หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 8.1 ไข่ลํ้าค่าสามฟอง (1)
เด็กชายทั้งสามติดดอกไม้สีแดงช่อใหญ่ เขียนคิ้ว ทาแก้มด้วย แป้งสีแดงสด ริมฝีปากสีแดงเพลิงยกยิ้มเกือบถึงโคนหู คู่กับ เสื้อผ้าสีแดงเขียวราวกับพายุที่กำลังโหมกระหนํ่าพร้อมกับสายฟ้า ฟาด องค์ชายรองผู้กล้าหาญไม่เกรงกลัวสิ่งใดก็ยังถึงกับสะดุ้ง สามครั้ง!
เมื่อเห็นเด็กน้อยสามคนนี้ ก้อนขนน้อยที่นอนอยู่ในอ้อมแขน ของอวี๋หวั่นก็ตกใจจนหลุดร้องเสียงลั่น!
วิเศษ วิเศษจนตาแทบบอด…
อวี๋หวั่นไม่ทันคาดคิดว่าชั่วครู่เดียวที่เธอไม่อยู่ มารดาของเธอ จะรีบร้อนแข่งกับเวลา พาเด็กน้อยทั้งสามไปพบกับความโชคร้าย
เธอควรจะรู้สึกขอบคุณมารดาที่ยังไม่ได้ขำจนเก็บอาการไม่ อยู่เพราะยังเกรงใจที่มีแขกมาเยี่ยมเยียนใช่หรือไม่?
ภายในบ้าน นางเจียงอ้าปากค้าง
อวี๋หวั่น “ท่านแม่”
นางเจียงหุบปากอย่างขุ่นเคือง
อวี๋หวั่นพาเด็กน้อยที่สภาพดูไม่จืดไปล้างหน้าในสวนหลังบ้าน
เด็กน้อยที่ล้างหน้าจนสะอาด เผยให้เห็นรูปโฉมดั้งเดิม ใบหน้า
งดงามไร้ที่ติสุดจะพรรณนานี่มัน…นี่มัน…
ชื่อของบุคคลหนึ่งปรากฏขึ้นมาในความคิดของเยี่ยนไหวจิ่ง
เขาตัวสั่นสะท้าน!
อายุ รูปร่าง หน้าตา แฝดสามคน ล้วนตรงตามนั้นทุกอย่าง หากบอกว่าไม่ใช่บุตรของเยี่ยนจิ่วเฉาก็คงไม่มีใครเชื่อ ทว่า…เหตุ ใดบุตรของเขาถึงมาปรากฏตัวอยู่ในบ้านแม่นางอวี๋
หรือว่าพวกเขาทั้งคู่จะมี…
“คุณชายสวี่” อวี๋หวั่นขัดจังหวะความคิดของเขา “ข้าจะ เปลี่ยนใบสั่งยา ยาขี้ผึ้งทาต่อไป ยากินงดเว้นได้ ทว่าต้องอาบนํ้ายา วันละหน”
เยี่ยนไหวจิ่งรับใบสั่งยาที่อวี๋หวั่นเขียนมา ลายมือสวยงามบน กระดาษหยาบๆ ทำให้ยากจะเชื่อว่ามาจากสตรีในหมู่บ้าน
ตอนนั้นนางมากับแม่นมที่ดูมีสง่าราศีคนหนึ่ง นางคงต้อง เป็นสตรีที่ดีแน่
“เจ้า…เจ้าเรียนรู้อักษรมาจากผู้ใด?” เยี่ยนไหวจิ่งถาม
อวี๋หวั่นไม่ได้ฝึกการเขียนตัวอักษรอย่างจริงจัง มันเป็นของ เจ้าของร่างเดิม ทว่าเธอก็จำไม่ได้ว่าเจ้าของร่างเดิมเรียนกับผู้ใด มา แต่มีสิ่งหนึ่งที่บอกได้คือ เจ้าของร่างเดิมไม่รู้หนังสือก่อนที่จะ หายตัวไป
