หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 15.1 จบลงแล้ว ชัยชนะครั้งใหญ่
ณ ชายแดน (1)
โจรลักม้าถูกพาไปยังคอกวัวหลังใหม่ของซวนจื่อ จากวันนี้ เป็นต้นไป ซวนจื่อจะเป็นผู้ควบคุมโจรลักม้าเหล่านี้
กว่าจะแก้ปัญหาเรื่องโจรลักม้าเรียบร้อยก็ผ่านไปครึ่งค่อนคืน ชาวบ้านต่างก็ตกใจกลัวกันจนรู้สึกอ่อนเพลีย
“กลับบ้านไปพักผ่อนเถิด” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยขึ้น เขานึกบางเรื่อง ออก จึงมองไปยังอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นเข้าใจทันที มุมปากของเธอยกขึ้น “พรุ่งนี้ไม่ต้อง ทำงาน ทุกคนอยู่บ้านพักผ่อนเถอะ”
ผู้คนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้ว่าการหาเงินเป็นเรื่อง สำคัญ แต่พวกเขาเผชิญกับเรื่องน่าสะพรึงกลัวมาตลอดทั้งคืน ก็ ล้วนต้องการเวลาสงบสติอารมณ์
“จะไม่กระทบกับกิจการใช่หรือไม่?” ป้าไป๋เอ่ยถาม นางมือไม้ คล่องแคล่ว นางกับป้าหลัวทำงานแนวหลัง ซึ่งที่จริงแล้วก็คืองาน เก็บกวาดและทำอาหารนั่นเอง
นางได้ยินมาว่า คนที่มาจากชนบทและอายุมาก ทำงานหนึ่ง วันจะได้เงินเพียงสิบเหรียญทองแดง อาหวั่นกลับให้ตั้งยี่สิบ เหรียญทองแดง นางรู้สึกขอบคุณคนสกุลอวี๋ ทั้งยังให้ความสำคัญ
กับงานนี้เป็นอย่างมาก
อวี๋หวั่นหัวเราะ กล่าวว่า “ไม่กระทบหรอก ป้าไป๋วางใจได้”
เธอไม่ได้กล่าวเช่นนี้เพียงเพราะความเกรงใจ แต่พวกเขายัง ไม่ได้เซ็นสัญญาส่งมอบสินค้ากับนายท่านฉินอย่างเป็นทางการ พวกเขาผลิตได้เท่าไรก็ขายไปเท่านั้น ไม่ได้มีกฎตายตัว
หลังจากนั้น ชาวบ้านต่างก็ทยอยกันไปแสดงความขอบคุณ ‘แขก’ ของบ้านสกุลอวี๋
หลังจากที่บ้านสกุลอวี๋เริ่มประกอบกิจการ มักมีแขกชั้นสูงมา หา ชาวบ้านต่างก็คิดว่าพ่อครัวเทพเป้าเป็นแขกที่มาเจรจาการค้า กับพวกเขาด้วยเช่นกัน
“ไม่ใช่แขกๆ!” ป้าสะใภ้ใหญ่พูดด้วยความตื่นเต้น เถี่ยตั้นน้อย และเจินเจินต่างนอนหลับอยู่ในอ้อมอกของพี่ชายทั้งสอง นาง โบกมือเป็นเชิงให้ทั้งสองพาเด็กน้อยกลับไปนอนที่บ้าน ประเดี๋ยว จะไม่สบายเสียก่อน
หลังจากที่พวกเขาพาน้องชายและน้องสาวไปแล้ว ป้าสะใภ้ ใหญ่ก็บอกกับชาวบ้านว่า “เป็นพ่อของน้องสาม!”
ปฏิกิริยาแรกของฝูงชนก็คือ พ่อของน้องสามไม่ใช่พ่อของ สามีเจ้า? เขาเสียไปตั้งนานแล้ว คิดว่าพวกเราไม่รู้หรือ?
ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนแรกที่เข้าใจ เขากล่าวอย่างตะลึงงันว่า “พะ…พ่อแท้ๆ ของน้องสามรึ?”
