หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 111.1 ครอบครัวกลมเกลียว (1)
เถี่ยตั้นน้อยพาเด็กน้อยทั้งสามไปหาเพื่อนในหมู่บ้าน ผู้ยิ่ง ใหญ่กลับมาเยือนหมู่บ้านเล็กๆ พิธีรีตองเป็นสิ่งที่จำเป็น
คนในครอบครัวพูดคุยกันอย่างมีความสุขสักพัก ลุงใหญ่กับ ป้าสะใภัใหญ่ก็เข้าครัวทำอาหารกลางวัน อวี๋เซ่าชิงตามเข้าไปด้วย แต่ถูกป้าสะใภ้ใหญ่ถมึงตาขับออกมา อวี๋เซ่าชิงไม่อาจอยู่เฉยๆ ได้ จึงหันไปให้อาหารม้าแทน
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดน้อย นางเจียงก็ไม่พูดมาก พวกเขาสองคนนั่ง อยู่ในห้องโถง นางเจียงยิ้มกริ่มมองเยี่ยนจิ่วเฉา
อวี๋หวั่นสงสัย “ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงเอาแต่จ้องเขา?”
นางเจียงยิ้ม “เขาดูดี”
อวี๋หวั่น “…”
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดถึงแผนที่จะให้อวี๋เซ่าชิง นางเจียงและเถี่ยตั้น น้อยย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังถัดไป ตอนแรกอวี๋หวั่นซื้อบ้านหลังเก่า ของสกุลติงเพราะราคาถูก แต่บ้านทั้งผุพังทั้งเล็ก หลังคารั่วซึม หน้าหนาวก็หนาว หน้าร้อนก็ร้อน แน่นอน เขากังวลว่าครอบครัวอ วี๋หวั่นจะไม่สบายใจที่จะอาศัยอยู่ในบ้านลูกเขย เยี่ยนจิ่วเฉาหมาย ถึงอาศัยอยู่ชั่วคราวก่อน และรื้อบ้านหลังเก่าเพื่อสร้างใหม่ หลัง จากสร้างเสร็จ บ้านทั้งสองก็จะเปิดถึงกันไม่แยกบ้านกันอีก
แม้ไม่ใช่บ้านที่อาศัยอยู่ประจำ แต่อย่างไรก็เป็นบ้าน บ้านหลัง ใหญ่ที่สามารถอยู่กับครอบครัวของเธอ ในก้นบึ้งหัวใจอวี๋หวั่นก็มี ความสุข แต่คงทำให้เยี่ยนจิ่วเฉาลำบากใจ ที่ดูเหมือนว่าแต่งงาน แล้วไปอยู่บ้านภรรยาแทน…
อวี๋หวั่นฉวยโอกาสบีบฝ่ามือของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว แต่เพราะ กลัวเขาจะบอกว่าไม่สำรวมกิริยา จึงรีบปล่อยมือออกทันที
เยี่ยนจิ่วเฉารู้สึกถึงความอบอุ่นนุ่มนวลที่ฝ่ามือ ที่พาดผ่าน แล้วหายวับไปกับตา เขาหันไปมองเธอ แต่เธอกลับไปคุยกับนาง เจียงเสียแล้ว
“ท่านแม่คิดอย่างไร?” อวี๋หวั่นถาม
นางเจียงกล่าวอย่างอ่อนโยน “แล้วแต่อาหวั่น”
ท่านพ่อของเธอก็แล้วแต่อาหวั่น เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้
อวี๋หวั่นเอ่ยกับนางเจียง ส่วนใหญ่เยี่ยนจิ่วเฉาเพียงแค่นั่งฟัง เกือบตลอด ด้วยนิสัยใจคอและชาติกำเนิดของเขา ถูกตัดสินว่า เข้ากันไม่ได้กับหมู่บ้านที่ยากจนแห่งนี้ ทว่าบนใบหน้าของเขากลับ ไม่เห็นความทุกข์ร้อนใดๆ เด็กๆ ในหมู่บ้านมักจะวิ่งมาดูเขาด้วย ความอยากรู้อยากเห็นเสมอ แม้จะถูกคนมุงดูก็ไม่รำคาญ กลับนั่ง อย่างอดทนและสงบนิ่ง บางครั้งการปลูกฝังเรื่องแบบนี้ ก็ไม่มีส่วน เกี่ยวข้องกับชื่อเสียง เขาเป็นบุคคลที่น่าอับอายที่สุดเท่าที่เธอเคย ได้ยินมา แต่ก็เป็นบุคคลที่ถูกปลูกฝังมาอย่างดีที่สุดเท่าที่เธอเคย เห็นมาเช่นกัน
ด้านนี่ อวี๋หวั่นกำลังพูดคุยกับครอบครัว อีกด้านหนึ่ง สกุล หลัวได้เดินทางมาถึงบ้านแล้ว
นี่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ สกุลอวี๋เชิญพวกเขามาตอนที่เริ่ม สร้างบ้าน พวกเขายังไม่มา แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นถึงมาที่นี่ด้วย ตนเอง?
สกุลหลัวไม่รู้ว่าสกุลอวี๋มาอยู่บ้านน้องสามแล้ว พวกเขาเข้ามา ในหมู่บ้านด้วยรถม้าและมุ่งตรงไปยังบ้านเก่าสกุลอวี๋ พวกเขาเคย มาที่หมู่บ้านเหลียนฮวา แต่ก่อนพวกเขาถูกคนบ้านนอกกลุ่มใหญ่ ห้อมล้อมมองดูความแปลกประหลาด สกุลหลัวจึงเตรียมพร้อมที่ จะทำให้คนอื่นๆ รู้สึกอิจฉา แต่หารู้ไม่ว่าเด็กๆ ที่หน้าทางเข้า หมู่บ้านต่างก็เล่นสนุกกันเอง ป้าๆ และสะใภ้ต่างก็ยุ่งกับงาน กระทั่งก็ไม่ได้ลืมตามองด้วยซํ้า
“พวก พวกเขาไม่เห็นหรือ?” กัวอวิ๋นเหนียงพึมพำ
บ้านเก่าสกุลอวี๋ไม่มีใครอยู่
ถามจากเพื่อนบ้านจึงได้รู้ว่าพวกเขาย้ายไปบ้านน้องสามแล้ว
เมื่อสกุลหลัวมาถึงบ้านน้องสาม พวกเขาเห็นบ้านหลังใหม่ เอี่ยมที่ถูกสร้างขึ้นบนสันเขา กัวอวิ๋นเหนียงพึมพำอีกครั้ง “มีนาย ท่านคนใดย้ายเข้ามาหรือ?”
สกุลหลัวที่มาวันนี้ มีกัวอวิ๋นเหนียงกับบุตรชายคนเล็กของ นาง หลัวเฉิง กัวอวิ๋นเหนียงเป็นน้องสาวของป้าสะใภ้ใหญ่และ กัวต้าโย่ว ปากหวานกว่าป้าสะใภ้ใหญ่ นางแต่งงานกับพ่อค้าใน
เมืองหลวง ซึ่งไม่ใช่เทศมณฑลที่อยู่ใกล้เคียง แต่สำหรับผู้คนใน ชนบท เทศมณฑลนั้นก็เป็นสถานที่ที่ยากจะอาจเอื้อมแล้ว มิเช่น นั้นจะนั่งรถม้าได้อย่างไรละ พี่สาวและพี่ชายของนางยังไม่อาจซื้อ ได้แม้แต่เกวียนวัวสักคัน
รถม้ามาหยุดที่หน้าบ้านของอวี๋หวั่น
กัวอวิ๋นเหนียงออกจากรถม้าด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง นางคิดว่าตัว เองสูงส่งคํ้าฟ้า แต่หารู้ไม่ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นรถม้าที่มีขนาด ใหญ่กว่าและหรูหรากว่าจอดอยู่คันหนึ่ง หลังคาทำจากทองคำ ตัว รถทำจากไม้จันทน์แดง พร้อมกับม้าเหงื่อโลหิต[1]ลํ้าค่าร่างสูง ใหญ่ กระทั่งทำให้ม้าล่อของบ้านนาง ตกใจกลัวจนตัวสั่นระริก…
กัวอวิ๋นเหนียงตกตะลึง นางสงสัยว่านางคงจะมาผิดที่
ทันใดนั้น สตรีผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสก็เดิน ออกมาจากบ้าน ไม่เข้าใจเสียจริง ว่าหมู่บ้านยากจนเช่นนี้ จะมีสตรี ที่แต่งกายดีถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เครื่องแต่งกายนั้นมีราคาแพง กว่าผ้าแพรที่อยู่บนร่างกายของนางยิ่งนัก บนศีรษะก็ประดับปิ่นที่ ทำจากทองคำบริสุทธิ์ รูปแบบเช่นนั้นไม่อาจหาซื้อได้ในเทศ มณฑลเล็กๆ ต้องมาจากเมืองหลวงเป็นแน่
นางไม่กล้าวางมาดต่อหน้าสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ พลางเดินไปด้าน หน้าอย่างสงบ และถามด้วยท่าทางสุภาพนอบน้อม “ขอถามฮู หยิน…”
ที่นี่คือบ้านน้องสามของสกุลอวี๋หรือไม่?
ยังไม่ทันเอ่ยจบ สตรีสูงศักดิ์ก็เอ่ยด้วยนํ้าเสียงประหลาดใจ “กัวอวิ๋นเหนียง?”
เมื่อกัวอวิ๋นเหนียงได้ยินเสียงที่คุ้นเคย นางก็ถึงกับผงะ และ มองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง “ทะ…ท่านพี่?”
คนที่กัวอวิ๋นเหนียงคิดว่าเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ก็คือป้าสะใภ้ใหญ่ ของสกุลอวี๋
ป้าสะใภัใหญ่เปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่ใบหน้าสีเหลืองที่ผ่านเรื่อง ราวมาเยอะซึ่งอยู่ในความทรงจำของกัวอวิ๋นเหนียง นางดูเด็กยิ่ง กว่ากัวอวิ๋นเหนียงเสียอีก ลักษณะท่าทางเหนือกว่ากัวอวิ๋นเหนียง ไปอีกหนึ่งขั้น ในความทรงจำของกัวอวิ๋นเหนียง พี่สาวคนโตผู้นี้มัก ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังคนอื่นด้วยความรู้สึกตํ่าต้อย เพราะนางดู ธรรมดา ตัวใหญ่ร่างหนา กินเยอะ แก่เร็ว กัวอวิ๋นเหนียงเคยแอบ ล้อเลียนลับหลังว่านางเป็นหมู หมูที่ไม่อาจพาไปออกหน้าออกตา ได้
แม้ในความฝัน กัวอวิ๋นเหนียงก็ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นด้านที่ สดใสของพี่สาวคนโต ไม่ใช่เพียงเพราะเสื้อผ้าหรูหราดูดีสองสาม ชิ้น แต่ทั้งตัวกัวอาเซียง…ไม่เหมือนเดิมเลยสักนิด!
กัวอวิ๋นเหนียงตกตะลึง
“มีเรื่องอะไรหรือ?” ลุงใหญ่เดินออกไป
เพียงแค่ได้ยินเสียง กัวอวิ๋นเหนียงก็จำได้ว่าเป็นพี่เขยของนาง สายตาของนางตกกระทบกับขาที่ไม่ปัญหาใดๆ ของลุงใหญ่ นาง
ปากอ้าตาค้าง “ขะ..ขาของพี่เขย…ไม่พิการแล้วรึ?”
ตอนนี้อวี๋เฟิงและอวี๋ซงกลับมาจากตำบลแล้ว ไก่เป็ดปลาหมู ล้วนไม่ใช่ของหายากอีกต่อไป พวกเขาซื้อผักและผลไม้ตาม ฤดูกาล เนื้อแพะหั่นห้าจิน ขาแพะสองตัว เนื้อลาสิบจิน ห่านขาว ตัวโตหนึ่งตัว และปลากุ้ยอวี๋ตัวอวบอ้วนอีกสองตัว
อาหารมีคนมาส่ง จากนั้นทั้งสองก็รีบนำตะกร้าผลไม้เข้า หมู่บ้านไปหาน้องสาว
ทั้งคู่สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ซื้อมาจากร้านขายผ้าขนาดใหญ่ใน เมืองหลวง เสื้อผ้าใหม่ราคาสูงเสียดฟ้า จากคำกล่าวของป้าสะใภ้ ใหญ่ ตอนนี้พวกเขาก็ถือว่าผู้มีความเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้อยู่ดี มิ อาจทำให้อวี๋หวั่นต้องขายหน้า ไม่ว่าแพงแค่ไหนก็ต้องซื้อ!
ทั้งสองเป็นเด็กหนุ่มน่ารักที่หาได้ยากในพื้นที่แถบนี้ อีกทั้งยัง ติดต่อกับคนอย่างนายท่านฉินและผู้จัดการชุย ได้เห็นโลกกว้าง กลิ่นอายของความต๊อกต๋อยและเด็กกะโปโลก็ค่อยๆ สลายไปจาก ร่างกายของพวกเขา บวกกับเสื้อผ้าที่ดูดีเหล่านี้ ก็ดูราวกับเป็น สองพี่น้องคุณชายจากสกุลใหญ่โตเสียจริง!
