หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 105.1 เขามาแล้ว (1)
ณ จวนคุณชาย
“ฤกษ์งามยามดีได้เริ่มขึ้นแล้ว”
“คำนับฟ้าดิน”
“คำนับพ่อแม่”
“สามีภรรยาคำนับกันและกัน”
“เสร็จสิ้นพิธี”
หลังจากเสียงใสก้องกังวานของผู้ดำเนินพิธีเงียบลง ก็ตามมา ด้วยเสียงโห่ร้องดังก้องไปทั่วห้องโถง เจ้าบ่าวจับมือเจ้าสาว เดิน เข้าสู่ห้องหอ ภายใต้สายตาที่อยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้นของ ผู้คน
ไม่รู้ว่าผู้คนตาฝาดหรือไม่ เหตุใดจึงรู้สึกว่าเจ้าสาวตัวค่อนข้าง สูงนะ? สีหน้าของคุณชายเยี่ยนดูแข็งทื่อ แต่ผู้คนต่างก็คุ้นเคยกับ มันมานานแล้ว จึงไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดที่ผิดปกติ
คุณชายเยี่ยนเมินเฉยบุตรีขุนนางชั้นสูงมากมายมาแต่งงาน กับสตรีธรรมดาในหมู่บ้าน ช่างเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงจน อ้าปากค้าง แต่ใครให้เขาวิปริตละ? ให้เขาใช้สายตาเยี่ยงคน ธรรมดาแต่งงานก็เป็นเรื่องที่ในชีวิตหนึ่งจะพบได้สักครั้งกระมัง?
ชายร่างใหญ่หมายจะเข้าไปก่อความวุ่นวายในห้องหอของ
เยี่ยนจิ่วเฉา แต่ก็ไม่มีความกล้าพอ ทว่าองค์ชายสี่ผู้ไม่กลัวตาย กลับพับแขนเสื้อขึ้นก่อนจะพุ่งเข้าไปในห้องหอ ทว่าลุงวั่นมาขวาง ไว้ได้ทันเวลา
ลุงวั่นหัวเราะแห้งๆ “คุณชายของกระหม่อมบอกว่า เศษเสี้ยว คืนฤดูใบไม้ผลิมีค่าพันตำลึงทอง องค์ชายสี่อย่าได้ไปรบกวนเรื่อง ดีๆ ของคุณชายกับฮูหยินจะดีกว่า”
คำเอ่ยนี้ตรงเกินไป สำหรับองค์ชายสี่ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ ทางโลก แก้มของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง และไม่กล้าเดินเข้าไป ก่อกวนอีก
หลังจากหยุดยั้งหมาป่าตัวที่สำคัญที่สุดได้แล้ว หมาป่า หมาจิ้งจอกตัวเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป
กล่าวกันว่าหลังจากบ่าวสาวเข้าสู่ห้องหอ เจ้าบ่าวก็รีบปิด ประตูอย่างรวดเร็ว คนรับใช้ที่รออยู่ที่นั่นถึงกับตะลึง หลังอดอยาก มานานหลายปี คุณชายคงร้อนใจแย่แล้วกระมัง นี่คงรอจะทำแบบ นั้นแบบนี้กับเจ้าสาวไม่ไหวแล้ว?