“ท่านว่าอย่างไรนะ? ลายมือข้ายังไม่ดีพอหรือ?” อวี๋หวั่นหลีก
เลี่ยงคำถามของเขาอย่างชาญฉลาด
เมื่อเยี่ยนไหวจิ่งได้ยินวาจาเลี่ยงคำถาม จึงไม่ได้ถามสิ่งใดต่อ
อวี๋หวั่นก้มลงไปกอดเจ้าก้อนขนตัวอ้วนที่พื้น
สายตาของเยี่ยนไหวจิ่งตกกระทบศีรษะของเธอ หลังจากเธอ ยืนขึ้น เขาก็วางใบสั่งยาและก้าวไปหาเธอ
ทันทีที่อวี๋หวั่นอุ้มเจ้าก้อนขนฟูขึ้นมาก็รู้สึกว่าเหนือศีรษะของ เธอมืดลง เงาร่างสูงใหญ่กำยำแผ่ปกคลุมทั่วทั้งตัวเธอ กลิ่นหอม คล้ายอำพันปลาวาฬจางๆ ลอยมาสัมผัสปลายจมูก
มือของเยี่ยนไหวจิ่งค่อยๆ ยื่นไปหาอวี๋หวั่น และกำลังจะสัมผัส เธอ ทันใดนั้นเด็กน้อยทั้งสามคนก็รีบเข้ามาขวางระหว่างเขากับอวี๋ หวั่น พลางเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาด้วยสายตาเกลียดชัง!
มือของเยี่ยนไหวจิ่งหยุดชะงัก
“มีอันใดหรือ?” อวี๋หวั่นถามพลางหันกลับมามองมือที่ถูกแช่ แข็งอยู่กลางอากาศของเขา
เยี่ยนไหวจิ่งเอ่ยปาก “เจ้า…มีใบไม้อยู่บนหัว”
อวี๋หวั่นยกมือขึ้นลูบผมและสัมผัสกับใบไม้สีเขียวที่อยู่บนมวย ผมของเธอ
เด็กจํ้ามํ่าเดินไปที่ประตูอย่างพร้อมเพรียง และออกแรงดัน ประตูสุดกำลัง จนมันเปิดออกอย่างน่าประหลาดใจ
คนโตใช้ก้นเล็กดันประตู
เยี่ยนไหวจิ่งตกใจ กำลังจะอ้าปากเอ่ย คนรองและคนเล็กก็วิ่ง ผ่านเขาไป
คนรองยืนเขย่งเอื้อมหยิบในสั่งยาบนโต๊ะมายัดใส่มือซ้ายของ เขาอย่างไม่ลังเล!
เยี่ยนไหวจิ่งสะดุ้งอีกครั้ง
คนเล็กคว้าหางก้อนขนและจับควํ่าลง จากนั้นก็ผลักมันเข้าไป ในมือขวาของเขาอย่างเด็ดขาด!
ทั้งหมดมองเขาด้วยสีหน้ารังเกียจเชิงผลักไส
เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว!
เยี่ยนไหวจิ่ง “…”
เมื่อเยี่ยนไหวจิ่งพาเจ้าอ้วนกลมเข้าไปในรถม้า จวินฉางอันก็ อดไม่ได้ที่จะถามว่า “เร็วไปหรือไม่?”
แสร้งทำเหมือนเขาไม่ได้เห็นองค์ชายรองที่ยิ่งใหญ่ไม่มีผู้ใด เทียบเทียมถูกเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ยังไม่หย่านมขับไล่ออกมา…
จวินฉางอันกล่าวด้วยความเห็นอกเห็นใจ “องค์ชายรองก็มี ช่วงเวลาที่ถูกรังเกียจด้วยหรือนี่?”
ใบหน้าของเยี่ยนไหวจิ่งมืดหม่น
แล้วที่แสร้งทำเป็นไม่เห็นล่ะ?
