หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 133.1 คู่ข้าวใหม่ปลามัน
สั่งสอนองค์ชายรอง (1)
ถนนเส้นนี้ไม่นับว่าคึกคัก ผู้คนสัญจรไปมาน้อยนัก เมื่อมีรถ ม้าหรูมาจอดอีกคันหนึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าพวกเขามาเพราะเธอ ยิ่ง ไปกว่านั้นอวี๋หวั่นจดจำองครักษ์ซึ่งนั่งอยู่ข้างสารถีรถม้าได้
จวินฉางอันเดินตรงมาหาอวี๋หวั่น
อวี๋หวันยืนนิ่งไม่ไหวติง
ทว่าจื่อซูซึ่งยืนอยู่ด้านข้างกลับถูกท่าทางของจวินฉางอัน ทำให้ตื่นกลัว แต่เมื่อเขาเดินเข้ามาห่างจากอวี๋หวั่นประมาณสอง สามก้าว ร่างของเจียงไห่ก็พุ่งเข้ามา
เจียงไห่มิได้สนใจว่าจวินฉางอันเป็นมิตรหรือศัตรู เขาพุ่ง เข้าไปต่อยโดยไม่พูดพรํ่าทำเพลง
จวินฉางอันได้สนทนากับอวี๋หวั่นหลายครั้ง เขาไม่เคยคาดคิด ว่าข้างกายของเธอจะมียอดฝีมือ หากไม่ทันระวังก็คงจะถูกหมัด ของเขาเล่นงานเข้าแล้ว โชคดีที่เจียงไห่กังวลว่าหมัดของตนจะทำ ให้อวี๋หวั่นได้รับบาดเจ็บ จึงไม่ได้ใช้แรงเต็มที่ จวินฉางอันเตะเท้า เพียงเล็กน้อย กระโดดถอยไปด้านหลัง
จวินฉางอันมองไปยังบุรุษแปลกหน้าที่จงใจโจมตีเขา บุรุษผู้นี้ สวมชุดสารถีรถม้าของจวนคุณชายเยี่ยน แต่เขาไม่ยักเหมือนกับ
สารถี
“เจ้าเป็นใคร?” จวินฉางอันขมวดคิ้ว
อวี๋หวั่นก้าวไปข้างหน้า แล้วพูดกับจวินฉางอันด้วยนํ้าเสียง ราบเรียบว่า “ถามชื่อของสารถีรถม้าข้าไปทำไมกัน? จะแย่งคน ของข้าหรือ?”
จวินฉางอันมองไปยังเจียงไห่ด้วยสีหน้าซับซ้อน จากนั้นก็มอ งอวี๋หวั่น ไม่ได้ซักไซ้เรื่องของเจียงไห่ต่อ แล้วกลับเข้าประเด็น “องค์ชายรองมีเรื่องต้องการปรึกษา จะขอพูดคุยกับแม่นางอวี๋สัก หน่อยได้หรือไม่?”
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นทันทีว่า “ข้าแต่งงานแล้ว ไม่อาจใช้คำว่าแม่นา งอวี๋ได้”
จวินฉางอันเหลือบไปมองรถม้าด้านข้างเล็กน้อย เหตุผลข้อนี้ เขาเข้าใจดี แต่เห็นได้ชัดว่าอวี๋หวั่นไม่ได้พูดให้เขาฟัง ไม่รู้ว่าองค์ ชายรองซึ่งยืนกรานให้เขาเรียกนางว่าแม่นางอวี๋แต่กลับถูก แดกดันกลับมา บัดนี้จะรู้สึกอย่างไรบ้าง
อวี๋หวั่นบอกกับจื่อซูว่า “เจ้าไปรอข้าบนรถม้า”
“เจ้าค่ะ” จื่อซูตอบรับ
จื่อซูเคยเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ นางรู้งานมากกว่าสาวใช้ ทั่วไป กระนั้นเรื่องการใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างสตรีและบุรุษนั้น ย่อมเคร่งครัดมากกว่าเช่นกัน เรื่องนี้มิใช่เรื่องที่นางสามารถปรับ ตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น
แม้ว่าจื่อซูจะขึ้นรถม้าไปแล้ว แต่เจียงไห่กลับคอยอารักขาอวี๋ หวั่นทุกฝีก้าว
เจียงไห่จ้องจวินฉางอันเขม็ง ราวกับว่าหากเขาลํ้าเส้นเพียง นิดเดียว ตนก็จะอัดเขาให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง
จวินฉางอันนึกสงสัย จวนคุณชายเยี่ยนมียอดฝีมือเช่นนี้ ตั้งแต่เมื่อไรกัน? เป็นหน่วยกล้าตาย? หรือเป็นองครักษ์เงา? แต่ ทำไมมาเป็นสารถีรถม้าได้เล่า?
แม้จวินฉางอันและอิ่งสือซันมักจะบังคับรถม้าให้เจ้านายอยู่ เนืองนิจ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางสวมชุดของสารถี เพราะฉะนั้นบุรุษ ผู้นี้เป็นใครกัน?
“องค์ชายรองมีอะไรก็รีบพูดเถิด หากไม่มีอะไร ข้าจะได้ไป” อวี๋ หวั่นจะรีบไปต้มนํ้าแกงบำรุงกำลังให้เยี่ยนจิ่วเฉา ไม่มีเวลามาเส วนากับเยี่ยนไหวจิ่ง
เยี่ยนไหวจิ่งลงจากรถม้า
เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ แต่เขาก็มิได้มองเจียงไห่ สายตา ของเขามิได้ละไปจากอวี๋หวั่น ทันทีที่เขาเห็นรอยแดงใต้คอเสื้อขอ งอวี๋หวั่นโดยมิได้ตั้งใจ สีหน้าของเขาก็ถมึงทึงขึ้นทันที
ไม่นานเขาก็เบนสายตาออกไป มองใบหน้าของอวี๋หวั่น ใบหน้า ของนางก็ยังคงเป็นใบหน้าเดิม เพียงแต่ความเป็นดรุณีน้อยได้จาง ไป กลับมีรอยแดงเพิ่มเข้ามา เยี่ยนไหวจิ่งกำหมัดดัง ‘กร็อบ’
อวี๋หวั่นถอนหายใจ “องค์ชายรอง ข้ามีสามีแล้ว ท่านก็มีคู่
หมั้นคู่หมายแล้ว ท่านยังคงมองข้าเช่นนี้เหมาะสมหรือ? หากใครรู้ เข้าข้าเองไม่กลัวหรอก แต่องค์ชายรองไม่กังวลว่าคุณหนูหานจะ ไม่สบายใจหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาพยายามกดอารมณ์เอาไว้ “นางไปหาเจ้า?”
นี่ไม่ใช่นํ้าเสียงปกติ
เรื่องที่เขาไม่ได้ถาม อวี๋หวั่นก็ไม่อาจเอ่ยปากบอก แต่เขาพูด ออกมาเช่นนี้ อวี๋หวั่นก็ไม่อาจโกหก
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ใช่ ว่าที่ภรรยาขององค์ชายรองมาหาข้า ดัง นั้นเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด องค์ชายรองเข้าประเด็น เถิด”
“ที่นี่ไม่เหมาะสมแก่การพูดคุย” เยี่ยนไหวจิ่งมองไปรอบๆ
อวี๋หวั่นพูดด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “เห็นทีองค์ชายคงจะมี เรื่องให้พูดเยอะ เช่นนั้นต้องขออภัยด้วย ข้าไม่มีเวลา” ไม่ใช่สามี ของเธอ จะมาให้เธอขึ้นไปหาที่สงบๆ สนทนาหรือ?
อวี๋หวั่นค่อยๆ เดินไปขึ้นรถม้าของตน
เยี่ยนไหวจิ่งโทสะพลุ่งพล่าน เมื่อเช้านี้ถูกเยี่ยนจิ่วเฉากลั่น แกล้งเรื่องไข่ไก่สีแดงก็มากพอที่จะทำให้เขาโมโหแล้ว บัดนี้ยัง ต้องถูกอวี๋หวั่นหมางเมินอีก…
“พบตัวโจวไหวแล้ว!”
เยี่ยนไหวจิ่งมองตามหลังของอวี๋หวั่นซึ่งคล้ายกับกำลังจะเดิน
ขึ้นรถม้าไป
อวี๋หวั่นหยุดฝีเท้าลง แล้วหันหลังไปมองเขา
เจียงไห่ไม่รู้ว่าโจวไหวคือใคร เหตุใดอวี๋หวั่นจึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะลอบมองอวี๋หวั่นด้วยความงุนงง
อวี๋หวั่น “แต่ว่า?”
เยี่ยนไหวจิ่งตามสืบเส้นทางรถม้าและมาดักรอเธอกลางทาง เช่นนี้ แสดงว่าเรื่องนี้มีการหักมุม?
“ไม่บอกก็ช่างเถอะ” อวี๋หวั่นก้าวขึ้นรถม้าอีกครั้ง
เดิมทีคิดไว้ว่าเมื่อตนมีโจวไหวอยู่ ก็จะเป็นแรงกระตุ้นความ อยากรู้ของอวี๋หวั่น แต่เขามิได้คาดคิดเลยว่าเธอยังคงทำตาม อำเภอใจตนเองดังเคย เยี่ยนไหวจิ่วขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “โจวไหว ไม่อาจเป็นพยานให้พ่อเจ้าได้”
“เพราะเหตุใด?” อวี๋หวั่นถาม
เยี่ยนไหวจิ่งตอบว่า “โจวไหวเป็นคนสนิทของเซียวเหยี่ยน ก่อนหน้านี้เป็นขอทานเร่ร่อน และถูกเซียวเหยี่ยนเก็บมา บุญคุณ ของเซียวเหยี่ยนที่มีต่อเขานั้นยิ่งใหญ่ แต่เซียวเหยี่ยนตายต่อหน้า พ่อของเจ้า โจวไหวจึงคิดมาตลอดว่าพ่อของเจ้าทำให้เซียวเหยี่ยน ตาย”
อวี๋หวั่นใคร่ครวญเล็กน้อย “เขาคิดว่าท่านพ่อของข้าเป็นคน ฆ่าแม่ทัพเซียว หรือคิดว่าที่แม่ทัพเซียวตายเป็นเพราะท่านพ่อ
ข้า?”
เยี่ยนไหวจิ่งตอบว่า “เซียวเหยี่ยนได้รับบาดเจ็บหนัก โจวไหว ดูแลเขาสามวันสามคืนไม่ได้หลับตานอน หลังจากที่พบพ่อเจ้า โจว ไหวก็ทนไม่ไหว ก่อนจะล้มตัวลงนอนเขาบอกพ่อเจ้าว่าเซียวเหยี่ ยนตื่นเมื่อไรให้ปลุกเขาด้วย”
“แต่ท่านพ่อข้าไม่ได้ปลุกหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
“มิผิด” เยี่ยนไหวจิ่งตอบ
อวี๋หวั่นชะงักไปครู่หนึ่ง “นั่นต้องเป็นคำสั่งของแม่ทัพเซียว อย่างแน่นอน คำสั่งทางการทหารยิ่งใหญ่ดังขุนเขา ท่านพ่อข้าจะ กล้าขัดได้อย่างไร?”
เยี่ยนไหวจิ่งถอนหายใจ “เหตุผลนี้ข้าเข้าใจดี แต่ถ้าหากไม่พบ กับพ่อเจ้า ไม่สั่งเสียและมอบยาทั้งหมดให้เขา เซียวเหยี่ยนก็อาจ จะยังมีชีวิตรอด…อย่างน้อยโจวไหวก็คิดเช่นนั้น”
เมื่อนึกบางอย่างออก อวี๋หวั่นก็พูดว่า “เขาได้บอกหรือไม่ว่าที่ ท่านพ่อข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อความดีความชอบ?”
เยี่ยนไหวจิ่งพยักหน้า
อวี๋หวั่นบ่นว่า “เป็นคนที่ไร้เหตุผลเสียจริง”
เห็นได้ชัดว่าโจวไหวยังทำใจกับการจากไปของเซียวเหยี่ยนไม่ ได้ การโยนความผิดให้ท่านพ่อของเธอช่วยให้เขายอมรับมันได้ มากขึ้นอีกสักหน่อย
“เช่นนั้นท่านบอกเรื่องเหล่านี้กับข้า อยากให้ข้าตอบรับ เงื่อนไขใด?”
“สิ่งที่ข้าอยากบอกเจ้าไม่ได้มีเพียงเท่านี้ คดีของพ่อเจ้าล่าช้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโจวไหว ทั้งยังเป็นเพราะฝ่าบาททรงไม่ยอมรับ เหยียนหรูอวี้ทำเรื่องพรรค์นั้น ทว่าฝ่าบาททรงไม่เคืองโกรธสกุลเห ยียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?”
อวี๋หวั่นบุ้ยใบ้ให้เขาพูดต่อ
เยี่ยนไหวจิ่งค่อยๆ พูดต่อ
“สกุลเหยียนถูกใส่ร้ายว่าสมคบคิดกับศัตรูทรยศแผ่นดิน ฝ่า บาทยังทรงละอายใจ ทรงต้องการชดเชยให้สกุลเหยียน หากพลิก คดีของท่านพ่อเจ้าอีก ฝ่าบาทก็จะทรงสิ้นหนทางช่วยสกุลเหยียน”
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ
“ฝ่าบาททรงละอายใจ หรือบอกให้ทุกคนรู้ว่าทรงละอายใจ?”
ฮ่องเต้ที่จิตใจดี จะเป็นที่รักของราษฏรมากกว่าฮ่องเต้ที่จิตใจ เหี้ยมโหด
“ฝ่าบาททรงไม่อาจพลิกคดีมิใช่เพียงเพราะเรื่องนี้”
เยี่ยนไหวจิ่งพูดต่อ สายตาอันซับซ้อนไปหยุดบนใบหน้าของอวี๋ หวั่น
อวี๋หวั่นพูดว่า “เกี่ยวข้องกับข้าหรือ?”
เยี่ยนไหวจิ่งตอบตามตรงว่า “พระชายาของเยี่ยนอ๋องที่ฝ่า
บาททรงหมายตาไว้คือคุณหนูจากจวนข้าหลวงใหญ่”
อวี๋หวั่นร้อง ‘โอ้’ แล้วถามต่อว่า
“ฝ่าบาททรงต้องการบังคับให้ข้าสละตำแหน่งภรรยาหลวง จึง จะคืนความยุติธรรมให้ท่านพ่อข้าหรือ?”
เยี่ยนไหวจิ่งกระแอม
“ขอเพียงเจ้ายินยอม ฝ่าบาททรงมีวิธีทำให้โจวไหวเปลี่ยนคำ ให้การ”
อวี๋หวั่นหัวเราะแดกดัน
“ดังนั้นวันนี้ท่านจึงมาพูดแทนฝ่าบาทหรือ? หากเป็นเช่นนั้น ท่านก็กลับไปได้ ไม่ต้องบอกว่าข้าไม่เห็นด้วย ท่านพ่อข้าเองก็คง ไม่มีทางยอมใช้สถานะและชื่อเสียงของลูกมาเปลี่ยนแปลงชะตา ของตนอย่างแน่นอน”
ท่านพ่อของเธอไม่ใช่คนอย่างนั้น
และเธอก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ผู้อื่นมาบังคับง่ายๆ
บทที่ 133.2 คู่ข้าวใหม่ปลามัน
สั่งสอนองค์ชายรอง (2)
ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนไหวจิ่งเสนอตัวมาจัดการเอง หรือว่าฮ่องเต้ สั่งมา อย่างน้อยก็มีเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัด ฮ่องเต้ทรงทำอะไรเยี่ยน จิ่วเฉาไม่ได้ จึงมาเข้าทางเธอแทน
อวี๋หวั่นฝืนยิ้ม “องค์ชายรอง ในสายตาท่านแล้ว ข้าดูข่มขู่ง่าย ถึงเพียงนั้นเลยหรือ? ถึงเยี่ยนจิ่วเฉาไม่เห็นด้วย แต่ข้าก็ต้องรีบ สละตำแหน่งภรรยาหลวง และต้องผิดใจกับเยี่ยนจิ่วเฉาอย่างนั้น หรือ? ฝากท่านไปกราบทูลฝ่าบาทให้ข้าหน่อย ข้าไม่ได้โง่งมถึง เพียงนั้น ข้าเป็นภรรยาของเยี่ยนจิ่วเฉา ไม่ว่าจะยามเป็นหรือยาม ตาย ต่อให้วันหนึ่งข้าตายไป แล้วเขาแต่งงานใหม่ ป้ายของคนอื่นๆ ก็ต้องอยู่ใต้ป้ายวิญญาณของข้า!”
เยี่ยนไหวจิ่งไม่ได้คาดคิดว่าอวี๋หวั่นจะใช้คำพูดรุนแรงเช่นนี้ รังสีที่แผ่มานั้นทำให้เขานึกถึงมารดาและฮองเฮา
วินาทีที่เขาจิตใจล่องลอยไป อวี๋หวั่นก็ขึ้นรถม้า
กว่าเขาจะได้สติกลับมา มือซึ่งยื่นออกมาหมายจะคว้าตัวอวี๋ หวั่นกลับถูกเจียงไห่ตวัดแส้ใส่
นี่องค์ชายนะ!
จุดไท่หยางข้างขมับของจวินฉางอันเต้นตุบๆ เขาหูหนวกหรือ
อย่างไร? ไม่ได้ยินตนกับอวี๋หวั่นพูดว่าองค์ชายรองรึ? ไม่ไว้หน้า องค์ชายเช่นนี้ อยากตายหรืออย่างไร?
แน่นอนว่าจวินฉางอันไม่ยอมให้แส้ของเจียงไห่ฟาดโดนเยี่ยน ไหวจิ่ง เขายกดาบขึ้นมาปัดแส้ออกไป
เจียงไห่แค่นเสียง ‘หึ’ ขึ้นจมูกอย่างเย็นชา เขากระชับเชือกใน มือ แล้วพารถม้ามุ่งหน้าออกไป
………………….
อวี๋หวั่นรอเยี่ยนจิ่วเฉาอยู่ที่บ้าน เยี่ยนจิ่วเฉากลับยังโอ้อวดไม่ หนำใจ หลังจากที่ออกมาจากตำหนักจินหลวนแล้ว เขาก็มุ่งหน้าไป ยังประตูเมือง ตั้งโรงทานแจกโจ๊ก ทว่าเขาไม่ได้แจกโจ๊ก เขาแจก ไข่ไก่สีแดง!
คุณชายเยี่ยนเข้าหอแล้ว
คนทั้งเมืองหลวงต่างก็กินไข่ไก่สีแดงที่เยี่ยนจิ่วเฉาแจก
เสียสติไปแล้ว…
คุณชายเยี่ยนซึ่งใช้เวลาเสียสติไปทั้งวันนั้นกลับมาบ้านด้วย จิตใจอิ่มเอิบ หลังจากที่อวี๋หวั่นเดินทางออกจากเรือ อิ่งลิ่วและ อิ่งสือซันก็ไปรับเขาที่ตำหนักจินหลวน ในตอนที่แจกจ่ายไข่ไก่สี แดง ทั้งสองก็อยู่ด้วย พวกเขารู้สึกอยากจะบ้าตายเหลือเกิน
ในตอนที่เยี่ยนจิ่วเฉาเข้าไปในเรือนชิงเฟิง อวี๋หวั่นกำลังยืนอยู่ หน้าพุ่มไม้ ใช้กรรไกรตัดแต่งดอกไม้อยู่ กิ่งไม้ไม่ได้ถูกตัดไปมาก เท่าไร ทว่าดอกไม้ที่ลุงวั่นคอยประคบประหงมนั้นยับเยินเสียแล้ว
ลุงวั่นปวดใจเหลือเกิน แต่กระนั้นก็ไม่กล้าพูดอะไร!
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินเข้ามา
อวี๋หวั่นรู้ว่าเขาเดินมา เธอคิดถึงเรื่องเมื่อคืน หน้าก็แดงขึ้นมา เสียได้ เห็นอยู่ว่าแต่งงานแล้ว แต่ความสุขสมที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้น เมื่อวาน เธอไม่กล้าคิดว่าเธอทำอะไรกับเขา เขาทำอะไรกับเธอ สรุปแล้วพวกเขาก็เป็นคนโง่งมสองคนที่เพิ่งได้ลิ้มลองผลไม้ต้อง ห้ามเป็นครั้งแรก
ในตอนนั้นพวกเขาทุ่มสุดตัว จนลืมทุกอย่างไปเสียสิ้น ตอนนี้ กลับรู้สึกกระดากอายขึ้นมา
“เหตุใดทำหน้าบึ้งเช่นนั้นเล่า? เพราะข้ามาช้าหรือ?” เยี่ยนจิ่ว เฉามาหยุดยืนข้างกายอวี๋หวั่น แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความจริงจัง
ยามที่เขาเข้ามาใกล้ ใบหน้าของอวี๋หวั่นก็แดงกํ่ายิ่งกว่าเดิม
แต่เมื่อเธอเหลือบไปมองและพบว่าใบหูของเขาเป็นสีแดงระ เรื่อ เธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา แม้ด้านจิตใจเธอจะพ่ายแพ้ แต่ สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ทั้งสองก็ไม่ต่างกันเท่าไร
แน่นอนว่าเธอไม่ได้โกรธที่เขากลับมาช้า
แต่จะว่าไป เขากลับมาช้าจริงๆ ไปทำอะไรมานะ?
“ท่านไปทำอะไรมา?” อวี๋หวั่นถาม
“เข้าวัง”
แจกไข่ไก่สีแดง
“บรรเทาทุกข์ให้ราษฎร”
แจกไข่ไก่สีแดง
อวี๋หวั่นฟังแล้วคิดว่าเป็นงานสำคัญ จึงมิได้กล่าวโทษที่เขามา ช้า อวี๋หวั่นจับชีพจรให้เขา ชีพจรของเขาคงที่กว่าแต่ก่อน เพียงแต่ ในร่างกายของเขายังคงมีพิษหลงเหลืออยู่ เธอจะกลับไปหาตำรับ ยาถอนพิษให้เขาดื่ม นั่นมิใช่ปัญหาใหญ่
“ยังไม่บอกเลยว่าเจ้าเป็นอะไร” ดอกไม้กระจายเละเทะบนพื้น เช่นนี้ ต่อให้ตาบอดก็รู้ว่าเธอโกรธ
อวี๋หวั่นเล่าเรื่องที่พบกับเยี่ยนไหวจิ่งให้เขาฟัง เยี่ยนจิ่วเฉา เข้าใจเธอผิดแล้ว เธอไม่ได้โกรธ เธอกำลังตัดดอกไม้ต่างหาก เพียงแต่ฝีมือการตัดดอกไม้ของเธอเหมือนกับการจัดดอกไม้ ดูไม่ ได้เอาเสียเลย
เยี่ยนจิ่วเฉาลองสรุปคร่าวๆ ใจความสำคัญของสิ่งที่อวี๋หวั่น พูด
หนึ่ง เยี่ยนไหวจิ่งยังคงวนเวียนไม่ไปไหน
สอง เยี่ยนไหวจิ่งยังคงวนเวียนไม่ไปไหน
สาม เยี่ยนไหวจิ่งยังคงวนเวียนไม่ไปไหนอีก!
คุณชายเยี่ยนสายตาเย็นเยียบ
อวี๋หวั่นตัดดอกไม้มาดอกหนึ่ง “ท่านว่าเขาพบโจวไหวแล้วจริง หรือไม่? ฝ่าบาททรงให้เขามากดดันข้า หรือว่าเขาทำเอง?”
“มิใช่ฝ่าบาท”
“หืม?” อวี๋หวั่นมองเยี่ยนจิ่วเฉาอย่างไม่เข้าใจ
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดขึ้นว่า “เป็นถึงองค์ชาย แต่กลับมาข่มขู่สตรี”
หากฮ่องเต้ต้องการจะบีบบังคับอวี๋หวั่น ก็คงลงมือไปนานแล้ว ไยต้องรอให้ทั้งสองแต่งงานแล้วจึงมากดดันให้อวี๋หวั่นสละ ตำแหน่งภรรยาหลวง? ผู้ที่ฮ่องเต้ต้องการบังคับมีเพียงเยี่ยนจิ่ว เขา พระองค์มิได้แยแสผู้อื่นเท่าไร ทรงไม่มีทางทำเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ต้องการบังคับเยี่ยนจิ่วเฉา ก็ไม่ถึงกับทำให้ เยี่ยนจิ่วเฉาถึงตาย เพียงแต่พระองค์คิดว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดก็เพื่อ ตัวเยี่ยนจิ่วเฉาเอง
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียง ‘หึ’ แล้วพูดว่า “เจอโจวไหวแล้วจริง ที่ ฝ่าบาททรงไม่ต้องการพลิกคดีของพ่อเจ้าก็เป็นเรื่องจริง แต่เรื่อง ในวันนี้เป็นแผนของเยี่ยนไหวจิ่ง คนที่ฝ่าบาทต้องการข่มขู่ก็คือข้า ไม่ใช่เจ้า”
อวี๋หวั่นพูดพลางครุ่นคิด “เพราะฉะนั้น เขาจึงเดาใจฝ่าบาท หากเขาทำให้ข้าเอ่ยปากก่อน ท่านย่อมต้องขุ่นเคืองข้า ครานี้ฝ่า บาทก็จะทรงตามนํ้า พระราชทานคุณหนูจวนข้าหลวงให้แต่งงาน กับท่าน…ทำไมเขาจึง…”
อวี๋หวั่นไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบาย
ดวงตาของเยี่ยนจิ่วเฉาปรากฏความรังเกียจเดียดฉันท์ “หึ ยัง ไม่ได้คิดบัญชีของครั้งก่อน เขายังกล้าโผล่หน้ามาอีก ข้าคิดจะ
ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่ออีกสักหน่อย เห็นทีคงทำเช่นนั้นไม่ได้ แล้ว!”
เจ้าสาวถูกลักพาตัวไปในวันแต่งงาน มิได้มีเพียงอวี๋หวั่นที่คิด แค้น เยี่ยนจิ่วเฉาก็เคียดแค้นไม่แพ้กัน เพียงแต่สภาพร่างกายไม่ เอื้ออำนวย บัดนี้เขาต้องการให้เยี่ยนไหวจิ่งรู้ว่าอย่ามายุ่มย่ามกับผู้ หญิงของเยี่ยนจิ่วเฉา
“ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย”
“รีบกลับมานะ” อวี๋หวั่นพยักหน้า
นี่เป็นคำพูดติดปาก เมื่อก่อนท่านพ่อและพี่ชายทั้งสองออกไป ข้างนอก เธอก็บอกพวกเขาเช่นนี้ แต่เมื่อเยี่ยนจิ่วเฉาได้ยินคำพูด เช่นนี้ กลับตีความหมายต่างออกไป
เยี่ยนจิ่วเฉามองอวี๋หวั่นด้วยสายตาซับซ้อน “ถึงแม้ข้าจะกลับ มาเร็ว แต่เรื่องอย่างว่าก็อย่าให้มากเกินไป”
อวี๋หวั่น “…”
เยี่ยนจิ่วเฉาพาอิ่งสือซันและองครักษ์คนอื่นออกจากจวนไป อิ่งลิ่วไม่ได้ไปด้วย เขาออกจากเมืองหลวงไปทำภารกิจใหม่
“เจ้าตัวอยู่ไหนเล่า?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงราบ เรียบขณะนั่งบนรถลาก
อิ่งสือซันตอบว่า “เพิ่งเข้าวังไปถวายพระพรสวี่เสียนเฟย ตอน นี้คงอยู่ระหว่างทางกลับจวนขอรับ”
“เช่นนั้นก็ไปขวางเขาไว้” เยี่ยนจิ่วเฉาปล่อยม่านลง
การคาดคะเนของอิ่งสือซันนั้นแม่นยำยิ่งนัก หลังจากที่เยี่ยน ไหวจิ่งถวายพระพรสวี่เสียนเฟยแล้วก็เดินทางกลับจวนของตน นั่งรถม้าไปได้เพียงครึ่งทาง ก็ถูกคนจากจวนคุณชายนับร้อยคน ขวางทางเอาไว้
จะฝ่าไปก็ไม่ได้ อีกฝ่ายมีจำนวนมาก
จวินฉางอันคว้าเชือกจากสารถี หยุดรถม้า “องค์ชาย เป็นคุณ ชายเยี่ยน”
เยี่ยนไหวจิ่งขมวดคิ้ว เลิกม่านขึ้น ก็เห็นเยี่ยนจิ่วเฉานั่งวางท่า อยู่บนรถลาก กำลังเล่นอยู่กับคันธนูทองคำ
รถลากหรูหรา ประดับประดาด้วยทองและหยก ผู้ที่นั่งอยู่บน รถก็ดูสง่างาม หล่อเหลาหาผู้ใดเปรียบ
เยี่ยนไหวจิ่งมองไปยังเขา แล้วมองไปยังคนนับร้อยด้านหลัง เขา จากนั้นก็ถามว่า “เจ้าต้องการอะไร?”
“อัดเจ้าให้ยับ” เยี่ยนจิ่วเฉาตอบ
สายตาของเยี่ยนไหวจิ่งเย็นเยียบ “เยี่ยนจิ่วเฉา เจ้าอย่ามา โอหัง ใต้อาณัติโอรสสวรรค์ ในเมืองหลวง เจ้ากล้าลงไม้ลงมือกับ องค์ชาย…”
สวบ!
เขายังพูดไม่ทันจบประโยค เยี่ยนจิ่วเฉาก็ยิงธนูออกไป!
ศรธนูรวดเร็วเหลือเกิน แม้แต่จวินฉางอันก็ยังตอบสนอง ไม่ทัน ศรธนูพุ่งข้ามหัวไหล่ของเยี่ยนไหวจิ่ง ไปปักลงบนรถม้าด้าน หลังของเขา
เยี่ยนไหวจิ่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ลอบปลงพระชนม์องค์ชาย เยี่ยนจิ่วเฉาเจ้าบ้าไปแล้วรึ!”
เยี่ยนจิ่วเฉายักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ “โอ้ มือลื่น”
องค์ชายจะมาถูกสังหารเช่นนี้ไม่ได้ แต่การต่อสู้ด้วยคนหมู่ มากนั้นเป็นไปได้
หนึ่งคนต่อยเขาหนึ่งที เมื่อคำนวณดูแล้ว เป็นการรุมมิผิด!
อิ่งสือซันหลอกล่อจวินฉางอัน หน่วยกล้าตายสองคนและ เหล่าองครักษ์กรูเข้าไปราวฝูงผึ้ง ทักทายเยี่ยนไหวจิ่งด้วยกำปั้น…