เรื่องที่อวี๋เซ่าชิงไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของนายท่านสกุลอวี๋นั้นไม่ใช่ ความลับ เพียงแต่ว่าผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว บุตรชายคนที่ สามของสกุลอวี๋ก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องตามหาบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ดังนั้นทุกคนจึงคิดเพียงว่าบุตรชายคนที่สามของสกุลอวี๋ ก็เป็นคน สกุลอวี๋ ตลอดชีวิตก็เป็นเช่นนั้น
“เอ่อ…” ผู้ใหญ่บ้านตกใจ “ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ป้าสะใภ้ใหญ่ตอบว่า “เรื่องมันยาว สรุปแล้วคือ เป็นเพราะมี เกิดเรื่องขึ้น น้องสามจึงพลัดหลงกับครอบครัว”
บอกเป็นนัยได้ว่าอวี๋เซ่าชิงมิใช่เด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง
ป้าสะใภ้ใหญ่พูดต่อ “หลายปีมานี้ครอบครัวของน้องสามตา มหาเขามาตลอด สวรรค์ไม่เคยทอดทิ้งคนที่พยายาม ในที่สุดก็หา เจอแล้ว!”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องใหญ่!” ผู้ใหญ่บ้านรู้สึกตื่นเต้น สองคนที่เขารู้สึกเคารพมากที่สุดในหมู่บ้านนี้ คนแรกคือลุงใหญ่ ของอาหวั่น อีกคนหนึ่งก็คือบิดาของอาหวั่น ผู้ใหญ่บ้านอายุ มากกว่าบิดาของอาหวั่นไม่กี่ปี เรียกว่ามองดูเขาเติบโตมาตลอดก็ ย่อมได้ คนผู้นั้นมีปณิธาน เขาคิดเสมอว่าภายภาคหน้า คนผู้นี้จะ ต้องได้ทำการใหญ่ เพียงแต่มิได้คาดคิดว่าเขาประสบพบเจอกับ เรื่องไม่ปกติมาตั้งแต่เกิดแล้ว บิดาของเขาสามารถ ‘ล้ม’ โจรลักม้า สามสิบคนในเวลาชั่วลัดนิ้วมือเดียวเช่นนี้ เกรงว่าน่าจะเป็นผู้มี ความสามารถระดับสูงกระมัง
ผู้ใหญ่บ้านเดินไปยังเบื้องหน้าของพ่อครัวเทพเป้า ยกมือขึ้น คำนับ “จะให้เรียกผู้อาวุโสว่าอย่างไรดี?”
“เป้า (鲍)” พ่อครัวเทพเป้าตอบ
หากผู้จัดการชุยอยู่ที่นี่ ย่อมต้องเดาได้ว่าอีกฝ่ายคือพ่อครัว เทพเป้าซึ่งชื่อเสียงก้องไกลในใต้หล้า ทว่าผู้ใหญ่บ้านนั้นต่างออก ไป เขามิได้สนใจเรื่องนี้ จึงไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของพ่อครัวเทพ เป้ามาก่อน คิดเพียงว่าเป็นนามสกุลที่แปลกประหลาดเหลือเกิน
เป้า(抱)?
มีนามสกุลนี้ด้วยรึ?
ผู้ใหญ่บ้านแสดงความขอบคุณด้วยอย่างจริงใจ เกริ่นไปได้ เพียงเล็กน้อย ป้าไป๋ซึ่งอยู่ด้านหลังก็เอ่ยขึ้นว่า “หวังหมาจื่อ! หยุด เดี๋ยวนี้นะ! เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น เอ๋?”
เมื่อครู่แม่หม้ายหลิวถูกโจรลักม้ารังแก หวังหมาจื่อรุดเข้าไป ใช้ร่างของตนกำบังแม่หม้ายหลิวโดยไม่พูดพรํ่าทำเพลง
ในตอนนั้นชาวบ้านกำลังตกใจกลัวสุดขีด มีเพียงหวังหมาจื่อ ที่แสดงความกล้าหาญ มิได้เห็นแก่ตนเอง กระนั้นเมื่อป้าไป๋ร้อง ออกมา หวังหมาจื่อก็เผยสีหน้ารู้สึกผิด สีหน้าของฝูงชนก็ค่อนข้าง ซับซ้อน
หวังหมาจื่อคิดว่าจะแสร้งทำเป็นหูหนวกและเดินออกมา
ป้าไป๋คว้าแขนของเขาเอาไว้ “อย่าเพิ่งไป! อธิบายมาก่อน!”