เจ้าบ่าวจะไม่รีบร้อนได้หรือ? ไม่ใช่รีบร้อนเข้าหอ แต่รีบร้อน ถอดหน้ากากผิวมนุษย์ออก เพราะเมื่อใส่ทำมันให้ใบหน้าแข็งและ รู้สึกไม่สบาย
อิ่งสือซันทิ้งกายลงนั่งกับเตียงอย่างรุนแรง พลางชำเลืองมอ งอิ่งลิ่วที่คล้ายกับภรรยาอายุน้อยที่อยู่ข้างๆ เขา “ไม่มีคนแล้ว”
อิ่งลิ่วรีบยกมือขึ้นเปิดผ้าคลุมหน้า ทว่าพู่ของผ้าคลุมหน้ากลับ
ติดกับมงกุฎหงส์ ทำให้ถอดไม่ออก
“โง่ยิ่งนัก!” อิ่งสือซันใช้มือแกร่งที่เห็นกระดูกเป็นสันของเขา คลายปมพู่ และช่วยเขาถอดผ้าคลุมหน้าออก
เมื่อแสดงแล้วก็แสดงให้เต็มที่ เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าภาย ใต้ผ้าคลุมหน้าไม่ใช่เจ้าสาวตัวจริง อิ่งลิ่วถูกบีบให้ต้องแต่งหน้าเจ้า สาว จนดูงดงาม ผิวพรรณผุดผ่อง เขาเป่ายิ้งฉุบแพ้จึงไม่อาจเป็น เจ้าบ่าวและเป็นได้แต่เจ้าสาว ในแววตาเต็มไปด้วยความคับแค้น ใจ ทว่าครั้งแรกที่มองเห็น ก็ดูมีทีท่าที่คล้ายกับเจ้าสาวที่เพิ่ง แต่งงานใหม่อยู่เหมือนกัน
อิ่งสือซันรู้ว่าเขากำลังน้อยใจเรื่องใด พลางไอเบา ๆ “อย่าได้ทำ หน้าหงุดหงิดเลย ก็เจ้าเป็นคนเสนอเอง ผู้ใดแพ้ก็ต้องเป็นเจ้า สาว”
ก็เพราะตนเองเป็นคนเสนอ ถึงได้ยิ่งน้อยเนื้อตํ่าใจ
ทั้งสองนั่งอยู่ในห้อง
หลังจากผ่านเวลาไปหนึ่งก้านธูป[1] อิ่งลิ่วเร่งรัดอิ่งสือซัน “เจ้ายังไม่ไปอีก?”
อิ่งสือซันใบหน้ามืดมน “ข้างนอกคิดว่าเรากำลังเข้าหออยู่ นี่ นานเท่าไรเอง ข้าเร็วเพียงนี้เชียวรึ!”
อิ่งลิ่วนับนิ้วและเอ่ยอย่างงุนงง “เจ้า ปกติเจ้าก็ใช้เวลา ประมาณนี้นี่…”
หลังจากเวลาผ่านไปพอสมควร อิ่งสือซันก็เดินไปยังห้อง หนังสืออย่างสดชื่น ภายใต้แววตาตกใจของอิ่งลิ่ว
เรื่องในครานี้ ใช้หัวแม่เท้าคิดก็ยังเดาออกว่าเป็นฝีมือของใคร งานแต่งงานของคุณชายแห่งเมืองเยี่ยน องค์ชายทั้งหมดต่างมา เข้าร่วม เยี่ยนไหวจิ่งเองก็มา ทว่าหลังจากมาพบและมอบเงินของ ขวัญให้ด้วยความรีบร้อน แล้วก็จากไปอย่างไม่หวนกลับ ว่ากัน ตามเหตุผลเรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ทว่าเมื่อคำนึงถึงความรู้สึกที่ เขามีต่ออวี๋หวั่น ก็อดสงสัยในตัวเขาไม่ได้
พิราบสื่อสารตัวหนึ่งร่อนลงมาบนขอบหน้าต่าง
อิ่งสือซันหยิบกระดาษที่ผูกไว้กับพิราบสื่อสาร หลังจากอ่าน จบจึงเอ่ยว่า “คุณชายองค์ชายรองไปที่จวนอัครมหาเสนาบดีแล้ว ขอรับ”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “จับตาดูเขาไว้!”
“ขอรับ!”
………………….
หลังออกจากจวนอัครมหาเสนาบดี เยี่ยนไหวจิ่งก็รู้สึกว่า ตนเองกำลังถูกติดตาม นี่ไม่ใช่สายลับธรรมดา เขาลองอยู่หลาย ครั้งแต่ก็ไม่สามารถสลัดให้หลุดพ้นได้ นี่คือราคาที่ต้องแลกมากับ การไปเอาอกเอาใจหันจิ้งซู เบาะแสของเขาถูกเปิดเผยแล้ว
จวินฉางอันถูกทิ้งไว้ที่บ้านเล็กๆ หลังนั้น ไม่เช่นนั้นหากให้เขา จัดการ ไม่ต้องถึงกับฆ่าอีกฝ่าย อย่างน้อยก็ทำให้เขาหนีไปได้
สำเร็จ
“ฝ่าบาท ทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?” สารถีถามอย่างเป็นห่วง
เยี่ยนไหวจิ่งกล่าวอย่างเคร่งขรึม “อย่าได้สนใจ ขับตรงไป”
รถม้าขับมาถึงแม่นํ้าสายเล็กๆ หลังจากข้ามสะพานไม้ เยี่ยน ไหวจิ่งก็ชักดาบออกมาตัดเชือกของสะพานไม้ สะพานไม้ร่วงตกลง ไปในนํ้า
อิ่งสือซันยืนอยู่อีกฝั่งของแม่นํ้าเป็นเวลานาน ในท้ายที่สุด เขา ก็กำหมัดแน่นและจากไปอย่างเย็นชา
หลังจากที่เขาจากไปไม่นาน เยี่ยนไหวจิ่งก็กระโดดลงจากรถ ม้า และให้สารถีย้ายหินออกจากฝั่ง ทันใดนั้นก็ปรากฏทางเดินที่ มืดมิดสายหนึ่ง เยี่ยนไหวจิ่งเดินไปตามทางและข้ามแม่นํ้า
คนของเยี่ยนจิ่วเฉาต้องหาวิธีข้ามแม่นํ้ามาอย่างแน่นอน แต่ หารู้ไม่ว่าปลายทางไม่ได้อยู่ที่อีกฟากหนึ่งของแม่นํ้าเลย!
หลังจากเยี่ยนไหวจิ่งออกเดินทางไปหาบุตรีจวนอัครมหา เสนาบดี อวี๋หวั่นก็ลุกขึ้นเดินไปรอบๆ ภายนอกบ้าน หนึ่งคือไปเดิน เล่นย่อยอาหาร สองก็คือสำรวจภูมิประเทศ โดยคิดว่าหากเยี่ยนจิ่ว เฉาหาที่นี่ไม่พบ พรุ่งนี้เธอก็จะหาวิธีดูว่าสามารถหนีไปได้หรือไม่ จ วินฉางอันเดินตามเธอทุกย่างก้าว เธอไม่ได้เดินไปไกล แล้วก็กลับ ห้องไปพักผ่อน
กลางดึกคืนนั้น เธอตื่นขึ้นมาด้วยเสียงซุบซิบพึมพำ เมื่อ ลืมตาขึ้น เธอก็เห็นเงาร่างสูงใหญ่นั่งอยู่ที่ขอบเตียง เธอตกใจ หยัด
ตัวขึ้นนั่ง
“ข้าเอง”
เยี่ยนไหวจิ่งกล่าว
“ข้ารู้ว่าเป็นองค์ชาย ดึกมากแล้ว องค์ชายมาทำอะไรในห้อง ข้า?” ตะเกียงก็ไม่จุด นี่เป็นจังหวะที่เขาจะเอาเปรียบเธอโดยไม่ทัน ตั้งตัวหรือไม่?
ร่างกายของเยี่ยนไหวจิ่งมีกลิ่นหอมของเหล้าที่หวานเลี่ยน อวี๋ หวั่นขมวดคิ้ว “องค์ชายทรงดื่มเหล้ามาหรือ?”
เมาแล้วทำตัวเละเทะ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่!
แม้อวี๋หวั่นจะนอนลงโดยที่สวมเสื้อผ้ามิดชิด และไม่มีจุดใด ยั่วยวนผู้คน แต่บางครั้งนิสัยป่าเถื่อนของผู้ชายที่เกิดขึ้นมา ก็ไม่ ได้ถูกสกัดกั้นไว้ด้วยเสื้อผ้าสองสามชิ้น
อวี๋หวั่นรีบหยิบแท่งจุดไฟออกมา และจุดตะเกียงนํ้ามันบน โต๊ะข้างเตียงที่วางไว้จะเข้านอน
ห้องนั้นสว่างขึ้น
เยี่ยนไหวจิ่งมองเห็นความหวาดระแวงในดวงตาของอวี๋หวั่น อย่างชัดเจน ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ไม่สบอารมณ์
“เยี่ยนจิ่วเฉาปรากฏตัวในห้องของเจ้า เจ้าก็ระแวดระวังเช่นนี้ หรือไม่?”
