หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 109.1 นางเป็นภรรยาข้า (1)
แตกต่างจากตำหนักเสียนฝูที่เหลืองอร่ามแวววาว รุ่งโรจน์ดั่ง อาทิตย์กลางฟ้า ตำหนักเฟิ่งชีเย็นยะเยือกราวกับแสงยามพลบคํ่า ต้นอู๋ถงผลัดใบบดบังแสงแดดอยู่กลางลานกว้างชวนให้นึกถึง ทิวทัศน์ในช่วงแรกได้ แต่น่าเสียดายที่ทิวทัศน์อยู่ห่างไกลนัก เหลือ เพียงใบอู๋ถงที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นเท่านั้น
แอ๊ด…
ประตูวังที่ชำรุดทรุดโทรมมานานถูกขันทีดันเปิดออก เกิด เสียงดังสนั่นจนหลีเอ๋อร์ที่อยู่ข้างหลังอวี๋หวั่นตกใจ ยกมือขึ้นป้อง ปิดหู
อวี๋หวั่นเหลือบมองนางเบาๆ
เมื่อรู้ตัวว่าทำสิ่งที่ไม่ควร หลีเอ๋อร์ก็รีบลดมือลงและก้มหน้า ก้มตาเดินต่อ
อวี๋หวั่นไม่เคยไปตำหนักเย็น แต่หากเทียบกับตำหนักเสียนฝู แล้ว ตำหนักเฟิ่งชีก็แทบไม่ต่างจากตำหนักเย็นมากนัก
ขันทีเฒ่าผมหงอกขาวเดินมาด้านหน้าและคำนับอวี๋หวั่น “กระหม่อมมาเชิญฮูหยินเยี่ยน”
“มิต้องมากพิธีหรอก” อวี๋หวั่นยกมือเปล่าขึ้น พลางส่งสายตา ให้หลีเอ๋อร์ หลีเอ๋อร์หยิบถุงเล็กๆ จากแขนเสื้อยัดใส่มือของขันที
เฒ่า
“รบกวนพาข้าไปพบฮองเฮาด้วย” อวี๋หวั่นกล่าว
ขันทีเฒ่ารับเงินไว้ และเดินหลังง่อนแง่น นำอวี๋หวั่นไปที่ห้อง โถงใหญ่ของตำหนักเฟิ่งชี
ในห้องโถงใหญ่ที่ว่างเปล่า อวี๋หวั่นมองเห็นฮองเฮานั่งตัวตรง อยู่บนบัลลังก์หงส์
ฮองเฮาสวมชุดนำโชคสีเหลืองสดใสตัวใหญ่ พร้อมกับมวยผม หนาที่สวมประดับด้วยมงกุฎหงส์ ปิ่นปักผมหงส์เก้าหาง และแต่ง แต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างละเอียดอ่อน นางอายุมากกว่าสวี่ เสียนเฟยไม่กี่ปี แต่ดูราวกับคนละวัยกัน ในด้านหนึ่งนางรักษา กลิ่นอายความเป็นฮองเฮาแห่งวังหลังไว้ได้ ทว่าอีกด้านหนึ่ง… นางก็ดูแก่มากแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะใช้เครื่องประทินโฉมหนาเพียงใด ก็ไม่อาจซ่อนริ้วรอยที่หางตาของนางได้
แต่นางยังคงพยายามยืดหลังที่งุ้มงอลงไปตามอายุให้เยียด ตรง ราวกับกำลังรักษาความสง่าผ่าเผยสุดท้ายของฮองเฮาเอาไว้
แน่นอนว่า อวี๋หวั่นไม่กล้ามองฮองเฮาตลอดเวลา ก่อนเข้าวัง ลุงวั่นสอนให้เธอคำนับ เมื่อนางเดินมาถึงบันไดขั้นล่าง อวี๋หวั่นก็ ยอบกายลงคำนับโดยไม่ช้อนสายตามอง
“เงยหน้าขึ้น” ฮองเฮาเอ่ย
อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้นตามคำสั่ง
“มองข้า” ฮองเฮาเอ่ยอีกครั้ง
หลี่เอ๋อร์ที่คุกเข่าลงพร้อมกับเธอหวาดกลัวจนตกตะลึง ถึง นางจะนิ่งกว่าน้องเถาเอ๋อร์ ทว่าเมื่อนางได้พบกับมารดาของแผ่น ดินจริงๆ มิล้มลงกับพื้นตอนนี้ก็นับว่าจิตใจแข็งแกร่งมากแล้ว
อวี๋หวั่นสบตากับฮองเฮาอย่างสุขุมเยือกเย็น
ดวงตาของฮองเฮามีแววของความดุร้ายที่มาพร้อมอำนาจ เหนือกว่า นางคลี่ยิ้มอย่างแผ่วเบา “ช่างเป็นดรุณีที่งดงามเสียจริง มิน่าถึงได้เข้าตาเด็กคนนั้นได้ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นสตรีในชนบท บิดาของเจ้าแย่งความดีความชอบทางทหารของเหยียนโหวไปใช่ หรือไม่?”
