หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 138 ครอบครัวอบอุ่นและนางเจียง
ทันทีที่เด็กน้อยทั้งสามเห็นอวี๋หวั่น พวกเขาไม่สนใจปลา และ ไม่สนใจข้าวอีกต่อไป สองมือสะบัดแล้ววิ่งเตาะแตะๆ เข้าไปหาอวี๋ หวั่น
นํ้าหนักเกินกว่าจะรับไหวพุ่งเข้าหาอวี๋หวั่นจนเธอรู้สึกราวกับ จะขาดใจตาย เธอเกือบจะโอบเด็กน้อยทั้งสามไม่ได้ บนใบหน้าเต็ม ไปด้วยความปวดใจ
หลายวันที่แม่ไม่อยู่ พวกเจ้าต้องเผชิญกับอะไรบ้างนะ…
ในตอนนี้อวี๋หวั่นรู้แล้วว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอะไร
“ต้าเป่า เอ้อร์เป่า เสี่ยวเป่า มานี่เร็ว”
เป็นเสียงของท่านแม่
เจ้าตัวยังไม่มา ทว่ากลิ่นหอมกลับมาถึงก่อน เป็นกลิ่นขนมซึ่ง ทำจากงา อวี๋หวั่นรู้สึกว่าตนนํ้าลายสอ เมื่อหันหลังไป ก็พบว่าในมือ ของนางเจียงกำลังถือน่องเป็ดมันเลื่อมมาหนึ่งจาน น่องเป็ดทุก น่องทอดจนกรอบเป็นสีเหลือง ด้านนอกคลุกนํ้าผึ้ง โรยด้วยงา ดู คล้ายกับเป็นชุดอาหารของผู้ใหญ่ ไม่รู้ว่าจะกินกันหมดไหม…
อวี๋หวั่นยังไม่ทันพูดจบ เด็กน้อยในอ้อมแขนก็วิ่งออกไป แล้ว เขย่งขาหยิบน่องเป็ดในจาน
อวี๋หวั่นมุมปากกระตุก กิจการกำลังรุ่งเรือง คงไม่ได้เพิ่มมื้อ
อาหารหรอกใช่ไหม…
เด็กทั้งสามส่งน่องไก่ให้อวี๋หวั่น ให้อวี๋หวั่นกินก่อน อวี๋หวั่นมอง ดูมืออวบอ้วนของพวกเขา ในใจก็บังเกิดความรู้สึกซับซ้อน
“อร่อยไหม?” อวี๋หวั่นถาม
ทั้งสาม “ซู้ด~”
อร่อย!
อวี๋หวั่น “เช่นนั้นพวกเจ้าก็กินเถอะ”
พวกเขามองสายตาของท่านแม่ หากพวกเจ้ากล้ากินแม้แต่ คำเดียว พวก เจ้า โดน แน่!
เมื่อไม่สามารถถอดรหัสจากสายตาของท่านแม่ได้ ทั้งสามก็ กัดน่องเป็ดเข้าไปคำโต
อวี๋หวั่น “…”
อวี๋หวั่นหันไปมองนางเจียงราวกับกำลังพรํ่าบ่นนาง “ท่านแม่”
นางเจียงทำเป็นมองท้องฟ้า
อวี๋หวั่น “…” อีกครั้ง
ป้าสะใภ้ใหญ่ไปโรงงาน เรียกลุงใหญ่และอวี๋เฟิงให้กลับมา แม้ ทุกวันนี้จะไม่ต้องทำไร่ไถนา แต่อวี๋เฟิงก็ต้องไปส่งของทั่วทุก สารทิศ จนผิวคลํ้ากว่าแต่ก่อน ทว่าผิวสีข้าวฟ่างนี้ขับให้เขาดูมี เสน่ห์กว่าเดิมมาก
ขาของลุงใหญ่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เขาสามารถเดินโดยไม่ใช้ ไม้เท้าได้ครึ่งหมู่บ้าน เพียงแต่ยังคงช้าอยู่บ้าง กระนั้นเมื่อเทียบกับ ก่อนหน้านี้ที่เขาเดินกะโผลกกะเผลก เพียงเท่านี้เขาก็พอใจแล้ว
“ท่านลุงใหญ่ พี่ใหญ่!” อวี๋หวั่นเดินไปหาทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