หวังหมาจื่อเหลือบมองไปยังแม่หม้ายหลิวด้านหลังฝูงชน บุตรสาวของแม่หม้ายหลิวเข้าสู่นิทราไปแล้ว นางกำลังอุ้มบุตรสาว อยู่ นางก้มหน้างุด ทำอะไรไม่ถูก
หวังหมาจื่อร้อนรนจนไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร
ป้าไป๋กล่าวว่า “เจ้าชอบน้องหลิวใช่ไหม? ข้าบอกเจ้าเลยนะ สามีของน้องหลิวไม่อยู่แล้ว แต่นางก็ไม่ได้ถูกรังแกได้ง่ายๆ หาก เจ้ากล้าเอาเปรียบนางละก็ ข้านี่แหละจะจัดการเจ้าเป็นคนแรก!”
แม่หม้ายหลิวเป็นภรรยาของจู้จื่อ ครั้นจู้จื่อยังมีชีวิตอยู่ เขา เคยทำงานอยู่ที่บ่อปลา เขาใช้ความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาที่พอจะมี อยู่บ้างหาเลี้ยงชีพ ภายหลังถูกจับไปเสริมทัพ บ่อปลาจึงถูกปล่อย ร้าง
จู้จื่อตายในปีที่สองหลังจากเข้ากองทัพ บุตรสาวเพิ่งอายุครบ หนึ่งปีเต็ม พ่อสามีจากไปนานแล้ว แม่สามีร่างกายไม่แข็งแรง เมื่อ ได้ยินข่าวร้ายของบุตรชาย นางก็ล้มป่วยหนักยิ่งกว่าเดิม และเป็น อัมพาตมาจนถึงทุกวันนี้
เงินบำเหน็จที่ได้จากทางการล้วนนำมารักษาแม่สามี ภาระอัน ใหญ่หลวงตกมาอยู่ที่แม่หม้ายหลิว ชีวิตของนางยากลำบาก จึงมี คนคิดจะเอาเปรียบนางอยู่รํ่าไป
หวังหมาจื่อรีบอธิบาย “ขะ…ข้าเปล่า! ข้าไม่ได้รังแกนาง!”
“เจ้าบอกว่าไม่ได้รังแกก็แปลว่าไม่ได้รังแกรึ!” ป้าไป๋ตวาด
เสียงแหลม
“ขะ…เขา…เขาไม่ได้ทำ…จริงๆ”
เป็นแม่หม้ายหลิวที่เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรง
ฝูงชนหันหน้าไปมองนางพร้อมกัน นางรู้สึกอับอายจนใบหน้า แดงกํ่า
ป้าไป๋กล่าวว่า “น้องหลิว เจ้าไม่ต้องกลัว มีข้าหนุนหลังอยู่ ไม่มี ใครกล้าทำอะไรเจ้าหรอก ขอเพียงเจ้าบอกความจริง เขาทำอะไร เจ้าหรือไม่?”
“ไม่ได้ทำ!” แม่หม้ายหลิวตอบอย่างกระวนกระวาย เมื่อตั้งสติ ได้ นางก็อุ้มลูกสาวขึ้นมากอด
ป้าไป๋เลิกคิ้ว “เจ้าพูดแบบนี้ ก็หมายความว่าเจ้ายินยอมรึ?”
“อืม” แม่หม้ายหลิวพยักหน้า จากนั้นใบหน้าของนางก็ขาวซีด
ชาวบ้านยังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ แม่หม้ายหลิวผู้นี้ ถูกตาต้องใจ หวังหมาจื่อเข้าเสียแล้ว!