อย่างไรฮองเฮาก็เป็นฮองเฮา แม้ว่านางจะไม่เป็นที่โปรดปราน แต่นางก็ทราบข่าวของเมืองหลวงดี
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างไม่ถ่อมตัวหรือหยิ่งยโส “กราบทูลฮองเฮา หม่อมฉันมาจากหมู่บ้านเหลียนฮวา ท่านพ่อของหม่อมฉันคืออวี๋ เซ่าชิง หัวหน้ากองพันทัพใหญ่ซีเป่ยเพคะ”
ไม่ยอมรับว่าแย่งความดีความชอบทางทหาร และก็มิได้ขัด แย้งกับฮองเฮา
ฮองเฮายิ้มอีกครั้ง “ข้าได้ยินมาว่าสวี่เสียนเฟยเคยเรียกเจ้า เข้าวัง และอารมณ์เสียกับเจ้ารึ?”
นี่ไม่ใช่ข่าวที่จะ ‘ได้ยิน’ มาผ่านๆ ได้ ดูเหมือนผ่านมาหลายปี ฮองเฮาก็ยังมิยอมรับชะตากรรมของนาง และยังคงรักษาวิถี
ฮองเฮาเอาไว้
อวี๋หวั่นเอ่ยหนักให้เป็นเบา “พระสนมสวี่เสียนเฟยทรง ต้องการลิ้มรสอาหารฝีมือของหม่อมฉันเพคะ”
สายตาของฮองเฮาตกกระทบบนใบหน้าของเธอ ผ่านไปครู่ หนึ่งนางก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมา “มาคุยกันเถิด เชิญนั่ง”
อวี๋หวั่นค้อมกาย “ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ”
หลีเอ๋อร์พยุงอวี๋หวั่นขึ้น และเดินไปที่เก้าอี้ด้านข้าง อวี๋หวั่นนั่ง ลง ส่วนหลีเอ๋อร์ก็ยืนอยู่ด้านหลังตามกฎระเบียบ
นางข้าหลวงนำชาร้อนมาถวาย
อวี๋หวั่นรอให้ฮองเฮาจิบก่อนหนึ่งคำ จึงยกถ้วยนํ้าชาขึ้น
ฮองเฮายิ้มพลางกล่าวว่า “ตำหนักเฟิ่งชีมิอาจดื่มชาใหม่ของปี ได้ ทำให้ฮูหยินเยี่ยนลำบากใจเสียแล้ว”
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “ฮองเฮากล่าวหนักไปแล้ว หม่อมฉันเติบโต มาในชนบท นํ้าชาที่ดื่มล้วนต้มจากรากต้นเจ๋อเอ่อร์ มีกลิ่นเหม็น คาว บางคนจึงเรียกมันว่าผักคาวทอง ชาของตำหนักเฟิ่งชีดื่มง่าย กว่าผักคาวทองมากนักเพคะ”
มีชาววังขำคิกคักเบาๆ ฮูหยินของคุณชายผู้นี้ไม่เคยเห็นโลก มาก่อนหรืออย่างไร และ เอาหญ้าป่าจากบ้านนอกมาเปรียบเทียบ ใบชาในตำหนักเฟิ่งชี? แม้ชาในตำหนักเฟิ่งชีจะไม่ดีเท่าในตำหนัก เสียนฝู แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่สามัญชนจะดื่มได้
ทว่าถูกอวี๋หวั่นทำให้ขบขันโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ฮองเฮาก็ ไม่มีคำเอ่ยทิ่มแทงอีกต่อไป
ฮองเฮาโบกมือ เป็นสัญญาณให้คนในวังถอยไป
หลีเอ๋อร์ไม่ขยับ
อวี๋หวั่นเอ่ยเบาๆ “เจ้าออกไปรอด้านนอก”
“เอ๋?” หลีเอ๋อร์ตะลึงไปชั่วขณะ พลันเห็นสายตาชาววัง ทั้งหมดที่จับจ้องมาที่นางราวกับมองคนโง่ ใบหน้าของนางแดง ฉาน รีบร้อนเดินออกไป ขณะที่ก้าวเท้าออกจากตำหนักก็สะดุด ธรณีประตูด้วยความวิตกกังวล ฮองเฮามิได้ใส่ใจ ส่วนนางห็ตกใจ จนใบหน้าซีดเผือด
ห้องโถงที่เดิมทีเงียบสงัด กลับยิ่งวิเวกวังเวงกว่าเก่า
ฮองเฮาตรัสว่า “ที่นี่ไม่มีคนนอกอยู่แล้ว ดังนั้นข้าจะคุยกับฮู หยินเยี่ยนอย่างเปิดอก ฮูหยินเยี่ยนมาที่นี่เพื่อรับตราประทับ ทองคำ ตามหลักแล้วข้าก็ควรจะให้เจ้าโดยไม่หวงแหน ทว่าน่า เสียดายที่ข้ามิต้องการทำเช่นนั้น”
สมกับที่เป็นฮองเฮา แม้ไม่เป็นที่โปรดปราน ก็ยังคุกคามผู้อื่น ได้อย่างมั่นอกมั่นใจเพียงนี้