ระหว่างทาง ป้าสะใภ้ใหญ่ได้เล่าให้ทั้งสองฟังว่าอวี๋หวั่นกลับมา แต่ดูเหมือนว่าอวี๋หวั่นจะจำเด็กอ้วนทั้งสามไม่ได้ ทั้งสองก็แทบจะ จำอวี๋หวั่นไม่ได้เช่นกัน อวี๋หวั่นสวมชุดที่แม่นางเมิ่งตัดให้ อาภรณ์ สีฟ้าทะเลสาบแขนกว้างมีแถบผ้าคาดเอว เสื้อคลุมสีขาว ดูสะอาด บริสุทธิ์ อ่อนโยนราวกับสายนํ้า บนศีรษะของเธอไม่ได้มีเครื่อง ประดับมากเกินงาม มีเพียงเตี้ยนหยกขาวลายดอกไม้ แต่ยิ่งเป็น เช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้เธอดูงดงามและสูงส่งเหนือปุถุชน
ทั้งสองตื่นตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำว่าอาหวั่น
“ท่านลุงใหญ่กับพี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?” อวี๋หวั่นพยุงลุงใหญ่ เข้าไปในบ้าน
ลุงใหญ่พยักหน้าหงึกๆ “ดี ดี! ข้าสบายดี!”
อวี๋หวั่นมองไปยังใบหน้าอิ่มเอิบของพวกเขาก็นึกในใจว่าป้า สะใภ้ใหญ่ไม่ได้พูดกับเธออย่างนั้นเพียงเพราะความเกรงใจ คนที่ บ้านสบายดีจริงๆ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วอวี๋หวั่นก็วางใจ เธอรินชาให้ อวี๋เฟิงซึ่งเหงื่อโทรมกาย “พี่ใหญ่เหนื่อยแย่เลย”
อวี๋เฟิงมองไปยังชาในมือของตน อยู่ๆ เขาก็รู้สึกราวกับน้อง สาวยังไม่ได้ออกเรือนไป
ที่จริงแล้วแม้ว่าคนในครอบครัวจะไม่พูด แต่ในใจของพวกเขา ก็ยังไม่เคยชิน ทุกคนต่างก็คิดถึงอวี๋หวั่น
“พี่รองเจ้าเล่า?” ป้าสะใภ้ใหญ่มองออกไปด้านนอก นางไม่ เห็นลูกชายคนรอง แต่กลับเห็น…สาวใช้และสารถีซึ่งไม่คุ้นหน้า
อวี๋หวั่นยิ้มมุมปากน้อยๆ พร้อมกับตอบว่า “พี่รองใกล้สอบ เขา บอกว่าจะตั้งใจอ่านหนังสือ สอบเสร็จจึงจะกลับ”
นั่นเป็นคำพูดของอวี๋ซง หลังจากเรื่องวิวาทในครั้งก่อน เขาก็ ไม่ได้มีเรื่องกับใครอีก หลิ่วเจี้ยนเซิงพยายามหาเรื่องเขาหลายครั้ง แต่อวี๋ซงก็ไม่สนใจ ภายหลังหลิ่วเจี้ยนเซิงจึงรู้สึกว่าน่าเบื่อและเลิก ตอแยเขาไปเอง
ป้าสะใภ้ใหญ่ทั้งรู้สึกโมโหและขบขันในเวลาเดียวกัน เด็กคนนี้ เป็นเด็กที่ดื้อรั้นที่สุดในหมู่บ้าน มีวันที่เขานั่งเงียบๆ อ่านหนังสือ จริงๆ…
“เขาสร้างความวุ่นวายให้เจ้าไม่น้อยกระมัง?” ป้าสะใภ้ใหญ่ ถาม
“ไม่เลย” อวี๋หวั่นเล่าเรื่องที่อวี๋ซงไปเรียนในสำนักบัณฑิตให้ฟัง แล้ว “…พี่รองพักอยู่ในสำนักบัณฑิต กลับจวนไม่บ่อยนัก”
เธอพูดกว่ากลับจวน ไม่ได้พูดว่าไปจวนคุณชาย
อวี๋หวั่นไม่เคยคิดว่าพี่รองเป็นเพียงแขก เยี่ยนจิ่วเฉาก็เช่นกัน
คนสกุลอวี๋ไม่รู้ว่าสำนักบัณฑิตคืออะไร อวี๋หวั่นจึงอธิบายให้
พวกเขาฟังครั้งหนึ่ง ราชวงศ์นี้ตั้งสำนักการศึกษาขั้นสูงสุด รวม รวมบัณฑิตที่เก่งกาจที่สุด ไม่เป็นรองผู้ใด
คนสกุลอวี๋ต่างตะลึงงันไปตามๆ กัน
พวกเขารู้เพียงว่าอวี๋ซงตามหลานเขยไปเรียนหนังสือในเมือง หลวง เดิมทีคิดว่าสถานที่นั้นคล้ายกับสำนักการศึกษาในตำบล หรือไม่ก็เพียงเชิญอาจารย์มาสอนในจวน ที่แท้ก็ส่งไปยังสถานที่ที่ ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
“ชะ…ใช้เงินไปมากโขกระมัง?” ป้าสะใภ้ใหญ่พูดตะกุกตะกัก
เงินเป็นเรื่องรอง ในเมืองหลวงมีแต่คนรํ่ารวย แต่การยัดคน เข้าไปในสำนักบัณฑิตนั้นทำไม่ได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว โชคดีที่ เธอแต่งงานกับเยี่ยนจิ่วเฉา ถ้าหากเธอแต่งงานกับจ้าวเหิง ไหน เลยจะมีปัญญาส่งพี่รองเรียนหนังสือ? อาจเป็นเพราะไม่มีเงินเก็บ สกุลจ้าวจึงต้องพึ่งพาเพียงจ้าวเหิง คนอื่นๆ จึงหลีกทางให้เขา
แน่นอนว่าว่าในตอนที่เธอแต่งงานกับเขา เธอไม่ได้คิดว่าเธอ จะได้ผลประโยชน์จากเขามากเท่าไร เธอบอกได้เพียงว่าเขาทำให้ เธอมีความสุขอย่างไม่เคยคาดคิด ผู้ชายคนนี้ให้เธอมากกว่าที่เธอ เคยจินตนาการเอาไว้
“ใช้ไปไม่มาก” อวี๋หวั่นบอก
ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่เชื่อ ครั้นจ้าวเหิงเรียนหนังสือในตำบล เขาต้อง ใช้เงินเดือนละสองตำลึง ครึ่งหนึ่งเป็นค่าเรียน อีกครึ่งหนึ่งเป็นค่า ใช้จ่าย ได้ยินว่ากระดาษและนํ้าหมึกนั้นไม่ใช่ถูก เงินมากมายถึง
เพียงนั้นยังต้องกระเหม็ดกระแหม่ ไม่รู้จริงๆ ว่าตั้งแต่ลูกชายเข้า เมืองหลวงไป เขาใช้เงินไปเท่าไรแล้ว
ป้าสะใภ้ใหญ่ดึงอวี๋หวั่นเข้าไปในห้อง เปิดกระเป๋าเงินหมายส่ง ให้เงินอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นหยุดนางไว้
อวี๋หวั่นพูดว่า “ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านจะทำอะไร?”
ป้าสะใภ้ใหญ่ยัดเงินใส่มืออวี๋หวั่น “เจ้ารับไป! เสี่ยวซงเรียน หนังสือ จะให้เจ้าออกเงินได้อย่างไรกัน? กิจการในโรงงานก็รุ่งเรือง จ่ายให้นักเรียนเพียงคนเดียวไหวอยู่แล้ว”
หากเป็นเมื่อก่อน ป้าสะใภ้ใหญ่คงไม่กล้าแม้แต่จะคิด แต่เมื่อ เดือนที่แล้วเพียงเดือนเดียว จากคำสั่งซื้อของหอจุ้ยเซียนเพียงที่ เดียว โรงงานของพวกเขาก็ได้เงินมาถึงหนึ่งร้อยตำลึง แต่ไหนแต่ ไรมานางไม่เคยรู้ว่าบุตรชายเรียนหนังสือได้ ในเมื่อบัดนี้รู้แล้ว ไม่ ว่าอย่างไรนางก็จะสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่
“ป้าสะใภ้ใหญ่อย่าได้กล่าวเหมือนไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน” อวี๋ หวั่นดันเงินกลับไป ลูกของเธอมากินอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เธอหรอกหรือที่ ต้องให้เงินพวกเขา?
ป้าสะใภ้ใหญ่ยืนกรานที่จะให้เงิน
อวี๋หวั่นจึงบอกว่า “พี่ใหญ่ยังไม่ได้แต่งงาน ท่านเก็บเงินก้อนนี้ ไว้ก่อน”
“เก็บไว้เถิด พี่สะใภ้ใหญ่” นางเจียงเดินเข้ามาในห้อง
ป้าสะใภ้ใหญ่พ่ายแพ้ราบคาบ
เจ้าเด็กนั่นชอบใครไม่ชอบ ต้องไปชอบคุณหนูจากเมืองหลวง เป็นคางคกคิดอยากจะไปกินเนื้อหงส์! นางละกังวลแทนลูกจริงๆ!
ป้าสะใภ้ใหญ่โมโหจนหัวร่อออกมา “เจ้าเด็กบ้า!”
ไม่นาน อวี๋เซ่าชิงและเถี่ยตั้นน้อยก็เข้ามา
เมื่อครู่อวี๋เซ่าชิงตรวจแบบฝึกหัดให้เถี่ยตั้นน้อย (และทำน่อง เป็ดนํ้าผึ้งให้เด็กๆ ไปพลาง) ป้าสะใภ้ใหญ่เห็นว่าการเรียนนั้น สำคัญที่สุดจึงไม่ได้รบกวนพวกเขา เมื่อพวกเขาเดินมาถึงบ้านเดิม และเห็นว่ามีรถม้าของจวนคุณชายจอดหน้าบ้าน ถึงรู้ว่าอวี๋หวั่น กลับมา
“ท่านพี่!” เถี่ยตั้นน้อยพุ่งเข้ามากอดอวี๋หวั่นอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งลูกกระสุน
เขาตัวสูงขึ้น และแข็งแรงขึ้น อวี๋หวั่นกอดเขาแล้วรู้สึกเจ็บมือ เล็กน้อย
เขาไม่ได้ร้องไห้โยเยเหมือนครั้งก่อน เพียงแต่กอดอวี๋หวั่นด้วย ความดีใจ “ท่านพี่ๆ ท่านกลับมาทำไมหรือ? ท่านมาตรวจการบ้าน ข้าใช่ไหม? ข้าจำได้หมดแล้วนะ! ไม่เชื่อท่านทดสอบดูได้!”
อวี๋หวั่นทดสอบเขาจริง เถี่ยตั้นน้อยจดจำบทร้อยกรองพัน อักษรและคัมภีร์ตรีอักษรได้หมดแล้ว
อวี๋หวั่นบีบจมูกเขา “ท่านพ่อมีวิธีจริงๆ ด้วย”
“ท่านพ่อ” อวี๋หวั่นมองไปยังบุรุษซึ่งยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้น
ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรืออย่างไร แต่ท่านพ่อดูผอมลงกว่าแต่ ก่อน ต้องเป็นเพราะคิดถึงเธอมากแน่ๆ
อวี๋เซ่าชิง: ไม่ใช่หรอก เป็นเพราะข้าถูกเจ้าเด็กอ้วนพวกนี้ทำให้ เครียดต่างหากเล่า!
ท่านแม่ถูกแย่งไปนาน เด็กน้อยทั้งสามเริ่มอยู่ไม่สุข พวกเขา ดันท่านน้าเถี่ยตั้น ขวางท่านตาเอาไว้ แล้วไปเกาะที่ขาของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นกำลังจะเดิน เอ๊ะ…ขาไม่ขยับ…
เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่าอวี๋หวั่นจะมา จึงไม่ได้เตรียมกับข้าว เอาไว้ ลุงใหญ่รีบไปซื้อไก่สองตัวจากบ้านป้าหลัว ซื้อเป็ดสองตัว จากบ้านป้าจาง และซื้อกระต่ายป่าตัวอวบอ้วนจากบ้านอาเว่ย
พวกอาเว่ยแสร้งว่าเป็นนายพรานมือฉมัง พวกเขามักจะขึ้น เขาไปหาของป่ากลับมา จากนั้นก็ขายให้ชาวบ้านในราคาถูก ไม่ ต้องบอกก็รู้ว่าชาวบ้านชื่นชอบคนครอบครัวนี้มากเพียงใด
ลุงใหญ่เข้าครัวด้วยตนเอง ป้าสะใภ้ใหญ่และอวี๋เฟิงช่วยล้าง ผัก อวี๋หวั่นไปเชือดกระต่าย
เด็กน้อยเดินเตาะแตะตามเธอไป
จะเชือดกระต่ายป่าต่อหน้าพวกเขาก็ออกจะโหดร้ายไปสัก หน่อย อวี๋หวั่นคิดจะเรียกพวกเขาไป ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อหันหลังไป เด็กน้อยทั้งสามก็นั่งนํ้าลายสอมองกระต่ายป่าตัวนั้นเสียแล้ว…
ผู้ที่ถูกเลี้ยงจนอ้วนไม่ได้มีเพียงเด็กน้อยทั้งสาม แม้แต่ลูก จิ้งจอกหิมะและลูกแมวป่วยนั้นก็ถูกขุนจนอ้วนเป็น ‘หมู’ แล้วเช่น กัน
ลุงใหญ่ทำไก่ตุ๋นนํ้าแดง หน่อไม้รมควันผัดเป็ด เนื้อกระต่าย ตุ๋น ขากระต่ายผัด ถั่วงอกสดผัด ต้นหอมคลุกเต้าหู้และผักซึ่งปลูก เองอีกเล็กน้อย
ฝีมือการทำอาหารของลุงใหญ่ยังคงดีดังเคย ไก่ตุ๋นเข้าเนื้อ เนื้อนุ่ม บิดเพียงนิดเดียวกระดูกไก่ก็หลุดออก เป็ดผัดเหนียวกว่า เล็กน้อย เนื้อเป็ดแน่นและนุ่ม ไขมันเป็ดนุ่มลื่น หน่อไม้ก็รมควัน จนได้ที่ เนื้อกระต่ายนั้นสมกับการรอคอย เนื้อแดงมากแต่ไม่แห้ง เนื้อติดมันไม่เลี่ยน เมื่อกินเข้าไปแล้วเนื้อในชุ่มฉํ่าอยู่ในปาก
“อร่อยไหม?” ลุงใหญ่ถามอวี๋หวั่น
“อื้ม!” อวี๋หวั่นพยักหน้า ในตอนนี้เองเธอนึกเสียใจที่ไม่ได้พา เยี่ยนจิ่วเฉามาด้วย เขาควรได้ลิ้มลองเนื้อที่อร่อยถึงเพียงนี้
ฝูหลิงและคนอื่นๆ ถูกเรียกเข้ามาในบ้าน พวกเขากินข้าวอีก โต๊ะหนึ่ง แม้ว่าพวกเขาจะเป็นบ่าว แต่ลุงใหญ่ก็มิได้พิถีพิถันเรื่อง ธรรมเนียมถึงเพียงนั้น พวกเขากินอะไร พวกฝูหลิงก็กินอย่างนั้น อาหารที่จวนคุณชายนับว่าไม่เลว แต่อาหารที่บ่าวกับเจ้านายกินก็ ไม่เหมือนกันอยู่ดี เจียงเสี่ยวอู่กินแล้วดวงตาก็พลันลุกวาว!
สวรรค์ นี่มันฝีมือระดับเทพเซียนหรืออย่างไร? อร่อยเหลือ เกิน!