อวี๋หวั่นแอบคิดในใจว่า หวังหมาจื่อจริงจังมาตั้งแต่ต้น ที่เขา ไม่แต่งงานกับกัวเซี่ยนเยว่ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าตนเองต้อยตํ่า แต่เขา มีคนในใจอยู่แล้ว และคนในใจของเขานั้นก็คือแม่หม้ายหลิวซึ่งอยู่ หมู่บ้านเดียวกันนั่นเอง
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน แม่หม้ายหลิวสู้กัวเซี่ยนเยว่ไม่ได้ อีก ทั้งยังแต่งงานแล้ว มีบุตรแล้ว อายุมากกว่าหวังหมาจื่อสามปี
แม้ว่าคุณสมบัติของหวังหมาจื่อจะไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไร แต่ว่าใน สถานการณ์ที่สามารถแต่งงานกับกัวเซี่ยนเยว่ได้ เขากลับ ‘รักษา ความบริสุทธิ์’ เพื่อแม่หม้ายหลิว ก็นับว่าเขารักจริง
ภาพลักษณ์ของหวังหมาจื่อดีขึ้นมาในสายตาของอวี๋หวั่นทันที แม้ว่าจะยังโสด แต่กลับมีความรับผิดชอบมากกว่าผู้ชายส่วนใหญ่ ซึ่งมีลูกมีภรรยาแล้วอีกเป็นไหนๆ
ป้าไป๋หัวเราะลั่น “ในที่สุดก็ยอมรับแล้วรึ? อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ หลังจากที่หวังหมาจื่อช่วยกัวเซี่ยนเยว่ เจ้าก็นั่งร้องไห้อยู่ในบ้านตั้ง หลายรอบ!”
“ไอ้หยา!” แม่หม้ายหลิวอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่ป้าไป๋ “เจ้ามันปากไม่มีหูรูด ใครหน้าไม่ อายเท่าเจ้าเห็นจะไม่มี!”
ป้าไป๋กลอกตา
“พะ…พวก…พวกเราไม่…ไม่มีอะไรจริงๆ…” หวังหมาจื่อ พูดจาตะกุกตะกัก
สิ่งที่อวี๋หวั่นรู้เกี่ยวกับแม่หม้ายหลิวก็คือ นางทำงานอยู่ใน โรงงาน หน้าที่หลักของนางก็คือบรรจุเต้าหู้ลงในไห นางเป็นคน เงียบๆ แต่ขยันขันแข็ง ป้าสะใภ้ใหญ่เคยแอบบอกกับอวี๋หวั่นว่า แม่หม้ายหลิวชีวิตลำบาก แม้ว่าจะทำงานได้ไม่ดี ก็อย่าไล่นางออก จากงาน
ไม่กี่ปีมานี้ ชายแดนมีศึกสงคราม บุรุษจำนวนมากเสียชีวิตใน สนามรบ สตรีก็แต่งงานใหม่เพื่อเลี้ยงปากท้อง ถึงแต่งงานใหม่ หลายรอบ ก็มิได้รับคำครหาจากผู้คนเท่าไรนัก ดังนั้นชาวบ้านก็ ค่อนข้างยอมรับแม่หม้ายหลิวกับหวังหมาจื่อเช่นกัน
“ถือโอกาสที่ผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่ จัดการเรื่องมงคลนี้ให้ เรียบร้อยเถอะ” อวี๋หวั่นพูด
หวังหมาจื่อและแม่หม้ายหลิวมองไปยังอวี๋หวั่นอย่างเหลือเชื่อ
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ มองไปยังพ่อครัวเทพเป้าซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง “ท่านปู่ว่าอย่างไร?”