ก้อนขนน้อยปรายตามองเยี่ยนไหวจิ่งราวกับจะตำหนิเขาที่ ทำให้ไม่ได้ถูหน้าอก
จากนั้นเจ้าอ้วนกลมก็กัดกรงเหล็กและมุดเข้าไปด้านในโดย ไม่หันกลับมา
“คุณชาย เราจะไปกันได้หรือยังขอรับ?” สารถีรถม้าถาม
“ไปกันเถิด” เยี่ยนไหวจิ่งตอบ
สารถีรถม้าสะบัดแส้ และล้อของรถก็เริ่มหมุนไปอย่างเชื่องช้า
เยี่ยนไหวจิ่งมองเด็กจํ้ามํ่าที่อยู่ในห้องโถงผ่านช่องผ้าม่าน อวี๋ หวั่นก้มลงกล่าวบางสิ่งกับพวกเขา จากนั้นเด็กทั้งสามก็ก้มหัวลง ด้วยท่าทีหวาดกลัวและสำนึกผิดกับสิ่งที่กระทำ ทว่าความเจ้าเล่ห์ ในแววตา พยายามปกปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด
อวี๋หวั่นมองพวกเขาด้วยใบหน้าจริงจัง “คราหน้าอย่าทำเช่นนี้ อีก รู้หรือไม่?”
ทั้งสามพยักหน้า
“ดีมาก” อวี๋หวั่นลูบหัวเล็กของพวกเขา และทั้งสามก็รีบเข้าไป กอดเธอในอ้อมแขน
ฉากตรงหน้าชวนให้คนที่เห็นรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขตามไป ด้วย
สตรีผู้นั้น…
ภาพวันที่ฝนตกหนักโผล่ขึ้นในใจของเยี่ยนไหวจิ่งอีกครั้ง สตรี ผู้นั้นคุกเข่าลงมาดูเขาด้วยท้องใหญ่ๆ ของนาง
หากบุตรของนางคลอดแล้วก็คงจะโตประมาณนี้
“ฉางอัน”
“ฝ่าบาทมีอันใดจะสั่งหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ไปหามามาที่มีประสบการณ์มา”
“ประสบการณ์แบบใดพ่ะย่ะค่ะ?” จวินฉางอันถาม
“เรื่องคน” เยี่ยนไหวจิ่งตอบ
องค์ชายอายุถึงวัยแล้ว ย่อมให้นางข้าหลวงมาสอนเรื่องทาง โลกได้ สวี่เสียนเฟยก็เคยส่งคนไปที่ห้องบรรทมของเยี่ยนไหวจิ่ง ทว่าเยี่ยนไหวจิ่งปฏิเสธและอ้างว่ากำลังไว้ทุกข์
ทว่าในที่สุดองค์ชายรองก็คิดได้ และต้องการหยุดความ บริสุทธิ์ของตนเองหรือ?
“ฝ่าบาท ให้นางข้าหลวงที่รู้เรื่องทางโลกมาจะดีกว่า บรรดามา มาอายุไม่น้อยแล้ว ฝ่าบาทไม่รู้สึกว่ารสนิยมของฝ่าบาทรุนแรง เกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จวินฉางอันไม่กล้ามองตรงๆ
เยี่ยนไหวจิ่งเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกัดฟัน เอ่ย “คนที่ดูออกว่าสตรีมีบุตรมาหรือยังต่างหาก!”
จวินฉางอัน “อ้อ อยากมีบุตรกับมามาด้วย”
เยี่ยนไหวจิ่ง “…”
…
หลังจากเยี่ยนไหวจิ่งจากไป ในที่สุดบ้านสกุลอวี๋ก็ไม่มีแขกผู้มี เกียรติมาเยี่ยมเยือน โรงงานดำเนินต่อไปหลายวัน ชาวบ้านต่าง เหนื่อยล้า อวี๋หวั่นจึงให้พวกเขาหยุดพักสองวัน
“จะไม่กระทบต่อธุรกิจหรือ?” หลี่เจิ้งถามอย่างเป็นห่วง เขาไม่ ได้ทำงานในโรงงาน ทว่าทั้งหมู่บ้านไม่มีที่ดิน ชีวิตของพวกเขาขึ้น อยู่กับโรงงาน เขาจึงกังวลเกี่ยวกับธุรกิจของโรงงานยิ่งกว่าสกุลอวี๋
อวี๋หวั่นยิ้มและกล่าวว่า “ธุรกิจเป็นไปได้ดี ท่านผู้ใหญ่บ้าน โปรดวางใจ”
สิ่งสำคัญในยามนี้ยังคงเป็นการแข่งขัน หลังเสร็จสิ้นจากการ แข่งขันใหญ่ จึงจะลงนามข้อตกลงการจัดซื้อสินค้าอย่างจริงจัง ถึง ตอนนั้นเกรงว่าคงไม่มีเวลาพักผ่อนได้มากกว่านี้
เมื่อได้ยินว่าธุรกิจไปได้ดี หลี่เจิ้งก็โล่งใจ “ดี ข้าก็อยากจะ แสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าจะได้ที่ดินมาได้อย่างไร และต้องปลูกสิ่งใด ในปีหน้า”
ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือข้าว ท้ายที่สุดก็ยังเป็นคนในชนบท แปลงก็ไม่อาจปล่อยทิ้งร้างได้ตลอด
“แท้จริงแล้ว…” อวี๋หวั่นหยุดชะงัก
“ว่ามาเถิด” ตอนนี้หลี่เจิ้งให้ความสำคัญกับอวี๋หวั่นมาก ทุก
วาจาของอวี๋หวั่นล้วนทำให้เขาสนใจ
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าขึ้นไปบนภูเขา และพบว่าหลังจากพื้นดินเคลื่อนตัว พื้นที่ของภูเขาก็เปลี่ยนไปเช่น กัน มันไม่ได้แย่ลงทว่ากลับดีขึ้นกว่าเดิม หลี่เจิ้ง เราพิจารณา บุกเบิกพื้นที่ป่าดีหรือไม่? ภูเขาด้านหลังมีธารนํ้าใช้เป็นบ่อเลี้ยง ปลาธรรมชาติได้ ภูเขาด้านหลังอุดมสมบูรณ์ มีพืชผลมากมายให้ ปลูก”
วอลนัต ลูกพลับ ลูกแพร์ ผัก องุ่น…มีมากกว่าสิบชนิดที่ผุด ขึ้นมาในความคิดของอวี๋หวั่น ป้าใหญ่ปลูกตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็น เด็ก หากป้าเธอปลูกได้ เธอกับชาวบ้านก็ต้องปลูกได้เช่นกัน
“เอ่อ…” หากเป็นเมื่อก่อน หลี่เจิ้งคงไม่เคยคิดจะไปที่ภูเขา ทว่ายามนี้เป็นสถานการณ์พิเศษ เขาต้องวางแผนให้มากขึ้นเพื่อ หมู่บ้าน “พวกเรามีกันเท่านี้ จะหักร้างถางพงไหวหรือ?”
นี่นับว่าอนุมัติข้อเสนอของอวี๋หวั่นแล้ว
อวี๋หวั่นกล่าว “เราจะเชิญคนมาที่นี่!”
“หือ?” หลี่เจิ้งประหลาดใจ
อวี๋หวั่นยิ้มมุมปาก “หลี่เจิ้งลืมไปแล้วหรือ เรายังทำธุรกิจอยู่ เมื่อเราหาเงินได้ เราก็สามารถออกไปข้างนอกและเชิญชวนผู้คน ให้กลับมาเปิดพื้นที่รกร้างได้”
เชิญ เชิญคนมาเปิดพื้นที่รกร้าง? ช่างเป็นเรื่องที่กล้าหาญ หลี่
เจิ้งคิดไม่ถึงด้วยซํ้า!
ความคิดของหลี่เจิ้ง ที่ผ่านมาพวกเขาเป็นแต่เพียงฝ่ายใช้ แรงงานให้ผู้อื่น…
บทที่ 8.2 ไข่ลํ้าค่าสามฟอง (2)
อวี๋หวั่นไม่เพียงแต่เอ่ยด้วยความตั้งใจ ทว่ายังได้พิจารณา อย่างจริงจังแล้ว ในสายตาของคนภายนอก หมู่บ้านเหลียนฮวา เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่ห่างไกล และมีผู้คนอาศัยอยู่น้อยที่สุด แต่ใน สายตาของอวี๋หวั่น เธอกลับมองว่าพวกเขาอยู่ในที่ที่อุดมสมบูรณ์ หากไม่ได้พัฒนาให้ดี ก็นับว่าเสียของ
และไม่ได้ขัดแย้งกับธุรกิจเต้าหู้แต่อย่างใด กลับได้พัฒนา อย่างหลากหลายและทำให้ธุรกิจของพวกเขายิ่งเติบโต
อวี๋หวั่นมองไปที่ภูเขาที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด “หลี่เจิ้ง ข้า ต้องการให้หมู่บ้านของเรากลายเป็นหมู่บ้านอันดับหนึ่งในตำบลเห ลียนฮวา!”
หลี่เจิ้งตกใจแทบอ้าปากค้าง
หลี่เจิ้งตกใจกับคำพูดของอวี๋หวั่น ทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์ของ พวกเขาถูกทำลายจนหมด ไม่นานท้องของพวกเขาก็จะหิว ทว่าอา หวั่นบอกเขาว่าพวกเขาจะกลายเป็นหมู่บ้านที่รํ่ารวยที่สุดในตำบล เหลียนฮวา จะเป็นไปได้จริงหรือ?
…
ครอบครัวอวี๋รู้เรื่องที่เด็กน้อยทั้งสามแยกจากครอบครัวแล้ว เมื่อคืนนางเจียงพาเด็กน้อยไปทานอาหารเย็นที่บ้านหลังเก่า
เถี่ยตั้นน้อย เด็กหญิงตัวเล็กและเด็กชายทั้งสามนั่งอยู่ที่โต๊ะ อาหารและกินขนมถ้วยฟูนํ้าตาลทรายแดง ป้าสะใภ้ใหญ่เป็นคน ทำอาหารเช้า นางทำอาหารไม่เก่งเท่าลุงใหญ่ แต่อาหารมื้อนี้ก็ใช้ ใจทำ ขนมถ้วยฟูนํ้าตาลทรายแดงโรยด้วยงาและฝังอินทผลัมที่ คว้านเม็ดออก
เด็กน้อยทั้งสามนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก กินกันอย่างอย่าง เอร็ดอร่อย บางครั้งอวี๋หวั่นก็ป้อนโจ๊กคำเล็กๆ ให้พวกเขา
อวี๋หวั่นมองพวกเขาที่กำลังกินอาหาร พลันรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ มากกว่าตัวเองกินเสียอีก
เถี่ยตั้นน้อย “ท่านพี่ไม่ป้อนข้าบ้าง”
อวี๋หวั่น “เจ้าอายุเท่าไรแล้ว?”
เถี่ยตั้นน้อยซึมเศร้า “ท่านพี่ไม่รักข้าแล้ว”
อวี๋หวั่น “…”
หลังอาหารคํ่า อวี๋หวั่นบอกครอบครัวเรื่องการวางแผนจะไป รักษาขาลุงใหญ่ที่เมืองหลวง
คนสกุลอวี๋ไม่มีความเห็น แต่การแข่งขันใหญ่ถูกระงับ โรงงาน ก็ปิดชั่วคราว หากจะลองเสี่ยงโชคไปรักษาที่เมืองหลวงดูก็ดีกว่า การอยู่บ้านเฉยๆ
“หมอที่ไปหาคราวก่อน เขาเคยเป็นหมอทหารมาก่อน จึง รักษาอาการบาดเจ็บได้ดีมาก” อวี๋หวั่นจำหมอผู้นั้นที่เป่าจือถังได้
เขาดูมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง
“ไปเถิด” ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าว
ลุงใหญ่ลังเลที่จะเอ่ย
อวี๋หวั่นเข้าใจสิ่งที่เขากังวล หลังจากผิดหวังมาครั้งแล้วครั้ง เล่า เธอก็ไม่กล้าให้ความหวังอีก
แต่อวี๋หวั่นก็ไม่อยากยอมแพ้
หากไม่ใช่เพราะลุงใหญ่ คนที่ต้องขาเป๋ก็คงเป็นเธอ เธอไม่ได้ กำลังรักษาการบาดเจ็บของลุงใหญ่ ทว่ากำลังรักษาแผลใจของ ตนเอง
“เช่น…เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ลุงใหญ่กล่าว
อวี๋ซงไปที่บ้านของซวนจื่อเพื่อขอยืมรถเกวียนวัว อวี๋หวั่น ประคองลุงใหญ่ขึ้นไป
เมื่อเห็นอวี๋หวั่นขึ้นรถ เด็กน้อยทั้งสามก็รีบปีนขึ้นไปด้วย
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยความเจ็บปวด “ก็ได้ หากข้าพบท่านพ่อของ เจ้า ข้าจะส่งพวกเจ้ากลับไป”
เด็กจํ้ามํ่าที่ดูสับสน “…”
สายเกินไปแล้วหรือไม่ที่จะลงจากรถตอนนี้?
พวกเขาเปลี่ยนรถม้าอีกคันในตำบล และอวี๋ซงก็ขับรถเกวียน วัวกลับไป อวี๋หวั่น อวี๋เฟิง ลุงใหญ่และเด็กน้อยทั้งสามนั่งรถม้าไป
ยังเป่าจือถังในเมืองหลวงด้วยกัน
ไม่ได้มาหนึ่งเดือน ธุรกิจของเป่าจือถังก็ดูรุ่งเรืองขึ้น
“เจ้านั่งรออยู่ที่รถม้า ข้าจะไปต่อแถว” อวี๋เฟิงเอ่ย หลังจากต่อ แถวยาวเหยียด ดูเหมือนว่า กว่าจะถึงคราวพวกเขาคงเป็นช่วง บ่ายไปแล้ว
อวี๋หวั่นค้นของที่เอว “อาหารที่ป้าสะใภ้ใหญ่เตรียมไว้ ข้าลืมไว้ ที่รถเกวียนวัว อีกประเดี๋ยว ท่านลุงอยากกินอะไรหรือไม่? ข้าจะไป ซื้อมาให้”
“ข้าไม่หิว” ลุงใหญ่ไม่มีความอยากอาหาร
สารถีกล่าว “ในตรอกตรงนั้นมีบ้านขายแกงข้นเนื้อแพะ รสชาติดีเลยล่ะ!”
“ซู้ดด~” เด็กจํ้ามํ่าทั้งสามนํ้าลายไหล
ลุงใหญ่ยิ้ม “เช่นนั้นก็เอาแกงข้นเนื้อแพะแล้วกัน”
ยามนี้พวกเขามีเงินพอสำหรับแกงข้นเนื้อแพะสองสามชาม แล้ว แม้ว่าพวกเขาจะยากจน ทว่าพวกเขาก็ไม่อาจทนทรมาน เด็กๆ ได้
อวี๋หวั่นกระโดดลงจากรถม้าและอุ้มเด็กน้อยทั้งสามลงมา
เธอจับคนโตไว้ในมือข้างหนึ่ง คนโตจับคนรองไว้ด้วยอีกมือ ข้างหนึ่ง และอีกข้างของอวี๋หวั่นก็จับคนเล็ก แล้วก็เดินไปหาอ วี๋เฟิง “พี่ใหญ่ ข้าจะไปซื้อแกงข้นเนื้อแพะ”
อวี๋เฟิงกล่าวด้วยความเจ็บปวด “เช่นนั้นข้าเอาแค่แผ่นแป้ง อบโม๋โมก็พอ”
ข้ารู้ว่าท่านจะเอ่ยเช่นนั้น ทว่าหากข้าซื้อมาแล้ว จะไม่กินได้ หรือ?
อวี๋หวั่นหรี่ตาลงมองและพาทั้งสามคนไปยังทิศที่สารถีรถม้าชี้
แม้เสื้อผ้าที่เธอใส่จะดูธรรมดา ทว่าไม่อาจปิดบังความงดงาม ตามธรรมชาติของเธอได้ เธอจูงเด็กสามคนที่เหมือนกันราวกับ แพะ เป็นภาพที่น่ารักจนต้องตกตะลึง ตลอดทางที่เดินไป ไม่รู้ว่า ดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมามากมายเพียงใด
ร้านแกงข้นเนื้อแพะเป็นร้านแผงลอยของครอบครัวสี่คน คู่ สามีภรรยาแก่และบุตรชายกับลูกสะใภ้ แผงลอยดูสะอาดสะอ้าน เนื้อแพะสดใหม่ นํ้าแกงมีกลิ่นหอมของเนื้อแพะจางๆ ผสมกับ ความหอมของเครื่องปรุงและต้นหอม
“ห้าชามก็น่าจะเพียงพอแล้ว” อวี๋หวั่นเดินมาที่แผงลอย “แกงข้นเนื้อแพะราคาเท่าไร?”
คู่สามีภรรยาแก่กำลังง่วนอยู่กับการแล่เนื้อแพะ คนที่ทำแกง และเก็บเงินเป็นคู่รักหนุ่มสาว
ในตอนแรกเมื่อทั้งคู่เห็นเด็กๆ ก็ตกใจ แต่แล้วสตรีตัวเล็กก็ เอ่ยตอบ “ชามเล็กยี่สิบห้าอีแปะ ชามใหญ่สามสิบอีแปะ โม๋โมสาม อีแปะ”
ราคานี้ถือว่าแพงกว่าในตำบลมาก
คนที่ฟุ่มเฟือยอย่างอวี๋หวั่นก็ยังรู้สึกปวดใจ
เด็กน้อยทั้งสามเงยหน้าขึ้นสบตาสตรีตัวเล็กอย่างรวดเร็ว น่า รัก น่ารัก น่ารัก!
“ไอ้หยา” หัวใจของสตรีตัวเล็กแทบละลาย “แกงเนื้อแพะ ข้า ลดให้เจ้าพิเศษสองอีแปะแล้วกัน แล้วก็แถมโม๋โมอีกสองชิ้น”
ช่วยอวี๋หวั่นประหยัดได้สิบหกอีแปะสำเร็จ!
อวี๋หวั่นจ่ายเหรียญกษาปณ์ทองแดงและกำลังจะส่งชามใบ แรกให้ลุงใหญ่ ทว่าจู่ๆ ก็มีรถม้ามาขวางทางเธอ
“คุณหนู ดูนั่นสิ! ไม่ใช่คุณชายน้อยหรอกหรือ?”
นั่นเป็นเสียงของลี่จือ
คุณชายน้อยหายตัวไป จวนสกุลเหยียนส่งกำลังออกตามหา ทั่วเมืองหลวง แม้แต่เหยียนหรูอวี้ก็นั่งรถม้าตามหาพวกเขาตลอด ทั้งคืน เดิมทีนางคิดว่าความหวังช่างริบหรี่เลือนลาง ไม่รู้จะตามหา พวกเขาจากที่ใด ทว่าก็พบกับปาฏิหาริย์ระหว่างทางไปจวน คุณชาย เพื่อสารภาพผิดและขอความช่วยเหลือ!
ยอดเยี่ยมเสียจริง!
