จึงยังนอนไม่หลับ ได้ แต่นอนตาแป๋วอยู่บนเตียง อวี๋หวั่นไม่ได้กล่อมให้พวกเขานอน เธอ นั่งอ่านตำราแพทย์ที่ท่านปู่เป้าทิ้งเอาไว้ให้
ชาวบ้านต่างก็นอนหลับพักผ่อน หมู่บ้านเงียบงัน เด็กน้อยทั้ง สามพูดไม่ได้ ในห้องจึงมีเพียงเสียงพลิกหน้าหนังสือของอวี๋หวั่น
ในที่สุด ต้าเป่าก็ทนไม่ไหว แอบตีลังกาอยู่บนเตียง
ตึง!
เป็นการตีลังกาที่เสียงดังมาก!
ต้าเป่าหดคอ มองอวี๋หวั่นอย่างกล้าๆ กลัวๆ อวี๋หวั่นไม่ได้ว่าเขา เขาจึงหันไป แล้วตีลังกาต่ออีกสองตลบ
เช่นนี้ก็ไม่ถูกว่าแล้ว เอ้อร์เป่าและเสี่ยวเป่าทนไม่ไหวแล้ว พวก เขาก็ตีลังกาบนเตียงเช่นกัน ตีลังกาไปตีลังกามา ตีลังกาจนเหงื่อ ออก
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก
แม้ว่าไม่ได้มองพวกเขา แต่ทุกครั้งที่พวกเขาจะตกลงเตียง อวี๋ หวั่นก็รับไว้ได้ตลอด
ทั้งสามคนเล่นจนหมดแรง ตีลังกาไปมาก็หลับเสียแล้ว
อวี๋หวั่นจึงวางตำราแพทย์ จับเด็กน้อยซึ่งนอนหันไปคนละทิศ คนละทาง ใช้ผ้าฝ้ายเช็ดเหงื่อและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พวกเขา จาก นั้นก็ดับไฟตะเกียง แล้วเข้านอนพร้อมพวกเขา
……
คืนเดือนมืด ลมโหมพัดกระหนํ่า
หลังจากที่สวี่ส้าวพบกับอวี๋หวั่น เขาก็ไปยังหอเทียนเซียงและ จัดการธุระอยู่ตลอดทั้งช่วงบ่าย หลังจากกินอาหารเย็นก็นั่งรถม้า ออกมา เขาเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้ในใจ ปล่อยให้รถม้าเคลื่อนวน รอบเมืองหลวง ตกดึกแล้วจึงกลับคฤหาสน์สกุลสวี่
หน้าคฤหาสน์ มีรถเทียมม้าสองตัวจอดอยู่ ตราลัญจกรของ ราชวงศ์บนตัวรถนั้นช่างคุ้นตา อีกทั้งจะมีเชื้อพระวงศ์คนใดมาที่ บ้านเขา นอกเสียจากองค์ชายรองหลานชายของเขา
สวี่ส้าวลงจากรถม้า แล้วเดินไปด้านหน้ารถม้า เขายกมือ คำนับตามธรรมเนียม “องค์ชายรอง”
ม่านบนรถม้าเปิดออก เยี่ยนไหวจิ่งก้าวลงมา
เขาไม่ได้กล่าวทักทายว่า ‘ท่านลุง’ ดังที่เคยเป็น เขาเพียง เหลือบมอง หันหลังแล้วเปิดม่านออก
สวี่ส้าวตื่นตะลึง ยังมีคนอื่นอีกหรือ? แต่ผู้ใดกันที่องค์ชายรอง เปิดม่านให้?
ร่างหนึ่งซึ่งสวมเสื้อคลุมสีดำเดินลงมา หมวกของผ้าคลุม บดบังใบหน้าของคนผู้นั้น กว่าสวี่ส้าวจะรู้ว่าเป็นใคร ก็เมื่อคนผู้นั้น เดินตรงเข้ามาที่เบื้องหน้าของเขา สวี่ส้าวหน้าถอดสีทันที “พระ สนม?”
สวี่เสียนเฟยมองไปรอบๆ
สวี่ส้าวตระหนักได้ทันที จึงรีบบอกกับสารถีและบ่าวซึ่งอยู่ไม่ ไกลออกไปว่า “ถอยออกไปให้หมด!”
ทุกคนล้วนหลบออกไปอย่างรู้งาน
สวี่ส้าวพาสวี่เสียนเฟยไปยังโถงบุปผา ที่นั่นไม่มีคนใช้อยู่ สวี่ เสียนเฟยจึงถอดผ้าคลุมออก
สวี่เสียนเฟยนั่งลงที่ตำแหน่งเจ้าบ้าน เยี่ยนไหวจิ่งนั่งข้างนาง ส่วนสวี่ส้าวยืนอยู่ตรงกลางของห้องโถง ราวกับว่ากำลังถูกอีกอีก ฝ่ายไต่สวน
แต่ที่จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น
สวี่ส้าวเอ่ยถามเบาๆ ว่า “พระสนม…เหตุใดจึงออกมาจากวัง ยามวิกาลเช่นนี้? หากฝ่าบาททรงรู้เข้า เกรงว่าจะทรงสงสัยพระ สนมได้”
สวี่เสียนเฟยแค่นเสียงขึ้นจมูก “หากข้าไม่ออกมา ข้าจะรู้หรือ ไม่เล่าว่าเจ้าทำเรื่องเอาไว้มากมายเหลือเกิน สวี่ส้าว ข้าเรียกเจ้าว่า ท่านพี่ มิได้หมายความว่าเจ้าจะทำอะไรไม่เห็นหัวข้าได้!”
“พระสนม” สวี่ส้าวคำนับด้วยความขลาดกลัว ค้อมกายให้ตํ่า ยิ่งกว่าเดิม
สวี่เสียนเฟยกล่าวอย่างเย็นชา “ไม่มีสิ่งใดจะพูดแล้วใช่หรือ ไม่? เจ้าปิดบังข้าเสียสนิท! หากไม่ใช่เพราะองค์ชายรองไปพบกับ
เหยียนหรูอวี้ ก็คงไม่รู้ว่าเจ้าร่วมมือกับนางทำความผิด ทั้งยัง ปิดบังเรื่องนี้กับข้า!”
เยี่ยนไหวจิ่งมิได้รู้เรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองหลังจากที่พบ เหยียนหรูอวี้บนเรือ หากแต่เขารู้ว่าทั้งสอง ‘มีความสัมพันธ์กัน’ จากสวี่เฉิงเซวียน จึงติดตามเรือของเหยียนหรูอวี้ไป แต่ว่าเรื่องนี้ เยี่ยนไหวจิ่งไม่ได้เล่าให้พระสนมฟัง
บทที่ 79.2 มัจจุราชทั้งสาม (2)
สวี่ส้าวมิได้สนใจว่าเยี่ยนไหวจิ่งสืบความจากเหยียนหรูอวี้ เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ ระงับความสงสัยของสวี่เสียนเฟย และองค์ชายรอง เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง กล่าวว่า “พระสนม ท่านเข้าใจผิดแล้ว”
สวี่เสียนเฟยหัวเราะอย่างเย็นชา “ข้าเข้าใจผิด? ย่อมได้ ข้าอยู่ ที่นี่แล้ว เจ้าบอกมาว่าข้าเข้าใจสิ่งใดผิดไป? เข้าใจผิดว่าเจ้าร่วมมือ กับเหยียนหรูอวี้ลอบทำร้ายเยี่ยนจิ่วเฉา? หรือเข้าใจผิดว่าเจ้าไม่ ซื่อสัตย์ต่อข้า?”
สวี่ส้าวตอบด้วยความจริงใจว่า “ข้าลอบทำร้ายเยี่ยนจิ่วเฉา จริง แต่ข้ามิได้หักหลังพระสนม สิ่งที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อพระ สนมและองค์ชายรอง”
“ทำเป็นพูดดี!” สวี่เสียนเฟยนัยน์ตาเย็นเยียบ
สวี่ส้าวทอดถอนใจ “พระสนม ท่านเป็นน้องสาวแท้ๆ ของข้า พวกเราเกิดมาจากท้องมารดาเดียวกัน ท่านแม่มีเพียงพวกเรา สองคน หากข้าไม่อยู่ข้างท่าน แล้วข้าจะไปอยู่ข้างผู้ใดได้? เรื่องใน ตอนนั้น ข้าลงมือทำเองโดยพลการ แต่ว่าข้าก็เพียงอยากกำจัด อุปสรรคแทนพระสนมและองค์ชายรอง”
สวี่เสียนเฟยมีสีหน้าจริงจัง “แต่ไหนแต่ไรมาเยี่ยนจิ่วเฉาไม่
เคยเป็นอุปสรรคของข้าและองค์ชาย!”
สวี่ส้าวส่ายหน้า “จะไม่ใช่ได้อย่างไร? ฝ่าบาทปฏิบัตต่อเยี่ยน จิ่วเฉาอย่างไร พระสนมไม่เห็นหรอกหรือ? เหตุใดท่านจึงหลอก ตนเองว่าที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานเขามากก็เพราะเขาไม่อาจมีชีวิต อยู่ได้นาน?”
สวี่เสียนเฟยเชิดหน้า “เขาไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานจริงๆ”
สวี่ส้าวพูดต่อ “แต่ถ้าหากฝ่าบาททรงยืนกรานว่าจะทรงมอบ บัลลังก์ให้กับเขาเล่า?”
ความประหลาดใจปรากฏในสายตาของสวี่เสียนเฟย “จะเป็น ไปได้อย่างไร? เขาไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของฝ่าบาท!”
สวี่ส้าวตอบอย่างจนปัญญา “หากข้าไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ ไย ต้องเสี่ยงชีวิตไปลอบโจมตีเยี่ยนจิ่วเฉาด้วยเล่า?”
สีหน้าของสวี่เสียนเฟยผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เจ้า…เจ้าเอา ข้อมูลมาจากที่ใด?”
“พระสนม ข้าลงทุนเปิดภัตตาคารใหญ่อย่างหอเทียนเซียง ไม่ เพียงแค่เพื่อให้สกุลสวี่ยิ่งใหญ่ในวงการการค้าเท่านั้น”
“เจ้ากำลังรวบรวมข้อมูลรึ?” สวี่เสียนเฟยเอ่ยถาม
สวี่ส้าวแค่นหัวเราะ “ที่จริงก็ไม่ง่าย ข้อมูลที่ได้มามักจะเป็น ข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ แต่หากหนึ่งในหมื่นเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ เช่นนั้นก็จะพิสูจน์แล้วว่าหอเทียนเซียงของข้าไม่ได้เปิดเสียเปล่า”
สวี่เสียนเฟยนิ่งเงียบไปสักพัก จากนั้นก็พึมพำว่า “ฝ่าบาท ตั้งใจจะยกตำแหน่งให้เยี่ยนจิ่วเฉาจริงหรือ?”
เยี่ยนไหวจิ่งกำหมัดแน่น
สวี่ส้าว “คนจากราชสำนักอาจพูดพล่อยออกมาตอนเมา แต่ ข้าก็ไม่กล้าเสี่ยง”
“เหตุใดตอนนั้นเจ้าไม่บอกข้า?” สวี่เสียนเฟยมองเขา ราวกับ กำลังไตร่ตรองว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจริงหรือเท็จ
สวี่ส้าวกล่าวอย่างผึ่งผายว่า “หากพระสนมลงมือ ก็จะเป็นที่ สะดุดตาไปสักหน่อย ข้าสามารถปกปิดได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น หาก เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป โทษจะมาตกอยู่ที่ข้าคนเดียว พระสนม และองค์ชายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ต้องรับโทษ…เพียงแต่ข้า มิได้คาดคิดว่าพระสนมและองค์ชายรองจะสืบรู้เรื่องนี้ด้วยตนเอง ดูแล้วข้าน่าจะปกปิดเรื่องนี้ได้ไม่แนบเนียนพอ ทำให้พระสนมและ องค์ชายต้องมาเกี่ยวข้องด้วย”
สวี่เสียนเฟยมองเขาหัวจรดเท้า “เจ้าทำให้ข้าเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วย แต่เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะได้รับโทษเพียงคนเดียว แล้วพวกข้า สองแม่ลูกจะรอด? ความคิดของฝ่าบาทยากจะหยั่งรู้ได้ ความจริง มิได้สำคัญเท่าไร เจ้าดูสกุลเซียว แล้วดูสกุลเหยียน สกุลเหยียนทร ยศประเทศจริงหรือ? สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรเล่า? พระองค์ทรงดู ไม่ออกจริงหรือว่าเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ชอบเหยียนหรูอวี้? แต่พระองค์ก็ ยังอวยยศให้สกุลเหยียน เป็นเพราะอะไรเล่า? ราชสำนักเป็นของ
ฝ่าบาท พระองค์ให้ใครอยู่ ผู้นั้นก็ต้องอยู่ พระองค์ให้ใครตาย คนผู้ นั้นก็ต้องตาย พระองค์ต้องการของคืน ไม่มีผู้ใดเก็บเอาไว้ได้ และ หากพระองค์มอบความรักความเอ็นดูให้ ก็ย่อมไม่มีผู้ใดปฏิเสธ นั่นคือฝ่าบาท”
สวี่ส้าวก้มหน้า “ข้าผิดไปแล้ว พระสนม”
“เจ้าเพียงคนเดียวทำเรื่องนี้ได้อย่างไร?” สวี่เสียนเฟยสงสัย
สวี่ส้าวตอบตามตรง “ข้าไม่ได้ทำเพียงคนเดียว ยังมีคนอื่น อีก”
“เหยียนหรูอวี้?” สวี่เสียนเฟยขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม
“มิใช่นาง” สวี่ส้าวตอบ “แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เปิดเผยหน้าตา แต่ข้าสัมผัสได้ว่าเขาไม่ธรรมดา โชคดีที่เขาต้องการจัดการเยี่ยน จิ่วเฉา นับว่าลงเรือลำเดียวกับพวกเรา”
สวี่เสียนเฟยกล่าวค่อนแคะว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรกันว่าเขาจะไม่ หวังคอยฉกฉวยผลประโยชน์ไป?”
สวี่ส้าวมีสีหน้าแน่วแน่ “พระสนม เขามิได้สนใจบัลลังก์แต่ อย่างใด คนที่เขาต้องการกำจัดก็คือเยี่ยนจิ่วเฉาเท่านั้น”
เมื่อได้ยินว่าเขามิได้ทำเพื่อบัลลังก์ สวี่เสียนเฟยก็โล่งใจขึ้นมา เล็กน้อย แต่นางก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคนผู้นั้นแท้จริงแล้วเป็นใคร “หรือว่าจะเป็นคนกลุ่มนั้น?”
“พระสนมรู้จักหรือ?” ครานี้เป็นสวี่ส้าวที่สงสัย
สวี่เสียนเฟยส่ายหน้า “ไม่ ข้าไม่รู้จัก ข้าเพียงแต่ได้ยินเรื่องใน ปีนั้นมา เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดฮ่องเต้องค์ก่อนถึงทรงส่งฮองเฮาไป อยู่ในตำหนักเย็น?”
สวี่ส้าวส่ายหน้า
สวี่เสียนเฟยมองออกไปยังราตรีอันมืดมิด “เป็นเพราะ ฮองเฮามีสัมพันธ์กับคนอื่น และให้กำเนิดบุตรที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อ ไขของพระองค์”
เยี่ยนไหวจิ่งตะลึงงัน
สวี่ส้าวก็ตกใจเช่นกัน “คนนั้นคือ…”
สวี่เสียนเฟยพยักหน้า ตอบว่า “คือเยี่ยนอ๋อง เพื่อที่จะปกปิด เรื่องอื้อฉาวนี้ ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงไม่ได้ป่าวประกาศความผิดของ ฮองเฮา พระองค์เพียงแต่ใช้เหตุผลว่านางแท้งเพื่อริบตำแหน่ง ของนางคืน ส่งนางและเยี่ยนอ๋องไปยังตำหนักเย็น และเพื่อไม่ให้ เป็นที่สงสัย ฝ่าบาทก็ถูกส่งไปตำหนักเย็นด้วย แต่ฝ่าบาททรงมิได้ ยอมแพ้ แม้จะติดร่างแหไปกับฮองเฮาและน้องชาย แต่พระองค์ก็ ทรงใช้ปรีชาชาญเอาชนะใจฮ่องเต้ ฮ่องเต้องค์ก่อนต้องการแต่งตั้ง พระองค์เป็นรัชทายาท จึงต้องนำตัวฮองเฮาออกมาจากตำหนัก เย็น ไม่เช่นนั้นสถานะของพระองค์จะเป็นที่ครหาและไม่เป็นผลดี ต่อราชบัลลังก์ เยี่ยนอ๋องก็ย่อมได้รับการปล่อยตัวออกมาเช่นกัน
ฮ่องเต้องค์ก่อนเกลียดเยี่ยนอ๋อง แต่เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ รัชทายาทแปดเปื้อนมลทิน จึงทรงปกปิดเรื่องของเยี่ยนอ๋องเสีย
สนิท จวบจนก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พระองค์รู้ว่าคงมี พระชนม์ชีพอยู่ได้อีกไม่นาน ความลับนี้จะถูกเปิดเผยหลังจากที่ พระองค์สิ้นพระชนม์หรือไม่ก็มิอาจรู้ได้ ดังนั้นพระองค์จึงต้องกา รสังหารเยี่ยนอ๋อง แต่ใครจะไปคาดคิดว่าฝ่าบาททรงล่วงรู้เข้า เพื่อ ที่จะช่วยน้องชาย พระองค์ทรงวางยาพิษฮ่องเต้องค์ก่อน”
เป็นครั้งแรกที่เยี่ยนไหวจิ่งได้ฟังความลับนี้ เขาเหงื่อโทรมกาย
ใบหน้าของสวี่ส้าวเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง “ปะ…เป็นไปได้ อย่างไร…”
สวี่เสียนเฟยกล่าวอย่างเยือกเย็น “ตอนนี้เจ้ารู้แล้ว เพื่อเยี่ย นอ๋อง ฝ่าบาทวางยาเสด็จพ่อของพระองค์ได้ ถ้าฝ่าบาททรงรู้ว่า เจ้าลอบทำร้ายเยี่ยนจิ่วเฉา เจ้าเดาสิว่าพระองค์จะทำอย่างไร”
สวี่ส้าวรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
สวี่เสียนเฟยหัวเราะขึ้นมาทันใด “แต่ว่า ฮ่องเต้องค์ก่อนก็มิได้ จากไปโดยไม่ทิ้งอะไรไว้ พระองค์ทรงมีหน่วยกล้าตายไว้สำหรับต่อ กรกับเยี่ยนอ๋อง…”
หน่วยกล้าตายหรือ? สวี่ส้าวไม่ยักคุ้น
เอ่ยถึงฮ่องเต้องค์ก่อน สวี่เสียนเฟยกล่าวว่า “ที่จริงแล้วถึง ไม่มีหน่วยกล้าตาย เยี่ยนจิ่วเฉาก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้เกินอายุยี่สิบ ห้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
ไม่ต้องรอให้สวี่ส้าวตอบ สวี่เสียนเฟยกล่าวค่อนแคะว่า
“เพราะเขาถูกสาป ถูกสาปตั้งแต่ยังเล็ก ไม่เพียงแต่ไม่อาจมีชีวิต อยู่เกินอายุยี่สิบห้า แต่ลูกหลานของเขาก็เป็นเช่นเดียวกัน ตราบ จน…สายเลือดของเยี่ยนอ๋องจะหมดไป”
เยี่ยนไหวจิ่งรู้สึกเย็นเยือกในหัวใจ เขาไม่อาจจินตนาการเยี่ยน จิ่วเฉาซึ่งอายุเพียงไม่กี่ขวบ ต้องถูกท่านปู่ของตนลากไปในท้อง พระโรง กลํ้ากลืนฝืนกินคำสาปแช่งที่ท่านปู่ป้อนให้เขากับมือ
นั่นมัน…โหดร้ายเกินไปแล้ว
……
“ท่านปู่!”
ณ จวนสกุลเกา เกาหย่วนนั่งตรวจข้อสอบของบัณฑิตใน สำนักบัณฑิตอยู่ใต้ต้นท้อ หนึ่งในนั้นมีบัณฑิตจากตระกูลยากจน เขามีความสามารถ และได้รับการชื่นชมจากเกาหย่วนเป็นอย่าง มาก
ฉีหลินกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ถูกเพิกเฉย เขานั่งเท้าคางที่ฝั่ง ตรงข้าม “ข้าพูดกับท่านอยู่นะขอรับ ท่านปู่! ท่านนั่งอ่านบทความ เหล่านี้มาทั้งวันแล้ว! ท่านสนใจข้าบ้างสิขอรับ!”
เกาหย่วนยิ้มอย่างอ่อนโยน “ให้เจ้าไปเรียนที่สำนักบัณฑิต เจ้า ก็ไม่ไป แล้วจะให้ปู่สนใจเจ้ารึ”
ฉีหลินแลบลิ้น “ก็ข้าไม่อยากเรียนหนังสือนี่! ใช่สิ ท่านปู่ ท่าน ยังเล่าความฝันครั้งที่แล้วของท่านไม่จบเลยนะขอรับ”
“อ่า…เรื่องนั้น เจ้าฟังไม่เบื่ออีกหรือ เล่าถึงไหนแล้ว?” เกา หย่วนวางพู่กันลง
ฉีหลินครุ่นคิด “ถึงตอนที่เยี่ยนจิ่วเฉาตายเมื่ออายุยี่สิบห้า ลูก ของเขากลับมา เมืองหลวงนองเลือด หลังจากนั้นละขอรับ? พวก เข้าต้องการชิงบัลลังก์หรือ?”
เกาหย่วนชะงักไป แล้วพูดว่า “พวกเขาสู้กันเอง”
“หา?” ฉีหลินตกตะลึง
“แต่ว่าสู้กันได้ไม่นาน” เกาหย่วนพูดต่อ
ฉีหลินเลิกคิ้ว “แล้วก็ดีกันหรือขอรับ? อย่างที่ข้าบอก พี่น้อง ท้องเดียวกัน ไหนเลยจะโกรธกันได้ข้ามคืน?”
เกาหย่วนส่ายหน้า “ไม่ได้ดีกัน แต่พวกเขาตาย”
มัจจุราชทั้งสาม ตายทั้งหมด