พ่อครัวเทพเป้ากลับมองไปทางหวังหมาจื่อและแม่หม้ายหลิว อย่างใจลอย
“ท่านปู่?” อวี๋หวั่นเรียกเขา
พ่อครัวเทพเป้าได้สติกลับมา เขาเดินไปทางแม่หม้ายหลิว และหวังหมาจื่อ ภายใต้สายตาซึ่งเต็มไปด้วยความสงสัยของอวี๋ หวั่น
ทั้งสองคนมองไปยังชายชราผู้ซึ่งวางยาพิษโจรลักม้าสามสิบ คน พวกเขารู้สึกวิตกจนทำอะไรไม่ถูก
พ่อครัวเทพเป้าหยิบผ้าออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเปิดออกก็เห็น ป้ายหยกรูปปลาคู่ เขาส่งชิ้นหนึ่งให้หวังหมาจื่อ อีกชิ้นหนึ่งให้ แม่หม้ายหลิว
ทั้งสองมองไปยังอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ท่านปู่ข้าให้เป็นสินนํ้าใจ รับไว้เถอะ”
ทั้งสองจึงรับมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
บทที่ 15.2 จบลงแล้ว ชัยชนะครั้งใหญ่
ณ ชายแดน (2)
ทั้งสองคนไม่เคยออกไปข้างนอก ไม่เคยเห็นหยกไขแพะชั้นดี หากนำชิ้นหนึ่งไปขาย ก็เพียงพอให้พวกเขามีกินไปทั้งชีวิต กระนั้น นี่ก็เป็นสิ่งที่ผู้มีพระคุณมอบให้ อีกทั้งยังเป็นคู่ ทั้งสองคนย่อมต้อง ทะนุถนอมเป็นอย่างดี
แม้แต่พ่อครัวเทพเป้ายังเห็นด้วยกับเรื่องของทั้งสอง ชาว บ้านก็ไม่มีผู้ใดคัดค้านได้
ระหว่างทางกลับไปบ้านเดิม หมู่บ้านนั้นเงียบสงบราวกับว่าทุก สิ่งล้วนหลับใหล
ลมราตรีพัดผ่านใบหน้า นำพาความหนาวเหน็บกัดกินถึง กระดูก
อวี๋หวั่นเดินอยู่กับพ่อครัวเทพเป้า มิได้พูดอะไร
เมื่อเข้าใกล้บ้านเดิม พ่อครัวเทพเป้าก็เอ่ยขึ้นว่า “จะไม่ถามข้า หน่อยหรือว่าเหตุใดให้ของที่มีค่าเช่นนั้นแก่พวกเขา?”
“อ้อ เหตุใดท่านถึงให้ของมีค่าเช่นนั้นแก่พวกเขาล่ะ?” ที่เงียบ มาตลอดทาง ทั้งยังโยงเข้าหาเรื่องเศร้าในอดีตอย่างนี้ ที่แท้ก็รอให้ เธอถามสินะ อัดอั้นมาตลอดทาง ถ้าทนไปอีกก็คงไม่ไหวละมั้ง
พ่อครัวเทพเป้ากล่าวว่า “เป็นของขวัญแต่งงานใหม่ของย่า
เจ้า”
พูดจบ เขาก็ส่งสายตาให้อวี๋หวั่น บอกเป็นนัยว่า ‘เจ้ารีบถามข้า ต่อเร็ว!’
อวี๋หวั่นถอดรหัสสายตาของเขาได้ จึงถามต่อว่า “ของแพง ขนาดนี้ ท่านยอมให้ไปได้อย่างไร?”
พ่อครัวเทพเป้าแหงนหน้ามองฟ้าพลางทอดถอนหายใจ “ก่อนที่จะแต่งงานกับข้า นางก็เป็นแม่หม้ายมาก่อน”
อวี๋หวั่นตื่นตะลึง ในสมัยที่พ่อครัวเทพเป้ายังหนุ่ม แม่หม้ายที่ แต่งงานใหม่ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคม เขา ต้องกล้าหาญมากเท่าไร จึงจะกล้าแต่งงานกับแม่หม้าย
“ครอบครัวข้าไม่เห็นด้วย ครอบครัวนางก็ไม่ยินดีให้นาง แต่งงาน ต้องการให้นางมีสามีเพียงคนเดียวไปจนตาย เจ้าคงเคย ได้ยินเรื่องซุ้มประตูเกียรติคุณ[1]กระมัง”
อวี๋หวั่นพยักหน้า
“ข้าฟันซุ้มประตูเกียรติคุณทิ้ง”
อวี๋หวั่น “…”
นี่มันท่านประธานเอาแต่ใจภาคโบราณนี่นา!