อวี๋หวั่นเอ่ยในใจ แน่นอนว่าไม่ใช่ ที่ต้องระแวดระวังก็มีแต่เขา
เยี่ยนไหวจิ่งเอ่ยอย่างหมดหนทาง
“ก็แค่เหล้าผลไม้นิดหน่อย ข้าไม่ได้เมา ไม่ทำอะไรเจ้าหรอก”
เมื่ออวี๋หวั่นเห็นว่าเขาไม่ได้กำลังโกหก มือของเธอที่แอบอยู่ใต้ แขนเสื้อกว้างจึงค่อยๆ ดันกริชกลับเข้าไป และถามว่า
“ท่านไปดื่มกับคุณหนูหันมาหรือ?”
“แค่ชิมนิดหน่อย”
หันจิ้งซูสนุกกับการทำเหล้าผลไม้และขอให้เยี่ยนไหวจิ่งชิม รสชาติใดก็ไปไม่ถึงใจของเยี่ยนไหวจิ่ง ในสมองของเขาเต็มไปด้วย ภาพของอวี๋หวั่น
เธอสวมชุดแต่งงานสีแดงเดินมาด้านหน้าเขา ในขณะนั้นไม่มี ใครรู้ว่าคลื่นที่โหมซัดสาดแบบใดเกิดขึ้นในใจของเขา
อวี๋หวั่นยังคงสวมชุดแต่งงานตลอดทั้งวัน ชุดแต่งงานปกติ มักมีลักษณะใหญ่โคร่ง
แต่ไม่ใช่กับชุดนี้ เอวที่ถูกรัดแน่น ทำให้ผู้คนนึกถึงเอวเรียว บาง เส้นโค้งที่ไม่ว่าบุรุษคนใดก็อยากจะครอบครองไว้ใต้ร่าง
………………………………………
[1] เวลาหนึ่งก้านธูป 两刻钟 เป็นเวลาประมาณ 30นาที
บทที่ 105.2 เขามาแล้ว (2)
เยี่ยนไหวจิ่งรู้สึกถึงลำคอที่แห้งผาก
อวี๋หวั่นไม่ใช่คนโง่ ชายคนนี้อาจไม่ได้มีความคิดชั่วร้ายในตอน แรก ทว่ายามนี้ทั่วใบหน้าของเขาเขียนไว้ว่าจะกินเธอ อวี๋หวั่นรู้สึก ขมขื่น แต่เธอก็ไม่ได้ทำอะไรเลย หากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ จะโทษใคร
“อาหวั่น” เสียงของเยี่ยนไหวจิ่งแหบแห้ง
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ฝ่าบาทมีสิ่งใดพรุ่งนี้ค่อยเอ่ย ข้า เหนื่อยแล้ว อยากจะพักผ่อน มิใช่ว่าพรุ่งนี้ท่านจะพาข้าออกจาก เมืองหลวงหรือ? ท่านกลับไปพักผ่อนที่ห้องเร็วสักหน่อยเถิด!”
ข้าขับไล่อย่างไม่แยแส ท่านก็ควรจะรีบไปสิ!
เยี่ยนไหวจิ่งไม่ขยับ
อวี๋หวั่นมองออกว่าในใจของเขา สวรรค์กับมนุษย์กำลังต่อสู้ กัน อวี๋หวั่นหวังให้เหตุผลของเขาเอาชนะแรงกระตุ้นได้ ทว่าไม่ช้า อวี๋หวั่นก็พบว่ามันไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะมีคนถูกฆ่าตายด้าน นอก
อวี๋หวั่นลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เยี่ยนไหวจิ่งกล่าวอย่างเย็นชา “อย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไป พวก ที่มา หาใช่เยี่ยนจิ่วเฉา!”
ชัดเจนว่าเขาหลุดพ้นจากคนของเยี่ยนจิ่วเฉาได้ เขาไม่เชื่อว่า
พวกเขาจะพบที่นี่ได้เร็วถึงเพียงนี้
จวินฉางอันต่อสู้กับคนกลุ่มนั้น
อวี๋หวั่นยิ้มอย่างถ่อมตัว “ฝ่าบาทอย่าเพิ่งภูมิใจเร็วเกินไป พวกที่มาคือสวี่ส้าว”
การแสดงออกของเยี่ยนไหวจิ่งเยือกเย็น
แน่นอนว่าอวี๋หวั่นเดาไม่ออก เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่มาเป็น ใคร? แต่เมื่อครู่ผู้ชายคนนี้เกือบจะใช้งานเธออย่างหนัก หาก สามารถสร้างความบาดหมางระหว่างเขากับสวี่ส้าวได้ก็ถือว่าดี
ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมาก และมีทักษะการต่อสู้ที่สูงส่ง อาการบาดเจ็บที่ได้รับบนเรือสำราญเมื่อครานั้นของจวินฉางอัน ยังไม่หายดี ทำให้เขาไม่อาจรับมือได้อย่างใจ ทันใดนั้น มือสังหาร สองสามคนก็เข้าไปในบ้าน
เยี่ยนไหวจิ่งชักดาบเข้าสกัดกั้น
มือสังหารกลุ่มนี้วิ่งมาที่อวี๋หวั่น โดยยึดมั่นในแนวคิดที่ว่า จับ เป็นได้ดีที่สุด หากจับเป็นไม่ได้ก็ฆ่าทิ้ง และต่อสู้อย่างไร้ความปรานี
อวี๋หวั่นรีบวิ่งไปหลบหลังเยี่ยนไหวจิ่ง
เมื่อเยี่ยนไหวจิ่งเห็นเธอรู้จักพึ่งพาตนในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ก็พลันรู้สึกโล่งใจ ทว่าในวินาทีถัดมา อวี๋หวั่นก็ผลักเขาออกไปรับ ดาบ
เยี่ยนไหวจิ่ง “…”
เยี่ยนไหวจิ่งคิดว่าตนเองหลบไม่พ้นเป็นแน่ ทว่าบางสิ่งที่ไม่ คาดคิดก็เกิดขึ้น ดาบของนักฆ่าหมายจะแทงทะลุหน้าอกของเขา แต่ทันใดนั้นดาบก็เอียงและปาดโดนไหล่ของเขาแทน
เยี่ยนไหวจิ่งตกใจมาก
อวี๋หวั่นเอ่ย “ตอนนี้ท่านควรเชื่อแล้วกระมัง? นั่นเป็นคนของ ลุงท่าน! นอกจากลุงท่านแล้ว ใครจะคิดสังหารท่านกัน!”
อวี๋หวั่นเดาว่าสวี่ส้าวจงใจ ที่เธอผลักเยี่ยนไหวจิ่งออกไปรับ ดาบเมื่อครู่เป็นการปกป้องตัวเองจริงๆ แม้ว่าเธอจะไม่ได้คาดหวัง ให้อีกฝ่ายปรานี แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเดาถูกจริงๆ นักฆ่ากลุ่มนี้สวี่ ส้าวเป็นผู้ส่งมา
อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างเย่อหยิ่ง “ท่านสนใจป้องกันแต่เยี่ยนจิ่วเฉา จนหลงลืมลุงของท่านไปแล้วกระมัง สมควรแล้วที่ถูกลุงของท่าน เฝ้าจับตา!”
สีหน้าของเยี่ยนไหวจิ่งเย็นชา และไม่อาจจัดการความรู้สึกซับ ซ้อนที่เกิดขึ้นในใจของเขา อวี๋หวั่นจึงถูกนักฆ่าคนหนึ่งจับตัวไป
จวินฉางอันไล่ตามไม่ทัน
“เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?” เยี่ยนไหวจิ่งถามพร้อมกับกำหมัด แน่น
จวินฉางอันมองไปยังทิศที่พวกเขาหายตัวไปด้วยสีหน้า เคร่งขรึม “พวกเขาคือหน่วยกล้าตาย”
พวกเขาเป็นหน่วยกล้าตายสีเงินที่กำลังจะเลื่อนขั้น พวกเขา อยู่ห่างจากหน่วยกล้าตายสีทองเพียงก้าวเดียว มาคนเดียวก็ สามารถฆ่าพวกเขาได้ทั้งหมด แต่นี่พวกเขามาถึงห้าคน! แทบจะ ทำลายได้ทั้งค่ายทหารองครักษ์!
หญิงที่เขาแย่งตัวมาอย่างยากลำบาก ในที่สุดก็ถูกชิงตัวไป กลางคัน เยี่ยนไหวจิ่งโกรธจัด กำหมัดชกต้นไม้!
อวี๋หวั่นที่ถูกลักพาตัวไม่อาจสิ้นหวังไปยิ่งกว่านี้
จบเห่ จบเห่ หากอยู่ในเงื้อมมือของเยี่ยนไหวจิ่ง เธอยังพอมีวิธี จัดการ เพราะอย่างไรเสียเยี่ยนไหวจิ่งก็สนใจเธอ ไม่เหมือนกับสวี่ ส้าว เขาไม่ได้สนใจว่าเธอจะเป็นหรือตาย ไม่ใช้เธอเพื่อคุกคาม เยี่ยนจิ่วเฉา ก็ฆ่าเธอเพื่อกระตุ้นเยี่ยนจิ่วเฉา ต่อจากนี้เธอคงมี ชีวิตอยู่ก็ไม่สู้ตาย
ในขณะที่อวี๋หวั่นท้อแท้สิ้นหวังกับชีวิตอยู่นั้น เงาร่างสูงใหญ่ก็ เหาะลงมาจากท้องฟ้าราวกับเทพเจ้า มาขวางกั้นเส้นทางของ หน่วยกล้าตาย
อวี๋หวั่นดวงตาเปล่งประกาย “อาเว่ย!”
วายร้ายหมายเลขหนึ่งของเผ่าปีศาจ ผู้สง่างามผู้ยิ่งใหญ่ผู้มี อำนาจครอบงำและเต็มไปด้วยอาชญากรรม อาเว่ย ผู้ซึ่งไม่ สามารถถูกกล่าวโทษในอาชญากรรมของเขาได้ปรากฏตัวขึ้น!
อาเว่ยบีบคอของหน่วยกล้าตายคนหนึ่งด้วยมือข้างเดียว และ ขว้างไปกระแทกกับหินอย่างรุนแรง มีดหินที่แหลมคมเจาะเข้าไป
ที่หัวใจของหน่วยกล้าตาย หน่วยกล้าตายทั้งสี่ไม่อาจรอดพ้นสิบ กระบวนท่าในมือของอาเว่ย หน่วยกล้าตายคนสุดท้ายตัดสินใจจะ หลบหนีไปพร้อมกับอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นถือโอกาสโจมตีเขาทันทีที่เขา คลายมือ จากนั้นอวี๋หวั่นก็ล้มลงกับพื้น
อวี๋หวั่นยกกระโปรงขึ้นแล้วรีบวิ่งไปหาอาเว่ย “อาเว่ย! อาเว่ย เจ้ามาได้อย่างไร? โชคดีเหลือเกินที่เจ้ามา ไม่เช่นนั้นข้าคงจะรอด กลับมายาก!”
อาเว่ยยิ้มเยาะ หญิงโง่เอ๊ย อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้ว่าตนเองได้ เลือกเส้นทางที่ไม่อาจย้อนกลับมาได้
อาเว่ยคว้าตัวอวี๋หวั่นที่วิ่งมาหาเขาเอง และฆ่าหน่วยกล้าตาย คนสุดท้ายด้วยมีดเล่มเดียว
“อาม่า อาเว่ยทำสำเร็จแล้ว! ข้าเห็นสัญญาณของเขาแล้ว!”
ในหมู่บ้าน ชายหนุ่มหนึ่งในสามคนเดินเข้าห้องไปเอ่ยกับชาย ชรา
ชายชราพยักหน้าด้วยความโล่งใจ “ดีมาก เจ้าบ่าวคงคิดว่า เป็นฝีมือของคนแรก คนแรกก็คงคิดว่าเป็นฝีมือของคนที่สอง ใคร ก็เดาไม่ออกว่ายังมีพวกเราอีก”
ชายหนุ่มพยักหน้า ท่านเอ่ยว่าเยี่ยนจิ่วเฉาแล้วก็คนนั้นกับคน นั้นก็พอแล้ว เอาละ อย่างไรเขาก็ไม่รู้จักสองฝ่ายหลัง
“เตรียมรถม้าไว้แล้วหรือ?” ชายชรากล่าว
“เตรียมไว้แล้ว อาม่า” ชายหนุ่มเอ่ยตอบ
ชายชรากล่าวด้วยความพึงพอใจ “ขอเพียงจับตัวนางกลับเผ่า ได้ ก็ไม่ต้องกลัวว่านางจะทำอะไรผิดแผนอีกแล้ว”
…
“อาเว่ย เจ้าจะพาข้าไปที่ใด? ข้าเดินไปเองได้!” อวี๋หวั่นถูกอาเว่ ยอุ้มขึ้นไหล่ และเดินข้ามภูเขามาถึงสองลูกแล้ว อวี๋หวั่นสงสัย อย่างมากว่าเขากำลังหลงทาง
อาเว่ยไม่ตอบและยังคงอุ้มอวี๋หวั่นเดินต่อไป
อวี๋หวั่นช่วยเขา “เจ้าบอกข้ามาว่าเจ้าจะไปยังทิศใด?”
“ตะวันออก” อาเว่ยกล่าว
อวี๋หวั่นจ้องมอง “เช่นนั้นเจ้ากำลังเดินไปทางทิศตะวันตก!”
อาเว่ย “…”
ด้วยความช่วยเหลือของอวี๋หวั่น ในที่สุดอาเว่ยก็พบเส้นทางที่ ถูกต้อง เขามาถึงสถานที่ที่นัดหมายไว้ และเห็นรถม้าหลังคาสี เขียวอมนํ้าเงินคันหนึ่งจอดอยู่ เขาแอบดีใจที่อาม่าขอให้คนเตรียม รถม้าไว้เรียบร้อยแล้ว!
ตอนนี้ เขาแค่กดจุดผู้หญิงคนนี้ แล้วโยนนางเข้าไปในรถม้าก็ พอแล้ว! เมื่อนางตื่นขึ้นมา ก็จะอยู่บนเส้นทางกลับเผ่าแล้ว ไม่สิ อาจจะอยู่ที่เผ่าแล้วก็ได้!
อาเว่ยเผยรอยยิ้มปีศาจชั่วร้าย สะกดจุดหลับใหลของอวี๋หวั่น
และโยนอวี๋หวั่นเข้าไปในรถม้า หลังจากนั้นก็เดินจากไปโดยไม่หัน กลับมามอง
“อาม่า!” อาเว่ยรอที่จะกลับไปหมู่บ้านแทบไม่ไหว เขาเอ่ย อย่างตื่นเต้น “สำเร็จแล้ว! ข้าโยนนางเข้าไปในรถม้าแล้ว!”
เขาตื่นเต้นเกินกว่าจะสังเกตเห็นว่ามีคนอยู่ในห้องมากขึ้น
ชายชรามองสารถีรถม้าที่อยู่ข้างๆ เขา จากนั้นก็มองไปที่อา เว่ย ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทาราวกับคนตาย “เจ้าโยนเข้าไป ในรถม้าคันไหน?”
“ก็คันที่มีหลังคาสีเขียวอมนํ้าเงินอย่างไรเล่า!”
“บนหลังคามีสัญลักษณ์ลายเมฆใช่หรือไม่?”
“ใช่ๆ!” อาเว่ยพยักหน้าอย่างตื่นเต้น รอรับคำชมจากอาม่า!
ชายชราชกเข้าที่หัวของเขา “เจ้าโง่! นั่นมันรถม้าของเยี่ยนจิ่ว เฉา!”
อาเว่ย “……!!!”