กัวอวิ๋นเหนียงพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง
“เข้ามานั่งเถิด” ป้าสะใภัใหญ่กล่าว อาหวั่นกลับมาบ้าน นาง ไม่อยากสร้างปัญหาให้น่าเกลียดเกินไป
กัวอวิ๋นเหนียงพาหลัวเฉิงเข้ามาในบ้าน
บ้านยังทรุดโทรมถึงเพียงนี้ คงไม่ใช่ว่าปลอมแต่เปลือกหรอก
นะ?
ความคิดนี้ทำให้กัวอวิ๋นเหนียงรู้สึกดีขึ้น
ตั้งแต่เด็กจนโต พี่สาวคนนี้เป็นสิ่งที่เสริมราศีให้นางมาตลอด นางเป็นเมฆบนท้องฟ้า พี่สาวเป็นโคลนใต้เท้า คุ้นเคยกับท่าทีที่ ตํ่าต้อย ดังนั้นจึงไม่อาจยอมรับได้เมื่อนางปีนขึ้นมาถึงหัว
ป้าสะใภ้ใหญ้ไม่อยากให้แม่ลูกกัวอวิ๋นเหนียงแปดเปื้อน สายตาของเขยคนใหม่ จึงให้อวี๋หวั่นพาเยี่ยนจิ่วเฉากลับห้อง อวี๋ หวั่นไม่อยากอยู่ในห้อง จึงพาเยี่ยนจิ่วเฉาออกไปที่สวนหลังบ้าน แทน
ลุงใหญ่และพี่ชายทั้งสองไปที่ห้องครัว นางเจียงก็ไปช่วยเช่น กัน
ห้องโถงที่มีชีวิตชีวากลับว่างเปล่าขึ้นทันตา
ทันใดนั้นกัวอวิ๋นเหนียงที่ถูกทอดทิ้ง ดูราวกับคนโง่เขลาเล็ก น้อย
หลัวเฉิงบุตรชายคนเล็กไม่อาจอดกลั้นความโกรธ มีสีหน้า ราวกับคนถูกขับไล่
กัวอวิ๋นเหนียงไม่ลืมว่าตนมาที่นี่เพื่ออะไร นางยิ้มและหันไป ทางป้าสะใภ้ใหญ่ “พี่ใหญ่ ข้าได้ยินมาว่าอาหวั่นแต่งงานแล้ว ไย ท่านไม่บอกเรื่องใหญ่เช่นนี้กับข้าเล่า?”
ป้าสะใภ้ใหญ่เย้ยหยัน “เอ๊ ไม่ใช่เพราะข้ากระมัง ครอบครัวเรา
ยังเชิญเจ้าน้อยไปอีกหรือ? กัวอวิ๋นเหนียง เจ้าตอบมาสิ ว่าเจ้ามากี่ ครั้ง? ครั้งก่อนเริ่มสร้างบ้าน ข้าไม่ได้ให้คนไปส่งข่าวรึ? เจ้ามาหรือ ไม่ละ?”
กัวอวิ๋นเหนียงไม่รู้จะไปต่ออย่างไร สกุลอวี๋จัดงานเลี้ยง เหตุผลในการขี้เกียจของนาง คือหนึ่งระยะทางที่ห่างไกล สองสกุล อวี๋ยากจน ไปมาหาสู่ก็ไม่มีประโยชน์ แล้วก่อนหน้านี้นางก็เพิ่งใช้ จ่ายเงินไป คราก่อนละเลยเพียงนั้นทำเอาป้าสะใภ้ใหญ่เสียหน้า หากเปลี่ยนเป็นนาง นางจะต้องจดจำป้าสะใภัใหญ่ไปชั่วชีวิต เพียง แต่ป้าสะใภัใหญ่มักจะเป็นคนที่ถูกยํ่ายีเสมอ กัวอวิ๋นเหนียงคิดว่า แม้ว่านางจะทำให้พี่สาวคนโตขุ่นเคือง แต่พี่สาวคนโตก็ยังจะให้ อภัยนางอย่างไม่มีเงื่อนไข
กัวอวิ๋นเหนียงขายผ้าเอาหน้ารอด “ไม่ใช่เพราะข้าได้ยินคำพูด เพ้อเจ้อจากพี่ชายและพี่สะใภ้ จึงเข้าใจผิดว่าท่านพี่ไม่ต้องการ ติดต่อกับเราแล้วหรอกหรือ?”
…………………………………..
[1] ม้าเหงื่อโลหิต 汗⾎⻢ เป็นม้าสายพันธุ์หนึ่ง ตามตำนานกล่าวกัน
ว่าม้าพันธุ์ดังกล่าว ยามที่ออกวิ่ง บริเวณแผงคอจะมีเหงื่อไหลออกมา
เป็นสีแดงสดคล้ายเลือด
บทที่ 111.2 ครอบครัวกลมเกลียว (2)
ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวอย่างเย็นชา “ไม่ต้องการติดต่อกับเจ้า แต่ ชวนเจ้ามากินอาหารที่งานเลี้ยง ข้าเป็นบ้าไปแล้วรึ? แต่ที่เจ้ากล่าว ก็ไม่ผิด ข้าในตอนนี้ไม่ต้องการติดต่อกับเจ้าอีกแล้ว ญาติพี่น้อง เช่นพวกเจ้า สกุลอวี๋มิอาจเอื้อม”
กัวอวิ๋นเหนียงไม่คิดว่าพี่สาวคนโตที่ทนกลํ้ากลืนความเจ็บชํ้า มาตลอดจะกล่าวคำพูดที่ไม่ไว้หน้าเช่นนี้ หรือว่าข่าวลือที่นางได้ยิน มาเป็นความจริง สกุลอวี๋ในยามนี้เอื้อมถึงไม้กิ่งสูงของตระกูลใหญ่ โตได้แล้ว ดังนั้นนางจึงไม่สนใจสกุลหลัวอีกต่อไป?
ที่สวนหลังบ้าน อวี๋หวั่นก็ฟังการสนทนาของกัวอวิ๋นเหนียงกับ ป้าสะใภ้ใหญ่ของเธอไปพลาง และเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สกุลกัวและสกุลหลัวให้เยี่ยนจิ่วเฉาฟังไปพลาง “…ไม่ใช่ว่าป้า สะใภ้ใหญ่ไม่มีเหตุผล ท่านอย่าได้เข้าใจผิดนางนะเจ้าคะ”
เธอเริ่มสนใจว่าเขาคิดอย่างไรกับครอบครัวของเธอ
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งเสียงตอบรับ
คุณชายแห่งเมืองเยี่ยนนั่งอยู่ในสวนหลังบ้านของบ้านไร่ ฟัง เรื่องซุบซิบที่เยอะแยะวุ่นวายซับซ้อนของญาติๆ แต่เขาก็ยังตั้งใจ ฟังอย่างจริงจัง
“เจ้ามีเรื่องอะไรกันแน่?” ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยอย่างอารมณ์เสีย
กัวอวิ๋นเหนียงมองไปทางสวนหลังบ้าน “วันนี้อาหวั่นกลับบ้าน สินะ? ไยข้าไม่เห็นนางเล่า? นางยังไม่กลับหรือว่า… “
ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยขัด “เจ้าอยากพบอาหวั่น หรือเจ้าอยากพบ เขยใหม่ของเรากันแน่?”
แน่นอนว่าเป็นเขยใหม่ ดวงตาของกัวอวิ๋นเหนียงเป็นประกาย
ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยอย่างเย็นชา “ข้าว่าข้าดูออก เจ้าคงได้ยินมา ว่าอาหวั่นแต่งงานมีครอบครัวที่ดี ก็เลยวิ่งมาหาเรื่องให้ได้เงินใช่ หรือไม่?”
กัวอวิ๋นเหนียงหน้างอ “พี่ใหญ่ ท่านอย่าได้เอ่ยคำพูดเลวร้าย เช่นนี้เลย! ต่างก็เป็นญาติกันทั้งนั้น หาเรื่องให้ได้เงินอะไรกัน? ข้า…ข้าแค่มาดูพวกท่าน!”
“ตอนนี้เจ้าดูจบแล้ว ก็ไปได้แล้ว!” ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยไล่
“…” กัวอวิ๋นเหนียงอึกอักอยู่ตรงนั้น
อวี๋หวั่นฟังแล้วรู้สึกสะใจเป็นอย่างมาก เมื่อนึกถึงความโกรธข องป้าสะใภ้ใหญ่ที่มีต่อสกุลหลัว ก็สมควรแล้วที่กัวอวิ๋นเหนียงจะ ถูกขับไล่ไสส่ง
“ท่านพี่ ท่านพี่! มีอะไรก็พูดกันดีๆ! อย่าได้ทำตัวน่าเกลียดเช่น นี้ เขยใหม่จะหัวเราะเยาะเอา!” กัวอวิ๋นเหนียงไม่ได้โง่ สกุลอวี๋จะมี เงินนั่งรถม้าราคาแพงขนาดนั้นได้หรือ? ม้าสี่ตัว ต้องเป็น ข้าราชการระดับสูง จึงจะมีคุณสมบัติพอที่จะนั่ง นางเด็กอวี๋หวั่น ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้แล้วจริงๆ!
กัวอวิ๋นเหนียงกล่าวไม่ผิด ไม่อาจปล่อยให้เยี่ยนจิ่วเฉาเห็น เรื่องตลกขบขันของบ้านฝั่งแม่นางได้ ป้าสะใภ้ใหญ่พยายามระงับ เพลิงโทสะที่พลุ่งพล่าน
กัวอวิ๋นเหนียงคว้าโอกาสกอบโกยผลประโยชน์ “ท่านพี่ ที่ผ่าน มาข้าผิดเอง ข้าไม่ควรหมางเมินท่านพี่ เพราะฟังคำพูดใส่ร้ายของ พี่ชายและพี่สะใภ้ ท่านพี่ตำหนิข้าก็สมควรแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร เราก็เป็นพี่น้องกัน ความสัมพันธ์ระดับนี้ของเราจะขาดกันไม่ได้ นะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่มองนางด้วยสายตาเยียบเย็น
กัวอวิ๋นเหนียงคิดว่าตนทำพี่สาวหวั่นไหวได้สำเร็จ จึงเอ่ย พลางทำท่าเช็ดนํ้าตาที่ไม่มีอยู่จริง “บอกตามตรง ชีวิตในสกุลหลัว ไม่ดีนัก เป็นเพียงภาพภายนอก ในความมืดมีผู้ใดที่ไม่หัวเราะข้าที่ เป็นสตรีบ้านนอกไม่มีความรู้บ้างเล่า? ท่านพี่ ข้าเป็นเช่นนี้มา ตลอดชีวิต ข้ายอมรับได้ แต่บุตรชายของข้าจะเป็นเช่นนี้ไม่ได้! จง เอ๋อร์และเฉิงเอ๋อร์ต่างเป็นนักเรียนที่ดี เรียนไปเพียงไม่กี่ปีก็สอบ ผ่านถงเซิง[1]! จงเอ๋อร์ป่วยจึงมาด้วยไม่ได้ วันนี้ข้าพาเฉิงเอ๋อร์มา ด้วยเพราะหวังว่าท่านพี่จะช่วยหลานชายทั้งสองหาทางออกได้”
ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ย “ในเมื่อพวกเขาเก่งถึงเพียงนี้ ยังต้องการให้ ข้าหาทางออกให้อีกหรือ? แล้วข้าจะหาทางให้อย่างไร? เจ้าอาจจะ ให้ความสำคัญกับข้ามากเกินไป”
กัวอวิ๋นเหนียงกล่าวอย่างขัดเขิน “ไม่ใช่ว่าใกล้สอบระดับ
มณฑลในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้วหรือ? ข้าคิดว่า…”
ป้าสะใภ้ใหญ่เยาะเย้ย “คิดว่าข้าจะขอร้องเขยใหม่ให้หาลู่ทาง เพื่อพวกเขาจะได้ผ่านสอบระดับมณฑลรึ?”
ดวงตาของกัวอวิ๋นเหนียงประกายวาบ “เขยผู้นี้คงจะมีความ สามารถทำเรื่องนี้ได้กระมัง?”
พูดราวกับว่าหากเยี่ยนจิ่วเฉาไม่อาจจัดการเรื่องนี้ได้ก็คงไม่มี ความสามารถพอ อวี๋หวั่นโกรธจนแก้มของเธอป่องคล้ายกับหนู แฮมสเตอร์ตัวน้อย
เยี่ยนจิ่วเฉาเฝ้ามองเธอที่กำลังเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเขา ใน ดวงตามีประกายรอยยิ้มวาบผ่านโดยไม่ได้ตั้งใจ
ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยด้วยความโกรธ “เจ้าหมายให้เขยใหม่ใช้เส้น สายเพื่อลูกเจ้า เจ้าคิดว่าเขาเป็นคนอย่างไร?!”