“ฮองเฮาเคยใช้ตราประทับทองคำบีบบังคับผู้อื่นมาก่อนหรือ ไม่เพคะ?” อวี๋หวั่นเอ่ยเบาๆ ไร้ซึ่งสีหน้าตื่นตระหนกใดๆ
ปฏิกิริยาของเธอตกอยู่ในสายตาของฮองเฮา นางสะบัดแขน
เสื้อกว้างสีทองปักลายหงส์พลางเอ่ยว่า “แน่นอนว่าไม่มี เจ้าเป็น คนแรก”
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เข้าใจได้ สตรีของราชวงศ์ที่ เคยเห็นในอดีต ล้วนเป็นการแต่งงานที่ได้รับการยินยอมจาก ฮ่องเต้ การที่ฮองเฮาปฏิเสธที่จะมอบตราประทับทองคำ เท่ากับ การมีปัญหากับฮ่องเต้ ทว่าการแต่งงานของเธอกับเยี่ยนจิ่วเฉาขัด ต่อความปรารถนาของฮ่องเต้ แม้เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เอ่ยอะไร แต่เธอก็ รู้อยู่แก่ใจ ฮ่องเต้ทรงหวงแหนเขามาก พระองค์คงคิดว่าเธอไม่ คู่ควรกับเขา ดังนั้นหากฮองเฮายึดตราประทับทองคำของเธอไว้ ฮ่องเต้ย่อมรู้สึกพอพระทัย
“คงเข้าใจแล้วกระมัง?” ฮองเฮาเอ่ยถามด้วยสีหน้าสบายๆ
อวี๋หวั่นพยักหน้า “หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ เพียงแต่ไม่ทราบ ว่าฮองเฮาต้องการทำอันใด? ยึดตราประทับทองคำของหม่อมฉัน เพื่อเอาพระทัยฝ่าบาท หรือมีเงื่อนไขใดที่หม่อมฉันต้องทำเพื่อให้ ได้รับตราประทับทองคำเพคะ”
ฮองเฮายิ้ม “เจ้าฉลาดมาก ไม่แปลกเลยที่เจ้าสามารถเอาชนะ เหล่าสตรีมากมาย มาแต่งเข้าจวนคุณชายได้”
อวี๋หวั่นเอ่ยในใจ สตรีไม่ได้มากมาย มีเหยียนหรูอวี้เพียงคน เดียว
ฮองเฮามองห้องโถงที่อึมครึมน่าสะพรึงกลัวพลางตรัสว่า “ข้า รออยู่ที่ตำหนักเฟิ่งชีมาสิบปีเพื่อให้ฝ่าบาทอภัยโทษให้ข้า แต่ยามนี้
ข้ารอต่อไปไม่ไหวแล้ว”
ก่อนมาเข้าวัง ลุงวั่นเล่าเรื่องฮองเฮาให้เธอฟัง ฮองเฮาเป็น ภรรยาจากการอภิเษกกับฮ่องเต้และเป็นมารดาของรัชทายาท หลังจากฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ นางย่อมถูกสถาปนาเป็นฮองเฮา แต่ช่วงเวลาดีๆ ก็ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ฮ่องเต้มีสนมลี่เฟยก่อน ต่อ มาก็สนมสวี่เฟย คล้ายกับข้างกายฮ่องเต้ไม่เคยขาดแคลนหญิง งาม เพื่อความมั่นคงในตำแหน่งฮองเฮา นางจึงวางแผนทำร้ายสวี่ เสียนเฟย ทว่าหลิวกุ้ยเหรินซึ่งกำลังตั้งครรภ์กลับได้รับเคราะห์ แทนโดยไม่ตั้งใจ หลิวกุ้ยเหรินจากไปพร้อมกับหนึ่งร่างสอง วิญญาณ ฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัยอย่างมาก จึงสั่งลงโทษฮองเฮา ทว่าสุดท้ายก็เห็นแก่ภาพลักษณ์ที่ดีของราชวงศ์และความรักฉัน สามีภรรยา ฮ่องเต้ไม่ได้ทอดทิ้งฮองเฮา เขาเพียงบอกให้ฮองเฮา อยู่รักษาตัวที่ตำหนักเฟิ่งชี ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เขาต้องการ กักขังนางไว้ที่นี่
เรื่องนี้มองอย่างไรก็คล้ายกับนางถูกสวี่เสียนเฟยซ้อนแผน ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แต่พวกเขาสงสัยไปก็ไร้ประโยชน์ ฮ่องเต้ทรงไว้ใจสวี่เสียนเฟยมาก
ฮองเฮาลูบหน้าท้องหย่อนคล้อยของนาง “นางนั่นมันฆ่าลูก ข้า! คิดจะใช้สถานที่เลวร้ายแห่งนี้กักขังข้าไว้ตลอดไป ฝันไป เถอะ!”
ลุงวั่นเล่าว่า ยามที่ฮองเฮาถูกตัดสินโทษ นางกำลังตั้งครรภ์
มังกร เป็นองค์หญิงผู้หนึ่ง ทว่ากลับต้องแท้งกลางคัน
สวี่เสียนเฟยน่าเกลียดชังนั้นเป็นเรื่องแน่แท้ ทว่าฮองเฮาที่คิด ทำร้ายนางก็ย่อมไม่บริสุทธิ์เช่นกัน ผู้ชนะเป็นเจ้าผู้แพ้เป็นโจร ก็ เท่านั้นแล
“ฮองเฮาหมายให้พวกเราจัดการกับสวี่เสียนเฟยหรือเพคะ?” อวี๋หวั่นถาม
ฮองเฮาหัวเราะ “ข้ารู้ว่าเจ้ากับแม่ลูกเสียนเฟยไม่ถูกกันราวนํ้า กับไฟ ทว่าหญิงเลวผู้นี้เป็นของข้า ข้าจะจัดการนางเอง พวกเจ้า แค่ทำให้ข้าออกไปจากตำหนักเฟิ่งชีได้ก็พอแล้ว”
เอ่ยน่ะมันง่าย
ฮองเฮาคลี่ยิ้มบางๆ “ข้ารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เจ้าคิดสิ ข้า จะมอบตราประทับทองคำให้กับเจ้า และทำให้ฝ่าบาทขุ่นเคือง พระทัย มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับข้าเช่นกัน ในเมื่อไม่ง่ายดายกัน ทั้งสองฝ่าย มิสู้เจรจาการค้าเป็นธรรมดีกว่าหรือ”
อวี๋หวั่นไม่มีคำเอ่ยใด
ฮองเฮามองยังอวี๋หวั่นและกล่าวว่า “เอาละ ข้าจะบอกเจ้าอีก อย่างเกี่ยวกับเยี่ยนจิ่วเฉา”
………………………
เมื่อมาถึงห้องทรงงาน
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่บนรถเข็น มองเห็นฮ่องเต้มีสีหน้าคาดไม่ถึง
ฮ่องเต้มองว่าเขากุเรื่องโกหกเช่นเดียวกับขันทีวัง มิได้คิดว่า เขาจะเดินไม่ได้จริงๆ ฮ่องเต้คร้านจะเปิดโปงเขา พลางตรัสอย่าง ห้วนๆ “เจ้ามาพอดี ข้ามีเรื่องจะเอ่ยกับเจ้าอยู่”
“กระหม่อมก็มีเรื่องจะเอ่ยกับฝ่าบาทเช่นกัน” เยี่ยนจิ่วเฉา กล่าว
มีเรื่องก็เรียกเสด็จลุง ไม่มีเรื่องก็เรียกฝ่าบาท หลายปีมานี้ ฮ่องเต้เคยชินเสียแล้ว
ฮ่องเต้จ้องมองเขา พลางตรัสว่า “เจ้ายังมีสิ่งใดจะเอ่ยอีก? เจ้าจะแต่งงานกับสาวชาวบ้าน ข้าก็พยายามหลับหูหลับตาให้เจ้า แต่ง ยังมีสิ่งใดที่เจ้าไม่พอใจอีก?”