ก่อนที่ฮูหยินผู้เฒ่าเป้าจะเข้าพิธีแต่งงาน สามีของนางก็ด่วน จากไปอย่างกะทันหัน ตามธรรมเนียมในท้องถิ่น ฮูหยินผู้เฒ่าเป้าก็ จำต้องแต่งเข้าไป และเป็นดังคาด นางต้องก้มหน้ารับชะตาซึ่ง
กำหนดให้นางเป็นแม่หม้ายไปตลอดชีวิต
เป็นบุรุษผู้นี้ที่มาช่วยชีวิตนางเอาไว้
นางเองก็เติมเต็มชีวิตเขา
ถึงบ้านเดิมแล้ว ป้าสะใภ้ใหญ่ออกมาต้อนรับ “ผู้อาวุโส ข้าเก็บ กวาดห้องเรียบร้อยแล้ว เถี่ยตั้นก็อยู่ด้านใน วันนี้เขาจะมานอนกับ ท่าน”
พ่อครัวเทพเป้ามิได้ปฏิเสธ
……
ฟ้ายังไม่สว่าง พ่อครัวเทพเป้าก็ตื่นแล้ว เขามองไปยังเด็กน้อย ซึ่งกำลังหลับสบาย สายตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ พบเห็นได้ยากยิ่ง
เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้เถี่ยตั้นน้อย ค่อยๆ ลงจากเตียง อย่างเงียบเชียบ
คนสกุลอวี๋ยังคงหลับใหล พ่อครัวเทพเป่าไม่ได้ส่งเสียงดังจน พวกเขาตื่น เขาเพียงปลดกลอนประตูแล้วเดินออกไป
เขามองบ้านสกุลอวี๋เป็นครั้งสุดท้าย แล้วเดินกลับไปยังทาง เข้าหมู่บ้านด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ที่น่าประหลาดใจก็คือ เขากลับเห็นอวี๋หวั่นที่ทางเข้าหมู่บ้าน “นางหนู?”
อวี๋หวั่นซึ่งนั่งอยู่บนบ่อนํ้าเก่าลุกขึ้นยืน มุมปากของเธอยกยิ้ม ขึ้นเล็กน้อย “จะไปโดยไม่บอกลาหรือ?”
“เจ้า…” พ่อครัวเทพเป้าพูดไม่ออก ผ่านไปเนิ่นนานเขาก็เอ่ย ขึ้นด้วยความผิดหวังว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “เจ้ารู้แล้วหรือ?”
อวี๋หวั่นพยักหน้า แล้วกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “พ่อข้าไม่ใช่ลูก แท้ๆ ของท่านใช่ไหม?”
พ่อครัวเทพเป้าสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ถามว่า “เจ้ารู้ได้ อย่างไร? ”
อวี๋หวั่นตอบว่า “ท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าเคยเข้าไปในห้อง หนังสือของท่าน เคยเห็นตัวหนังสือที่ท่านเขียน ข้ายังถามท่านอีก ว่าคืออะไร ท่านบอกว่าเป็นชื่อที่ท่านตั้งให้ลูก”
หากช่วงเวลาห่างกันหลายสิบปี ลายมืออาจมีการ เปลี่ยนแปลง แต่นี่เพิ่งผ่านไปเพียงไม่เท่าไร หากจะบอกว่าลายมือ เปลี่ยนแปลงได้มากถึงเพียงนั้นก็คงจะเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น
พ่อครัวเทพเป้าถอนหายใจ “ข้าไม่รอบคอบเอง…เช่นนั้น ทำไมเจ้าถึงไม่เปิดโปงข้าเล่า?”
“กว่าจะเกาะขาพ่อครัวเทพเป้าได้ช่างยากเย็น ข้าจะปล่อยไป ได้อย่างไร?” เรื่องจริงก็คือ อวี๋หวั่นเองก็มีความสุขไปกับครอบครัว ที่กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง จนลืมคิดถึงเรื่องนั้นไป จนเธอกลับ
ห้องไปในตอนดึก นอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงก็พลันนึกขึ้นได้
ชีวิตยากลำบาก ระหกระเหินมาครึ่งชีวิต ไม่รู้ว่าพบเจอกับ ความโดดเดี่ยวและการหลอกลวงมามากเพียงใด พ่อครัวเทพเป้า หวังจะมีครอบครัวของตนเอง ครั้นเมื่อเห็นคนสกุลอวี๋ครั้งแรก เขา ก็รู้สึกประหนึ่งเมื่อตนเองกลับบ้านไปแล้วยังมีภรรยาอยู่
แม้ว่าจะมีเวลาเพียงวันเดียว แต่เขาก็ยังอยากลิ้มลองว่าการ มีครอบครัวนั้นเป็นอย่างไร
จริงอยู่ว่า ด้วยฐานะของเขา ขอเพียงเขายินดี ผู้คนมากมายก็ พร้อมจะมาเป็นครอบครัวเดียวกับเขา ทว่ามีเพียงคนสกุลอวี๋ ที่ มิได้ต้อนรับเขาเพราะฐานะ แต่ต้อนรับเขาเพราะเขาเป็นส่วนหนึ่ง ของ ‘ครอบครัว’
อวี๋หวั่นเอ่ยถามว่า “ทำไมท่านไม่ปิดบังไปเรื่อยๆ เล่า?”
ข้าไม่เปิดโปงท่านหรอก
พ่อครัวเทพเป้ายิ้มอย่างขมขื่น มองไปยังเส้นขอบฟ้าไกล “รอ เจ้ามีลูกของตัวเอง แล้วเจ้าจะเข้าใจ เรื่องบางเรื่องเจ้าก็วางไม่ลง จนตายก็ยังวางไม่ลง”
ลูก…อวี๋หวั่นรู้สึกปวดใจราวกับถูกอะไรชนเข้า
“เจ้าไม่ต้องผิดหวังไปหรอก มันจะไปง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร ไม่เห็นหรือว่าข้าตามหามาตั้งกี่ปี?”
“ข้าไม่ได้ผิดหวังนะ…”
“หนังสือเล่มนั้น…” พ่อครัวเทพเป้าหมายถึงหลักฐานยืนยัน ตัวตนที่อยู่ในห่อผ้า “ที่จริงดูไม่ค่อยเหมือนกับตำราอาหารเท่าไหร่ นัก ปู่แท้ๆ ของเจ้าน่าจะมีปูมหลังที่ยิ่งใหญ่กว่าข้า”
อวี๋หวั่นไม่ได้สนใจเรื่องนี้
อวี๋หวั่นส่งห่อผ้าให้เขา “ซาลาเปาที่เพิ่งนึ่งเสร็จ ท่านวางใจได้ ท่านลุงใหญ่ข้าทำกับมือ ข้าก็แค่เอาไปอุ่น”
พ่อครัวเทพเป้าจึงรับมา
ผู้อื่นทำอาหารหมายจะเอาเงิน เด็กคนนี้ทำอาหารหมายจะ เอาชีวิตคนกิน
อวี๋หวั่นมองไปยังด้านหลังของเขาซึ่งดูอ้างว้าง ในตอนนั้นเอง เธอก็ตระหนักได้ว่าเขามีอายุมากแล้วจริงๆ
ผมของเขาเป็นสีดอกเลา หลังงองุ้ม ไม่แน่ว่าอีกไม่นาน ดวงตาของเขาก็คงจะมองไม่เห็น หูฟังไม่ได้ยินเสียง เมื่อเป็นเช่น นั้น เขาก็คงจะตามหาลูกชายไม่ได้อีกต่อไป
อวี๋หวั่นจึงกล่าวว่า “การประลองพ่อครัวเทวดาจะทำ อย่างไร?”
ท่านอยู่ที่นี่ต่อได้ไหม?
ข้าจะช่วยท่านตามหาลูกเป็นอย่างไร?
พ่อครัวเทพเป้าโบกมือโดยไม่หันหน้ามามอง “หึ ฝีมือของพ่อ หนุ่มนั่นยังเทียบข้าไม่ได้! ให้เขาไปฝึกฝนอีกสัก
สามสี่ปีก็แล้วกัน!”
งั้นก็แปลว่าท่านยังจะอยู่ต่อไปอีกสามสี่ปีสินะ?
“ท่านปู่ รักษาตัวด้วย” อวี๋หวั่นพึมพำ
พ่อครัวเทพเป้าไม่หันหลังกลับไปมอง และไม่คิดจะหันหลัง กลับไปมอง เขาปาดขอบตาชื้น แล้วก้าวขึ้นรถไปอย่างแน่วแน่
อวี๋หวั่นมองไปยังรถม้าที่กำลังเคลื่อนออกไป เธอโบกมือแล้ว พูดเบาๆ ว่า “ท่านปู่ รักษาตัวด้วย”
……
จวบจนรถม้าหายลับไปบนถนนสายเล็ก อวี๋หวั่นจึงหันหลัง เดินกลับ
ลุงใหญ่หอบห่อผ้าเดินกะโผลกกะเผลกตามมา “อาหวั่น ผู้ อาวุโสเป้ากลับเมืองหลวงไปแล้วหรือ? เขาลืมของ!”
อวี๋หวั่นพยายามกลั้นนํ้าตาของตนเองเอาไว้ “ท่านลุงใหญ่ เขา ไม่ได้ไปเมืองหลวง เขาไปหาลูกแล้ว”
ลุงใหญ่ตะลึงงัน
อวี๋หวั่นเปิดห่อผ้าออก ด้านในมีหนังสือสองเล่ม เล่มหนึ่งเป็น บันทึกของพ่อครัวเทพเป้า ด้านในจดบันทึกสูตรอาหารทั้งชีวิตของ เขา
เขาไปแล้ว แต่นี่เป็นมรดกที่เขาทิ้งเอาไว้
‘ให้เขาไปฝึกฝนอีกสักสามสี่ปีก็แล้วกัน!’
“ฝึกฝนสิ่งนี้เหรอ…” อวี๋หวั่นรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา
อีกเล่มหนึ่งเป็นตำราแพทย์ เป็นเล่มที่อวี๋หวั่นหยิบดูในห้อง หนังสือของเขา
ดูแล้ว ไม่ใช่เพียงอวี๋หวั่นเท่านั้นที่สังเกตเห็นลายมือของพ่อ ครัวเทพเป้า พ่อครัวเทพเป้าเองก็สังเหตเห็นว่าอวี๋หวั่นมองหนังสือ บนชั้นเหมือนคนบ้า
“ช่างเป็น…” อวี๋หวั่นพูดไม่ออก
รถม้าวิ่งไปไกลแล้ว ในที่สุดพ่อครัวเทพเป้าก็เลิกม่านขึ้น เขา หันหลังไปมองและพบว่าตนมองไม่เห็นเงาของหมู่บ้านแล้ว
“นายท่าน จะกลับไปหรือไม่?”
“ไม่ต้อง” พ่อครัวเทพเป้าส่ายหัว ปล่อยม่านลง แล้วเปิดห่อผ้า ที่อวี๋หวั่นให้มา ด้านในมีกล่องสองใบ ใบหนึ่งบรรจุซาลาเปาร้อนๆ ส่วนอีกใบหนึ่งมีหนังสือที่หมึกยังไม่แห้ง เขียนว่า ‘ตกหลุมรัก ประธานเอาแต่ใจ’
“เด็กคนนี้…” พ่อครัวเทพเป้าหัวเราะจนนํ้าหูนํ้าตาเล็ด
……
การไม่มีพ่อครัวเทพเป้าเปรียบประหนึ่งการสูญเสียของการ ประลอง และการดวลฝีมือของพ่อครัวอวี๋และพ่อครัวเทพเป้าก็ เป็นที่เรียกร้องของผู้คนจำนวนมาก
“ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องกลับมาประชันฝีมือกับพ่อครัวอวี๋แห่งหอ จุ้ยเซียนของพวกเรา” นายท่านฉินนั่งหัวเราะร่าอยู่ในโรงนํ้าชา
หอจุ้ยเซียนซึ่งมีพ่อครัวอวี๋กลายเป็นที่นิยมขึ้นมาทันที ไม่ จำเป็นต้องมีอาหารแนะนำ ข่าวแพร่สะพัดไปทั้งเมืองหลวงว่าพ่อ ครัวเทพเป้าออกจากหอเทียนเซียงก็เพราะหอเทียนเซียงขโมย สูตรอาหารจากผู้อื่น อีกทั้งคนที่ถูกขโมยสูตรอาหารก็คือพ่อครัวอ วี๋ผู้นี้เอง
เมื่อเขารู้ว่าตนเองกำลังถูกหลอกใช้ จึงสะบัดแขนเสื้อหนีไป จากหอเทียนเซียง
สวี่เซ่าก็ทุกข์ระทม โมโหจนล้มป่วย
หอเทียนเซียงสาขาที่แปดต้องปิดตัวลงทั้งที่ยังไม่ได้เปิด กิจการ
ขณะที่ทั่วทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยข่าวร้าย ก็มีข่าวดีส่งมา จากชายแดนว่าชาวซยงหนูถูกตีจนถอยทัพไปแล้ว!
……………………………………
[1] ซุ้มประตูเกียรติคุณ ซุ้มประตูที่ฮ่องเต้พระราชทานให้กับขุนนาง
หรือสตรีพรหมจรรย์เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล