หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 140.1 ชำระมลทิน
เรื่องน่ายินดีมาเยือน (1)
สนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานผู้นี้แซ่หวัง นางเข้าวังมาเมื่อสามปี ก่อน แต่ไหนแต่ไรมาไม่ได้รับความโปรดปราน แต่เพราะนางให้ กำเนิดองค์หญิง สถานะของนางจึงขยับขึ้นมาเล็กน้อย ได้รับ พระราชทานตำแหน่งให้เป็นเจาเฟย มีอำนาจในวังหลวงเหมือน กับสวี่เสียนเฟย ได้รับความโปรดปรานและความไว้วางใจเหมือน กับหวั่นเจาอี๋ ตำแหน่งเจาเฟยไม่นับว่าโดดเด่น เป็นตำแหน่งซึ่ง ฮองเฮาทรงคัดเลือกจากเหล่าสนมเพื่อรักษาความโปรดปรานเอา ไว้ ก่อนที่จะออกจากตำหนักเฟิ่งชี หนึ่งเดือนเจาเฟยจะได้พบกับ ฮ่องเต้ห้าครั้ง นั่นเทียบได้กับลี่เฟยในตอนนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฮ่องเต้มีความปรารถนาในการเสพสังวาสมากขึ้นครั้นย่างเข้าวัย กลางคน ในสถานการณ์เช่นนี้ เจาเฟยก็ได้รับความโปรดปรานครั้ง แล้วครั้งเล่า เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้ทรงรักและเอ็นดูนางมากเพียงใด
ทว่าเคียงกษัตริย์ดั่งเคียงพยัคฆ์ การถูกฮ่องเต้เลือกอาจเป็น โชคของนาง แต่สิ่งที่ทำให้ฮ่องเต้ถวิลหานางนั้นล้วนมาจากความ สามารถของนาง นางทนมาได้ถึงเพียงนี้จึงมีโอกาส นางระวังตัว มากกว่าผู้ใด แต่วินาทีที่นางกรีดร้องออกไปนั้น นางก็รู้ว่าทุกอย่าง ได้จบสิ้นแล้ว
สิ่งที่นางพยายามมาตลอดหนึ่งเดือนนั้นได้ละลายหายไปกับ
นํ้าเสียแล้ว
ขันทีวังได้ยินเสียงร้อง เขาวิ่งกระวีกระวาดเข้าไป ทันทีที่เข้าไป นางกำนัลซึ่งเข้าเวรกลางคืนในตำหนักล้วนแต่ถูกเสียงกรีดร้อง ของเจาเฟยทำให้ตกใจกลัว
ทุกคนยืนออกันอยู่ที่เตียง พวกนางเกือบจะกรีดร้องออกมา เช่นกันเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า
เมื่อคืนฮ่องเต้ใช้แรงมากไปสักหน่อย จึงเป็นคนสุดท้ายที่ตื่น นอน กระนั้นก็ไม่ได้ตื่นสายกว่าสักเท่าไร เมื่อลืมตาตื่นขึ้นก็เห็น ดวงตาของคนในตำหนักจ้องมองตนด้วยความตะลึงงัน ฮ่องเต้ ขมวดคิ้วแล้วตรัสถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
นอกจากขันทีวังแล้ว คนอื่นๆ ต่างคุกเข่าลงกับพื้น เจาเฟยก็ หยิบอาภรณ์ขึ้นมาปกปิดร่างกาย แล้วปีนลงจากเตียงมาคุกเข่า ด้านล่าง
ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความสงสัย “โหวกเหวกอะไรกันแต่เช้า?”
ทุกคนล้วนแต่ก้มหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากพูด
เป็นขันทีวังที่ต้องเสี่ยงชีวิต ยกนิ้วขึ้นมาชี้อย่างกล้าๆ กลัวๆ
ฮ่องเต้ก้มลงมองดู ขนหน้าอกหายไปแล้ว!
พระองค์สูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่งด้วยความตกใจ จากนั้นก็เลิก ผ้าห่มดูและพบว่าขนขาซึ่งกว่าจะงอกขึ้นมาใหม่ได้ ก็หายไปแล้ว เช่นกัน! ไม่เพียงเท่านั้น ขนที่เท้าก็หายไปด้วย!
นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น? มารดาผู้ใดทำเช่นนี้!?
จากนั้นจึงเปิดดูใต้กางเกงชั้นในอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไร เมื่อ เห็นว่านกเขาสวรรค์ไร้ซึ่งขนหลงเหลืออยู่ ก็แทบจะกระอักเลือด ออกมา!
ขันทีวังมองตามสายตาของฮ่องเต้ไปก็ถึงกับอ้าปากค้าง เอ… ตรงนั้นเป็นจุดที่เหนือความคาดหมาย…
ทว่านี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวที่สุด
ขณะที่ฮ่องเต้กำลังจะโมโหจนใบหน้าบูดบึ้งนั้นเอง ขันทีวังก็ หยิบกระจกมา
ทันทีที่ฮ่องเต้เห็นศีรษะโล้นในกระจก ก็ทนมองต่อไปไม่ไหว ลมจับล้มลงไปทันที
ขันทีวังไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เจาเฟยตกใจกลัว สุดขีด นางรํ่าไห้ เนื้อตัวสั่นเทิ้ม “ไม่ใช่ข้า…ไม่ใช่ข้า…ไม่ใช่ข้า จริงๆ…”
ขันทีวังรู้ดีว่าเจาเฟยไม่กล้าทำเช่นนั้นเป็นแน่
…ที่สำคัญก็คือวิธีนี้ โกนขนเสียเกลี้ยงเกลาจนดูประหนึ่งไม่ เคยมีขนขึ้นมาก่อน ขันทีวังมองขึ้นฟ้า เฮ้อ ทำได้อย่างไรกัน?
เรื่องนี้ไม่อาจแพร่งพรายสู่ภายนอก ไม่เช่นนั้นฮ่องเต้ทรงต้อง ขายหน้าประชาชี ขันทีวังสั่งให้ทุกคนเหยียบเรื่องนี้ให้มิด เจาเฟยก็ ไม่ใช่ข้อยกเว้น จากนั้นขันทีวังก็ใช้เหตุผลว่าฮ่องเต้ทรงประชวร
เป็นไข้หวัด เพื่อสั่งยกเลิกพระราชกิจในราชสำนัก
ฮ่องเต้คงจะโมโหมาก จนหมดสติไปเสียนาน หลังจากนั้นหนึ่ง ชั่วยามก็ฟื้นขึ้นมา เมื่อตระหนักได้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตนก็ ลมจับไปอีกครั้ง เป็นเช่นนี้จนช่วงเย็นจึงจะสามารถมองสภาพของ ตนซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นปักษาไร้ขนไปเสียแล้ว
“ฝ่าบาท ทรงดื่มชาสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีวังส่งชาให้ พระองค์ดื่มเพื่อลดไฟโทสะ
ฮ่องเต้ปัดถ้วยชาในมือของเขา “ไปเรียกเด็กเวรนั่นมา!”
ขันทีวังชะงักไปครู่หนึ่ง “หมาย…หมายถึงคุณชายเยี่ยนหรือ พ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้ระเบิดโทสะ “จะเป็นเด็กเวรที่ไหนได้อีกเล่า?!”
ขันทีวังจึงรุดไปยังจวนคุณชาย อวี๋หวั่นกลับหมู่บ้านไป เยี่ยน จิ่วเฉากำลังจะไปรับเธอที่หมู่บ้านเหลียนฮวา เพิ่งจะเดินออกจาก ประตูจวน ขันทีวังก็มาหยุดเขาไว้
“คุณชายได้โปรดเข้าวังไปกับข้าน้อยด้วยเถิด”
ขันทีวังไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ฮ่องเต้ไม่ได้เรียกเขาเข้า วังง่ายๆ เยี่ยนจิ่วเฉาคิด ไปกับขันทีวังก่อนดีกว่า
ครั้งนี้ไม่ได้ไปยังห้องทรงพระอักษร แต่พวกเขาเดินไปยังห้อง บรรทม
ในห้องบรรทมอบอวลไปด้วยกลิ่นอำพันทะเล เยี่ยนจิ่วเฉา
ขมวดคิ้ว แม้ว่าอำพันทะเลจะเป็นของดี แต่ก็ไม่ใช่กลิ่นที่เขาชื่น ชอบนัก
ฉากกั้นลายทิวทัศน์นั้นวางอยู่หน้าเตียง เมื่อขันทีวังพาเยี่ยน จิ่วเฉาเข้ามาแล้ว จึงออกจากห้องไป
เยี่ยนจิ่วมองไปยังฉากกั้น เลิกคิ้วเล็กน้อย “ฝ่าบาททรงเรียก ข้าหรือ?”
ด้านหลังฉากกั้น ฮ่องเต้ซึ่งศีรษะโล้นเงาวับ กำหมัดดังกร็อบ ใบหน้าถมึงทึง
“ฝ่าบาท?” เยี่ยนจิ่งเฉาไม่ทันรอให้ฮ่องเต้ตอบสนอง เขาเลิก คิ้ว แล้วหันหลังกลับไป
ฮ่องเต้โทสะพลุ่งพล่าน “เจ้ามานี่เดี๋ยวนี้!”
“โอ้” เยี่ยนจิ่วเฉาเดินกลับมาอย่างไม่เร่งร้อน เขายืนอยู่ข้าง ฉากกั้น เมื่อยื่นหน้าเข้าไปมอง ก็เห็นแสงวาววับสวมฉลอง พระองค์ของฮ่องเต้นั่งอยู่บนเตียง “เอ…”
“เราเอง!” ฮ่องเต้เดือดดาล
เยี่ยนจิ่วเฉากะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา “ฝ่าบาทจะออก ผนวชหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้คว้าหมอนข้างมือมาเขวี้ยงใส่เยี่ยนจิ่วเฉาเต็มแรง เยี่ยนจิ่วเฉาเอนกายหลบได้ ฮ่องเต้ก็คว้ามาอีก ทว่าครั้งนี้มิได้เขวี้ ยงออกไป “เจ้าบอกความจริงเรามาเดี๋ยวนี้! เจ้าเป็นคนทำใช่หรือ
ไม่?!”
ฮ่องเต้ทรงไตร่ตรองดีแล้ว คนที่จะทำเรื่องเช่นนี้ได้ ในใต้หล้า นั้นก็เห็นจะมีแต่เด็กเวรผู้นี้เพียงคนเดียว!
โอรสของพระองค์ไม่มีใครกล้าทำอย่างแน่นอน!
ส่วนเรื่องแรงจูงใจนั้น ยังต้องถามอีกหรือ?
ทันทีที่พระองค์ปัดตกหลักฐานของโจวไหว ก็ถูกโกนขนจน เป็นไก่เปลือยเช่นนี้ ไหนเลยจะมี เรื่อง บัง เอิญ เช่นนี้?!
“เจ้า…เจ้า…”
ฮ่องเต้โมโหจนปอดแทบระเบิด
เยี่ยนจิ่วเฉาตื่นตะลึงยิ่งกว่าฮ่องเต้เสียอีก ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรไปทุกสารทิศกลับกลายกลายเป็นไก่ต้มไร้ขนภายในเวลา ชั่วข้ามคืน ไม่มีผม ไม่มีคิ้ว แม้แต่…ก็คงจะ…สายตาของเยี่ยนจิ่ว เฉากวาดไปมองเท้าของฮ่องเต้ เขาร้อง ‘โอ้’ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ฝ่า บาททรงอยากออกบวชเองไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ…ไม่ใช่ข้า”
เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“หากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใคร?!” ฮ่องเต้ตวาดลั่น
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบอย่างไร้เดียงสาว่า “ฝ่าบาทยังไม่รู้ ข้าก็ยิ่ง ไม่รู้ ข้าไม่ได้พำนักอยู่ในวังหลวง ถูกต้องหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ยิ่งไป กว่านั้น ข้าจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?”
หน้าอกของฮ่องเต้กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง “จะ…เจ้าอย่า
มาหลอกข้าให้ยาก! โจวไหวสารภาพแล้ว เขายอมรับแล้วว่าความ ดีความชอบทางการทหารเป็นของอวี๋เซ่าชิง! แม่ทัพเซียวไม่ได้ส่ง มอบรายชื่อสายลับให้เหยียนฉงหมิง!”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบว่า “นั่นนับว่าเป็นเรื่องดี ไฉนข้าจะต้องแก้ แค้นฝ่าบาทเล่าพ่ะย่ะค่ะ? หรือว่า…ฝ่าบาทมีหลักฐานเป็น ประจักษ์กระนั้นก็ทรงไม่ยินดีจะคืนความยุติธรรมให้อวี๋เซ่าชิง?”
ฮ่องเต้ถูกท่าทางแกล้งโง่ของเขาทำให้โทสะพลุ่งพล่าน จึงเขวี้ ยงหมอนใส่อีกครั้ง!
เยี่ยนจิ่วเฉาหลบอย่างรวดเร็ว
ฮ่องเต้ดูแลเส้นผมและเส้นขนของตนอย่างดีเสมอมา ใน ความคิดของพระองค์ นั่นคือสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่และ อำนาจของบุรุษ การมีเส้นผมและขนดกดำนั้นน่าพึงพอใจเสียยิ่ง กว่าการได้ครอบครองชุดเกราะของแม่ทัพขุนนางใหญ่ไม่น้อย เมื่อ ย่างเข้าวัยกลางคนมักประสบปัญหาผมร่วงศีรษะล้าน พระองค์ กลับยังคงมีหนวดเคราดกดำ ทุกครั้งที่เหล่าขุนนางเข้าเฝ้า สายตา ของพวกเขามักเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาและชื่นชม พระองค์รู้สึก ภาคภูมิใจในเรื่องนี้มากกว่าผู้ใด
บัดนี้ เส้นขนอันเป็นความภาคภูมิใจของพระองค์ได้หายไปสิ้น แล้ว
มังกรเกรียงไกร บัดนี้ได้กลายเป็นเพียงหนอนไหมตัวน้อย
ผู้ใดจะมาเข้าใจความเจ็บปวดในส่วนลึกของหัวใจพระองค์?!
“ไม่ใช่ข้าจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยนจิ่วเฉาบอก “เสด็จลุงทรงสั่ง อารักขาห้องพระบรรทมเสียแน่นหนา แม้แต่หน่วยกล้าตายของข้า ก็บุกเข้ามาไม่ได้ เสด็จลุงทรงคิดว่าข้าจะมีความสามารถถึงเพียง นั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
นั่นเป็นความสัตย์จริง ตั้งแต่ที่ถูกเจ้าบ้านี่โกนขนหน้าแข้งไป ครั้งหนึ่ง ฮ่องเต้ก็รับสั่งให้หน่วยกล้าตายที่เก่งกาจที่สุดของ ราชวงศ์มาอารักขาหน้าห้องนอนของตน หน่วยกล้าตายหน้ากาก เงินที่เยี่ยนจิ่วเฉาครอบครองอยู่นั้นก็ไม่อาจต่อกรกับพวกเขาได้ ไม่มีผู้ใดสามารถบุกเข้ามาโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวได้
เพราะฉะนั้น…ไม่ใช่เขาจริงๆ
แต่หากไม่ใช่เขา แล้วจะเป็นใครกัน?
“ท่านแม่!”
อวี๋หวั่นเก็บของเสร็จแล้ว กำลังเตรียมตัวกลับจวน เมื่อวาน กำลังจะกลับจวน แต่อยู่ๆ ฟ้าก็มืดลงฉับพลัน ด้วยกลัวว่าฝนจะตก ระหว่างทาง เธอจึงตัดสินใจพักอยู่ในหมู่บ้านสักหนึ่งคืน บ้านสกุล อวี๋กำลังสร้างใหม่ ทุกวันนี้พวกเขาจึงอาศัยอยู่ในบ้านใหม่สกุลติง ไปก่อน
บทที่ 140.2 ชำระมลทิน
เรื่องน่ายินดีมาเยือน (2)
นางเจียงเดินมาหาอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าอ่อนโยน
อวี๋หวั่นมองสิ่งที่นางเจียงซ่อนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าก็งํ้างอลง เล็กน้อย “ท่านแม่ให้พวกเขากินอะไรอีกแล้วใช่ไหม?”
นางเจียงส่ายหน้า
อวี๋หวั่นบอกว่า “ข้าได้กลิ่น! น่องไก่ผัดนํ้าผึ้ง!”
นางเจียง: แหะๆ
เมื่อคืนฝนไม่ได้ตกแต่อย่างใด ทว่าวันนี้กลับตกลงมา กะทันหัน อวี๋หวั่นจำต้องพาเด็กน้อยทั้งสามกลับเข้าบ้าน ก้อนเนื้อ จํ้ามํ่าวิ่งนํ้าลายสอไปหานางเจียง มืออวบอ้วนคว้าน่องไก่มากิน อย่างเอร็ดอร่อย
เจ้าลูกจิ้งจอกหิมะก็ได้ส่วนแบ่งของน่องไก่เช่นกัน มันสวมผ้า ผืนเล็ก และแบ่งน่องไก่กินกับเจ้าแมวน้อยซึ่งตัวใหญ่กว่ามันหนึ่ง เท่า
เมฆฝนยังไปไม่ถึงเมืองหลวง กระนั้นเจียงไห่ก็ฝ่าฝน นำความ กลับไปยังเมืองหลวง เยี่ยนจิ่วเฉาพยักหน้า และบอกให้เจียงไห่ ออกไป
ฝนห่าใหญ่ไม่หยุดยั้งเขาไว้ได้ แต่เขาก็มีเรื่องสำคัญอย่าง
ยิ่งยวดที่ต้องทำ เขารู้ว่าฮ่องเต้ถูกผู้ใดเล่นงาน ถึงแม้เขาจะไม่มี ปัญญาไปแบกรับความผิดนี้ แต่ก็ยินดีที่จะช่วยเติมไฟเข้าไป
เยี่ยนจิ่วเฉาให้อิ่งสือซันไปตามใต้เท้าหัวหน้าสำนัก ดาราศาสตร์มา
หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์เป็นบุรุษวัยกลางคนรูปร่างผอม ไม่ สูงนัก ท่าทางคงแก่เรียนเหนือปุถุคนทั่วไป
“ข้าน้อยคำนับคุณชาย” หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์ค้อมกาย
“ท่านพ่อของข้ามีบุญคุณกับเจ้า” เยี่ยนจิ่วเฉามิได้อ้อมค้อม “ไม่รู้ว่าเจ้ายังจดจำได้หรือไม่?”
หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์กล่าวด้วยนํ้าเสียงเปี่ยมด้วยความ เคารพ “ข้าน้อยกำเนิดมาในครอบครัวชาวบ้านยากจน ในวันสอบ ข้าถูกคนกลั่นแกล้งจนหลงทาง เยี่ยนอ๋องนั้นสูงส่ง หากแต่มิ รังเกียจข้าน้อยที่เนื้อตัวสกปรก ให้ข้าน้อยนั่งรถม้าไปถึงสนามสอบ ด้วย หากไม่มีเยี่ยนอ๋อง ข้าก็คงไม่มีโอกาสเข้ารับราชการ”
เขามีมารดาซึ่งป่วยหนัก มีบุตรยังต้องเลี้ยงดู มีพี่น้องที่ยัง ต้องพึ่งพาเขา เขาสอบตกซํ้าแล้วซํ้าเล่า และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ เขาจะไปสอบ หากสอบไม่ผ่านอีก เขาก็คงต้องกลับชนบทไปช่วยพี่ ชายและพี่สะใภ้ทำไร่ไถนา
กล่าวได้ว่า หากไม่มีเยี่ยนอ๋องซึ่งช่วยเขาในวันนั้น เขาก็คงไม่มี วันนี้
เยี่ยนอ๋องหาได้นำเรื่องนี้มาใส่ใจไม่ และเขาเองก็ไม่ควรพูดให้
คนคิดว่าเขาไต่เต้าได้ก็เพราะความสัมพันธ์กับเยี่ยนอ๋อง แต่เขาก็ รู้สึกซาบซึ้งต่อเยี่ยนอ๋องมาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่ทันได้ ตอบแทนบุญคุณ เยี่ยนอ๋องก็ด่วนจากไปเสียก่อน
อนิจจังหนอ
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดตามตรง “ที่ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้มิได้ต้องการ รื้อฟื้นความหลังแต่อย่างใด”
หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์ยกมือขึ้นประสานกัน “น้อมรับคำ สั่งของคุณชาย”
……
ไม่กี่วันต่อมา ในเมืองหลวงก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นไม่น้อย เริ่มตั้งแต่อยู่ๆ ตะเกียงซึ่งไม่มีวันดับในวัดผู่จี้ก็มอดลง จากนั้น เทียนและธูปในหอบูชาบรรพชนของราชวงศ์ก็หายไป ตามมาด้วย ม้าเหงื่อโลหิตของสวนในวังหลวงก็ไม่อยากอาหาร และนกหายาก ก็บินชนกรงจนสภาพดูไม่ได้
เรื่องร้ายเหล่านี้ได้แพร่สะพัดไปในหมู่ราษฎร ว่ากันว่ามีคนใน ราชวงศ์กระทำการซึ่งขัดต่อลิขิตสวรรค์ เทพเจ้าจึงเริ่มพิโรธ
ฮ่องเต้ทรงรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่อาจบอกได้อย่างแน่ชัด แต่ก็ไม่อาจ หยุดยั้งความเชื่อของราษฎรได้ หากไม่ควบคุมความเชื่อเหล่านี้เอา ไว้ เห็นทีมีแต่รังจะถูกหนานจ้าวและซยงหนูหัวเราะเยาะเอาได้
วันนี้ ฮ่องเต้จึงเรียกหัวหน้าสำนักดาราศาสตร์มาเข้าเฝ้า
ฮ่องเต้นั่งอยู่หลังฉากกั้น ครานี้ไม่อาจให้ผู้ใดพบเห็น
หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์จึงทำตามและยืนอยู่ด้านหน้าฉาก กั้น
ฮ่องเต้ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตรัสว่า “เจ้าคงได้ยินเรื่องที่ ราษฎรพูดกันมาบ้าง?”
หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์กล่าวว่า “ฝ่าบาททรงหมายถึง… งานสมรสของเฉิงอ๋องและองค์หญิงซยงหนูหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว
หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์กล่าวต่อ “ชาวบ้านพูดกันว่า สวรรค์ กำลังลงโทษราชวงศ์ เพราะไม่พอใจในพิธีสมรสครั้งนี้ สายเลือด ของราชวงศ์แห่งต้าโจวไม่อาจระคนกับสายเลือดอื่น ราษฎรต่าง อยากให้ทรงยกเลิกพิธีสมรสระหว่างสองดินแดนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้กระแอมเล็กน้อย เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับความสัมพันธ์ ระหว่างสองดินแดนกัน? เรื่องนี้ประกาศออกไปทั่วทั้งใต้หล้า ตั้งแต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน หากสวรรค์จะลงโทษเพราะเรื่องนี้ก็ คงจะลงโทษไปตั้งแต่แรกแล้ว เหตุใดต้องรอให้ตนฉีกหลักฐาน ของโจวไหวก่อนด้วย?
“เจ้าก็คิดเช่นนั้นหรือ?” ฮ่องเต้ตรัสถาม
หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์ส่ายหน้า “กระหม่อมลองคำนวณ ดวงชะตาวันเกิดของเฉิงอ๋องและองค์หญิงซยงหนูแล้ว นับว่ามีด วงชะตาต้องกัน การที่ทั้งสองได้เกี่ยวดองกันอาจเป็นลิขิตสวรรค์ อย่างหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตรัสว่า “เช่นนั้นก็หมายความว่าการลงโทษจากสวรรค์ เป็นเรื่องไร้สาระหรือ?”
“มิใช่พ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์ส่ายหน้าอีกครั้ง “กระหม่อมได้ดูลักษณะของดวงดาว เห็นว่าดาวจื่อเวยเปลี่ยน ตำแหน่ง ดาวจื่อเวยเป็นดาวซึ่งควบคุมดาวราษฎร ซึ่งก็คือดาว แห่งกษัตริย์”
ฮ่องเต้หน้าถอดสี “เจ้าหมายถึง…สวรรค์ลงโทษข้าอย่างนั้น หรือ?”
“กระหม่อมมิกล้า” หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์จับชายเสื้อแล้ว รีบร้อนคุกเข่าลงอย่างอกสั่นขวัญแขวน
ฮ่องเต้มองเขา “หากข้า…ไม่สนใจแล้วจะเป็นอย่างไร?”
หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์เงยหน้าขึ้น แล้วรับหลุบตา “สุนัข สวรรค์กลืนกินดวงอาทิตย์[1]พ่ะย่ะค่ะ”
สุนัขสวรรค์กลืนกินดวงอาทิตย์นั้นเป็นลางร้าย บอกเป็น นัยว่าพระราชอำนาจของฮ่องเต้กำลังจะถึงคราวตกตํ่า หากสวรรค์ มีคำเตือน ฮ่องเต้ก็จำต้องเขียนคำสารภาพ สำนึกผิดจากใจ เพื่อ อ้อนวอนให้สวรรค์ให้อภัย
ความผิดนั้นไม่อาจบิดเบือน เช่นนั้นจะให้ฮ่องเต้เขียนว่า อย่างไร? ให้เขียนว่าใส่ร้ายป้ายสีอวี๋เซ่าชิง หรือจะให้เขียนว่า พระองค์สังหารเสด็จพ่อ?
เรื่องบางเรื่องฮ่องเต้ก็ไม่กล้ายืนยัน
ฮ่องเต้ตรัสว่า “เจ้าออกไปก่อน เรื่องในวันนี้อย่าได้บอกให้ผู้ใด รู้”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา” หัวหน้าสำนักดาราศาสตร์ ถวายบังคมอย่างนอบน้อมแล้วเดินออกไป
ฮ่องเต้นั่งอยู่บนเตียง ลูบศีรษะโล้นใสของตน จากนั้นก็รู้สึก ราวกับแก่ลงไปสิบปี แม้แต่รอยย่นที่ขอบตาก็ดูลึกลงกว่าเดิม
“ฝ่าบาท ได้เวลาเสวยพระกระยาหารแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีวัง เอ่ยขึ้นจากด้านนอกฉากกั้น
ฮ่องเต้ไม่มีกะจิตกะใจจะกินอะไร
“เราไม่เชื่อ” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้น
ขันทีวังชะงักไป เขาครุ่นคิดว่าฮ่องเต้กำลังถามตนหรือกำลัง พูดคนเดียว จากนั้นก็ได้ยินฮ่องเต้ตรัสว่า “เจ้าก็เชื่อใช่หรือไม่? คิด ว่าเส้นผมและเส้นขนของเราหายไปเพราะถูกสวรรค์สาปหรือ?”
ขันทีวังหดคอทันใด ครานี้หากบอกว่าเชื่อ เขาคงจะถูกฮ่องเต้ ลากออกไปตีจนตาย ทว่าลึกๆ ในใจ เขาได้เชื่อเรื่องการลงโทษของ สวรรค์ไปตั้งแต่แรกแล้ว ไม่เช่นนั้นผู้ใดจะเล็ดลอดสายตาของ หน่วยกล้าตาย เข้ามาในห้องบรรทมของฮ่องเต้ได้? ทั้งยังโกนขน เสียเรียบเนียนราวกับฮ่องเต้ทรงไม่เคยมีขนมาก่อนได้!
ขันทีวังถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท พิธีสมรสของ เฉิงอ๋องกับองค์หญิงซยงหนูใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์ควรรักษา สุขภาพ โปรดอย่าทรงกริ้ว”
ฮ่องเต้ตรัสด้วยความเดือดดาล “หัวหน้ากองพันเพียงคน เดียว เราจะไม่ให้ความยุติธรรมแล้วอย่างไร! เราเป็นฮ่องเต้! เป็น โอรสสวรรค์!”
ขันทีวังกล่าวจากใจว่า “หัวหน้ากองพันอวี๋…ช่วยชีวิตราษฎร ชาวโยวโจวนับแสนคนพ่ะย่ะค่ะ”
หากไม่ใช่เพราะเขานำราชชื่อสายลับมาส่งได้ทันการ โยวโจวก็ คงเสียหายย่อยยับ นี่ไม่ใช่เรื่องคืนความยุติธรรมหรือไม่ แต่คือโยว โจวทั้งเมือง คือชีวิตนับราษฎรแสนชีวิต คือชีวิตทหารของต้าโจ วอีกสามหมื่นคน
ขันทีวังกล่าวถึงเท่านี้ก็ไม่กล้ากล่าวอะไรต่อ ด้วยเกรงว่าจะไป กระตุ้นโทสะของฮ่องเต้จนเกิดเรื่องที่ไม่อาจชดใช้ได้
ในห้องเงียบลงครู่หนึ่ง
ขันทีวังเอ่ยปากว่า “ฝ่าบาท มีสิ่งหนึ่งข้าไม่รู้ว่าควรกราบทูล หรือไม่”
ฮ่องเต้บอก “เจ้าพูดมา”
ขันทีวังทำใจดีสู้เสือ กล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นบัญชา สววรค์หรือผู้ใดทำ สุดท้ายก็เชื่อมโยงกับอวี๋เซ่าชิงโดยตรง พระองค์คืนความยุติธรรมให้เขา เรื่องใดก็จะไม่บังเกิดแล้วมิใช่ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“หึ!” ฮ่องเต้แค่นเสียงขึ้นจมูก
ขันทีวังแนะนำว่า “รอให้เรื่องสำคัญในครั้งนี้ผ่านพ้นไปก่อน ฝ่าบาทจะลงโทษเขาอย่างไรก็ย่อมได้ ในสภาวะเร่งด่วนเช่นนี้ทรง อย่าทำให้เป็นที่หัวร่อของซยงหนูและหนานจ้าวเลย ฝ่าบาททรง คิดว่าอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”
……
วันที่ยี่สิบเดือนห้า ก่อนวันแต่งงานของเฉิงอ๋องและองค์หญิง ซยงหนูไม่ถึงสามวันเต็ม ก็มีราชโองการมาถึงหมู่บ้านเหลียนฮวา
“ด้วยบัญชาสวรรค์ ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการ…”
ขันทีวังถือราชโองการอยู่ในมือ เขายืนอยู่หน้าบ่อนํ้าเก่าของ หมู่บ้านเหลียนฮวา กล่าวอย่างมีจังหวะจะโคน
ผู้คนคุกเข่าด้วยความตึงเครียดอยู่บนพื้นเบื้องหน้าเขา แถว แรกคือผู้ใหญ่บ้านและอวี๋เซ่าชิง ด้านหลังของทั้งสองคือลุงใหญ่ เถี่ยตั้นน้อย และเด็กน้อยน่ารักตัวอ้วนพีทั้งสาม
ชาวบ้านล้วนเข้ามาคุกเข่าฟังราชโองการ
อวี๋หวั่นอยู่เป็นเพื่อนนางเจียงซึ่งนอนซมอยู่ในบ้าน
“…ทว่าบัดนี้ความจริงได้ถูกเปิดเผย…”
เด็กน้อยจํ้ามํ่าทั้งสามคุกเข่าอยู่นานจนรู้สึกเบื่อ จึงเดิน เตาะแตะไปหาขันทีวัง หมายจะคว้าแส้หางจามรีของเขา
รับราชโองการ! รับราชโองการ! พวกเจ้ากำลังรับราชโองการ อยู่!
ทำตัวดีๆ หน่อยไม่ได้หรือ?!
…โอ้ หนักเหลือเกิน!
เด็กน้อยกอดแขนของขันทีวังเอาไว้ พยายามปีนป่ายขึ้นไปบน ตัวเขา ขันทีวังรู้สึกราวกับแขนของตนกำลังจะหัก เขามิได้สน จังหวะจะโคนอันใดอีก อ่านจบนับสิบวรรคในรวดเดียว “…มี คุณูปการต่อแผ่นดิน มีบุญคุณต่อราษฏร จึงแต่งตั้งให้เป็นจงหย่ง โหว จึงมีราชโองการมาดังนี้”
…………………………………….
[1] สุนัขสวรรค์กลืนกินดวงอาทิตย์ หมายถึงเกิดสุริยุปราคา