เจียงไห่อดไม่ได้ที่จะมองครอบครัวนี้ คนสกุลอวี๋ไม่รู้ว่าอวี๋หวั่น กลับบ้าน ทุกคนจึงสวมเพียงชุดสำหรับทำงาน แต่พวกเขาดูร่าเริง ทั้งยังรูปร่างหน้าตาดี โดยเฉพาะท่านพ่อและท่านแม่ของฮูหยิน น้อย เรียกได้ว่าเป็นบุรุษและสตรีที่งดงามหาได้ยาก หากไม่ได้นั่ง ล้อมกับอยู่บนโต๊ะอาหาร ใครจะไปเชื่อว่าเป็นคู่สามีภรรยาจาก ชนบทกันเล่า?
น้องชายและลูกพี่ลูกน้องของของฮูหยินน้อยก็ล้วนแต่หน้าตา งดงาม…
ฮูหยินน้อยเหมือนมารดา น้องชายเหมือนบิดา นับว่าเป็น ความงามหนึ่งในร้อย
สิ่งที่ทำให้ผู้คนอิจฉาที่สุดก็คือความสัมพันธ์ของคนใน ครอบครัว
เจียงไห่หลุบตาลง ไม่รู้ว่าเขาคิดถึงสิ่งใด อยู่ๆ ก็รู้สึกปวดหนึบ ในลำคอ
ฝูหลิงกินข้าวไปทั้งหมดสิบสองชามจนอิ่มแปล้!
ไม่มีใครมองนางด้วยสายตาประหลาด นั่นเป็นเพราะคนสกุล อวี๋ก็กินมากเช่นกัน!
เมื่อเด็กน้อยทั้งสามกินอิ่ม จึงออกไปนอนผึ่งพุงหน้าบ้าน
ฝูหลิงและปั้นซย่ารีบไปเก็บกวาดห้องครัว แต่ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ ยอม ให้พวกนางออกไปข้างนอก
คนในครอบครัวนั่งสนทนาเรื่องในเมืองหลวงอยู่ในโถงกลาง บ้าน
“พบตัวโจวไหวแล้ว” อวี๋หวั่นบอก “รอให้เขาตอบรับมาเป็น พยานให้ท่านพ่อ ท่านพ่อก็จะพลิกคดีได้แล้ว”
“ทำไมเขายังไม่ตอบรับเล่า?” ลุงใหญ่เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
อวี๋หวั่นมองท่านพ่อ แล้วบอกไปตามความจริงว่า
“เขารับไม่ได้ที่แม่ทัพเซียวจากไป จึงผลักความผิดไปที่ท่าน พ่อ เขาคิดว่าคนของท่านพ่อใช้ยาแม่ทัพเซียวจนหมด แม่ทัพ เซียวจึงไม่มีโอกาสรอด”
ลุงใหญ่ขมวดคิ้ว
“นั่น…นั่นออกจะ…”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ออกจะหัวรั้นไปสักหน่อย ท่านพ่อไม่ผิด การตัดสินใจของแม่ทัพเซียวก็ไม่ผิด เขาคงต้องใช้เวลาครุ่นคิด มากกว่านี้”
หรือว่าอาจต้องถูกต่อย
ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวว่า “หวังว่าเขาจะคิดออก…”
เจ้าสามอยู่ในกองทัพมานาน กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ สุดท้าย กลับถูกคนแซ่เหยียนแย่งความดีความชอบไป คนที่ต้องเป็นทุกข์ ไม่ได้มีเพียงเจ้าสาม แต่ยังมีอาหวั่น
ท่านพ่อมีโทษติดตัว อาหวั่นจะลืมตาอ้าปากในเมืองหลวงได้
อย่างไร? เรื่องเหล่านี้ผู้คนอาจไม่พูดต่อหน้า แต่ไม่รู้ว่านินทาลับ หลังอาหวั่นหรือไม่
อวี๋หวั่นเท้าคางพลางพูดว่า “น่าเสียดายที่ฝ่าบาทไม่ให้ ทรมาน”
นางเจียงมองไปยังป้าสะใภ้ใหญ่ซึ่งกำลังทอดถอนใจ จากนั้นก็ มองไปยังอวี๋หวั่นซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยความจนปัญญา นางหลุบตา ลง
โอ้
มีคนดื้ออีกแล้วรึ