หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 82.1 พ่อตาลูกเขยพบหน้า (1)
ทันทีที่อาเว่ยฆ่าคนเสร็จ อวี๋หวั่นก็เข้ามาในบ้าน
อวี๋หวั่นไม่คิดว่าจะต้องมาเห็นเหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้ขึ้นใน บ้าน คนคนหนึ่งรูปร่างคล้ายผู้ชายยืนอยู่หน้าเตียงของเธอ กำลัง ปักมีดลงบน…คน…ที่อยู่ใต้ผ้าห่มของเธอ?
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังจะเอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้น อวี๋เฟิงก็จูง แพะตัวหนึ่งมา ไม่นานอวี๋ซงก็มาถึงเช่นกัน และตามมาติดๆ ด้วย ป้าไป๋ซึ่งมาขอซื้อหน่อไม้ที่บ้านของอวี๋หวั่น
ป้าไป๋ร้องลั่นเพียงครั้งเดียว คนในหมู่บ้านก็แห่กันมา
“มีโจรขึ้นบ้านอาหวั่น!”
“มันกลัวจะถูกจับได้ ก็เลยไปซ่อนบนเตียงอาหวั่น”
“จะทำร้ายอาหวั่นน่ะสิ!”
“เป็นคนที่มาอยู่ใหม่…ชื่อ…ชื่อว่าอะไรนะ?”
“อาเว่ย” ชุ่ยฮวาตอบ
ป้าจางตอบว่า “ใช่ๆๆ อาเหวยนั่นแหละ!”
อาเว่ยที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ข้าชื่ออาเว่ย! ไม่ได้ชื่ออาเหวย!”
“อาเว่ยเห็นว่าโจรนั่นทำตัวลับๆ ล่อๆ เข้าไปในบ้านอาหวั่น เขา จึงเข้าไปจับตัวไว้ แต่เกิดสู้กันขึ้นมา เขาจะฆ่าอาเหวย! โชคดีที่อา
เหวยมีมีดอยู่กับตัว!”
ป้าจาง ชุ่ยฮวา และคนอื่นๆ ยืนอยู่นอกบ้านของอวี๋หวั่น พูด เสียเห็นภาพ ประหนึ่งพวกนางเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตนเอง
อวี๋เซ่าชิงนำศพออกไป ด้วยเกรงว่าจะทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว จึงนำไปไว้ในกอไผ่หลังบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ซวนจื่อ พี่ชายของซวนจื่อ และเอ้อร์หนิวตามมาหลังจากรู้ข่าว พี่ชายของซวนจื่อและเอ้อร์ หนิวเคยสังหารศัตรูในสนามรบ พวกเขาไม่กลัวซากศพ ทว่าผู้ใหญ่ บ้านกับซวนจื่อนั้นรู้สึกขนลุกซู่
“จะรายงานทางการหรือไม่?” ผู้ใหญ่บ้านถาม
อวี๋เซ่าชิงกำลังตรวจดูศพ เขาขมวดคิ้วแล้วตอบว่า “ไม่ต้อง คนประเภทนี้ ทางการทำอะไรไม่ได้”
เขาไม่ได้พูดอะไรมาก แต่คนที่อยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้โง่ คนที่ทาง การจัดการไม่ได้นั้น ต้องเป็น คนที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดา ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ได้เห็นโลกมามากเท่าไรนัก ได้ยินเพียงเท่านี้ก็รู้สึกมือไม้อ่อน แรงขึ้นมา
“คะ…คนที่เคยแย่งความดีความชอบเจ้าไปส่งมาหรือเปล่า?” ผู้ใหญ่บ้านลองคาดเดา
ไม่น่าแปลกที่ผู้ใหญ่บ้านจะคาดเดาเช่นนี้ ที่จริงผู้ใหญ่บ้านรู้ เพียงว่าคนใหญ่คนโตที่ไม่ลงรอยกับสกุลอวี๋มีเพียงฉกชิงความดี ความชอบทางการทหารของอวี๋เซ่าชิง จากนั้นก็ได้เป็นท่านโหว ทั้ง
ฮ่องเต้ก็ยังให้ความสำคัญกับเขามาก
อวี๋เซ่าชิงส่ายหัวน้อยๆ หากเขาตรงไปยังห้องของอวี๋เซ่าชิง ก็ อาจจะพอทึกทักได้ว่าเป็นคนที่เหยียนฉงหมิงส่งมา ถึงแม้ว่าพวก เขาไม่คิดว่าเหยียนฉงหมิงจะมีความสามารถถึงเพียงนั้น แต่ใน เมื่อบุกเข้ามาในห้องของลูกสาวของตน เช่นนั้นก็หมายความว่า เป้าหมายของเขาคืออวี๋หวั่น
“เป็นสวี่ส้าว” หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านออกไป อวี๋หวั่นก็บอกกับ ท่านพ่อ
ในห้องเหลือเพียงสองพ่อลูก อวี๋เซ่าชิงพยักหน้า สวี่ส้าวมีน้อง สาวเป็นถึงเสียนเฟย มีหลานชายเป็นองค์ชาย ไม่ว่าอย่างไรผู้ที่ หนุนหลังเขาก็ยิ่งใหญ่กว่าเหยียนฉงหมิง แน่นอนว่าเขามีแรงจูงใจ ในการทำร้ายอวี๋หวั่นมากกว่า
“เขาเป็นหน่วยกล้าตาย” อวี๋เซ่าชิงเอ่ยขึ้น
อวี๋หวั่นมองไปยังท่านพ่ออย่างไม่เข้าใจ
อวี๋เซ่าชิงหยิบหน้ากากเงินออกมาจากอกเสื้อ
“ทั้งยังเป็นหน่วยกล้าตายหน้ากากเงินอีกด้วย” เขาพูด
อวี๋เซ่าชิงไม่เคยคลุกคลีกับยุทธภพ แต่ก็เคยได้ยินเรื่องราว ของหน่วยกล้าตายมาไม่น้อย หน่วยกล้าตายคือมือสังหารประเภท หนึ่งที่ผ่านการฝึกอย่างโหดเหี้ยม นับตั้งแต่วันที่พวกเขากลายเป็น หน่วยกล้าตาย พวกเขาก็จะละทิ้งเรื่องราวในอดีตไปสิ้น พวกเขาไม่
สามารถใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาได้ แต่คนธรรมดาก็ไม่อาจต่อสู้ได้ อย่างพวกเขา เมื่อได้รับคำสั่ง พวกเขาเลือกที่จะทำภารกิจให้ สำเร็จ หรือไม่ก็ตาย ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า ‘หน่วยกล้าตาย’
ซยงหนูก็มีหน่วยกล้าตาย ที่บุกมาสังหารแม่ทัพของพวกเขาก็ มีไม่น้อย อวี๋เซ่าชิงก็เคยประมือกับพวกเขา แต่นั่นเป็นหน่วยกล้า ตายระดับตํ่าสุด แม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย เขาไม่กล้าจินตนาการ สวี่ส้าวส่งหน่วยกล้าตายหน้ากากเงินมา แสดงว่าเขาหมายเอาชีวิตลูกสาวของเขาอย่างแน่นอน
“ต้องขอบคุณน้องชายท่านนั้น” อวี๋เซ่าชิงกล่าว หากไม่ใช่ เพราะเขาลงมือ ลำพังฝีมือของอวี๋เซ่าชิง ก็เกรงว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ ของหน่วยกล้าตาย และเมื่อเป็นเช่นนั้นบุตรสาวของเขาก็จะตกอยู่ ในอันตราย
อวี๋หวั่นก็คิดเช่นนั้น “ข้าจะไปขอบคุณเขา!”
อวี๋หวั่นเดินออกมาจากห้อง ก็พบกับนางเจียงหน้าประตู
“อาหวั่นจะไปไหนหรือ?” นางเจียงถาม
อวี๋หวั่นตอบว่า “อาเว่ยช่วยชีวิตข้า ข้าจะไปขอบคุณเขา”
นางเจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ดีๆ”
อวี๋หวั่นถือเต้าหู้เหม็นสองไห เด็กน้อยทั้งสามเดินเตาะแตะ ตามอยู่ด้านหลัง พวกเขายังให้อวี๋หวั่นหาโหลเล็กๆ ให้พวกเขา อวี๋ หวั่นถือไหใบใหญ่ พวกเขาถือโหลใบเล็ก เดินเรียงกันไปหาอาเว่ย
อาเว่ยถูกเหล่าลุงป้าน้าอาห้อมล้อม เอ่ยชื่นชมเขาว่าอย่างนั้น อย่างนี้
อาเว่ยยังโสดด้วยนะ
อาเว่ยใช้แรงมหาศาลกว่าจะแหวกฝูงชนออกไปได้ แต่ออกมา ได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็เจอกับอวี๋หวั่นที่เข้ามาขอบคุณ
อวี๋หวั่นขวางหน้าเขา และขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นครั้ง ก่อน “…ครั้งก่อนข้าเสียมารยาทแล้ว ท่านพี่อาเว่ยโปรดให้อภัย”
เรื่องครั้งก่อนที่พูดถึงก็คือวันที่อาเว่ยและคนอื่นๆ ย้ายเข้ามา วันแรก พวกเขาไม่ได้ผูกม้าให้ดี มันจึงหลุดไปกินผักที่ป้าจางปลูก เอาไว้ อาหวั่นจูงม้ากลับไปส่งด้วยตนเอง และเตือนพวกเขาให้ ดูแลม้าให้ดี
“ข้ายังคิดซะอีกว่าพี่อาเว่ยเป็นคนที่คบหาด้วยยาก!”
ก็ใช่ไงเล่า!
ข้าเป็นคนที่คบหาด้วยยากที่สุดแล้ว!
อาเว่ยถูมือ
“เรื่องในครั้งนี้ ต้องขอบคุณพี่อาเว่ยมาก” อวี๋หวั่นส่งไหในมือ ให้เขา “พี่อาเว่ยเป็นคนดีจริงๆ”
ข้าไม่ได้เป็นคนดี!!!
อาเว่ยโวยวายอยู่ในใจ
ในตอนนี้เอง เด็กน้อยทั้งสามก็เดินมาข้างหน้า แล้วส่งโหล เล็กๆ ของพวกตนให้อาเว่ย
เมื่ออาเว่ยเห็นเด็กเล็กซึ่งสูงไม่ถึงหัวเข่า เขาก็ขนลุกซู่!
เด็กคือปีศาจดีๆ นี่เอง! อาเว่ยเกลียดเด็กเป็นที่สุด!
เด็กๆ ยื่นแขนออกมาหมายจะกอดขาอาเว่ย
อาเว่ยกระโดดโหยง ราวกับกำลังหนีโรคระบาดอย่างไรอย่าง นั้น!
ท่าทางของเขาตลกขบขัน เด็กๆ ทั้งสามตกใจไปชั่วประเดี๋ยว หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะ ‘ฮ่าๆๆ’ ด้วยเสียงคล้ายหมู
ทั้งสามคนไม่อยากถือโหลแล้ว พวกเขาเขย่งปลายเท้า ส่งโหล ให้อวี๋หวั่น แล้ววิ่งตามอาเว่ยไป
อาเว่ยวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง!
เด็กน้อยยื่นแขนออกมา วิ่งตามหลังเขาไป พร้อมกับหัวเราะเอิ๊ กอ๊ากเสียงคล้ายหมู
เด็กๆ ชอบอาเว่ย
แต่อาเว่ยไม่ชอบเด็กๆ
เอ้อ~
อวี๋หวั่นเห็นว่าผู้ใหญ่และเด็กเล่นกันอย่างสนุกสนาน อวี๋หวั่น ยังไม่ทันส่งเต้าหู้เหม็นและหน่อไม้ดองให้อาเว่ย เธอจึงตัดสินใจนำ
ของเหล่านี้ไปไว้ที่บ้านของเขา (เอ๊ะ…แต่ทิ้งลูกไว้กับวายร้ายเผ่า ปีศาจนี่ไม่เป็นไรใช่ไหม…)
เด็กทั้งสามวิ่งไปหัวเราะไป หัวเราะดังลั่นจนคนครึ่งค่อน หมู่บ้านล้วนได้ยิน
กว่าจะวิ่งหนีเด็กทั้งสามได้ อาเว่ยเกือบต้องสังเวยชีวิตไปเสีย แล้ว
“อาเว่ยเล่นกับเด็กได้ด้วยนี่!” ท่านป้าคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
สู้กับโจร เล่นกับเด็กได้ อาเว่ยช่างเป็นบุรุษที่สมบูรณ์แบบของ หมู่บ้านจริงๆ
ไม่! ข้าคือวายร้ายอันดับหนึ่งของเผ่าปีศาจต่างหาก!
เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าเขาโหดเหี้ยมเหนือใคร อาเว่ยตัดสินใจว่าจะ สั่งสอนชาวบ้านเหล่านี้สักครา ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเอง ป้า จางลากกล่องใบหนึ่งออกมาอย่างทุลักทุเล กล่องใบนั้นใหญ่มาก ดู แล้วน่าจะเก่าพอสมควร ต้องใส่ของไว้เยอะอย่างแน่นอน
อาเว่ยไม่พูดพรํ่าทำเพลงรีบจํ้าเข้าไป ชูกำปั้นขึ้น “ย่าา!”
กล่องใบนั้นแตกละเอียดเหลือเพียงเศษไม้เป็นแผ่นๆ
อาเว่ยเชิดหน้า เจ้าพวกชาวบ้านโง่เง่า ทีนี้ก็เชื่อหรือยังเล่าว่า ข้าโฉดชั่วเพียงใด!
“ไอ้หยา” ป้าจางร้องลั่น คว้าหมับเข้าที่มือของอาเว่ย “กล่อง ใบนี้ถูกปลวกกิน ข้ากำลังจะนำไปผ่ามาทำฟืนอยู่พอดี แต่นี่เป็นไม้
เนื้อแข็ง ผ่าอย่างไรก็ผ่าไม่ออก อาเว่ย ขอบคุณเจ้ามาก!”
อาเว่ยอยากจะบ้าตาย “…”
……
หน่วยกล้าตายคนนั้นถูกอวี๋เซ่าชิงลากขึ้นไปฝังบนเขา อวี๋หวั่น ขบคิดอยู่นาน เธอก็ยังรู้สึกว่าจำเป็นต้องบอกเรื่องนี้กับเยี่ยนจิ่ว เฉา เธอเดาว่าเป็นสวี่ส้าว แต่เธอก็ไม่มีหลักฐาน ถ้าหากเดาผิด เล่า? อีกอย่าง คนคนนี้มาโจมตีอวี๋หวั่น ย่อมมีความเป็นไปได้สูงว่า เขาต้องการข่มขู่เยี่ยนจิ่วเฉา ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องเตือนเยี่ยนจิ่ว เฉา
ตกเย็น เสมียนจากหอจุ้ยเซียนเข้ามารับหน่อไม้ดองเพิ่ม อวี๋ หวั่นนำจดหมายที่เขียนเสร็จแล้วมาปิดผนึกด้วยขี้ผึ้ง และวานให้ เขานำไปส่งให้จวนคุณชายเยี่ยน เดิมทีเธออยากบอกว่าให้เขานำ ไปส่งให้คุณชายเยี่ยน แต่ก็กังวลว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะไม่อยู่ ดังนั้นจึง สั่งให้เสมียนนำจดหมายไปส่งให้ถึงมือลุงวั่นหรือองครักษ์อิ่ง
สามคนนี้ ต้องมีสักคนหนึ่งที่อยู่ในจวน
บทที่ 82.2 พ่อตาลูกเขยพบหน้า (2)
อวี๋หวั่นไม่ได้บอกว่าให้ส่งให้อิ่งสือลิ่วหรืออิ่งสือซัน สำหรับเธอ แล้ว เรื่องนี้ไม่สำคัญ เพราะทั้งสองคนล้วนแต่ภักดีต่อเยี่ยนจิ่วเฉา จะส่งให้ใครก็ไม่ต่างกัน
อวี๋หวั่นเป็นเจ้าของอีกคนหนึ่งของหอจุ้ยเซียน คำสั่งของเธอ เสมียนย่อมต้องทำตาม
เสมียนนำของไปส่งยังหอจุ้ยเซียนก่อน จากนั้นก็ห้อตะบึงไป ยังจวนคุณชาย แล้วถามหาคนชื่อลุงวั่นหรือว่าองครักษ์แซ่อิ่ง
อิ่งลิ่วกลับมาจากการสืบข้อมูล เขาได้ยินเสมียนพูดพอดี จึง ลงจากหลังม้า แล้วเข้าไปถามว่า “มีอะไรหรือ?”
“ท่านคือ…คนในจวนใช่หรือไม่ขอรับ?” เสมียนเอ่ยถามอย่าง ระแวดระวัง
บ่าวซึ่งเฝ้าหน้าประตูก้าวขึ้นมากล่าวทักทาย “องครักษ์อิ่ง!”
นี่คือองครักษ์อิ่งสินะ เสมียนรีบหยิบจดหมายของอวี๋หวั่นออก มาส่งให้ด้วยสองมือ “นี่เป็นจดหมายที่เจ้าของคนที่สองขอรับ กำชับว่าต้องส่งให้ลุงวั่นหรือองครักษ์อิ่งกับมือ ข้ามาจากหอจุ้ย เซียนขอรับ”
เมื่อบอกว่ามาจากหอจุ้ยเซียน อิ่งลิ่วจะไม่เข้าใจหรือ?
อิ่งลิ่วรับจดหมายมา แล้วเดินเข้าจวนไป
ในห้องหนังสือ เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่ที่โต๊ะ สิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะตรง หน้าของเขาคือจดหมายซึ่งปิดผนึกด้วยขี้ผึ้ง
เขาไม่ได้แกะจดหมายเดี๋ยวนั้น แต่กลับลูบเจ้าลูกจิ้งจอกหิมะ บนตัก ในเมื่อไม่มีลูกให้เล่นด้วย ก็ต้องเล่นกับลูกจิ้งจอกหิมะแทน ชีวิตช่างน่าสงสารเหลือเกิน
จิ้งจอกหิมะน้อยขดตัวอย่างไม่พอใจ มันง้างกรงเล็บออกมา ตะปบไปยังจดหมายบนโต๊ะ แต่ขามันสั้นไปสักหน่อย ตะปบกี่ครั้งก็ ตะปบไม่ถึง
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียง “พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของอวี๋เซ่าชิง แต่ นางส่งจดหมายมาหาข้าตอนนี้ พวกเจ้าเดาสิ…ว่าเพราะเหตุใด?”
อิ่งลิ่วตอบไปตามตรง “เพราะมีเรื่องด่วนหรือขอรับ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาตวัดสายตาเย็นเยียบมองเขา
อิ่งสือซันตอบด้วยสีหน้านิ่ง “ย่อมต้องเชิญคุณชายไปร่วม ฉลองวันเกิดนายท่านอวี๋อย่างแน่นอน”
เยี่ยนจิ่วเฉาร้อง ‘เหอะ’ แล้วพูดว่า “ความคิดของนาง ปกปิดผู้ ใดได้? ทั้งยังต้องส่งจดหมายให้กับมือลุงวั่นหรือองครักษ์อิ่ง อย่าง กับกลัวว่าจะมีคนล่วงรู้ว่านางคิดถึงข้าเพียงใด”
อิ่งลิ่ว ‘ท่านไม่คิดว่าคำพูดของท่านจะขัดแย้งในตัวเองไปสัก หน่อยหรือ…’
เยี่ยนจิ่วเฉาแกะซองจดหมายอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เมื่ออ่าน จบ สีหน้าก็เปลี่ยนไป
อิ่งลิ่วใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ คุณชายจะทำอะไรแผลงๆ อีกแล้ว?
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังอิ่งลิ่ว แล้วลากเสียงยาวว่า “เจ้าไม่ได้ทำ อะไรตกหล่นไปใช่หรือไม่?”
“เปล่านะขอรับ! ท่านดูขี้ผึ้ง…โอ๊ย!” อิ่งลิ่วพูดไปได้ครึ่งเดียว อิ่งสือซันหยิกเขาแรงๆ ทีหนึ่ง
อิ่งสือซันพูดว่า “ข้าเห็นจดหมายฉบับหนึ่งตกอยู่บนรถม้าของ เสมียนคนนั้น แต่ในตอนนั้นข้าก็ไม่ได้คิดอะไร”
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียง ‘หึ’ ขึ้นจมูก “ข้าว่าแล้ว!”
อิ่งลิ่วมุมปากกระตุก “…”
“เช่นนั้นคุณชายจะไปหรือไม่?” อิ่งสือซันถามตามนํ้าไป
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวค่อนแคะ “ถ้าไม่ไปแล้วจะทำอย่างไร? ถ้า นางโวยวายขึ้นมาจะทำอย่างไร? ข้าก็ขายหน้าคนอื่นแย่น่ะสิ!”
อิ่งลิ่ว ‘เอ๋…นางโวยวาย แล้วคุณชายจะไปขายหน้าคนอื่นได้ อย่างไร? ท่านแต่งตั้งให้นางเป็นภรรยาของท่านแล้วหรือ…’
“แล้วของขวัญ…” อิ่งสือซันมองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “ส่งอะไรไปเล็กน้อยก็ได้ ให้ นางรู้ว่าข้าไม่ได้ละเลยนาง ข้าอยากไปสู่ขอนางเหลือเกิน”
ลุงวั่นที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตู “…”
ลุงวั่นถอนหายใจ เรียกบ่าวคนหนึ่งมา แล้วทอดถอนใจอย่าง จนปัญญา “…ไปจับห่านป่ามาคู่หนึ่ง พรุ่งนี้จะได้ไปสู่ขอ”
……
ณ คฤหาสน์สกุลสวี่ แสงไฟสว่างไสว
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? พลาดหรือ?” สวี่ส้าวเอ่ยถามลูกน้องคน สนิทซึ่งคุกเข่าต่อหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
ลูกน้องคนสนิทลุกขึ้น แล้วเดินไปยังประตู หันมองทั้งสองข้าง ของทางเดิน เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดน่าสงสัย เขาจึงปิดประตู แล้วพูดกับสวี่ส้าวว่า “ใช่แล้วขอรับ นายท่าน พลาดแล้ว”
“พลาดไปได้อย่างไรกัน? ละ…แล้วเขาละ?” สวี่ส้าวถามถึง หน่วยกล้าตายคนนั้น
ลูกน้องคนสนิทตอบด้วยความเสียดายว่า “ตายแล้วขอรับ ถูก ฆ่าตาย”
สวี่ส้าวถึงกับตะลึงงัน ทำพลาดก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ถูกฆ่าตาย? คนที่เขาส่งไปเป็นหน่วยกล้าตายที่ทำงานได้ดีคนหนึ่ง ในจงหยวน หาผู้ใดเทียบได้ยาก เดิมทีเขายังคิดว่าการส่งยอดฝีมือเช่นนี้ไป เป็นการเชือดไก่โดยใช้มีดเชือดวัว เขาคิดว่าต้องการกดดันเยี่ยน จิ่วเฉาจึงทำเช่นนี้ แต่ผลคือเขาประเมินความสามารถของหน่วย กล้าตายหน้ากากเงินสูงเกินไปกระมัง?
หากเขาส่งองครักษ์ธรรมดาไปจัดการ เกรงว่าคงจะไม่เหลือ แม้แต่ซากกลับมา?
“ผู้ใดฆ่า?” สวี่ส้าวถามเสียงเย็นชา
ต้องไม่ใช่เด็กนั่นแน่ เด็กนั่นถึงแม้จะมีวิชายุทธ์อยู่บ้าง แต่ก็ไร้ ซึ่งพลังภายใน ไม่สามารถสังหารหน่วยกล้าตายที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ อีกทั้งยังไม่น่าใช่อวี๋เซ่าชิง อวี๋เซ่าชิงชำนาญการจัดทัพและรบบน สนามรบ ลอบฆ่าน่ะหรือ? ฝีมือเขาเทียบหน่วยกล้าตายไม่ได้อย่าง แน่นอน
“เป็นคนที่เข้าไปอยู่ในบ้านสกุลจ้าวขอรับ” ลูกน้องตอบ
เรื่องที่อาเว่ยสังหารโจรและช่วยอาหวั่นเอาไว้แพร่สะพัดไปใน หมู่บ้านตั้งแต่แรกแล้ว ผู้ใหญ่บ้านและซวนจื่อคิดว่าเป็นมือสังหาร ที่เหยียนฉงหมิงส่งมา ทว่าคนในหมู่บ้านกลับคิดว่าเป็นเพียงโจร ธรรมดา แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร เขาก็ถูกอาเว่ยจัดการไปแล้ว อาเว่ยมี ความดีความชอบ คนทั้งหมู่บ้านต่างชื่นชม
“นายท่านไม่ได้บอกว่า…พวกเขาไม่ใช่คนของเยี่ยนจิ่วเฉา หรือขอรับ? แล้วเขาไปปกป้องเด็กนั่นได้อย่างไร?” ลูกน้องคนสนิท เอ่ยถาม
สวี่ส้าวไม่เข้าใจยิ่งกว่าอีก เขามั่นใจว่าตนไม่ได้มองพลาด ใน เมื่อคนเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในบ้านสกุลจ้าว ย่อมต้องไม่ใช่คนที่เยี่ยน จิ่วเฉาส่งไป แต่หากเป็นคนที่เยียนจิ่วเฉาส่งไป จะเป็นผู้ใดกัน? ผู้ ใดที่สามารถสังหารหน่วยกล้าตายหน้ากากเงินได้ในมีดเดียว?
อย่างไรสวี่ส้าวก็ไม่เชื่อว่าคนเหล่านั้นเป็นพวกเดียวกับอวี๋หวั่น
เขาพูดขึ้นว่า “หรือว่าจะเข้าใจผิด เจ้าไปสืบดูอีกรอบ”
“ขอรับ!”
……
ฟ้ายังไม่สว่าง อวี๋เซ่าชิงก็ตื่นนอน เขาตื่นนอนเร็วกว่าวันอื่นๆ เล็กน้อย มิใช่ด้วยเหตุใด หากแต่เป็นเพราะวันนี้คือวันเกิดของเขา ในที่สุดเขาก็จะได้รับของขวัญที่บุตรสาวทำให้ด้วยตัวเอง
และเพื่อที่จะแกล้งว่าตนไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน หลายวันมานี้เขา จึงรู้สึกอึดอัดใจเหลือเกิน
ลูกสาวของเขาจะให้ของขวัญอะไรกันนะ?
‘ท่านพ่อ ท่านมานี่หน่อย นี่เป็นรองเท้าที่ข้าทำให้ท่าน ถึงจะ ทำออกมาไม่สวยเท่าไร แต่เป็นครั้งแรกที่ข้าทำรองเท้าบุรุษ… ท่านพ่อลองสวมดูสักหน่อยว่าพอดีไหม’
เท้าโตของอวี๋เซ่าชิงขยับเล็กน้อย ราวกับสัมผัสได้แล้วว่า รองเท้าคู่นี้สวมสบายเหลือเกิน
เถี่ยตั้นออกมาปลดทุกข์ เมื่อเห็นว่าท่านพ่อยืนยิ้มอยู่ในครัว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า ท่านพ่อกำลังนึกถึงกระโปรงสีแดง
เชื่อเขาเลย!
บุรุษอกสามศอกมีความชื่นชอบเช่นนี้ น่าขายหน้าเหลือเกิน!
เขาไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว!
เถี่ยตั้นน้อยเดินกลับเข้าห้องไป พลางเหลือบมองท่านแม่ด้วย ความเห็นใจ แล้วปีนขึ้นเตียงไปนอนต่อ
หากมิได้รอคอย จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน แต่หากรอ คอย หนึ่งวันกลับรู้สึกเหมือนหนึ่งปี อวี๋เซ่าชิงเดินไปเดินมาอยู่หน้า ห้องนอนของลูกสาว จึงตัดสินใจว่าตนจะไปหาอะไรทำ เขาหมัก แป้งไว้ก้อนหนึ่ง จากนั้นก็ขึ้นเขาไปขุดหน่อไม้ เพื่อทำซาลาเปาไส้ เนื้อพะโล้หน่อไม้
สกุลอวี๋เลี้ยงแพะไว้ตัวหนึ่ง เป็นแพะที่อวี๋เฟิงซื้อมาจาก หมู่บ้านหลี อวี๋หวั่นไหว้วานให้เขาซื้อมา แพะตัวนี้เป็นแม่แพะ จึง ใช้รีดนมได้ด้วย
อวี๋เซ่าชิงขุดหน่อไม้ไปได้ไม่นาน อวี๋หวั่นก็ตื่นนอน เด็กน้อยทั้ง สามก็คล้ายกับรู้สึกตัวตื่นเช่นกัน
อวี๋หวั่นสวมเสื้อผ้าให้พวกเขา แล้วพาไปยังลานบ้าน พวกเขา นั่งอยู่ที่ถังนํ้าเล็กๆ ของตนเอง
อวี๋หวั่นรีดนมแพะ เมื่อนำไปต้มแล้วจึงบรรจุใส่ถุงหนังแพะ เล็กๆ สามถุง ถุงหนังแพะนี้อวี๋หวั่นดัดแปลงด้วยตัวเอง บนปากถุง ยัดไม้เป็นรูสำหรับเสียบก้านต้นกกลงไป ขวดนมรุ่นโบราณก็ถือ กำเนิดด้วยประการฉะนี้
เมื่อเด็กน้อยทั้งสามปลดทุกข์เสร็จเรียบร้อย ก็ถูกอวี๋หวั่นจับ
ไปอาบนํ้ารอบหนึ่ง สองมือของพวกคว้าขวดนมของตน จากนั้นก็ ไปนั่งดื่มนมบนธรณีประตู
รถม้าของเยี่ยนจิ่วเฉาเคลื่อนมาหยุดหน้าประตูบ้านสกุลอวี๋ เขาลงจากรถและเห็นภาพนี้
เด็กทั้งสามนั่งดูดขวดนม พวกเขาใช้แรงมากจนเม็ดเหงื่อผุด บนหน้าผาก แต่สีหน้ากลับดูจริงจัง
เยี่ยนจิ่วเขารู้สึกสุขใจ มุมปากของเขายกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ กำลังจะเอ่ยปากเรียกพวกเขานั้นเอง อวี๋เซ่าชิงที่เพิ่งขุดหน่อไม้ก็ เดินมา
เขาได้ยินเสียงของรถม้า จึงทึกทักว่าเป็นแขกที่มาเยี่ยมเยียน จึงกำลังจะเดินเข้าไปกล่าวทักทาย เขาปั้นสีหน้าประดับรอยยิ้มไว้ เรียบร้อยแล้ว แต่กลับพบว่าเป็นเยี่ยนจิ่วเฉาเจ้าสำราญ อีกทั้ง… เยี่ยนจิ่วเฉายังสวมรองเท้าที่อวี๋หวั่นทำให้เขาอีกด้วย