หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 100.1 เตรียมแต่งงาน (1)
อวี๋เซ่าชิงโศกเศร้า บุตรสาวที่เขาเลี้ยงดูมา เขายังรักและดูแล นางไม่พอ ก็มาถูกชายอื่นฉุดแย่งไปอีก สิ่งที่น่าหงุดหงิดกว่านั้นคือ บุตรสาวของเขาค่อนข้างเต็มใจให้แย่งไป…
อวี๋เซ่าชิงไม่อาจบันดาลโทสะต่อหน้าคนภายนอก รอจนกระ ทั่งฮูหยินเหยา ลุงวั่นและแม่นางหงตู้จากไป เขาจึงเดินไปที่โรงงาน ด้วยอาการแน่นหน้าอกและหายใจหอบถี่
ลุงใหญ่กำลังตรวจสอบรายการของขวัญในหนังสือแสดง สินสอด จวนคุณชายจัดพิธีใหญ่โตยิ่งนัก ของขวัญหนึ่งร้อยหกสิบ สองชิ้น ไม่ต้องเอ่ยถึงชาวบ้านที่ตะลึงตาค้าง หากไม่เกรงว่าจะทำ เรื่องน่าขันต่อหน้าบ่าวรับใช้ของคุณชาย เขาก็คงคุกเข่าคารวะตรง นั้นไปแล้ว
จะรู้ได้อย่างไรว่าจวนคุณชายเตรียมของขวัญแต่งงานไว้หนึ่ง ร้อยสามสิบชิ้น แล้วซั่งกวนเยี่ยนก็แอบนำมาเพิ่มอีกสามสิบสอง ชิ้น จำนวนเมื่อนำมารวมกันชวนให้ผู้คนต้องตกตะลึง กระทั่งองค์ หญิงคนโตที่สูงศักดิ์ที่สุดของราชวงศ์นี้อภิเษกสมรส ก็ยังได้ของ ขวัญเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบชิ้นเท่านั้น
ลุงใหญ่พาเด็กอีกสองมาช่วยนับทั้งวัน เพียงครึ่งหนึ่งก็ยังนับ ไม่เสร็จ ต้องให้สามพี่น้องหนิวมาช่วย หนิวน้อยสองคนกลับไปทาน อาหารเย็นที่บ้านเก่า และจะมาเปลี่ยนเวรกับเขาในอีกไม่นาน ของ
ขวัญมากมายเพียงนี้กังวลว่าจะมีใครมาขโมย จึงต้องให้คนมาเฝ้า ไว้ทั้งกลางวันและกลางคืน
“พี่ใหญ่” อวี๋เซ่าชิงเดินไปนั่งบนกล่องใบใหญ่ที่อยู่ด้านข้างลุง ใหญ่ ในโกดังนี้มีเก้าอี้เพียงตัวเดียว และลุงใหญ่ก็นั่งอยู่
ลุงใหญ่เห็นว่าน้องชายของตนดูท้อแท้หมดอาลัยตายอยาก จึงถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าเป็นอันใดไป? มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น รึ?”
อวี๋เซ่าชิงไม่รู้จะบอกพี่ใหญ่อย่างไร เป็นเรื่องน่าอายที่จะบอก ว่าเขาเป็นบิดาของอาหวั่น แต่ระหว่างเขากับเด็กเหลือขอคนนั้น อาหวั่นกลับเลือกเด็กเหลือขอ
“คงเป็นเรื่องกำหนดวันแต่งงานสินะ” ลุงใหญ่เดา
“อืม” อวี๋เซ่าชิงตอบลวกๆ
ลุงใหญ่มาตรว่าน้องชายคงทนไม่ได้ที่จะแยกจากบุตรสาว จากนั้นจึงยกแขนอันเมื่อยล้าขึ้นตบไหล่เขาพลางเอ่ยว่า “เปิดใจ สักหน่อย ลูกผู้หญิงอย่างไรท้ายที่สุดก็ต้องออกเรือน อาหวั่นไม่ได้ แต่งงานไปที่ใดไกล หากเจ้าคิดถึงนาง ก็ไปหานางได้และหากนาง คิดถึงบ้าน นางก็กลับมาบ้านเกิดได้ ดูของขวัญเหล่านี้สิ มีจำนวน มากมายนับไม่ถ้วน… เจ้าอยู่ในค่ายทหารเกรงว่าคงไม่รู้ ว่าคุณ ชายวั่น… ไม่สิ คุณชายเยี่ยนโปรดปรานอาหวั่นของพวกเราอย่าง แท้จริง… ดูสิ เจ้าทุบตีเขากี่ครั้ง บิดาของเขาเป็นถึงเยี่ยนอ๋อง ยิ่ง ใหญ่พอที่จะประหารเจ้า!”
แม้ลุงใหญ่จะเอ่ยเช่นนั้น ทว่าในใจก็รู้สึกอึดอัด แม้ว่าอาหวั่น จะไม่ใช่บุตรแท้ๆ ของเขา ทว่าในใจเขาก็เห็นนางเป็นบุตรแท้ๆ ไหน เลยจะอยากให้นางแต่งงานออกไป?
แต่มันไม่มีทางเลือกหรือไม่?
ลุงใหญ่ทอดถอนใจ “เมื่อครู่ข้าเพิ่งถามคนของจวนคุณชาย มา ว่าไม่มีวันฤกษ์ดีอีกแล้วหรือ? คนของจวนคุณชายบอกว่า วัน มงคลล้วนอยู่ในเดือนนี้ และครึ่งปีหลังจากนี้จะไม่มีฤกษ์ดีอีก จะ ปล่อยให้อาหวั่นรอไปอีกครึ่งปีคงไม่ได้กระมัง? อาหวั่นก็ไม่ใช่เด็ก อีกแล้ว”
อวี๋เซ่าชิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่มีฤกษ์ดีบ้าบออะไรทั้งนั้น! เดิมที ก็เพราะเด็กคนนั้นอดทนไม่ไหว จึงคิดหาวิธีหลอกล่อบุตรสาวของ เขาไปเข้าถํ้าหมาป่า!
ลุงใหญ่เอ่ยอย่างจริงใจ “เอาละ เอาละ อย่าได้โกรธเลย ตอนที่ น้องสะใภ้แต่งงานกับเจ้ายังอายุน้อยกว่าอาหวั่นอีก ครอบครัวเขา ว่าอย่างไรละ?”
เมื่อนึกถึงภรรยาของตน อวี๋เซ่าชิงก็เงียบกริบ
หลังจากอำลาพี่ใหญ่ อวี๋เซ่าชิงก็กลับไปที่บ้าน
วันนี้ในบ้านเสียงดังอึกทึก เถี่ยตั้นน้อยไม่ได้เรียน เขาพาเด็ก ทั้งสามไปเล่นกันอย่างสนุกสนานตลอดทั้งวัน ยามนี้พวกเขา ทั้งหมดหลับไปแล้ว อวี๋หวั่นก็ไม่อาจต้านทานความง่วง นอนกอด
บุตรชายของเธอและหลับไป ส่วนนางเจียงยังไม่หลับ นางนอนจิ้ม หน้าของเถี่ยตั้นน้อยครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่บนเตียง
“อาซู” อวี๋เซ่าชิงนอนลงข้างๆ นางเจียง และกอดนางจากด้าน หลัง พลางสูดดมกลิ่นหอมที่ลำคอของนาง
“หือ?” นางเจียงตอบอย่างสงสัย
อวี๋เซ่าชิงกล่าว “เจ้าอยู่กินกับข้ามาหลายปีแล้ว…คิดถึงบ้าน หรือไม่? รอให้ข้าออกจากเมืองหลวงได้ ข้าจะพาเจ้ากลับไปยังบ้าน เกิดนะ”
เขากล่าวต่อโดยไม่รอคำตอบของนางเจียง “พ่อตากับแม่ยาย มิอยู่แล้ว ทว่าญาติข้างเคียงก็น่าจะมีอยู่ เจ้ามีผู้ใดที่อยากพบหน้า หรือไม่?”
“ไม่มี” นางเจียงกล่าว
ไม่รู้ว่านางหมายความว่าไม่มีญาติคนอื่น หรือไม่มีผู้ใดที่อยาก พบหน้ากันแน่
บิดามารดาของนางจากไปนานแล้ว บ้านของนางก็ไม่มีพี่น้อง อวี๋เซ่าชิงกลัวจะเอ่ยมากเกินไปและทำให้ภรรยาของเขานึกถึงเรื่อง ที่น่าเศร้า เขาจึงไม่กล้าถามอะไรอีก เพียงแต่กอดนางไว้แน่นและ เอ่ยว่า “เช่นนั้นหากเจ้าต้องการกลับไปเมื่อใดก็บอกข้า แล้วเราจะ พาเด็กๆ ไปด้วย”
อย่างไรก็คือบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ถึงจะไม่มีญาติอยู่
แล้ว แต่ก็คงอยากกลับไปเดินดูนั่นนี่ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่กระมัง แม้จะต้องจุดธูปหนึ่งดอก คารวะพ่อแม่สักสองสามครั้งก็ตาม
“อื้ม” เสียงตอบรับของนางเจียงดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
คืนนั้นนางเจียงไม่ได้กล่าวอะไรกับอวี๋เซ่าชิงอีก อวี๋เซ่าชิงจึงยิ่ง คิดว่าภรรยาของเขาคิดถึงบ้านเกิด เขาตัดสินใจว่า หลังจากล้าง มลทินให้ตนเองได้ จะพาภรรยาของเขากลับบ้าน
…………….
งานแต่งงานจัดขึ้นในวันที่สิบหก มีเวลาเตรียมตัวไม่ถึงเจ็ดวัน นับเป็นเรื่องที่ขมขื่นสำหรับทั้งสองฝ่าย ลุงวั่นรู้สึกว่าเขามีผม หงอกเพิ่มขึ้นอีกสองสามเส้น ซั่งกวนเยี่ยนย้ายเข้ามายังจวน คุณชาย เยี่ยนจิ่วเฉาต้องการจะเอ่ยบางสิ่ง ทว่าลุงวั่นก็ระเบิด อารมณ์ใส่ “ยังอยากแต่งงานอยู่หรือไม่? หากยังอยาก ก็หุบปาก ซะ!”
คุณชายเยี่ยนหุบปากลงอย่างเชื่อฟัง
ในที่สุดลุงวั่นผู้เด็ดขาด ก็ไปสั่งให้คนตกแต่งจวนด้วยความ แข็งขัน
เรือนหอที่ใช้อาศัยอยู่หลังแต่งงานคือจวนคุณชาย แท้จริง แล้วซั่งกวนเยี่ยนเคยเสนอจวนสกุลเซียว หากเทียบกับจวน คุณชาย ที่ในหนึ่งปีอยู่ไม่ถึงสามหรือสี่วัน ทำให้จวนสกุลเซียวที่ซั่ งกวนเยี่ยนอยู่มานานหลายปีมีความเหมาะสมกับการเตรียมงาน แต่งงานที่ยิ่งใหญ่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น
เพียงกล่าวถึงลูกจ้างคนงาน จวนสกุลเซียวมีกิจการงานที่ซับซ้อน พวกบ่าวทั้งหลายได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ห้องลักษณะใดต้อง จัดรูปแบบใดจึงจะเข้ากันได้อย่างลงตัว บรรดาเหล่าบุรุษผู้ไม่ ประณีตของจวนคุณชายไม่เคยมีประสบการณ์ในการจัดงานเลี้ยง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้
“ที่นี่จะจัดได้อย่างไร?” ลุงวั่นยิ้มด้วยความละอาย
ซั่งกวนเยี่ยนชะงัก “ข้าหุนหันพลันแล่นเอง”
บุตรชายไม่เต็มใจจะไปจวนสกุลเซียว การกระทำเช่นนั้น หมายถึงการยอมรับว่าเขาเป็นบุตรบุญธรรมของเซียวเจิ้งถิง…ใน ใจของบุตรชายนางมีเพียงเยี่ยนอ๋องเท่านั้นที่เป็นบิดา
ซั่งกวนเยี่ยนโบกมือ “เอาละ จัดที่จวนคุณชายเถิด ข้าจะส่ง คนมาช่วยงานมากกว่านี้ งานเลี้ยงสองงานในวันแต่งงาน พ่อครัว และอาหารจองไว้แล้ว คนรับใช้ผู้สูงศักดิ์ก็เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ขาดเหลือสิ่งใดอีกหรือไม่?”
มีสิ่งที่ต้องทำมากมาย ซั่งกวนเยี่ยนสับสนไปหมด
ลุงวั่นรีบหยิบเอกสารจากอ้อมแขนออกมา “นี่ขอรับ ข้าน้อย จดไว้แล้ว”
“เจ้าดูสิ ยังเหลือการส่งเกี้ยวรับตัวเจ้าสาว” การส่งเกี้ยวรับตัว เจ้าสาวเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ รถม้า นักดนตรี ทหาร องครักษ์… หากไม่ยิ่งใหญ่บุตรชายก็ไม่ชอบ ทว่าหากจะจัดให้ยิ่ง
ใหญ่เอิกเกริกก็ไม่รู้จะหาคนจำนวนมากเช่นนี้ได้จากที่ใด… ก่อน หน้านี้กังวลว่าบุตรชายจะไม่แต่งงาน ทว่ายามนี้กลับได้จัดงาน แต่งจนทำอะไรไม่ทัน ซั่งกวนเยี่ยนกุมผากขึ้นเอ่ย “ข้าจะไปบ้าน สกุลเหยา!”
ซั่งกวนเยี่ยนไปหาฮูหยินเหยา ทั้งสองวุ่นทั้งวันกว่าจะได้ กำหนดแผนสำหรับการส่งเกี้ยวรับตัวเจ้าสาว
ทว่าไม่เพียงแต่จวนคุณชายเท่านั้นที่วุ่นวาย แต่สกุลอวี๋ก็มี ปัญหาอยู่เช่นกัน
“พวกเจ้ากำหนดแต่งงานแล้วหรือ?” ทันทีที่ไป๋ถังทราบข่าวก็ รีบยื่นมือช่วย แม้ว่านางจะมิเคยแต่งงาน แต่หอหยกขาวก็เคยรับ จัดงานแต่งงานมาหลายงาน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะไม่เคยกินหมูแต่ก็ เคยเห็นหมูเดิน
จวนคุณชายให้ของขวัญแต่งงานมากขนาดนั้น โดยทั่วไปฝ่าย หญิงก็ต้องเตรียมสินเดิมไว้เช่นกัน ให้คืนจากสินสอดส่วนหนึ่ง และให้เพิ่มอีกส่วนหนึ่ง ธุรกิจของสกุลอวี๋เพิ่งเริ่มต้น หากอวี๋หวั่น แต่งงานกับเศรษฐีในชนบทก็ยังนับว่ามากเกินไป ทว่าเธอจะเป็น นายหญิงของจวนคุณชาย สินเดิมเท่านี้ยังไม่มากพอ สุดท้าย อวี๋ เซ่าชิงก็มอบโฉนดที่ดินให้กับอวี๋หวั่น แม้ว่ามันจะมีมูลค่าไม่มาก นัก แต่อย่างน้อยก็เป็นนํ้าจิตนํ้าใจส่วนหนึ่งจากครอบครัว พวกเขา ไม่อาจให้ไร่นาหรือร้านค้า ให้ได้เพียงเนินเขาที่แห้งแล้งเท่านั้น
อวี๋หวั่นแต่งงานกับครอบครัวสกุลใหญ่โต ตามหลักแล้ว ก็
ควรจะมีสาวใช้ของตนตามไปบ้านสามีด้วย ทว่าเวลาไม่ทันที่จะ ตระเตรียมแล้ว คนรับใช้ที่เรือนของไป๋ถังก็มีไม่น้อย ทว่าสาวใช้ ของครอบครัวพ่อค้าไม่เคยเห็นโลกกว้าง เกรงว่าจะไปจวนคุณชาย แล้วทำให้อวี๋หวั่นยุ่งเหยิง ไป๋ถังจึงไม่ได้ยัดเยียดให้
“เจ้ามีชุดแต่งงานหรือยัง?” ไป๋ถังถาม
อวี๋หวั่นตอบสีหน้าราบเรียบ “มีแล้ว”
มีมานานแล้ว แต่เพราะไม่กล้าบอกความจริงกับครอบครัว จึง โกหกว่ามันถูกส่งมาในวันที่ลุงวั่นมาทำพิธีเซี่ยผิ้น
บทที่ 100.2 เตรียมแต่งงาน (2)
“แล้วชุดหลังแต่งงานเล่า?” ไป๋ถังถามต่อ
อวี๋หวั่นชะงัก
ไป๋ถังเอ่ยด้วยใบหน้ามืดมน “เจ้าคงไม่คิดจะสวมใส่ชุดสามัญ ชนหลังแต่งงานหรอกกระมัง? เจ้าแต่งงานแล้ว และแต่งกับเยี่ยน จิ่วเฉา จากนี้ไปเจ้าก็คือฮูหยินของเมืองเยี่ยน และเป็นสะใภ้ของรา ชวงศ์ต้าโจว เจ้าไม่อาจสวมชุดสามัญชนได้อีกต่อไป!”
“ทว่าในบ้านยังมีชุดใหม่ที่ยังไม่ได้สวมใส่อีกมากนัก” อวี๋หวั่น เอ่ยด้วยความเสียดายยิ่ง แต่เธอเข้าใจ ไป๋ถังเอ่ยถูกต้อง หลังจาก งานแต่งงาน เธอควรจะทำตัวเหมือนคนที่แต่งงานแล้ว หากเธอ ไม่คิดถึงตัวเอง ก็ควรจะคิดถึงหน้าเยี่ยนจิ่วเฉา เดิมทีการแต่งงาน กับหญิงในชนบท ก็เพียงพอจะทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะแล้ว หาก หญิงในชนบทคนนี้ไม่อาจเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้
อวี๋หวั่นคิดแล้ว ก็รู้สึกว่าตนไม่ควรทำให้อับอายนัก หลังอาหาร กลางวัน จึงเดินทางไปเมืองหลวงกับไป๋ถัง
ยามนี้ไม่มีเวลาให้ตัดเย็บชุดใหม่แล้ว ซื้อได้เพียงเสื้อผ้า สำเร็จรูป ไป๋ถังพาอวี๋หวั่นไปที่ถนนซิ่วสุ่ย บนถนนนั้นเต็มไปด้วย ร้านตัดเย็บและร้านขายผ้า
ไป๋ถังดึงมืออวี๋หวั่นพลางเอ่ยว่า “พวกเราค่อยๆ เลือก ไม่ต้อง
รีบร้อน หากฟ้ามืดก็พักบ้านข้า แล้วพรุ่งนี้เรามาเลือกกันต่อ”
อวี๋หวั่นพยักหน้า เราคนกันเอง ไม่เห็นจำเป็นต้องสุภาพ จริง ไหม?
ทั้งสองเข้าไปในร้านตัดเย็บที่ชื่ออวิ๋นสุ่ยเจียน ร้านตัดเย็บหลัง นี้กว้างขวาง มีสามชั้น ว่ากันว่า เถ้าแก่เนี้ยเป็นคนเจียงหนาน ฝีมือ การเย็บปักถักร้อยของนางยอดเยี่ยม งานปักของนางเคยได้รับ เชิญให้เข้าวัง บรรดาหญิงชั้นสูงและบุตรีขุนนางต่างมาที่นี่โดย เฉพาะ หากได้อาภรณ์ที่นางปักกับมือนับว่าน่าภาคภูมิใจ ไป๋ถังไม่ ได้หวังว่าพวกนางจะได้ซื้อชุดที่สั่งทำ หวังเพียงชุดที่เหมาะสม เพียงไม่กี่ชุด
“ช่างเย็บปักทุกคนที่นี่ นางสอนเองกับมือ ฝีมือดีกว่าร้านอื่นที่ เจ้าเคยเห็น ดูนี่สิ” ไป๋ถังเอ่ยพลางหยิบชุดเทพธิดาจันทราแขน กว้างที่แขวนอยู่บนชั้น กระโปรงตาข่ายโปร่ง เบาบางพลิ้วไหว การ ตัดเย็บปราณีตงดงาม ด้ายสีเงินที่ทะลุขึ้นมาราวกับแสงจันทร์ส่อง ยามพลิ้วไหว แสงจันทร์ก็เคลื่อนคล้อย
ไป๋ถังจินตนาการได้ว่าเมื่ออวี๋หวั่นสวมใส่มันแล้วจะงดงาม เพียงใด “ชุดนี้แล้วกัน เจ้าลองใส่ดู!”
อวี๋หวั่นเปลี่ยนสวมชุดเทพธิดาจันทราแขนกว้าง จุดเด่นที่ ใหญ่สุดของชุดนี้คือเอวที่รัดมาก ไขมันหน้าท้องเพียงเล็กน้อยก็ไม่ ปรากฏให้เห็น เอวบางของอวี๋หวั่นยามคู่กับแขนเสื้อกว้าง ทำให้ เธอดูผอมเพรียวสูงสง่า งดงามราวกับเทพธิดาผู้ไม่คลุกคลีกับ
เรื่องทางโลก
ไป๋ถังมองเธอด้วยความตกตะลึง นางรู้ว่าสตรีผู้นี้เป็นคนสวย แต่ไม่คิดว่าจะสวยได้สูงสง่าถึงเพียงนี้ ไม่ว่าบุตรีชนชั้นสูงคนใด หรือสตรีผู้ดีอันงามพร้อมจากตระกูลดัง คนดังคนใด นาทีนี้ทุกคน ข้างกายเธอกลับดูหมองหม่นหมดราศี ร้านตัดเย็บทั้งหลัง เงียบกริบ ดวงตาทุกคู่ถูกดึงดูดให้จับจ้องไปที่อวี๋หวั่น
พวกนางเคยเห็นกระโปรงชุดนี้มาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะดูดี เพียงนี้?
กล่าวกันว่าไก่งามเพราะขน ทว่าบางครั้งไก่กลับเป็นขนเสียเอง
อวี๋หวั่นงดงามมากจนแม้แต่คนที่ผ่านไปมาก็ยังหยุดเดิน
มีเพียงความคิดเดียวในใจของไป๋ถัง ‘ซื้อ ซื้อ ซื้อ! ราคาเท่าไรก็ ซื้อ!’
ขณะที่ไป๋ถังกำลังจะไปถามราคา ดรุณีอีกคนที่สวมชุด เทพธิดาจันทราแขนกว้างแบบเดียวกันก็เดินออกมา นางอายุน้อย กว่าอวี๋หวั่น แต่ใบหน้ากลับมิได้อ่อนโยนเท่าอวี๋หวั่น รูปร่างไม่ได้ ผอมเท่าอวี๋หวั่น แต่ก็ไม่ถึงกับพุงป่อง หากไม่มีอวี๋หวั่นผู้สูงส่ง ลํ้าค่าอยู่ข้างหน้า แม้นางจะไม่ได้ดูน่าทึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียด เพียงแต่หลังจากที่ได้เห็นอวี๋หวั่นที่ทั้งตัวงดงามราวเทพธิดา แล้ว มาเห็นนางจึงดูหมองมัวไปเล็กน้อย
เสียงหัวเราะของใครบางคนดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
ตอนแรกนางตกใจ หลังจากนั้นนางก็เห็นอวี๋หวั่นที่แต่งตัว เหมือนตนอยู่ห่างไปไม่ไกล ใบหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด หมูทันที
คนตาบอดก็ยังดูออกว่าอวี๋หวั่นแต่งตัวได้งดงามกว่า
นางเห็นชุดนี้เมื่อครึ่งเดือนที่แล้ว ทว่าตอนนั้นนางอ้วนเกินไป ที่จะใส่ เหตุนี้นางจึงทนหิวมากว่าสิบวัน และในที่สุดนางก็ใส่ได้ ทว่ากลับมีหญิงอื่นที่ดูเหนือกว่า!
หญิงสาวโกรธมาก เดินไปด้านหน้าพร้อมกับชี้หน้าอวี๋หวั่น “ผู้ ใดใช้ให้เจ้าใส่ชุดนี้?”
อวี๋หวั่นมองไปที่นางอย่างประหลาดใจ จึงพบว่านางเลือกชุด แบบเดียวกับเธอ อวี๋หวั่นไม่คิดว่านางแต่งตัวน่าเกลียดอะไร เพียง แต่นางเลือกชุดที่ไม่ค่อยเข้ากับตนเอง
อวี๋หวั่นถามว่า “ใส่ไม่ได้หรือ? เจ้าซื้อไปแล้วหรือ?”
“ข้า…” หญิงสาวอึกอัก แน่นอนว่านางยังไม่ได้ซื้อ “ข้าลอง ก่อนเจ้า!”
อวี๋หวั่นจับดูกระโปรงและเอ่ยว่า “ที่เจ้าลองก็อยู่บนตัวของเจ้า ข้าไม่ได้ไปดึงมาจากตัวเจ้าเสียหน่อย”
ใช่ นางไม่อาจทำราวกับว่า ชุดที่นางลองใส่แล้ว หลังจากนั้น จะเป็นของนางคนเดียวทั้งหมด ขนาดองค์หญิงยังไม่เอาแต่ใจเช่น นี้
เมื่อเห็นว่าไม่มีเครื่องประดับใดบนศีรษะของอวี๋หวั่น มีเพียง ปิ่นปักผมไม้ที่ซื้อมาจากแผงที่ตั้งอยู่บนพื้นเท่านั้น หญิงสาวมั่นใจ ว่าอวี๋หวั่นไม่ใช่บุตรสาวจากครอบครัวรํ่ารวย นางจึงคิดจะอาศัย อำนาจรังแกคนอื่น “ข้าจะเอาทั้งหมด! ถอดชุดที่เจ้าใส่อยู่ออก ซะ!”
ไป๋ถังเดินไปด้วยความโกรธเกรี้ยวพร้อมกับจ้องไปที่นาง “เจ้า บอกว่าจะเอาก็เอาสิ เราก็จะเอาเช่นกัน!”
หญิงสาวกวาดสายตามองไป๋ถังขึ้นลง ไป๋ถังนับว่าแต่งตัวใช้ได้ แต่ยังไม่อาจเทียบได้กับนาง
หญิงสาวหัวเราะเยาะ “เจ้าจะเอา เจ้าจ่ายไหวรึ?”
ไป๋ถังเอ่ยอย่างเย็นชา “คนขาย กระโปรงตัวนี้ราคาเท่าใด?”
คนขายยิ้มบางๆ “หกร้อยตำลึง”
ไป๋ถังตกใจ “กระ…กระโปรงตัวเดียว…หกร้อยตำลึงรึ?!”
เธอไม่ได้ยากจนมากจนเหลือเพียงเงินติดตัว แต่ก็ไม่เคยซื้อ เสื้อผ้าราคาแพงเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่ากระโปรงชุดนี้ดูลักษณะ แล้วก็ไม่ได้แพงเหมือนราคา
“เสื้อผ้าของเจ้าฝังทองหรือฝังเพชรกัน? ไยราคาสูงถึงเพียง นี้?” ไป๋ถังกระทืบเท้า
หญิงสาวหัวเราะเย้ยหยัน “มองคราแรกก็รู้ว่าพวกเจ้าไม่เคย เห็นโลกกว้าง กระโปรงที่นางใส่ แม่นางเมิ่งเป็นคนทำกับมือ ราคา
หกร้อยตำลึงยังถูกเกินไป”
แม่นางเมิ่งเป็นเถ้าแก่เนี้ยของอวิ๋นสุ่ยเจียน นางทำชุด เทพธิดาจันทราแขนกว้างเพียงชุดเดียว ส่วนที่เหลือลูกมือของ นางตัดเย็บตาม แม้ว่าจะตัดเย็บตามได้เป็นอย่างดี แต่ก็ขายใน ราคาเดียวกับนางไม่ได้ เดิมทีหญิงสาวชอบชุดที่อวี๋หวั่นใส่อยู่ แต่ เพราะนางใส่ไม่ได้!
“เจ้าต้องการมันจริงๆ หรือ?” อวี๋หวั่นถามหญิงสาว
หญิงสาวเหล่มองอวี๋หวั่นก่อนถามว่า “ทำไมรึ? ต้องการคุยข้อ ตกลงกับข้า?”
ไป๋ถังขมวดคิ้ว ดรุณีผู้นี้ยังเด็กนัก ไยจึงใช้วาจาไม่น่าฟังเช่น นี้?
อวี๋หวั่นยกมุมปากขึ้นเบาๆ “หากเจ้าต้องการ ข้าก็จะให้”
ไป๋ถังชะงัก หญิงสาวก็ตกใจ ราวกับไม่คิดว่าอวี๋หวั่นจะยอมให้ ชุดกระโปรงอย่างง่ายดายเช่นนี้ อีกทั้งไม่ใช่ว่ามันไม่พอดี หรือดูแย่ เลย
หรือว่า…มองออกว่าสถานะของหญิงสาวสูงส่ง จึงไม่กล้า แย่งของจากนาง?
ไม่น่าใช่ อวี๋หวั่นไม่ใช่คนเช่นนี้ แม้แต่เหยียนหรูอวี้ก็ยังไม่กลัว แล้วจะกลัวเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่โผล่ออกมาจากอากาศได้อย่างไร เว้นแต่เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนี้จะเป็นองค์หญิง ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่ง
ใดเลยที่จะทำให้อาหวั่นหวาดกลัว
ไป๋ถังมองอวี๋หวั่นอย่างงงงวย
อวี๋หวั่นเดินเข้าไปด้านในเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ทว่าก้าวไปได้ เพียงสองก้าว สตรีที่แต่งงานแล้วผู้สง่างามก็เดินลงบันไดมา นาง หยุดยืนมองอวี๋หวั่นที่กลางบันไดในระยะไกล “ไยเจ้าไม่ต้องการชุด กระโปรงตัวนี้? เพราะราคาแพงเกินไปหรือ?”
อวี๋หวั่นส่ายศีรษะ
แม่นางเมิ่งมองหญิงสาวข้างๆ อวี๋หวั่น “หรือเพราะนาง?”
อวี๋หวั่นก็ส่ายศีรษะอีกครั้ง
“เช่นนั้นเพราะเหตุใด?” แม่นางเมิ่งถาม
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างใจเย็น “เพราะมันไม่สมกับราคา”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นในร้านตัดเย็บ แม่นางผู้นี้บอกว่าฝีมือ ของแม่นางเมิ่งไม่สมกับราคา? นางรู้หรือไม่ว่าตนเองกำลังเอ่ยสิ่ง ใด?
มีเพียงแม่นางเมิ่งที่ไม่แสดงความไม่พอใจใดๆ ชุดกระโปรงนี้ แม่นางเมิ่งเป็นผู้ตัดเย็บ แม่นางเมิ่งรู้ดีกว่าใคร ไม่ใช่ว่านาง ต้องการชุดกระโปรงนี้
แต่ชุดกระโปรงนี้ต้องการนาง มันจะสวยสดงดงาม เมื่อสวม ใส่อยู่บนเรือนร่างของนางเท่านั้น
ดังนั้นที่นางกล่าวไม่ผิดเลย ชุดนี้ไม่คุ้มค่ากับราคาจริงๆ
อวี๋หวั่นเข้าไปเปลี่ยนชุดด้านใน
หญิงสาวสาบานว่าแม้จะต้องทนหิวโหยอีกหนึ่งเดือน นางก็ ต้องใส่ชุดกระโปรงตัวนี้ให้ได้!
แต่หารู้ไม่ ทันทีที่หญิงสาวยื่นมือออกไปหยิบ แม่นางเมิ่งก็ หยิบชุดกระโปรงได้ก่อนนางหนึ่งก้าว จากนั้นแม่นางเมิ่งก็หยิบ กรรไกรออกมาและตัดชุดนั้นออกเป็นสองท่อน
หญิงสาวมีท่าทีตกใจ
“ชุดกระโปรงของข้า!”
แม่นางเมิ่งไม่ได้มองนางแม้แต่น้อย นางเดินไปหาอวี๋หวั่น พร้อมกับผายมือไปที่ชั้นบน
“แม่นางผู้นี้ โปรดขึ้นไปชั้นบนกับข้า”
หญิงสาวตะลึง อะไรกัน? นางอุดหนุนที่นี่มาเป็นปี ยังไม่เคย ถูกต้อนรับจากแม่นางเมิ่งเช่นนี้มาก่อน
ไฉนหญิงผู้นี้มาครั้งเดียวกลับถูกแม่นางเมิ่งเชิญขึ้นไปชั้นบน เล่า?!
ËÁÍËÔ§¡ÑºÅÙ¡ÅÔ§·Ñé§ÊÒÁ ÀÒ¤ 2-2 µÍ¹·Õ่ 101-200