กัวอวิ๋นเหนียงกล่าวตอบ “ไอ้หยา ท่านพี่ ท่านอย่าโกรธไปเลย ท่านดูลูกของเราพี่น้องสามคนสิ มีเพียงจงเอ๋อร์กับเฉิงเอ๋อร์ที่ เรียนหนังสือ หากต่อไปพวกเขามีอนาคตที่ดี จะไม่เป็นหน้าเป็นตา แก่พี่ใหญ่หรอกหรือ?”
คำพูดเหล่านี้แทงใจดำของป้าสะใภัใหญ่ นางให้กำเนิดบุตร ชายสองคน ทั้งสองล้วนเป็นชาวนาบ้านนอก คุณค่าอื่นใดหรือจะ เทียบการเรียนหนังสือได้ มิแปลกที่กัวอวิ๋นเหนียงจะกดหัวนางทุก อย่าง
“เรื่องแบบนี้ใช้เส้นสายได้หรือ?” อวี๋หวั่นถามเยี่ยนจิ่วเฉา
“ไม่ได้” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยอย่างมุ่งมั่นเด็ดขาด
ชื่อเสียงเกียรติยศไม่อาจซื้อได้ เว้นแต่การสอบแทนหรือ ข้อสอบรั่วไหล
แน่นอนว่าหากคุณชายเยี่ยนยินยอม นี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแต่เยี่ยนจิ่วเฉาไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้
กัวอวิ๋นเหนียงกล่าวอีกครั้ง “เอาละ เอาละ ข้าผิดเอง ข้าไม่ ควรคิดเรื่องนี้แล้ว เช่นนั้น…เขยใหม่ผู้นั้นมาจากเมืองหลวง ให้ เขาหาอาจารย์ดีๆ ในเมืองหลวงให้จงเอ๋อร์กับเฉินเอ๋อร์ก็คงไม่มี ปัญหากระมัง? ท่านช่วยบอกเขยใหม่ให้ข้าสักหน่อย แค่ให้จงเอ๋อร์ และเฉิงเอ๋อร์ไปอยู่ที่บ้านเขา…”
ป้าสะใภัใหญ่ไม่อาจทนฟังต่อไปได้อีก
มิต้องพูดถึงว่าอาหวั่นเป็นเพียงหลานสาวของสามีนาง ต่อให้ เป็นหลานสาวแท้ๆ ของนาง ก็ไม่มีทางให้มาใช้กลอุบายเช่นนี้หรอก ไหม?
กัวอวิ๋นเหนียงเห็นเขยใหม่เป็นอะไร? คนโง่ที่หลอกได้ง่ายๆ รึ? ทั้งจะให้ไปอยู่ด้วย ทั้งให้หาอาจารย์ แล้วยังจะบอกว่าไม่ได้มาหา ผลประโยชน์ จะมากเกินไปแล้ว!
ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่สนใจแล้วว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะเห็นเรื่องน่าอับอาย หรือไม่ นางจับไหล่ของกัวอวิ๋นเหนียงลากออกไป
“นี่! ท่านพี่! ท่านพี่!”
“ท่านปล่อยแม่ข้านะ!”
หลัวเฉิงผลักป้าสะใภ้ใหญ่ พี่น้องอวี๋เฟิงอวี๋ซงรีบวิ่งออกไป พร้อมไม้ในมือ หลัวเฉิงตกใจเยี่ยวรดตดหาย วิ่งหนีกระโดดขึ้นรถ ม้า!
ป้าสะใภ้ใหญ่ลากกัวอวิ๋นเหนียงออกจากบ้านสกุลอวี๋ “กัวอวิ๋น เหนียง หากเจ้ามาหาข้าจริงๆ ข้าจะเลี้ยงเจ้าด้วยเหล้าและอาหาร ชั้นดี แต่ถ้าเจ้าคิดจะหลอกใช้อาหวั่นและเขยใหม่ อย่าโทษที่ข้า โกรธจนไม่ไว้หน้าเจ้า!”
กัวอวิ๋นเหนียงโกรธจัด “กัวอาเซียง! พอเจ้ามีเงินก็ไม่เห็น ญาติพี่น้องอยู่ในสายแล้วกระมัง?!”
“นั่นข้าไม่ได้เรียนรู้มาจากเจ้าหรอกหรือ?” ป้าสะใภ้ใหญ่ถาม กลับ
กัวอวิ๋นเหนียงสำลักนํ้าลายอีกครั้ง
ป้าสะใภ้ใหญ่ตะโกน “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก! อยากให้คนขับเจ้า ออกไปใช่รึไม่!”
อวี๋เฟิงและอวี๋ซงเงื้อไม้ที่อยู่ในมือ กัวอวิ๋นเหนียงรีบกระโดด ขึ้นรถม้าจากไปอย่างเศร้าหมอง
คนในหมู่บ้านต่างหัวเราะขำขัน
หาผลประโยชน์ไม่ได้ คนทั้งหมู่บ้านก็เห็นเป็นเรื่องตลก กัวอ วิ๋นเหนียงโกรธแทบกระอักเลือด
ความโกรธของวันนี้หมดไป แต่ป้าสะใภ้ใหญ่กังวลว่าเรื่องของ นางกับกัวอวิ๋นเหนียงจะทำให้อาหวั่นขายหน้า นางจึงเดินไปที่สวน หลังบ้านและอธิบายกับเยี่ยนจิ่วเฉา “ให้หลานเขยเห็นเรื่องน่า อับอายแล้ว”
นางไม่รู้ว่าหากคนในเมืองเจอปัญหาเช่นนี้จะจัดการอย่างไร แต่คงไม่ใช่แบบนี้เป็นแน่
“มิเป็นไรหรอก” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ย จากนั้นก็มองไปที่สองพี่น้อง อวี๋เฟิงอวี๋ซงที่เดินมายังสวนหลังบ้าน “ให้เขาไปเรียนที่เมืองหลวง กับข้า”
เขา?
ทุกคนหันมองตามสายตาของเยี่ยนจิ่วเฉา อวี๋ซง?
“ท่านเข้าใจผิดแล้วกระมัง? นี่เป็นพี่รอง ส่วนนี่สิถึงเป็นพี่ ใหญ่” อวี๋หวั่นชี้ไปที่อวี๋เฟิง
สองพี่น้องสกุลอวี๋ในช่วงปีแรกก็เข้าเรียนในโรงเรียนของ หมู่บ้านเช่นกัน ทว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้เรียนต่อ ต่างกลับมาทำสวน ที่บ้าน พวกเขาไม่ใช่เด็กรักเรียน แต่หากต้องเลือกคนใดคนหนึ่ง ก็ ต้องเป็นอวี๋เฟิง
อวี๋เฟิงสงบเยือกเย็นและฉลาดเฉลียวเชื่อฟัง แต่อวี๋ซงกลับไม่ สามารถแม้แต่จะนั่งนิ่งๆ
“ไม่ผิด ก็พี่ชายคนที่สองของเจ้านั่นละ” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว อย่างมั่นใจ
ป้าสะใภ้ใหญ่โบกมือ “เสี่ยวซงไม่ใช่เด็กรักเรียน เขาอ่าน หนังสือไม่ออก”
เยี่ยนจิ่วเฉาให้อวี๋หวั่นหยิบหนังสือมาหนึ่งเล่ม เขาสุ่มพลิก หน้าเปิดและชี้ไปที่คำคำหนึ่งก่อนเอ่ยว่า “อ่าน”
เชื้อพระวงศ์ผู้ยิ่งใหญ่แผ่กลิ่นอายกดข่มจนอวี๋ซงไม่กล้าโกหก อวี๋ซงอ่านอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้อ”
“อ่าน”
“ไน่”
เยี่ยนจิ่วเฉาชี้ที่คำศัพท์อีกสองสามคำ และอวี๋ซงก็อ่านถูก ต้องทั้งหมด เยี่ยนจิ่วเฉาให้เขาท่องบทอาขยานหนึ่งพันตัว เขาก็ สามารถท่องได้อย่างคล่องแคล่วเสียยิ่งกว่าเถี่ยตั้นน้อย
คนสกุลอวี๋ตกตะลึง ป้าสะใภ้ใหญ่อ้าปากค้าง บุตรชายคนเล็ก ของนางอ่านหนังสือออก? เมื่อไรกัน?!
อวี๋หวั่นถาม “พี่รองท่านไปเรียนมาเมื่อใด?”
อวี๋ซงเกาหัว “ก็…ก็ตอนที่เจ้าสอนเถี่ยตั้น ข้าได้ยิน…”
แค่ฟังไม่กี่ครั้งก็จำได้แล้ว…ใครบอกว่าพี่รองของเธอไม่ใช่ เด็กรักเรียน? นี่มันถุงหนังสือเดินได้ชัดๆ!
………………………………………
[1] การสอบถงเซิง หรือ นักศึกษารุ่นเยาว์ คือนักเรียนที่สอบผ่าน
ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด