หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 151.1 ไปไม่กลับ (1)
เมื่อไป๋ถังตื่นขึ้นมาก็พบว่ามือขวาของนางกำท่อนไม้และนอน อยู่บนเตียงแปลกๆ นางมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่ความ ฝันจึงรีบลุกขึ้นนั่ง เห็นว่าเสื้อผ้ายังคงสภาพสมบูรณ์ และไม่มีอะไร ผิดปกติกับร่างกายของนาง ก็พลันรู้สึกโล่งใจ
นางจำได้ว่าทำให้เจ้าสารเลวนั่นสลบไปแล้ว จากนั้นจึงคิดจะ ไปเรียกผู้ใดบางคน ทว่าในชั่วพริบตานางกลับมานอนอยู่บนเตียง นี้ หรือเพราะสุราออกฤทธิ์ทำให้นางสลบไป?
ไป๋ถังมองท่อนไม้ในมือ พลันสงสัยว่านางมีสิ่งนี้อยู่ในมือได้ อย่างไร?
ไป๋ถังกุมศีรษะที่มึนงงลงจากเตียง เมื่อเดินอ้อมฉากกั้นไปก็ ต้องสะดุ้งตัวโยน ไยจึงมีคนมานอนอยู่ที่พื้น?
ไม่แปลกที่ไป๋ถังจำเขาไม่ได้ แท้จริงแล้วเห้อเหลียนฉีถูก ทำร้ายอย่างหนัก กระทั่งบิดามารดาก็จำเขาไม่ได้อีกต่อไป นับ ประสาอะไรกับไป๋ถังที่พบเขาเพียงครั้งเดียว?
ทว่าเมื่อไป๋ถังมองเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่ และเหตุการณ์ก่อนที่ นางจะ ‘เมาสลบ’ ไป ก็เดาได้ไม่ยากว่า นี่คือชายชาติชั่วที่หมายจะ รุกลํ้าตน
แปลกจริง ผู้ใดทุบตีเขาแบบนี้?
ไป๋ถังมองไปที่ท่อนไม้ในมือ
เอ่อ…คงไม่ใช่นางหรอกกระมัง? หรือว่านางเมาสุราจนไม่มี สติและลงมือทุบตีชายชาติชั่วนี่?
ไป๋ถังกระแอมไอเล็กน้อย พลางยืดอกอย่างภาคภูมิใจราวกับ นางทำเรื่องนี้ด้วยตนเอง อันที่จริงนางก็กล้าหาญมากจริงหรือไม่?
ไป๋ถังนั่งยองๆ ใช้ไม้ดันศีรษะเขา “เหอะ ยามนี้เจ้าคงรู้แล้วว่า ข้าเก่งกาจเพียงใด เจ้าคงไม่กล้าคิดร้ายกับข้าอีกกระมัง?”
ในเมื่อได้สั่งสอนคนแล้ว ไป๋ถังก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อ นางไม่เคย คิดที่จะแจ้งทางการ เพราะเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น สิ่งที่จะเสียหายก็ คือชื่อเสียงของครอบครัวฝ่ายหญิง นางไม่อยากให้ตนเองต้อง โมโหหากชายผู้นี้ไม่ได้ติดคุก
อีกอย่างเขาก็ถูกนางสั่งสอนอย่างน่าเวทนาจนไม่อาจทนดูได้ แล้ว ปมปัญหาในใจของไป๋ถังได้ถูกคลายจนหมดสิ้น ไป๋ถังเดินลง ไปชั้นล่างอย่างอารมณ์ดี
ธุรกิจหอจุ้ยเซียนดีมากเกินไป งานยุ่งจนไม่อาจปลีกตัวออก มาได้ ดังนั้นแม้ว่าผู้จัดการจะรู้ว่าไป๋ถังอยู่ชั้นบน เขาก็คิดเพียงว่า นางอยู่ในห้องบัญชีของอวี๋หวั่น ไม่ได้สงสัยว่านางเข้าไปในห้อง เดียวกันกับชายแปลกหน้า
หอจุ้ยเซียนมีบันไดอยู่สองแห่ง อยู่ห่างจากโถงกลาง ตรงหัว มุมด้านหลังห้องบัญชีจะนำไปสู่ลานด้านหลังได้โดยตรง เดิมทีนาง ก็ไม่รู้ ทว่ามีบุรุษสองสามคนบอกนาง ไป๋ถังเดินลัดเลาะไปที่ลาน
ด้านหลัง โชคดีที่เด็กๆ ยังอยู่ที่นั่นครบทุกคน พวกเขานั่งยองๆ แหย่มดอย่างมีความสุข ส่วนสารถีรถม้าที่คอยดูแลพวกเขาไม่รู้ว่า ไปอยู่ที่ใด ไป๋ถังไม่ได้สนใจสารถีรถม้า นางสนใจแค่เด็กๆ
นางเป็นคนพาพวกเขาออกมา หากมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา นางจะอธิบายกับอวี๋หวั่นอย่างไร?
ไป๋ถังเดินเข้าไปหาและใช้สายตากวาดมองขึ้นลง “พวกเจ้าไม่ เป็นอันใดใช่หรือไม่?”
ทั้งสามมองนางอย่างงวยงง
ดูแล้วน่าจะไม่เป็นอะไร ไป๋ถังลอบถอนหายใจ เกรงจะทำให้ เด็กน้อยตกใจ ไป๋ถังจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดมากนัก
ขณะนั้นจื่อซูและเจียงไห่กลับมาหลังจากซื้อถังหูลู่และขนม พอดี
เด็กน้อยทั้งสามหยิบถังหูลู่คนละไม้และแทะกินอย่าง เอร็ดอร่อย
เมื่อเห็นพวกเขากินอย่างไม่สนสิ่งใด หัวใจของไป๋ถังก็พลัน สงบลง
เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แม้ไป๋ถังพยายามปกปิด ทว่าหลังจาก กลับไปที่จวนคุณชาย ไป๋ถังก็ยังบอกอวี๋หวั่นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น ไป๋ถังไม่รู้ว่าชายชาติชั่วนั่นเป็นผู้ใด ทราบเพียงเป็นคนต่าง ถิ่น โดยเดาไม่ออกแม้แต่น้อยว่าเป็นคนต่างประเทศ
อวี๋หวั่นยังไม่รู้ว่าเป็นแม่ทัพเวยหย่วน ทว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ใด เพียงแค่กล้าบังคับขืนใจหญิงชาวบ้านกลางวันแสกๆ ก็ถือว่าทำ เกินไปแล้ว
“โชคดีที่ท่านมีไหวพริบ” อวี๋หวั่นกล่าว
“เจ้าไม่โทษข้ารึ ข้าเกือบจะทำให้…” ไป๋ถังจ้องมองเด็กชาย ตัวอ้วนสามคนที่กำลังเลียถังหูลู่
“ข้าจะโทษท่านได้อย่างไร?” อวี๋หวั่นรู้สึกว่าไป๋ถังโทษตนเอง มากเกินไป เรื่องแบบนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุ หากตำหนินาง จะไม่ เป็นการหยุดกินอาหารเพราะสำลัก[1]หรือ?
ไป๋ถังมองอวี๋หวั่นเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้กล่าวตามมารยาท ไป๋ถังยิ่งรู้สึกว่าอวี๋หวั่นไม่ใช่สตรีธรรมดา หากเรื่องนี้เปลี่ยนเป็น นาง เกรงว่าคงไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ เช่นนี้ แน่นอนว่าวิสัยทัศน์ และจิตใจของคนคือสิ่งที่ทำให้คนสูงส่งอย่างแท้จริง
อวี๋หวั่นแย้มยิ้ม “มื้อเย็นจะทำขาแพะย่างเพื่อปลอบขวัญ ท่าน!”
ไป๋ถังตบหน้าอกเล็กๆ ของนางแล้วเอ่ยว่า “ปลอบขวัญข้าเรื่อง อันใด? เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าทำให้บุตรเจ้าเป็นเช่นไร? หากจะปลอบ ก็ควรจะปลอบขวัญพวกเขาจึงจะถูก!”
อวี๋หวั่นขำขันนางยิ่งนัก เรื่องนี้นับว่าสงบลงอย่างสมบูรณ์ ทว่าอีกด้านหนึ่งของเมืองหลวง สถานการณ์ของเห้อเหลียนฉีมิได้ น่าขำขันเช่นไป๋ถัง
ร่างของเห้อเหลียนฉีถูกพบโดยพนักงานชายของหอจุ้ยเซียน เดิมทีพนักงานชายผู้นี้หมายจะมาบอกให้เห้อเหลียนฉีชำระเงิน ทว่าไหนเลยจะรู้ว่าเห้อเหลียนฉีถูกผู้ใดบางคนทำร้าย พนักงาน ชายรีบไปแจ้งทางการ หลังคนจากทางการมาถึงก็พบสารถีรถม้า ที่สลบอยู่ในโรงเก็บไม้ และได้นำตัวสารถีและเห้อเหลียนฉีไปที่จวน จิงจ้าว จิงจ้าวอิ่นจำเห้อเหลียนฉีได้ จึงแจ้งให้ทูตแห่งหนานจ้าว ทราบในทันที
ในงานเลี้ยงงานแต่งงาน เห้อเหลียนฉีทำทุกวิถีทางให้เซียว เจิ้นถิงอับอาย ในยามนี้ถูกคนทำร้ายจนเป็นหัวหมู จิงจ้าวอิ่นไม่ อยากเอ่ยว่าสาแก่ใจเพียงใด ทว่าก็ยังต้องพยายามรักษาหน้าของ เขาให้ดีที่สุด “…ท่านทั้งหลายโปรดวางใจ ข้าจะสอบสวนคดีนี้ อย่างละเอียด และพยายามตามตัวคนร้ายมาให้เร็วที่สุด!”
ตามกับผีน่ะสิ!
คนร้ายคือวีรบุรุษของชาติที่แท้จริง!
จิงจ้าวอิ่นสงสัยว่าหากมิใช่คนบ้าก็คงเป็นเซียวเจิ้นถิง แต่เขา ก็ไม่มีหลักฐาน
ทว่ามิใช่เรื่องสำคัญอันใด สิ่งสำคัญที่สุดคือสะใจยิ่งนัก!
ชาวหนานจ้าวก็เข้าใจดีว่าศาลาว่าการต้าโจวไม่มีทางให้ความ เป็นธรรมกับเห้อเหลียนฉี พวกเขาอยู่ในศาลาว่าการไม่นานนัก ก็ ให้คนพาพวกเขากลับไปที่ที่พำนักชั่วคราว
คณะของหนานจ้าวที่เดินทางมา มีหมอหลวงผู้มากฝีมืออยู่
ด้วย เมื่อหมอหลวงผู้นั้นได้จับชีพจรของเห้อเหลียนฉี ก็พบว่าเขา ไม่ได้ถูกยาพิษธรรมดา ทว่าคล้ายกับพิษกู่ หมอที่จงหยวนไม่ถนัด เรื่องนี้ ศาสตร์พิษกู่ของหนานเจียงเป็นสิ่งต้องห้าม บรรดาหมอจีน ก็อ่านผ่านตามาบ้าง ทว่าพิษกู่ในร่างกายของเห้อเหลียนฉีนั้น แข็งแกร่งมาก ยากที่หมอหลวงจะรักษาได้ จำต้องเชิญราชครูมา
ราชครูจับชีพจรเห้อเหลียนฉี “มันคือราชันสัตว์พิษ”
ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ
แม่ทัพเวยหย่วนถูกคนทำร้าย คนร้ายก็ย่อมเป็นคนจงหยวน เช่นนั้นราชันสัตว์พิษจะมาจากที่ใด?
เมื่อราชครูจับชีพจรของสารถี ก็พบว่าเขาถูกราชันสัตว์พิษ เช่นกัน
ทุกคนยิ่งตกตะลึง ราชันสัตว์พิษตัวเดียวไม่พอ ยังมาถึงสอง ตัว? จงหยวนมียอดฝีมือเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด? หรือคนร้ายที่ทำร้าย แม่ทัพเวยหย่วนเป็นปรมาจารย์พิษ?
แต่จะมีปรมาจารย์พิษในจงหยวนได้อย่างไร?
ทุกคนหันมองราชครูเป็นตาเดียว เขาคือบุคคลหนึ่งเดียวใน คณะทูตที่แตกฉานในศาสตร์กู่…
ราชครูขมวดคิ้ว “มิใช่ข้า! ข้าไม่ได้ทำร้ายเขา!”
“โอ้” ทุกคนลดศีรษะลง ไม่อาจแน่ใจได้ว่าพวกเขาเชื่อหรือไม่
ราชครูรู้ว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ทว่าปรมาจารย์พิษที่ใช้ราชัน
สัตว์พิษสองตัวได้ในคราวเดียว ไม่ใช่ปรมาจารย์พิษธรรมดาเป็น แน่ เหตุใดบุคคลเช่นนี้จึงปรากฏตัวในจงหยวน? เป็นเรื่องบังเอิญ หรือมีจุดประสงค์ใดแอบแฝง?
………………..
ณ จวนคุณชาย เด็กอ้วนทั้งสามอาบนํ้าล้างเนื้อตัวจนสะอาด พวกเขานอนบนม้านั่งยาวที่คลุมด้วยผ้าขนหนู ให้อวี๋หวั่นเช็ด ตัวอย่างเชื่อฟัง ขณะที่อวี๋หวั่นเช็ดตัวพวกเขา ก็รู้สึกว่าไขมันน้อยๆ บนตัวพวกเขาทั้งสามดูเหมือนเพิ่มขึ้นอีกสองตำลึง
เมื่ออวี๋หวั่นแต่งตัวให้พวกเขาเรียบร้อย ก็บีบจมูกของพวกเขา “เอาละ ได้เวลากลับห้องไปนอนแล้ว”
ทั้งสามไม่ไป
อวี๋หวั่นมองพวกเขาแล้วถามว่า “เป็นอันใดหรือ? เรื่องเมื่อ กลางวันทำให้พวกเจ้าตกใจหรือ?”
คิดดูแล้วก็คงใช่ พวกเขายังเล็กมาก จู่ๆ ก็มีชายไว้เคราจับตัว ไป๋ถังไม่ปล่อย พวกเขาจะไม่กลัวได้อย่างไร?
อวี๋หวั่นกล่าว “คืนนี้นอนกับแม่แล้วกัน”
ดวงตาของทั้งสามเปล่งประกายพราวระยับในฉับพลัน!
อวี๋หวั่นพาเด็กน้อยที่ (ไม่) ตื่นกลัวทั้งสามกลับห้อง ถอด รองเท้าและดึงผ้าห่มคลุมพวกเขา “แม่จะไปอาบนํ้า พวกเจ้านอน ก่อนเถิด ด้านนอกมีฝูหลิงเฝ้าอยู่ มิต้องกลัว”
ทั้งสามพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
บุตรฉันว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังที่สุดในโลก
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปากด้วยความโล่งใจ พรมจูบที่หน้าผากเล็กๆ ของทั้งสามคน จากนั้นก็หยิบเสื้อผ้าไปอาบนํ้า
ภายในม่านมุ้ง ทั้งสามคนสลัดผ้าห่มออก ต้าเป่ากดเอ้อร์เป่า เอ้อร์เป่ากดเสี่ยวเป่า ต่อสู้กันบนเตียง
แอด–
ประตูถูกเปิดออก
อวี๋หวั่นเดินเข้าไปอย่างนุ่มนวล และคลายเอี๊ยมตู้โตว[2]ออก
อวี๋หวั่นหยิบตู้โตว และเปิดม่านมุ้งมองดูเด็กอ้วนตัวน้อยทั้ง สามที่หลับตาอยู่ ต้าเป่ากอดเอ้อร์เป่า เอ้อร์เป่ากอดเสี่ยวเป่า ภาพ เบื้องหน้าเต็มไปด้วยความรัก หัวใจของอวี๋หวั่นแทบละลาย พลัน ปิดม่านมุ้งลงอย่างเบามือและเดินออกไปเบาๆ
เมื่ออวี๋หวั่นกลับมาจากการอาบนํ้า เด็กน้อยทั้งสามก็หลับไป แล้ว ทว่าไม่รู้เพราะแสงจากโคมไฟ หรือเธอคิดไปเอง เธอรู้สึกว่า ใบหน้าทั้งสามดูปูดบวมฟกชํ้าเล็กน้อย…
หลังจากถอดรองเท้า อวี๋หวั่นก็เข้ามุ้งนอน เยี่ยนจิ่วเฉาส่งข่าว มาบอกว่าเขาไปเข้าวัง ไม่ต้องรอทานมื้อเย็น ทว่ามิได้บอกว่าไม่ ต้องรอเข้านอน อวี๋หวั่นจึงอยากเฝ้ารอ
อวี๋หวั่นหยิบหนังสือออกมาเปิดอ่านตามปกติ เป็นหนังสือที่วั่
นมามามอบให้เธอ มันคล้ายกับแผนที่ของต้าโจว ทว่ามีความ หลากหลายมากกว่าแผนที่ มีบันทึกประเพณีท้องถิ่น เรื่องราวของ ผู้มีชื่อเสียง และข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับแผนผังลำดับ สายราชสกุลที่น่าเบื่อ เห็นได้ชัดว่าหนังสือเล่มนี้น่าอ่านกว่ามากนัก ที่ผ่านมาอวี๋หวั่นมักจะอ่านอย่างสนุกสนาน ทว่าคืนนี้กลับไม่เป็น เช่นนั้น เธอเปิดอ่านเพียงสามสองหน้าก็หาว เธอทนถือต่อไป ทว่า ถือได้ไม่นาน ก็งีบหลับไปที่หัวเตียง
เธอสาบานได้ว่าอยากงีบหลับเพียงชั่วครู่เท่านั้น ทว่าเมื่อเธอ ลืมตาฟ้าก็สว่างเสียแล้ว
เธอดูสับสนมึนงง
“ฮูหยินน้อย ท่านตื่นแล้วหรือ?”
เป็นเสียงของจื่อซู
“ฝูหลิง รีบไปรายงานคุณชาย บอกว่าฮูหยินน้อยตื่นแล้ว!”
ฝูหลิงรีบออกไปอย่างเร็วรี่
อวี๋หวั่นมองไปด้านข้างของเตียงที่ว่างเปล่า “ตื่นเช้าจัง…”
“ฮูหยินน้อย ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง?” จื่อซูเปิดม่านมองอวี๋หวั่น ด้วยความกังวล
อวี๋หวั่นมองนางอย่างแปลกประหลาด “ไยมองข้าด้วยสายตา เช่นนี้?” เธอชะงักไปครู่หนึ่ง พลันนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงเอ่ยถาม “ข้านอนมานานเพียงใดแล้ว?”
“หนึ่งวันหนึ่งคืน” จื่อซูเอ่ย “ยามนี้ก็ใกล้พลบคํ่าแล้วเจ้าค่ะ”
มันเป็นแสงยามเย็น เธอคิดว่าเป็นตอนเช้าเสียอีก…อวี๋หวั่น ลุกขึ้นนั่งโดยมีจื่อซูคอยพยุง พลางเอ่ยพึมพำ “ไยข้าจึงหลับไป นานเช่นนี้?”
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินเข้ามา
เด็กอ้วนทั้งสามก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีฟูมฟาย และรีบพุ่งตัว เข้าสู่อ้อมแขนของเธอ
เด็กยิ่งโตก็ยิ่งเข้าใจอะไรมากขึ้น มิได้งอแงเหมือนตอนอายุ สองขวบอีกแล้ว เยี่ยนจิ่วเฉาบอกพวกเขาว่าอวี๋หวั่นแค่หลับไป ทว่าในสายตาของพวกเขา ท่านแม่ที่ตื่นเช้าทุกวัน จู่ๆ กลับไม่ตื่น ขึ้นมา เป็นสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าคนอื่นจะว่าอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
“แม่สบายดี”
อวี๋หวั่นยิ้มและลูบหัวน้อยๆ ของพวกเขาทั้งสาม เธอไม่เป็นไร เธอแค่ง่วง และร่างกายของเธอก็ไม่ได้รู้สึกไม่สบายแต่อย่างใด
เด็กน้อยทั้งสามเบิกตาโตกว้าง
อวี๋หวั่นยิ้มและเอ่ยว่า “สบายดีจริงๆ แม่แค่ง่วงและอยาก นอนก็เท่านั้น”
…………………………………..
[1] หยุดกินอาหารเพราะสำลัก เป็นการอุปมาว่า หมายจะทำการบาง
อย่าง ทว่าเกรงจะเกิดปัญหาขึ้น เลยไม่ทำเสียดื้อๆ
[2] เอี๊ยมตู้โตว คือ ชุดชั้นในสตรีในสมัยราชวงศ์ชิง มีสายคล้องคอ
และเชือกผูกเอว มักใช้ผ้าฝ้ายและผ้าไหมเป็นหลัก ลักษณะของสาย
มี3ประเภท คือ สายทอง สายเงิน และผ้าไหมสีแดง ขึ้นกับฐานะของผู้ใส่
บทที่ 151.2 ไปไม่กลับ (2)
จื่อซูตกตะลึง สมกับเป็นสามีภรรยายิ่งนัก แม้กระทั่งข้ออ้างก็ ยังกล่าวเหมือนกันโดยมิได้นัดหมาย
เมื่อเด็กอ้วนทั้งสามถูกปลอบโยนจนหายดี ก็ให้จื่อซูพาออกไป เหลือเพียงอวี๋หวั่นกับเยี่ยนจิ่วเฉาภายในห้อง
สีหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉายากจะอธิบายออกมาเป็นคำกล่าวสั้นๆ
อวี๋หวั่นกะพริบตาอย่างประหลาดใจ “มีอันใดหรือ? หรือว่ามี เรื่องไม่คาดฝันที่น่าตกใจเกิดขึ้น?”
เยี่ยนจิ่วเฉาครุ่นคิดอย่างจริงจัง “อืม จะกล่าวเช่นนั้นก็มิผิด”
อวี๋หวั่นนึกถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับตนเองในสองสามวันที่ผ่าน มา สิ่งแรกที่คิดคือเธอตั้งครรภ์ แล้วสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป “ข้า ท้องจริงหรือ?”
“ไม่ใช่” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
อวี๋หวั่นถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“อวี๋อาหวั่น!” เยี่ยนจิ่วเฉาไม่สบอารมณ์ “เจ้าไม่อยากอุ้มท้อง บุตรคุณชายเพียงนี้เลยรึ?!”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องไม่คาดฝันที่น่าตกใจ สิ่งแรกที่เธอนึกถึงก็คือ การตั้งครรภ์!
คุณชายเยี่ยนเกิดโทสะ!
“ทั้งต้าเป่าและเอ้อร์เป่ายังเด็กนัก มิใช่เพราะข้ากลัวจะละเลย พวกเขาหรอกหรือ? แน่นอนว่าข้าเต็มใจมีบุตรกับท่าน…” อวี๋หวั่น อธิบายด้วยความรู้สึกผิด
เยี่ยนจิ่วเฉาฮึดฮัด “มิน่าถึงได้รีบเร่งทุกคํ่าคืน!”
อวี๋หวั่น “…”
ยังจะสามารถครองคู่กันอย่างมีความสุขได้หรือไม่?
“เช่นนั้นมันเรื่องอันใดกัน?” อวี๋หวั่นย้อนกลับเข้าประเด็นหลัก
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หมอหลวงมาตรวจเจ้า และบอกว่าร่างกายของเจ้าขาดสมดุลเกินไป”
นี่ต่างหากเรื่องไม่คาดฝันที่น่าตกใจ อายุยังน้อยร่างกายก็ขาด สมดุลเสียแล้ว โชคดีที่รู้ทันเวลา มิเช่นนั้นนานวันเข้า สาเหตุที่แท้ จริงของโรคจะยิ่งแย่ลง
อวี๋หวั่นมองเขาอย่างงวยงง “ข้าก็มิได้ทำงานหนักอย่างงานใน สวนดังเช่นเมื่อก่อนแล้วนี่นา”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวต่อ “มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับการทำงานใน สวน ทว่าเพราะเจ้าอายุยังน้อย และไม่อาจทนต่อความต้องการที่ แรงกล้าเกินไป”
ความหมายคือความปรารถนาทางกามารมณ์มากเกินไป จึง ควรลดการเสพสังวาส?
อวี๋หวั่นหน้าแดงฉาน “อ้อ เช่นนั้น…สี่วันครั้งหนึ่งได้รึไม่?”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เอ่ยสิ่งใด
อวี๋หวั่นผงะ “ห้าวัน?”
เยี่ยนจิ่วเฉาขยับนิ้ว “สิบวัน”
อวี๋หวั่นนอนลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ก็…ก็เป็นเรื่องไม่ คาดฝันที่น่าตกใจจริงๆ…”
……………………
ในจวนอื่น เห้อเหลียนฉีตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ แม้พิษกู่ใน ร่างกายของเขาจะได้รับการชำระล้างโดยราชครูแล้ว ทว่าความ เสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกายไม่ง่ายที่จะรักษา กำลังภายในของเขา ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งของยุครุ่งเรือง แม้ใช้เวลาสามปีห้าปีก็ยังไม่ อาจทำให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้
คิดดูแล้วตนเองเพียงแค่ล่วงเกินสาวใช้ตัวเล็กๆ ทว่ากลับต้อง มาสูญเสียกำลังภายในไปมากถึงเพียงนี้…แน่นอนว่ายังมีใบหน้า ของเขาที่ไม่ต้องเอ่ยถึง เห้อเหลียนอึดอัดคับแค้นใจ หากเป็น หนานจ้าว เขาคงจับตัวคนร้ายได้นานแล้ว ทว่านี่เป็นดินแดนของ ต้าโจว!
ทว่าแม้จะไม่ได้สืบ เขาก็พอเดาได้ว่าเป็นฝีมือผู้ใด หลังจากข่ม ขู่เยี่ยนจิ่วเฉา ถัดมาก็เกิดเหตุร้ายเช่นนี้กับเขา หากบอกว่าเยี่ยน จิ่วเฉาไม่ใช่ก้างขวางคอ เขาก็ไม่มีทางเชื่อ!
ไม่แน่ว่าแม้แต่สาวใช้ผู้นั้นก็อาจอยู่ในแผนการของเยี่ยนจิ่ว
เฉาแต่แรก เพื่อทำให้เขาติดกับดักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น!
“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยได้ยินบางเรื่องมาโดยบังเอิญ” ผู้ใต้บังคับ บัญชาของแม่ทัพเวยหย่วนเข้ามาในห้องเพื่อรายงาน
“เรื่องใด?” เห้อเหลียนฉีเอ่ยอย่างเย็นชา
ผู้ใต้บังคับบัญชากล่าวว่า “เดิมทีข้าไปสืบหาตัวคนร้ายที่หอจุ้ย เซียน ทว่าบังเอิญได้ยินว่า ฮูหยินเยี่ยนเป็นรองผู้ดูแลของที่นั่น”
หากเป็นเช่นนี้ หอจุ้ยเซียนก็คือดินแดนครึ่งหนึ่งของจวน คุณชาย ดูเหมือนว่าคนร้ายจะเป็นเยี่ยนจิ่วเฉาจริงๆ
เห้อเหลียนฉีกัดฟันกรอด “ดีเจ้าเยี่ยนจิ่วเฉา เจ้ากล้าเริ่มก่อน อย่าโทษข้าที่ต้องใช้ไม้แข็งแล้วกัน!”
…………………..
ด้านตะวันตกของตำหนักมีสวนล่าสัตว์ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย นานาชนิด ทุกครั้งเมื่อถึงสารทฤดูฮ่องเต้จะนำบรรดาราชนิกุลและ ข้าราชบริพารทั้งหลายไปล่าสัตว์ แม้จะเป็นช่วงต้นคิมหันตฤดู ทว่าเพื่อเป็นการต้อนรับทูตทั้งสองประเทศ ฮ่องเต้จึงรับสั่งให้ลาน ล่าสัตว์เปิดก่อนกำหนด
เมื่อรู้ว่ากำลังจะไปเยี่ยมชมสวน เด็กอ้วนทั้งสามก็ตื่นขึ้นก่อน อาทิตย์จะโผล่ขึ้นฟ้า พวกเขาใช้ศีรษะมุดในอ้อมแขนของเยี่ยนจิ่ว เฉา เพื่อปลุกให้ตื่น ทว่าอวี๋หวั่นที่นอนอยู่ข้างๆ ยังคงหลับสนิท บิดาและบุตรทั้งสี่จึงไม่ได้ปลุกเธอไปโดยปริยาย
เยี่ยนจิ่วเฉาสวมเสื้อผ้าให้เด็กอ้วนทั้งสาม จากนั้นเด็กอ้วนก็
ไปล้างหน้าล้างตาอย่างมีความสุขสดชื่น!
กระทั่งจัดการอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย เด็กชายตัวอ้วนทั้ง สามก็มาที่เตียง และพรมจูบลงบนหน้าผากเล็กๆ ของอวี๋หวั่นเพื่อ ปลุกให้เธอตื่น
สิ่งแรกที่อวี๋หวั่นเห็นเมื่อลืมตาตื่น คือหัวเล็กกลมๆ สามหัว เธอมีความสุขยิ่งนัก เมื่อมองเห็นเยี่ยนจิ่วเฉาที่รออยู่ตรงโต๊ะ อาหาร พลันรู้สึกว่าสิบวันครั้งหนึ่งก็มิได้ยากลำบากอย่างที่คิด
หลังจากทานอาหารเช้า ทั้งหมดก็ไปขึ้นรถม้าเข้าสู่เมืองหลวง
ระหว่างทาง เยี่ยนจิ่วเฉาถามเรื่องการสอบของอวี๋ซง
อวี๋หวั่นรู้สึกประหลาดใจ เธอไม่ได้เอ่ยถึงการสอบของอวี๋ซง แม้แต่น้อย และเขาเองก็ไม่เคยถามข่าวของอวี๋ซงตั้งแต่เข้าเรียนที่ สำนักบัณฑิต เธอคิดว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ทว่าที่แท้ก็เก็บไว้ในใจ หรอกหรือ?
อวี๋หวั่นรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ก่อขึ้นในหัวใจ ความรักที่ขาดหาย ไปในโลกก่อน คล้ายกับค่อยๆ ถูกเติมเต็มกลับมาในชาตินี้ “เมื่อ วานข้าไปหาเขา แล้วถามว่าการสอบเป็นอย่างไร เขาบอกว่าอีก สามวันจึงจะประกาศผล”
“อืม” เยี่ยนจิ่วเฉาตอบรับ
เพียงเสียงที่แผ่วเบานี้ กลับทำให้อวี๋หวั่นรู้สึกว่าเขาห่วงใยอ วี๋ซง เด็กชายตัวอ้วนสามคนเกาะอยู่บนขอบหน้าต่าง สายตาทอด มองไปที่ถนนอย่างร้อนใจ อวี๋หวั่นดึงแขนเสื้อกว้างลงมาคลุมทั้ง
แขนจนปิดสนิท และค่อยๆ ใช้มือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อดึงมือเขามา จับเบาๆ
ดวงตาของเยี่ยนจิ่วเฉาสั่นไหว
“อย่าขยับ” อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างน้อยอกน้อยใจ “กลางคืนก็ไม่ อนุญาตให้แตะต้องแล้ว กลางวันก็ไม่อนุญาตให้จับมืออีกด้วย หรือ?”
ปลายนิ้วของเยี่ยนจิ่วเฉาขยับ ฝ่ามือใหญ่ผละออกจากใต้ ฝ่ามือเธอ หัวใจของอวี๋หวั่นพลันจมดิ่ง ทว่าวินาทีถัดมา ฝ่ามือใหญ่ ก็กลับมาเกาะกุม พลันดึงมือเล็กๆ มาไว้ที่ฝ่ามือของเขาอย่างแนบ แน่น
…
รถม้าขับไปที่ประตูตะวันตกของวังหลวง และจากที่นั่นตรงไป ที่สวนล่าสัตว์ ฮองเฮาและสตรีในราชนิกูลก็มาถึงแล้วเช่นกัน มีสวี่ เสียนเฟยที่ไม่พบมาหลายวัน เจินเฟยพระมารดาอุปถัมภ์ขององค์ ชายสี่ อวี้เฟยพระมารดาเฉิงอ๋อง พระชายาจินและพระชายาหลิงที่ อวี๋หวั่นเคยพบในตำหนักเฟิงชีในวันอภิเษกสมรสของเฉิงอ๋อง
นอกจากนี้ยังมีบุตรีของบรรดาองค์ชายและขุนนางอีกหลาย ท่าน อวี๋หวั่นเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของบุตรีเหล่านั้น
อวี๋หวั่นพยักหน้าให้พวกนางเล็กน้อย
หานจิ้งซูก็เห็นอวี๋หวั่นเช่นกัน อันที่จริงนางเห็นอวี๋หวั่นก่อนอีก ฝ่ายเสียอีก วันนี้อวี๋หวั่นสวมกระโปรงบางเบารัดเอวแขนกว้างสี
ฟ้าอมเขียว เสื้อคลุมตัวนอกเป็นสีเงินโปร่งแสงครึ่งหนึ่ง และไม่มี ปิ่นมุกประดับเต็มศีรษะ มีเพียงฮัวเตี่ยน[1]หยกเขียวสองคู่ ทว่า ไม่อาจทัดเทียมความงามของเธอได้ เมื่อเธอไปยืนอยู่ที่นั่น สตรี ญาติต่างถูกเธอกลบความเฉิดฉายจนหมดสิ้น ราวกับแสงสว่าง บนฟากฟ้าทั้งหมดล้วนตกอยู่บนร่างของเธอ ทั่วทั้งเรือนร่าง งดงามเปล่งประกาย
เยี่ยนจิ่วเฉาที่ยืนอยู่ข้างเธอ ก็มีรูปพรรณที่ดีไม่เหมือนผู้ใดใน ใต้หล้า ทว่าหานจิ้งซูมีเยี่ยนไหวจิ่งอยู่ในใจแล้ว นางจึงไม่รู้สึกหวั่น ไหวกับเยี่ยนจิ่วเฉาอีก
หานจิ้งซูค้อมตัวไปทางอวี๋หวั่น
เซียวจื่อเยว่ที่แย่งบุรุษคนเดียวกัน กลับสามารถวางความไม่ พอใจและเข้าหาเธอได้ ทว่าหานจิ้งซูไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น อย่าง ที่หานจิ้งซูกล่าว พวกนางพยักหน้าเป็นการทักทายเท่านั้นก็เพียง พอแล้ว
ในอ้อมแขนของฮองเฮามีเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ผิวพรรณ ผุดผ่องเนียนละเอียดราวกับหยกขัดเงาอยู่คนหนึ่ง นางก็คือองค์ หญิงจิ่วที่มีอายุหกขวบ
องค์หญิงจิ่วเล่นส่งสายตากับฮ่องเต้ที่อยู่ข้างๆ ทันทีที่ฮ่องเต้ ส่งสายตากลับไป นางก็จะหลบซ่อนอยู่ในอ้อมแขนของฮองเฮา ด้วยท่าทีเขินอาย ไม่นานนางก็ส่งสายตากลับไปหาฮ่องเต้อีก เป็น เช่นนี้อยู่หลายครา ทำให้ฮองเฮารู้สึกขบขันยิ่งนัก
แม้ว่าฮ่องเต้จะไม่ต้องการพบฮองเฮา ทว่าตั้งแต่มีจิ่วน้อย ฮ่องเต้ก็ทรงพักอยู่ที่ตำหนักเจาหยางมาหลายวันแล้ว เห็นได้ ว่าการตัดสินใจในตอนแรกนั้นถูกต้อง ฮ่องเต้มิได้ขาดแคลนองค์ ชายหรือองค์หญิง ทว่าในใจของพวกเขา เห็นว่าเขาคือกษัตริย์ก่อน แล้วจึงเป็นบิดา มีเพียงองค์หญิงจิ่วที่โง่เขลามองฮ่องเต้เป็นบิดาที่ น่าเคารพยำเกรงเท่านั้น
ไม่ช้าองค์หญิงจิ่วก็เห็นอวี๋หวั่น จึงละทิ้งฮ่องเต้ไปหลบซ่อนตัว อยู่ด้านหลังฮองเฮา
เมื่อฮ่องเต้ส่งสายตาหาบุตรสาวของเขาอีกครั้ง เอ่อ…บุตร สาวเล่า?
องค์หญิงจิ่วยื่นศีรษะเล็กๆ ออกมาจากด้านหลังฮองเฮาและ มองไปที่อวี๋หวั่นอย่างขวยเขิน
ฮ่องเต้พระพักตร์มืดหม่น สตรีผู้นี้อีกแล้ว แย่งหลานเขาไปไม่ พอ ยังมาแย่งบุตรสาวเขาไปอีก!
สมาชิกทั้งห้าของครอบครัวถวายบังคมฮ่องเต้
เด็กอ้วนตัวน้อยยอมให้ฮ่องเต้กอดอย่างเชื่อฟัง ฮ่องเต้รู้สึกอุ่น ใจ สมกับที่เป็นคนของสกุลเยี่ยน รู้จักเข้าหาเขา เอาละ เห็นแก่ ความดีความชอบที่สตรีผู้นี้ให้กำเนิดบุตรชาย จะไม่ถือสาหาความ กับนางอีก
อวี๋หวั่นเดินไปข้างกายฮองเฮา “ถวายบังคมฮองเฮา”
องค์หญิงจิ่ววิ่งไปฝั่งฮ่องเต้อย่างเขินอาย
ฮองเฮาหัวเราะ “เด็กผู้นี้ กำลังรอให้เจ้ามา นางขี้อายยิ่งนัก ยิ่ง ชอบมากก็ยิ่งเขินอาย กับเสด็จพ่อของนางก็เช่นกัน”
อวี๋หวั่นกับองค์หญิงจิ่วพบกันไม่กี่ครั้ง ยังไม่ถึงกับผูกพัน ทว่า เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ทั้งสวยและน่ารัก ก็ทำให้ผู้คนชื่นชอบได้อย่าง ง่ายดาย “หม่อมฉันก็ชอบองค์หญิงจิ่วเช่นกันเพคะ”
ฮองเฮาแย้มยิ้มพึงใจ “อีกครู่หนึ่งเหล่าบุรุษทั้งหลายจะออกไป ล่าสัตว์ พวกเราพาเด็กๆ ไปเดินเล่นที่สวนแล้วกัน”
พื้นที่ล่าสัตว์ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่สำหรับการล่าสัตว์เท่านั้น ทว่ายังเป็นสวนให้ชมสัตว์อีกด้วย ซึ่งสัตว์หายากนานาชนิดถูก กักขังไว้ที่นี่
อวี๋หวั่นไม่เคยไปที่นั่น จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
ในไม่ช้าทหารองครักษ์ก็นำม้าเข้ามา ฮ่องเต้เลือกม้าที่สูงใหญ่ และทรงพลังที่สุด
หลังจากนั้นบรรดาองค์ชายก็เลือกม้าตัวโปรดของพวกเขา เมื่อมาถึงเยี่ยนจิ่วเฉา เยี่ยนจิ่วเฉากลับเลือกม้าตัวหนึ่งที่ดูผอมโซ ขาดสารอาหาร
ทุกคนต่างหัวเราะคิกคัก ขยะก็คือขยะ
แม้แต่สายตาการเลือกม้าก็ยังอ่อนด้อย ไม่เห็นหรือว่าม้าตัว นั้นซูบผอมจนซี่โครงแทบจะหลุดออกมา? นี่จะล่าได้จริงหรือ?
ยังไม่ทันจะจับเหยื่อได้ ก็คงตกใจตายไปก่อนแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน เห้อเหลียนฉีกับองค์ชายรองแห่งซยงหนูก็ มาเช่นกัน พวกเขาขี่ม้าของตนเอง ซึ่งดูแล้วแข็งแรงกว่าม้าของ ต้าโจวมาก
เห้อเหลียนฉีควบม้าไปด้านหน้าเยี่ยนจิ่วเฉา และมองดูม้าที่ ซูบผอมที่คล้ายจะล้มลงได้ตลอดเวลา พลันหัวเราะเยาะ
“ต้าโจวของพวกเจ้าไม่มีม้าแล้วหรือไร? ให้แม่ทัพผู้นี้ส่งม้ามา ให้เจ้าสักตัวดีหรือไม่?”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างดุดัน
“ส่งม้ามามีอันใดน่าประทับใจ หากมีความสามารถก็ส่งชีวิต เจ้ามาสิ”
เห้อเหลียนฉีหรี่ตา
สองขาของเยี่ยนจิ่วเฉาหนีบท้องม้า ขณะที่ควบผ่านเห้อเหลี ยนฉี เห้อเหลียนฉีก็คว้าบังเหียนของเขา
“ข้าได้ยินมาว่าสวนล่าสัตว์ของราชวงศ์ต้าโจวอันตรายมาก ร่างกายอ่อนแอปวกเปียกเช่นเจ้าอย่าไปเลยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น แม่ทัพผู้นี้คงกังวลว่าเจ้าจะไปไม่กลับ”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวเนือยๆ “เจ้าแน่ใจหรือว่า ผู้ที่ไปไม่กลับจะ เป็นข้า?”
…………………………………………………….
[1] ฮัวเตี่ยน คือ การวาดลวดลายดอกไม้ไว้หว่างคิ้วเพื่อประดับ
ใบหน้าให้สวยงาม