“พอใจอย่างที่สุด” เยี่ยนจิ่วเฉายั่วโมโห
บทที่ 109.2 นางเป็นภรรยาข้า (2)
ฮ่องเต้ถูกเขาทำให้โกรธจัด ทว่าจำได้ว่ายังมีเรื่องสำคัญ จึง ระงับโทสะแล้วตรัสกับเขาต่อ “ข้าเลือกไว้ให้เจ้าแล้ว บุตรีจวนผู้ ตรวจการ เป็นสตรีที่งามพร้อมทั้งภายนอกและภายใน ฉลาดหลัก แหลม มีความรู้ความสามารถ รูปร่างหน้าตาดี จิตใจบริสุทธิ์สูงส่ง มีชีวิตชีวาและน่าเอ็นดู ไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับเจ้ามากไปกว่านี้อีก แล้ว”
ใบหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉาไร้ซึ่งความประหลาดใจ เขาเพียงแต่ เลิกคิ้วและเอ่ยว่า “แต่งคนที่สูงส่งเช่นนี้มาเป็นอนุภรรยา คง ลำบากแย่กระมัง?”
“ใครให้นางเป็นอนุภรรยา” ฮ่องเต้ตรัส “เจ้าจะขึ้นเป็นอ๋องใน อนาคต นางจะเป็นพระชายาเยี่ยน ส่วนหญิงที่เจ้าแต่งงานด้วย ข้า จะมอบตำแหน่งเช่อเฟยให้นาง”
หญิงชาวบ้านกลายมาเป็นเช่อเฟยของเยี่ยนอ๋องได้ก็นับว่าปีน สูงแล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ย “หญิงคนนั้นก็คือคนที่ฝ่าบาททรงประทาน ฉายาแม่ครัวมือหนึ่งในใต้หล้าให้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตรัสด้วยสีหน้าจริงจัง “นี่เป็นคนละเรื่องกัน เจ้าแต่ง ภรรยา มิใช่เชิญแม่ครัว!”
“นางมิใช่แม่ครัว” เยี่ยนจิ่วเฉาสีหน้าบูดบึ้ง “นางเป็นภรรยา ข้า”
ฮ่องเต้ตรัสอย่างเย็นชา “ข้าไม่เห็นด้วย! ได้ผ่านประตู มีสาม หนังสือหกพิธีการใหญ่โต ก็นับว่าเป็นเกียรติแก่นางมากพอแล้ว เลิกคิดจะเป็นพระชายาเยี่ยนไปเสีย!”
เยี่ยนจิ่วเฉาโยนตราประทับสีทองของเยี่ยนอ๋องลงบนโต๊ะของ ฮ่องเต้จนเกิดเสียงดังลั่น “ตำแหน่งเยี่ยนอ๋องนี้ ผู้ใดอยากจะรับก็ รับไป!”
ฮ่องเต้ตบโต๊ะและยืนขึ้น “เยี่ยนจิ่วเฉา!”
ฮ่องเต้โกรธจัด เด็กตัวเหม็นคนนี้ไม่ต้องการกระทั่งตำแหน่ งเยี่ยนอ๋องเพียงเพราะสตรีผู้เดียว เขารู้หรือไม่ว่าตนเองกำลังทำ อะไรอยู่? ที่เขาจะสละคือตำแหน่งอ๋องเช่นนั้นหรือ? นั่นคือทั้งจวน เยี่ยนอ๋อง ทั้งเมืองเยี่ยน!
“ฝ่าบาท! โปรดระงับโทสะ โปรดระงับโทสะพ่ะย่ะค่ะ…” เมื่อ เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี ขันทีวังก็เดินฝ่าพายุความเสี่ยงที่จะถูกตัด ศีรษะเข้าไป เขาเอ่ยกับเยี่ยนจิ่วเฉาอย่างจริงใจเพื่อปลอบพระทัย ฝ่าบาท “คุณชาย ฝ่าบาททรงทำเพราะหวังดีกับท่าน”
เยี่ยนจิ่วเฉาฮึดฮัดใส่อย่างเย็นชา พลางผลักรถเข็นออกไป โดยไม่หันกลับมามอง
ฮ่องเต้โกรธมาก “เจ้าดูสิ เจ้าดูสิ! นี่คือหลานชายที่แสนดีที่ข้า คุ้นเคย! กล้าสะบัดหน้าใส่ข้าต่อหน้าคนอื่น! ข้าคิดจริงๆ แล้วว่าคง
ต้องฆ่าเขาให้ตาย!”
“ฝ่าบาท ไยตรัสเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีวังกล่าวในใจ ท่านเต็มใจ ที่จะฆ่า คงฆ่าไปไม่รู้กี่ครั้งตั้งนานแล้ว แม้ว่าท่านจะไม่ฆ่า เด็กคนนี้ ก็อยู่ไม่รอดเกินสองปี
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้มิได้มีนํ้าโห ขันทีวังจึงรีบเกลี้ยกล่อม “คุณชายเป็นคนดื้อรั้น เอ่ยเพราะๆ ดีๆ จึงจะยอมทำตาม แต่ กระหม่อมคิดว่าฝ่าบาทมิต้องทรงกังวลไปหรอกพ่ะย่ะค่ะ คุณชาย มิเคยมีสตรีอยู่ข้างกาย ย่อมหลงใหลในความสดใหม่ หลังจากผ่าน ช่วงนี้ไป เขาก็จะสนใจสตรีผู้นั้นน้อยลงเองพ่ะย่ะค่ะ ถึงตอนนั้นฝ่า บาทค่อยนำสตรีเหล่านั้นมาอยู่ต่อหน้าเขา มิจำเป็นต้องกระตุ้นเขา เขาก็จะเป็นผู้เลือกด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตรัส “ข้าเข้าใจดี แต่ข้าแค่ทนไม่ไหวอีกแล้ว หัวรั้นเช่น เดียวกับพ่อไม่มีผิด!”
การแต่งงานของเยี่ยนอ๋องกับซั่งกวนเยี่ยนก็ถูกคัดค้านเช่น กัน ไม่มีเหตุผลอื่นใด สถานะของซั่งกวนเยี่ยนสูงส่งเกินไป ฮ่องเต้ องค์ก่อนมิต้องการให้ ‘ลูกชายชู้’ มีบุคคลเบื้องหลังที่มีอำนาจเช่นนี้ ฮ่องเต้องค์ก่อนเลือกการแต่งงานที่ไม่สูงหรือตํ่าเกินไปสำหรับเยี่ย นอ๋อง เยี่ยนอ๋องวัยหนุ่มจึงอาละวาดยกเลิกการแต่งงานจนเป็นที่ โจษจันกันไปทั้งเมือง แต่ไม่ว่าอย่างไร ซั่งกวนเยี่ยนกับเยี่ยนอ๋องก็ นับว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกัน ดังนั้นฮ่องเต้คนปัจจุบันจึงไม่คัดค้าน การแต่งงานของทั้งสอง
“ข้าทำเพราะหวังดีกับเขา”
ขันทีวังถอนใจอีกครั้ง “ฮ่องเต้ทรงทำเพราะหวังดีกับคุณชาย คุณชายยังเด็กไม่รู้เรื่องอันใด หากฮ่องเต้ทรงอนุญาตให้เขา แต่งงานกับสตรีผู้ตํ่าต้อยในฐานะพระชายาเยี่ยน เยี่ยนอ๋องผู้ล่วง ลับทราบเข้าคงยากที่จะตายตาหลับ”
แววตาของฮ่องเต้เนือยนิ่ง ไม่ตรัสสิ่งใดอีก
………..
หลังจากเยี่ยนจิ่วเฉาออกจากห้องทรงงานของฮ่องเต้ก็ตรงไป ยังตำหนักเฟิ่งชี อวี๋หวั่นก็บังเอิญออกมาจากตำหนักเฟิ่งชีพอดี ทั้ง คู่ชนกันอย่างแรง
เมื่อมองเห็นมือที่ว่างเปล่าของเธอ เยี่ยนจิ่วเฉาจึงถามว่า “มิได้รับตราประทองคำหรือ? ฮองเฮาต้องการสิ่งใดกัน?”
อวี๋หวั่นไม่แปลกใจที่เขาเดาได้ เขามีชีวิตอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะโชค
อวี๋หวั่นเอ่ยเบาๆ “นางต้องการให้เราช่วยนางออกจากตำหนัก เฟิ่งชีเจ้าค่ะ”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบอย่างเรียบง่าย “มิใช่เรื่องยาก เจ้าไปบอก ฮองเฮา ภายในสามวัน นางจะได้ตามที่นางต้องการ”
“อื้อ” อวี๋หวั่นหมุนตัวเตรียมจะไปยังตำหนักเฟิ่งชี เยี่ยนจิ่วเฉา รีบคว้าข้อมือเธอไว้ “มิใช่เจ้า”
อวี๋หวั่นชะงัก และเห็นลุงวั่นเดินผ่านเธอไปอย่างขัดเขิน
อวี๋หวั่นมองมือที่จับอยู่บนข้อมือของเธอ นอกจากตอนที่เขา ช่วยเหลือเธอ ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่เยี่ยนจิ่วเฉาเริ่มสัมผัส เธอก่อน? แม้จะถูกคั่นด้วยแขนเสื้อก็ตาม แต่…
เยี่ยนจิ่วเฉาเห็นสายตาของอวี๋หวั่น จึงรีบปล่อยมือและเอ่ย อย่างเย็นชา “มัวทำอันใด? ผลักรถเข็นสิ!”
อวี๋หวั่นยิ้มมุมปาก พลางเดินไปที่รถเข็น และโน้มกายลงเอ่ย ข้างหู “เยี่ยนจิ่วเฉา ตอนนี้ท่านรู้แล้วว่าข้าดีมากใช่หรือไม่?”
เยี่ยนจิ่วเฉาสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่คุ้นเคยอีกครั้ง ลูก กระเดือกของเขาเคลื่อนขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “ฟ้าครามตะวันส่อง…สำรวมหน่อย”
มุมปากปรากฏรอยยิ้มที่ยากจะควบคุม อวี๋หวั่นมองใบหูของ เขาที่อยู่ชิดกับเธอ พลางส่งเสียงอืมและยืดกายขึ้นอย่างสำรวม
ในที่สุดลมหายใจที่ร้อนระอุก็เคลื่อนออกไป ร่างกายของเยี่ยน จิ่วเฉาผ่อนคลายลง ทว่าวินาทีถัดมา อวี๋หวั่นก็โน้มกายลงอีกครั้ง และกระซิบด้วยเสียงตํ่า “ท่านหน้าแดงหมดแล้ว ท่านพี่”
ไม่รู้เพราะลมหายใจของเธอ หรือคำที่เธอเรียกว่าท่านพี่ ลม หายใจของเยี่ยนจิ่วเฉาไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยก เปลี่ยนเป็นสีแดงไปถึงลำคอ
…
เดิมทีกะจะอยู่ทานอาหารเย็นที่วังหลวง ทว่าเยี่ยนจิ่วเฉา
ทะเลาะกับฮ่องเต้ ทั้งคู่จึงกลับไปยังจวน
เด็กน้อยทั้งสามนั่งบนธรณีประตูของจวนคุณชายอย่างเชื่อ ฟัง จิ้งจอกหิมะตัวน้อยกับแมวป่าที่ถูกอวี๋หวั่นช่วยเหลือและพาก ลับมานอนอยู่บนพื้นหินด้านข้าง สามคนสองตัวช่างดูน่าสงสาร มองแล้วทั้งตลกและเศร้าในคราวเดียว
ทั้งคู่ลงจากรถม้าและพาเด็กทั้งสามกลับไปที่เรือนชิงเฟิง
ลุงวั่นเดาว่าพวกเขาคงไม่ทานมื้อเย็นที่วังหลวง จึงได้สั่งการ พ่อครัวไว้ก่อนออกไป คุณชายมิอาจรับรู้รสชาติ ลุงวั่นจึงสั่งให้คน ครัวทำตามรสนิยมของอวี๋หวั่นและคุณชายน้อย เป็นอาหารบ้านๆ ไม่กี่อย่าง มีเจียวไป๋ผัดสามเส้น เห็ดหอมกวางตุ้งฮ่องเต้ราดเครื่อง ปรุง เนื้อแพะตุ๋นนํ้าแดง หัวไชเท้ายักษ์ต้มหมูสามชั้นย่าง แกง เต้าหู้ปลาจี้อวี๋ และยำยอดถั่วลันเตาอีกหนึ่งชาม
ช่วงนี้เด็กๆ ไม่ชอบกินข้าว อวี๋หวั่นจึงขอให้ห้องครัวทำหมี่เย็น ซึ่งมีแตงกวาหั่นซอยกับผักชี เนื้อแพะหั่นบางราดเครื่องปรุงไป๋หลู่ และผสมกับถั่วลิสง หมี่กึง[1] กับเครื่องปรุงสูตรลับ แล้วราดด้วย นํ้ามันงาอีกหนึ่งช้อน เด็กๆ กินกันไม่หยุด
เยี่ยนจิ่วเฉาก็ขอหมี่เย็นด้วย อวี๋หวั่นเห็นเขาเทนํ้าส้มสายชู หมักพิเศษลงไป
นี่… นี่มันเปรี้ยวมากเลยนะ?
“อืม…” เยี่ยนจิ่วเฉาทานอย่างพึงพอใจยิ่ง
อวี๋หวั่นนึกถึงท่าทางที่เขากินผลอิงเถาเปรี้ยวในตอนเช้า เธอ
เพิ่งนอนกับเขา แล้วเขาก็มากินเปรี้ยวเช่นนี้…
ผู้…ผู้ชายคงไม่ท้องกระมัง…
เมื่อถึงเวลาเข้านอนในตอนกลางคืน เยี่ยนจิ่วเฉาสังเกตเห็น ว่าอวี๋หวั่นเอาแต่จ้องที่ท้องของเขา
“…”
เหล่าเด็กน้อยนอนหลับระเกะระกะอยู่บนเตียง อวี๋หวั่นจัดตัว ลูกชายให้อยู่ระหว่างคนทั้งสอง และเริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญกับ เยี่ยนจิ่วเฉา “เยี่ยนจิ่วเฉา ท่านเคยได้ยินเรื่องราชวงศ์หนานจ้าว หรือไม่?”
“เคยได้ยิน มีอันใดหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉานอนอยู่ด้านในสุด
อวี๋หวั่นเอ่ย “วันนี้ฮองเฮาบอกข้าว่า พิษในร่างกายท่านมี ความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์หนานจ้าว ฮ่องเต้องค์ก่อนมิได้เข้าใจผิด ว่าบิดาของท่านไม่ใช่เลือดเนื้อของเขาหรือ? เป็นไปได้หรือไม่ว่า บุรุษของฮองเฮาองค์ก่อนแท้จริงแล้วเป็นคนของราชวงศ์หนาน จ้าว? ราชวงศ์หนานจ้าวเข้าใจผิดเช่นเดียวกับฮ่องเต้องค์ก่อน คิด ว่าเป็นองค์ชายของพวกเขา ดังนั้นจึงมีคนมาจัดการกับเยี่ยนอ๋อง และท่าน?”
แม้ว่าความจริงแล้วลูกชายชู้จะเป็นฝ่าบาท เมื่อมองเช่นนี้ ฮ่องเต้ต่างหากที่เป็นองค์ชายแห่งหนานจ้าว ส่วนเยี่ยนอ๋องก็เป็น เพียงแพะรับบาปของฝ่าบาทเท่านั้น
ความลับของราชวงศ์นี้ได้ยินมาจากปากของเซียวเจิ้นถิง เรื่อง
นี้ไม่ได้ปกปิดเยี่ยนจิ่วเฉาและก็ปกปิดไม่ได้ เยี่ยนจิ่วเฉาที่กึ่งหลับ กึ่งตื่นในเวลานั้น ได้ยินเรื่องราวมามากมาย เธอไม่จำเป็นต้อง แสร้งทำเป็นไม่รู้
“ไม่มีทางหรอก” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
“ไยจึงไม่มีทางเล่า?” อวี๋หวั่นเอ่ยถาม
“หนานจ้าวไม่มีองค์ชาย” เยี่ยนจิ่วเฉาตอบ
“หือ?” อวี๋หวั่นหันไปมองเขาอย่างงงงวย
เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องมองขึ้นไปด้านบน ใบหน้าด้านข้างหล่อเหลา สะกดให้ผู้คนลืมหายใจ
เขากล่าวว่า “หมอผีเคยยืนยันว่า ประมุขแห่งหนานจ้าวจะไร้ ซึ่งองค์ชาย ดังนั้นเขาจึงมีเพียงตี้จีสององค์เท่านั้น”
“ตี้จี?” อวี๋หวั่นงงงวย
“ก็คือองค์หญิง” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว “ทว่าแม้เป็นตี้จีเฉกเช่น เดียวกัน แต่กลับมีชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
“อย่างไรรึ?” อวี๋หวั่นเริ่มสนใจ
เยี่ยนจิ่วเฉาแทบไม่เคยเห็นเธอทำตัวราวกับเด็กน้อยขี้สงสัย จึงอดทนพูดกับเธออีกสองสามประโยค “คนหนึ่งเป็นดาวแห่ง หายนะ อีกคนหนึ่งเป็นดาวประทานพร ตี้จีองค์โตซึ่งเป็นดาว หายนะถูกส่งตัวออกจากหนานจ้าวไปตั้งแต่เยาว์วัย ทว่าน้องสาว ของนางกลับได้รับความรักและความเอ็นดูทั้งหมดจากองค์ประมุข
ได้ยินมาว่านางได้รับตำแหน่งประมุขหญิงเมื่อไม่นานมานี้”
“ตี้จีองค์โตถูกส่งไปที่ใดหรือ?” อวี๋หวั่นไม่ได้สนใจประมุขหญิง ผู้นั้น กลับอยากรู้อยากเห็นเรื่องตี้จีองค์โตยิ่งนัก
เยี่ยนจิ่วเฉาส่ายศีรษะ “ไม่อาจทราบ บางคนบอกว่าหนานไห่ บางคนก็บอกว่าเผ่าปีศาจ”
“นางยังไม่ได้กลับไปอีกหรือ?”
“ยัง”
…………………………………………
[1] หมี่กึง ⾯筋 เป็นสำเนียงแต้จิ๋ว ใช้เรียกแป้งหมี่ที่นำมาทำอาหาร
เจ