เหยียนหรูอวี้สวมผ้าคลุมปกปิดใบหน้าที่ซีดเซียว เดินออกจาก รถม้าด้วยสีหน้าเย็นชา
นางได้เบาะแสจากฮูหยินเหยียน ผู้ที่ทำร้ายฮูหยินเหยียนเป็น สตรี แม้ฮูหยินเหยียนเห็นหน้านางไม่ชัด ทว่าได้ยินเสียงดูถูก เหยียดหยามของนาง เสียงนั้นยังคงดูเด็กมาก
คิดว่าคนตรงหน้าคงเป็นสตรีผู้นั้นที่ทำร้ายมารดาและพราก บุตรของนางไป
“ข้าอยากรู้นัก ว่าผู้ใดช่างอาจหาญท้าทายอำนาจจวน แม่ทัพ!” เหยียนหรูอวี้รีบก้าวเข้าไปและมองหน้าเธออย่างตั้งใจ ก็ ถึงกับตกตะลึงในทันที “เจ้าเองรึ?”
“เหยียนหรูอวี้?” อวี๋หวั่นตกใจเล็กน้อยเช่นกัน ชะตาของเธอ ต้องมีเรื่องกับคนสกุลเหยียนหรืออย่างไร? อยู่ตรงนี้ก็ยังมาพบ กัน?
เหล่าเด็กน้อยรีบคว้ามืออวี๋หวั่น
ดวงตาของเหยียนหรูอวี้พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา “มาหาแม่”
เด็กสามคนหดตัวหลบอยู่ข้างหลังอวี๋หวั่นด้วยความหวาดกลัว
แม่? สตรีผู้นี้หรือเป็นมารดาของแฝดทั้งสาม? ไม่ว่าจะมอง อย่างไรก็รู้สึกว่าสตรีผู้นั้นเหมือนมารดาที่แท้จริงมากกว่า…สตรี ตัวเล็กที่แผงลอยแกงเนื้อแพะอดไม่ได้ที่จะพึมพำในใจ
“ไม่ฟังแม่แล้วหรือ? มานี่!”
ท่าทีต่อต้านของเด็กทั้งสามทำให้ใบหน้าของเหยียนหรูอวี้ แตกละเอียด นางพยายามกลั้นโทสะและกล่าวว่า “พวกเจ้าไม่ฟัง
ที่แม่กล่าวแล้วหรือ? บอกให้มานี่!”
อวี๋หวั่นมองนางอย่างเย็นชา “อย่าดุพวกเขา!”
“ข้าสั่งสอนบุตรชายข้า เจ้าเข้ามายุ่งอันใด?” เหยียนหรูอวี้เอ่ย พร้อมกับพุ่งมือออกไป หมายจะจับเด็กที่ยืนอยู่ด้านข้างอวี๋หวั่น
ดุร้ายเช่นนี้ ไม่กลัวจะไปทำร้ายเด็กหรือ?!
อวี๋หวั่นจับข้อมือของนาง
เหยียนหรูอวี้พยายามดิ้นขัดขืนทว่าดิ้นไม่หลุด นางจ้องมองอ วี๋หวั่นด้วยความโกรธแค้น “เจ้าบังอาจยิ่งนัก! สิ่งที่เจ้าทำ ตายร้อย ครั้งก็ยังไม่สาสม ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีเก่ากับเจ้า เจ้ากลับยิ่งกำเริบ เสิบสาน”
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยความโกรธ “ข้าทำอันใดหรือ? เห็นๆ อยู่ว่า เจ้าไม่อาจทนกับเด็กๆ ได้ สุดท้ายเจ้าก็เอาความโกรธของเจ้าไปลง กับเด็ก มีแม่คนใดทำเช่นนี้? เจ้าเป็นมารดาที่ให้กำเนิดพวกเขา จริงๆ รึ?!”
เหยียนหรูอวี้กระทืบเท้าด้วยความเจ็บปวด ไฟโทสะในใจยิ่ง โหมกระหนํ่ารุนแรง “สตรีปากคอเราะร้ายเช่นเจ้า ดูเหมือนว่าหาก ข้าไม่ได้สั่งสอนบทเรียนให้เจ้าในวันนี้ เจ้าคงไม่รู้จักที่สูงที่ตํ่า! ทหาร ทหาร! ตบปากมัน!”