หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 158.1 ความจริงในยามนั้น
ราชบุตรเขยแห่งหนานจ้าว (1)
ราชครูปลิวไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ ดวงตาทั้งสองข้างมืดมิด สลบไปไม่ตื่น
อิ่งสือซันกระชับบังเหียนหยุดรถม้าและใช้วิชาตัวเบาพาคนผู้ นั้นออกมา
ราชครูดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง อิ่งสือซันใช้เวลา พินิจอยู่เนิ่นนานกว่าจะจำได้ “นี่คงไม่ใช่…ราชครูแห่งหนานจ้าว หรอกกระมัง?”
วันนี้ราชครูไปประสบกับสิ่งใดมากันแน่…
“คุณชาย” อิ่งสือซันมองไปที่รถม้า
เยี่ยนจิ่วเฉาที่นั่งอยู่ในรถม้าเอ่ยอย่างไม่ได้ใส่ใจ “ไปจวนอีก แห่งที่ภูเขาด้านหลัง”
“ขอรับ”
อิ่งสือซันโยนราชครูขึ้นบนรถม้า คุณชายของเขาเองเกลียด ความสกปรก ไม่อาจทนให้นั่งร่วมกับเขาได้ จึงต้องให้เขาลำบาก นอนที่เก้าอี้ด้านนอกสักพัก
เก้าอี้ด้านนอกรถกระแทกกระเทือนไปมาอยู่หลายครา จน ใบหน้าของราชครูไม่อาจทนมองได้ยิ่งกว่าเก่า
จวนอีกแห่งของเยี่ยนจิ่วเฉาเป็นที่อาศัยที่ตั้งไว้เฉยๆ ซึ่งอยู่ลึก เข้าไปในป่า ในหนึ่งปีมาพักอยู่ไม่เกินสามหรือสี่ครั้ง ทว่ามีคนรับใช้ ที่ซื่อสัตย์คอยทำความสะอาดทุกสามวันห้าวัน ที่นั่นจึงยังคง สะอาดและงดงาม
คืนนี้ไม่มีเรื่องสำคัญอันใด แต่สิ่งที่เยี่ยนจิ่วเฉามีคือเวลาที่ ต้องเสียไปกับราชครู
ภายในบ้านมีไอความร้อนอยู่เล็กน้อย คนรับใช้วางโต๊ะเล็กๆ ไว้ ที่ทางเดิน สายลมยามคํ่าคืนพัดเอื่อยๆ ชวนให้รู้สึกถึงความเย็น จากป่าเขา
จิ้งจอกน้อยขนสีขาวราวกับหิมะแอบเดินตามมาและนอนลง ข้างเท้าของเยี่ยนจิ่วเฉาอย่างเชื่อฟัง พลางโบกอุ้งเท้าไปมาเพื่อปัด ยุงที่มากัดมันเป็นครั้งคราว
อิ่งลิ่วไปสืบเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับราชครู เอ้อร์ยาจากครอบครัว หวังหมาจื่อกับนางหลิวบอกว่าพบบุรุษผู้นั้น อีกฝ่ายยื่นขนมให้ และถามนางว่าบ้านสกุลอวี๋อยู่ที่ใด ทว่านางก็วิ่งหนีไม่ได้สนใจเขา อิ่งลิ่วตรงไปที่บ้านสามของสกุลอวี๋ เถี่ยตั้นน้อยบอกอิ่งลิ่วว่ามีผู้ อาวุโสท่านหนึ่งมาที่นี่ ถามถึงมารดาของเขาและถูกชิงเหยียนพา ตัวไป
“เจ้ากำลังเอ่ยถึงบุรุษที่สูงเท่านี้ ผอมเท่านี้ และมีอายุพอๆ กับ ลุงใหญ่ของบ้านสกุลอวี๋หรือ?” ชิงเหยียนกล่าว
“ถูกต้อง” อิ่งลิ่วตอบ
ชิงเหยียนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งและตัดสินใจบอกความจริงเพียง ครึ่งเดียว “ก็มีคนเช่นนี้อยู่ เขามาหาฮูหยินอวี๋เพื่อเจรจาทางการ ค้า ยามนั้นฮูหยินอวี๋ไปขุดผักอยู่ที่ภูเขาด้านหลัง ข้าจึงพาเขาไป แต่ไหนเลยจะรู้ว่าเส้นทางบนภูเขาไม่ดี เขาหกล้มหัวฟาดพื้นจน สลบไป ข้าก็เลยพากลับมาที่บ้าน คิดว่าหากเขาตื่นแล้วก็จะพาส่ง ออกจากหมู่บ้าน ทว่าพอเขาตื่นขึ้นมาก็จากไปโดยไม่กล่าวอันใด สักคำ”
ชิงเหยียนไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับราชครู ตอนที่ ราชครูสลบอยู่ในห้องก็ยังดูเป็นผู้เป็นคน
อิ่งลิ่วนำเรื่องราวที่สืบมารายงานต่อเยี่ยนจิ่วเฉา “ฮูหยินอวี๋ ของราชครูน่าจะหมายถึงฮูหยินสาม ทว่าชิงเหยียนเข้าใจผิดคิดว่า เป็นฮูหยินใหญ่ จึงพาเขาไปที่ภูเขาด้านหลัง สุดท้ายเขาก็เป็นลม สลบไป”
เหยียนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย “เข้าใจความหมายของ ราชครูผิดหรือจงใจล่อราชครูไปหาป้าสะใภ้ใหญ่ เกรงว่าคงมีแต่ พวกเขาเท่านั้นที่รู้ความจริง”
“คุณชายหมายความว่า…พวกเขาแอบช่วยฮูหยินอวี๋อย่าง ลับๆ หรือ? เหตุใดพวกเขาต้องทำเช่นนั้น? พวกเขารู้จักราชครู? หรือพวกเขารู้จักฮูหยินอวี๋? หรือว่า…” ความสงสัยมากมายเกิด ขึ้นในใจของอิ่งลิ่ว
เยี่ยนจิ่วเฉาจิบชาและเอ่ยว่า “ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้มุ่งร้าย
ต่อคนในหมู่บ้านเหลียนฮวา ก็ไม่จำเป็นต้องถามถึงที่มาของพวก เขา”
“ขอรับ” อิ่งลิ่วรับคำ
อิ่งลิ่วชื่นชมความคิดคุณชายของเขาเป็นอย่างมาก หากเป็น เขาคงสืบจนพบคำตอบของสิ่งที่เขาไม่เข้าใจอย่างแน่นอน ทว่า คุณชายสามารถระงับความสงสัย ให้อิสระและให้เกียรติกับอีก ฝ่ายได้มากพอ
จิตใจเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่พบได้ในคนทั่วไป
“คุณชายคิดจะจัดการอย่างไรกับเขา?” อิ่งสือซันถาม
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยอย่างเย็นชา “เก็บไว้ก็เป็นเสี้ยนหนาม หากจะ ทำก็ต้องจัดการให้เด็ดขาด ฆ่าเขาซะ”
“โปรดไว้ชีวิต!”
สิ้นเสียงพูดของเยี่ยนจิ่วเฉา เงาร่างสีดำก็กวาดผ่านมาใน อากาศ อิ่งสือซันรีบยืนกั้นไว้ด้านหน้าเยี่ยนจิ่วเฉา พร้อมกับชัก ดาบออกมาอย่างเย็นชา และกำลังจะเหวี่ยงดาบ เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ย เสียงเรียบ “อิ่งสือซัน”
การเคลื่อนไหวของอิ่งสือซันหยุดชะงัก
อิ่งลิ่วเดินเข้าไปอยู่ข้างเขา พลันจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตา เหี้ยมโหด
บุรุษผู้นั้นลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะร่อนลงอย่างสง่างามใน
เรือนที่ดอกพุดซ้อนบานสะพรั่ง
จิ้งจอกหิมะตัวน้อยเบิกตากว้างด้วยความระแวดระวัง พร้อม กับแยกเขี้ยวขู่อีกฝ่าย
ผู้มาเยือนมาพร้อมกับพัดในมือ เขายกมือคำนับเยี่ยนจิ่วเฉา แบบไม่เป็นทางการ “เยี่ยนซื่อจื่อ”
เยี่ยนจิ่วเฉายกถ้วยขึ้น “ไป๋เสี่ยวเซิง”
ทั้งอิ่งสือซันและอิ่งลิ่วต่างตกตะลึง บุรุษที่มีใบหน้าเต็มไปด้วย หนวดเคราและอัปลักษณ์ผู้นี้ก็คือไป๋เสี่ยวเซิงที่ชื่อเสียงกระฉ่อนไป ทั่วยุทธจักร มีข่าวลือว่าไป๋เสี่ยวเซิงมีหน้ากากหนึ่งพันชิ้น ไม่เคยมี ผู้ใดเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา ดังนั้นที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็คง ไม่ใช่ใบหน้าที่แท้จริงของเขาเช่นกัน
ช่างน่าประหลาด เหตุใดถึงมาที่นี่ได้?
ไป๋เสี่ยวเซิงก็แปลกใจเช่นกัน ทว่าเป็นคนละเรื่องกันพวกเขา ไป๋เสี่ยวเซิงเดินไปข้างหน้าสองสามก้าวด้วยรอยยิ้ม “เยี่ยนซื่อจื่อ ทราบได้อย่างไรว่าเป็นข้า ข้ากับท่านเหมือนไม่เคยพบกัน แม้จะ เคยพบกันก็ตาม และนั่นก็ไม่ใช่ใบหน้านี้ ข้าใช้ใบหน้านี้เป็นครั้ง แรกเชียวนะ”
เยี่ยนจิ่วเฉาจิบชา “จวนแห่งนี้กระทั่งภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน ใหม่ของข้าก็ยังไม่เคยมา นอกจากไป๋เสี่ยวเซิงจะมีผู้ใดมาพบที่นี่ได้ อีก?”
ไป๋เสี่ยวเซิงแสยะยิ้ม “คำสองคำก็พระชายาซื่อจื่อ ดูเหมือนว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับภรรยาใหม่จะไปได้ดียิ่ง”
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งสายตาให้อิ่งสือซัน อิ่งสือซันเดินไปนำตะกร้าไข่ สีแดงจากในห้องครัวออกมา
ไป๋เสี่ยวเซิงมองไข่สีแดงที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นมุมปากก็ กระตุกอย่างรุนแรง “ไม่จำเป็นต้องดีถึงเพียงนี้ก็ได้…”
อิ่งสือซันกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “ซื่อจื่อให้เจ้า ยังไม่รีบรับ นํ้าใจอีก?”
“เฮ้อ” ไป๋เสี่ยวเซิงถอนหายใจอย่างหมดหนทาง พลันหยิบไข่สี แดงสามฟอง
“หยิบได้แค่สองฟอง” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
ไป๋เสี่ยวเซิงวางไข่ฟองหนึ่งกลับลงไปเงียบๆ และเก็บไข่สีแดง ที่เหลืออีกสองฟองไว้ในแขนเสื้อ
ไป๋เสี่ยวเซิงเดินเข้าไปหาเยี่ยนจิ่วเฉา อิ่งสือซันเข้ามาขวางทาง ไว้ เยี่ยนจิ่วเฉาส่งสัญญาณมือ อิ่งสือซันจึงหลีกทางไป เมื่อไป๋เสี่ยว เซิงเดินไปถึงบันไดหิน ก็ถอดรองเท้าและสวมชุดสีขาวธรรมดา เดินไปบนพื้นที่สะอาดปลอดฝุ่น พลันดึงเบาะรองใต้ตัวจิ้งจอกหิมะ ตัวน้อยมานั่งลงตรงข้ามเยี่ยนจิ่วเฉา
จิ้งจอกน้อยจ้องมองบุรุษผู้หยาบคายที่แย่งเบาะรองนั่งไป ด้วยความคับแค้นใจ วิ่งออกไปลับเล็บบนเสื่อของตนเอง
เยี่ยนจิ่วเฉาเติมชาลงในถ้วยของตนเองโดยไม่สนใจไป๋เสี่ยว
เซิง “เจ้าขอให้ข้าไว้ชีวิตคน เจ้ามาที่นี่เพราะคนที่อยู่ข้างในนั้นรึ?”
ไป๋เสี่ยวเซิงที่ถูกเมินเฉยไม่ได้รู้สึกกระดากอาย เขาหยิบถ้วย มารินชาให้ตนเอง เขาจิบไปอึกหนึ่งถึงได้รู้ว่ารสชาติขมยิ่ง “ท่าน ดื่มชาเข้มเช่นนี้กลางดึก ไม่คิดจะนอนแล้วหรือ?”
“ข้าถามเจ้าอยู่” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
ไป๋เสี่ยวเซิงหยิบขนมดอกกุ้ยฮวากลิ่นหอมหวานออกมา กัด สองคำเพื่อกลับความเข้มของรสชา พลางเอ่ยช้าๆ “ใช่ ข้ามาที่นี่ เพื่อเขา”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวเย้ยหยัน “ที่แท้ไป๋เสี่ยวเซิงแห่งยุทธจักรก็มี ส่วนเกี่ยวข้องกับหนานจ้าว ช่างเป็นการเปิดหูเปิดตาข้ายิ่งนัก”
ไป๋เสี่ยวเซิงแบมืออย่างช่วยไม่ได้ “จะว่าเกี่ยวข้องก็ไม่เชิง ข้า เพียงแค่ติดหนี้บุญคุณเจ้านายของเขา ข้าไม่อาจเห็นเขาตายด้วย นํ้ามือของซื่อจื่อ”
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบมองเขา “เช่นนั้นเจ้าก็ควรรู้ว่าข้าไม่ใช่คนที่ เห็นแก่หน้าผู้ใดง่ายๆ”
ไป๋เสี่ยวเซิงยิ้มและเอ่ยว่า “เป็นเรื่องธรรมดา ข้าไม่มีทางให้ ท่านส่งตัวคนมาให้ข้าโดยเปล่าประโยชน์ หากซื่อจื่อต้องการสิ่งใด ขอแค่บอกข้ามา ข้าจะทำอย่างสุดกำลัง”
“โอ้?” เยี่ยนจิ่วเฉาเลิกคิ้ว “ไป๋เสี่ยวเซิงแห่งยุทธจักร นอกจาก การสืบข่าวแล้วยังมีทักษะอื่นอีกหรือ?”
ไป๋เสี่ยวเซิงจับคางของเขา “ก็ไม่มีหรอก ดังนั้นซื่อจื่อต้องการ รู้สิ่งใด ท่านเอ่ยมาได้เต็มที่เลย”
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยอย่างเย็นชา “ชีวิตคนไม่อาจแลกได้ด้วย ข้อมูลเพียงสิ่งเดียว ไป๋เสี่ยวเซิง เจ้ากล้าแหกกฎที่เจ้าตั้งไว้มา ตลอดเวลาหลายปีที่อยู่ในยุทธจักรเพื่อคนผู้นี้หรือไม่?”
ไป๋เสี่ยวเซิงแห่งยุทธจักร จะยอมขายข่าวเพียงข่าวเดียวให้กับ คนหนึ่งคน และตลอดชีวิตของคนผู้นั้นก็จะไม่มีโอกาสซื้อข่าวจาก ไป๋เสี่ยวเซิงอีกเป็นครั้งที่สอง
ไป๋เสี่ยวเซิงกล่าวด้วยความหดหู่ “โอ้ ผู้ใดให้ข้าต้องเป็นหนี้เจ้า นายของเขากันนะ”
เยี่ยนจิ่วเฉามองเขาด้วยความสงสัย “ข้าเริ่มอยากรู้นิดหน่อย แล้วว่าเหตุใดเจ้าถึงเป็นหนี้เจ้านายของเขาได้?”
“ข้าคิดว่าท่านคงอยากรู้ว่าเจ้านายของเขาคือผู้ใด” ไป๋เสี่ยว เซิงยิ้ม
“เจ้าบอกไม่ได้” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยอย่างเฉยเมย
ไป๋เสี่ยวเซิงพยักหน้า “ใช่ เรื่องนี้ข้าบอกท่านไม่ได้”
ไป๋เสี่ยวเซิงหัวเราะ “ข่าวลือไม่อาจเชื่อถือ เยี่ยนซื่อจื่อเป็นคน ฉลาดหลักแหลมเพียงนี้ หาใช่ขยะในประชากรใต้หล้า เช่นนั้นซื่อ จื่อ ท่านต้องการทราบสิ่งใด?”
ปลายนิ้วเรียวยาวของเยี่ยนจิ่วเฉายกกานํ้าชาขึ้นรินให้ไป๋เสี่ยว
เซิง “ราชบุตรเขยแห่งหนานจ้าว”
ไป๋เสี่ยวเซิงที่กำลังกินขนมพลันหยุดชะงัก ราวกับทั้งจวน เงียบสงัดลงทันใด
คนรับใช้กลับบ้านไปพักผ่อนแล้ว ภายในจวนเหลือเพียงอิ่งลิ่ว และอิ่งสือซัน
“โถ่” ไป๋เสี่ยวเซิงทอดถอนใจเบาๆ พลันวางขนมในมือลง “หากท่านบอกให้ข้าไปนำชุดเกราะของเซียวเจิ้นถิงมาแลกเปลี่ยน ยังดีกว่าเป็นไหนๆ”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างไม่เกรงใจ “เห้อเหลียนฉีพ่ายแพ้แล้ว ชุดเกราะนั่นก็อยู่ในกระเป๋าของข้า หากเจ้าเอาเรื่องนี้มาเจรจาต่อ รองกับข้า กำลังทำตัวเป็นขอทานอยู่หรือ?”
“ขออภัยที่ต้องเอ่ยตามตรง เหตุใดท่านจึงต้องการรู้เรื่องของ ราชบุตรเขยแห่งหนานจ้าวหรือ?” ไป๋เสี่ยวเซิงคลี่พัดในมือ สุนัข จิ้งจอกตัวน้อยพยายามดึงเบาะจนเหนื่อยล้า นั่งหมดเรี่ยวแรง หอบหายใจอยู่บนพื้น ไป๋เสี่ยวเซิงพัดให้มันด้วยความเป็นห่วง อย่างยิ่ง
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “คืนนี้เจ้ามาขอเจรจากับ ข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์ถามคำถาม”
ไป๋เสี่ยวเซิงหัวเราะเยาะตนเอง “ข้าเคยได้ยินเรื่องราวที่น่า สนใจอยู่เรื่องหนึ่ง ในยามนั้นฝ่าบาทถูกศัตรูล้างแค้น ทว่าศัตรูไม่ อาจเข้าไปล้างแค้นกับฝ่าบาทที่อยู่ลึกในวังหลวงได้ จึงไปลักพาตัว
เยี่ยนอ๋อง เยี่ยนอ๋องไม่ต้องการให้พวกเขาใช้ตนเป็นเครื่องมือ คุกคามฝ่าบาท จึงวิ่งเข้าไปรับดาบของศัตรูด้วยความวิตกกังวล ยามที่ฝ่าบาทมาถึงร่างของเยี่ยนอ๋องก็เย็นเสียแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็ คือ คนรับใช้ที่มาเปลี่ยนผ้าห่อศพของเยี่ยนอ๋อง พบว่ามีตะกอน ดินทรายในจมูกและปากของพระองค์ ผู้ที่จมนํ้าตายเท่านั้นที่จะ สูดตะกอนดินทรายเข้าไปในจมูกและปากได้ เยี่ยนอ๋องถูกดาบ แทงตาย ตามหลักแล้วจึงไม่ควรมีสิ่งนี้ ซื่อจื่อเห็นว่าอย่างไร?”
บทที่ 158.2 ความจริงในยามนั้น
ราชบุตรเขยแห่งหนานจ้าว (2)
สายตาของไป๋เสี่ยวเซิงตกกระทบใบหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉาครู่ หนึ่ง แต่ก็ไม่พบการแสดงออกใดๆ ใบหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉายังคง สงบนิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ ราวกับว่าสิ่งที่ไป๋เสี่ยวเซิงบอกเป็นเรื่องราว ของคนตระกูลอื่น
“โถ่” ไป๋เสี่ยวเซิงพ่ายแพ้ หุบพัดกลับคืน จิ้งจอกน้อยที่กำลัง หงายท้องผึ่งลมเย็น เมื่อไม่มีลมแล้ว ก็กระโดดพลิกตัวขึ้นคว้าพัด ของไป๋เสี่ยวเซิง
ไป๋เสี่ยวเซิงใช้พัดหยอกล้อกับจิ้งจอกน้อย “หากเอ่ยถึง ราชบุตรเขยผู้นั้น เขาคือบุคคลในตำนานที่แท้จริง เขาเป็นบุตร ชายของหัวหน้าเผ่าเล็กๆ ทางตอนใต้ของหนานเจียง เมื่อวันที่พิธี เฉลิมฉลองวัยปักปิ่นของตี้จีองค์เล็กถูกจัดขึ้น ชนเผ่าต่างๆ ก็มา แสดงความยินดีกับนาง และไม่รู้อย่างไร ราชบุตรเขยก็ได้ดึงดูด ความสนใจของตี้จีองค์เล็ก เรื่องของชายหญิง ซื่อจื่อคงรู้ดีกว่าข้า ที่ไม่เชี่ยวชาญในด้านนี้ ทั้งสองไปกันได้ดี ทว่าองค์ประมุขไม่พอใจ กับการแต่งงานในครั้งนี้ เขาคิดว่าบุตรชายหัวหน้าเผ่าเล็กๆ ไม่ คู่ควรกับอัญมณีในมือเขา”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ จู่ๆ ไป๋เสี่ยวเซิงก็หยุดชะงัก “ประมุขแห่ง หนานจ้าวมีบุตรสาวสองคน ตี้จีองค์โตเป็นบุตรสาวที่เกิดจากสน
มอวิ๋นเฟยที่พระองค์เกลียดมากที่สุด ตี้จีองค์เล็กเป็นบุตรสาวที่ เกิดจากฮองเฮาที่เขาหวงแหนที่สุด ตอนแรกที่นางทั้งสองตั้ง ครรภ์ ตำหนักราชครูได้ทำนายให้กับราชวงศ์ สนมอวิ๋นเฟยกำลัง ตั้งครรภ์ดาวแห่งหายนะของประเทศ ส่วนฮองเฮาตั้งครรภ์ดาว แห่งโชค เป็นไปดังคาด ในคืนที่ทั้งสองให้กำเนิดบุตร ท้องฟ้าส่ง สัญญาณบางอย่าง ฟ้าด้านหนึ่งแสงสีม่วงส่องทะลุเมฆ ช่างเป็น มงคลยิ่ง อีกด้านหนึ่งปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน ดุร้ายน่ากลัว องค์ ประมุขดีใจมากที่เด็กแห่งลางร้ายคลานออกจากท้องของสนมอ วิ๋นเฟย เขาไม่ชอบสนมอวิ๋นเฟยเป็นทุนเดิม ยามที่ส่งเด็กคนนั้นไป สายตาของเขายังไม่แลแม้แต่น้อย”
“เรื่องพวกนี้…เกี่ยวข้องกับราชบุตรเขยของตี้จีองค์เล็ก หรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย
ไป๋เสี่ยวเซิงยิ้ม “หากไม่กล่าวเช่นนี้ท่านจะเข้าใจความรักที่ ประมุขมีต่อตี้จีองค์เล็กได้อย่างไร? ท่านรู้หรือไม่ว่าตี้จีองค์เล็กทำ อย่างไรหลังจากประมุขไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของทั้งสอง?”
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งสัญญาณให้เขากล่าวต่อ
ไป๋เสี่ยวเซิงยิ้มอย่างมีนัยยะ “นางหนีไป”
ดวงตาของเยี่ยนจิ่วเฉามีประกายวาบผ่าน
ไป๋เสี่ยวเซิงกล่าว “ผ่านไปหลายปีถึงกลับมาที่ตำหนักฮ่องเต้ แห่งหนานจ้าว นางมากับทารกชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของนาง กับราชบุตรเขย”
“เห็นแก่สถานะของหลานชาย องค์ประมุขจึงยอมเห็นด้วยกับ การแต่งงานในครั้งนี้?” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
ไป๋เสี่ยวเซิงส่ายหัว “หลานชายเป็นเพียงส่วนหนึ่ง อีกส่วนเพ ราะตี้จีองค์เล็กช่วยให้ประมุขได้ครอบครองของศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่า ปีศาจ”
“อา โดยการขายพี่สาวของตนเองหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ย อย่างประชดประชัน
ไป๋เสี่ยวเซิงยิ้มอย่างขมขื่น “ใช่ ดาวมรณะแลกกับของ ศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าปีศาจ ช่างเป็นการค้าที่คุ้มค่ายิ่งนัก ในใจของ องค์ประมุขเขาให้อภัยตี้จีองค์เล็กไปนานแล้ว เพียงแค่ต้องการ หาเหตุผลให้คนในใต้หล้ายอมรับเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นาน ตี้จี องค์เล็กและราชบุตรเขยก็จัดงานอภิเษกกันอย่างยิ่งใหญ่”
เยี่ยนจิ่วเฉาชะงัก “พวกเขาแต่งงานในปีใด?”
ไป๋เสี่ยวเซิงยิ้ม “ปีที่เยี่ยนอ๋องจากไป”
…
วันรุ่งขึ้น ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญในเมืองหลวง ทูตหนานจ้าว เห้อเหลียนฉีได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินเยียวยา และหยุดหายใจใน เวลายามเซิน[1] สามเค่อ ดังนั้นทูตหนานจ้าวจำต้องพาร่างของ เขากลับบ้านโดยเร็วที่สุด สภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน ไม่ว่าโลง ศพจะดีเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์
เมื่อราชครูแห่งหนานจ้าวตื่นขึ้นอีกครั้ง ก็อยู่บนเส้นทางที่จะ
กลับไปยังหนานจ้าวแล้ว เขาเปิดตาปูดบวม พลางลุกขึ้นนั่งและ เปิดม่านมองออกไป
“ไม่ต้องมองแล้ว”
บุรุษผู้หนึ่งในรถม้าที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับราชครูเอ่ยขึ้น
ราชครูมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
ไป๋เสี่ยวเซิงที่ปลอมเป็นราชครูกล่าว “ออกจากเมืองหลวงมา หนึ่งร้อยหลี่แล้ว”
“เจ้า……”
“ไม่ต้องขอบคุณ” ไป๋เสี่ยวเซิงเอ่ยพร้อมกับกอดอก
ไป๋เสี่ยวเซิงเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตนเองเป็นราชครู ไป กราบบังคมทูลลาฮ่องเต้แห่งต้าโจวและเดินทางออกจากเมือง หลวงพร้อมกับคณะ
“ของศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ถึงมือ จากมาเช่นนี้หาได้ไม่” ราชครูกล่าว
ไป๋เสี่ยวเซิงกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าหาได้อยู่กับพวกเจ้า ไม่ ต้องการสิ่งใดก็มาบอกข้า ข้าเพียงแค่จำต้องช่วยชีวิตเจ้าอย่าง ไม่มีทางเลือกก็เท่านั้น เมื่อเจ้าถูกส่งไปยังหนานจ้าว ก็ต่างคนต่าง ถนอมตนเอง อีกอย่าง ข้าเอาชุดเกราะของเซียวเจิ้นถิงไปแล้ว”
ณ จวนสกุลเซียว
เซียวเจิ้นถิงฝึกซ้อมวิทยายุทธ์เสร็จกลับมาที่จวน และกำลัง จะไปล้างหน้าล้างตา พ่อบ้านวิ่งมาด้วยสีหน้าตื่นเต้นพร้อมกับ
กล่องใบใหญ่ในมือ “นาย นาย นาย…นายท่าน!”
“มีเรื่องอันใด?” เซียวเจิ้นถิงถามอย่างใจเย็น
พ่อบ้านรีบเปิดกล่องด้วยรอยยิ้มสดใส “ท่านคิดว่านี่คือสิ่ง ใด?”
แสงสีเงินสะท้อนเข้าสู่ดวงตาเย็นชาของเซียวเจิ้นถิง ม่านตา พลันหดกระชับ
ชุดเกราะของเขา!
หัวใจของเซียวเจิ้นถิงเต้นรัว “ผู้ใดส่งมา”
“ไม่ทราบขอรับ” พ่อบ้านเอ่ย “ไม่รู้จักขอรับ เขามายื่นให้ องครักษ์แล้วก็จากไป”
เซียวเจิ้นถิงยกมือที่สั่นเทาเล็กน้อยขึ้นลูบชุดเกราะเย็นและ แข็ง ใบหน้าเคร่งขรึมฉายแววอ่อนโยนที่หาได้ยาก “ฉงเอ๋อร์”
พ่อบ้านตกใจ “คะ…คุณชาย?”
คงไม่ใช่กระมัง คุณชายให้คนนำชุดเกราะของนายท่านมาส่งที่ จวนสกุลเซียว?
“ชุดเกราะไม่ได้ตกอยู่ในมือของทูตหนานจ้าวหรืออย่างไร? เหตุใดจึงมาอยู่ในมือของคุณชายได้?” พ่อบ้านถามด้วยความ สับสนงงงวย
“ไม่รู้สิ” เซียวเจิ้นถิงลูบไล้ชุดเกราะอย่างระมัดระวัง ดวงตา เต็มไปด้วยความเมตตาและอ่อนโยนของผู้เป็นบิดาอย่างสุดซึ้ง
“แต่ต้องใช้ความคิดความสามารถไปไม่น้อยเป็นแน่”
ดวงตาของพ่อบ้านเริ่มร้อนผ่าว หากจำไม่ผิด นี่เป็นครั้งแรกที่ คุณชายมอบสิ่งของให้นายท่าน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานายท่าน คอยปกป้องคุณชายอย่างไรเขาเห็นมาตลอด ทว่าคุณชายก็ ปฏิเสธที่จะยอมรับนายท่านอยู่เสมอ เขารู้สึกโศกเศร้าแทนนาย ท่านและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อแท้ ไม่ว่าสิ่งใดนายท่านก็ไม่ยอมให้ พวกเขาปริปาก เขาคิดว่าในชีวิตนี้มันคงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปเสีย แล้ว…
“ฮือ ฮือ นายท่าน…” พ่อบ้านนํ้าตาไหลด้วยความตื่นเต้น
เซียวเจิ้นถิงตบไหล่เขาและเดินถือชุดเกราะกลับเข้าห้องอย่าง อารมณ์ดี
“คุณชาย” อิ่งสือซันก้าวเข้ามาในห้องตำราของเรือนชิงเฟิง
ตรงหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉามีสาส์นกราบทูลที่ว่างเปล่าวางอยู่ เขารอที่จะเขียนสาส์นแทบไม่ไหว แต่กลับเปิดลวกๆ ไว้อย่างนั้น “กลับมาแล้วรึ?”
“ชุดเกราะถูกส่งไปจวนสกุลเซียวแล้วขอรับ พ่อบ้านเป็นคน รับไว้” อิ่งสือซันกล่าว เขาไม่ได้ออกหน้าด้วยตนเอง ทว่า สังเกตการณ์อยู่ในความมืดตลอด กระทั่งแน่ใจว่าชุดเกราะถูกส่ง ถึงมือพ่อบ้านของจวนสกุลเซียวถึงจะจากไปอย่างสบายใจ
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งเสียงอืมอย่างเลื่อนลอย
ความคิดของเขาอิ่งสือซันไม่อาจคาดเดาได้ ไม่แน่ใจว่าในที่สุด
คุณชายก็เต็มใจยอมรับพ่อเลี้ยงผู้นี้หรือแค่ไม่ต้องการติดหนี้เซียว เจิ้นถิงกันแน่? แต่ไม่ว่าอย่างไรชุดเกราะก็กลับมาแล้ว ทูตหนาน จ้าวก็จากไปแล้ว วิกฤตทุกอย่างในยามนี้ถูกคลี่คลายหมดสิ้น
…
อวี๋หวั่นสาหัสจากราตรีอันเร่าร้อนนั้น พักกว่าสองสามวันถึง ค่อยฟื้นตัว กระทั่งวันที่สี่ถึงได้ตื่นแต่เช้าตรู่อย่างสดชื่น เด็กอ้วน ตัวน้อยอยู่ที่หมู่บ้านเหลียนฮวา เยี่ยนจิ่วเฉาก็ไปที่ว่าราชการ บรรดาบุรุษล้วนไม่มีผู้ใดอยู่ เมื่อไม่มีอะไรทำ เธอจึงไปที่สวนผลไม้
เธอพาฝูหลิง เถาเอ๋อร์ และหลีเอ๋อร์ออกไป ทิ้งปั้นซย่ากับจื่อซู ให้อยู่ที่เรือนชิงเฟิง เรือนแถวที่ขนานกับเรือนใหญ่ที่ถูกเพลิงเผา ทำลายก่อนหน้านี้ งานพื้นฐานเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังเหลืองาน ทำความสะอาดที่ยังต้องจัดการ เธอสองคนทำงานประสานกันได้ มีประสิทธิภาพมากกว่าสาวใช้พวกเถาเอ๋อร์สองคนยิ่งนัก
อิงเถาไม่มีแล้ว แตงโมสุกพอดี อวี๋หวั่นจึงเก็บมาสองสามผล เพื่อส่งให้อวี๋ซง
นับจากวันที่อวี๋หวั่นบอกกับอวี๋ซงว่า ทันทีที่ป้าสะใภ้ใหญ่ได้ยิน ว่าเขาผอมลงนางก็เสียใจจนร้องไห้ อวี๋ซงก็ไม่กล้าปล่อยให้ตนเอง ผอมลงอีกเลย ทุกๆ มื้อเขาจะบังคับให้ตนเองกินมากขึ้นอีกครึ่ง ชามเล็กๆ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เห็นว่าเขาอ้วนขึ้น เห็นได้ว่าการเรียน เหนื่อยยากยิ่งนัก
“พี่รอง” ด้านนอกสำนักบันฑิตกั๋วจื่อเจียน อวี๋หวั่นมองเห็นอ
วี๋ซงที่สวมชุดยาว
กลิ่นในร่างกายของอวี๋ซงคล้ายกับหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ ไม่กี่ครั้งก่อนยังนึกภาพที่เขายิงนกตกปลาในชนบทได้เป็นครั้ง คราว ทว่ายามนี้กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่นานมาแล้ว
“อากาศร้อนเช่นนี้ มิได้ทำให้เจ้าไม่อยากมาหรือ?” อวี๋ซงจับ มือของอวี๋หวั่น เดินหลบเข้าที่ร่มด้านข้าง ตรงนั้นมีเจี้ยนเซิงขอ งกั๋วจื่อเจียนเดินผ่านเป็นครั้งคราว พวกเขามองมาทางนี้ด้วย ความสงสัย อวี๋ซงไม่ชอบให้บุรุษแปลกหน้ามองน้องสาวของเขา จึงก้าวไปขวางบดบังน้องสาวด้วยร่างสูงใหญ่
อวี๋หวั่นขบขันกับการกระทำของเขา เธอไม่ได้สนใจสายตาที่ จ้องมองของผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่เขาปกป้องเธออย่าง ระมัดระวังเช่นนี้ก็ทำให้หัวใจรู้สึกอบอุ่น
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “ร้อนที่ใดกัน? ข้าไม่ได้ทำงานตรากตรำ นั่ง บนรถม้ามาตลอดทาง ลมที่พัดมาไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเย็นเพียงใด”
สิ่งนี้เป็นจริงครึ่งเท็จครึ่ง บนรถม้านั้นร้อนราวกับเข่งนึ่งเล็กๆ ไม่ว่าลมจะแรงเพียงใดก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น ทว่าเมื่อเทียบกับทำงาน ตรากตรำบนพื้นดิน นับว่าชีวิตของเธอในยามนี้สุขสบายกว่าเป็น ไหนๆ
อวี๋ซงเลิกกล่าวเป็นพิธี แล้วถามว่าช่วงนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง อวี๋หวั่นก็ตอบเขา อวี๋ซงไม่ได้เข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก และไม่ได้ สนใจเรื่องทูตมากนัก สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงแค่องค์หญิงแห่งซยง
หนูที่เคยมาถึงบ้านและบังคับให้อาสามแต่งงานด้วย
“นางคงไม่โวยวายอีกแล้วกระมัง?”
“ไม่ นางยอมแต่งงานแต่โดยดีแล้ว”
นางแต่งงานไปหลายวันแล้ว พี่รองเพิ่งจะรู้สึกตัวหรือ? แน่นอนว่าหูสองข้างของเขาไม่ได้รับรู้เรื่องนอกหน้าต่าง และครํ่า เคร่งกับการอ่านหนังสือปราชญ์อย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อนึกเช่นนี้ อวี๋หวั่นก็อดยิ้มไม่ได้
รอยยิ้มที่ไม่คิดสิ่งใดนี้พุ่งเข้าสู่สายตาของจ้าวเหิงที่เดินผ่าน มาโดยบังเอิญ คิ้วของจ้าวเหิงพลันมุ่นขมวด
“มีอันใดหรือ?” หลิ่วเจี้ยนเซิงที่เดินมากับเขาเอ่ยถาม
“ไม่มีอันใด” จ้าวเหิงเอ่ย ทว่าในใจกลับคิดว่าแค่ลูกพี่ลูกน้อง เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงมาที่นี่บ่อยนัก? และยังบังเอิญมาให้เขาเห็นครั้ง แล้วครั้งเล่า…คงไม่ใช่ว่า…สตรีผู้นี้ยังไม่ตัดใจจากเขา ต่อหน้าทำ เหมือนว่ามาเยี่ยมอวี๋ซง ทว่าแท้จริงแล้วมาสอดส่องเขากระมัง?
แต่งงานเป็นภรรยาคนแล้ว ไยถึงยังไร้ยางอายเยี่ยงนี้?!
“เอ๊ะ นั่นไม่ใช่อวี๋ซงหรอกรึ?” หลิ่วเจี้ยนเซิงชะเง้อคอดูอยู่เนิ่น นาน หันกลับมาอีกที ก็เห็นจ้าวเหิงเดินไปอย่างเร่งรีบเสียแล้ว
หลิ่วเจี้ยนเซิงงวยงงไม่เข้าใจ เอาละ เจ้าเด็กนั่นก็น่ารำคาญอยู่ ไม่น้อย
การมองเห็นของอวี๋หวั่นถูกเรือนร่างสูงใหญ่ของอวี๋ซงปิดกั้น
เธอจึงไม่อาจสังเกตเห็นการปรากฏตัวของจ้าวเหิง
ส่วนอวี๋ซงที่หันหลังให้ประตูใหญ่ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง และในบท สนทนาของทั้งสองก็ยังกล่าวถึงจ้าวเหิงด้วย
“จ้าวเหิงจะเข้าสอบชิวเหวยในเดือนแปด”
แม้อวี๋ซงจะเกลียดจ้าวเหิง แต่จำต้องยอมรับว่าจ้าวเหิงมี โอกาสที่จะสอบเป็นจวี่เหริน[2]ได้สำเร็จยิ่งนัก
ยามนี้อวี๋ซงเริ่มนึกเสียใจที่ตนไม่ตั้งใจตั้งแต่ยังเล็กๆ หากเขา เข้าเรียนตั้งแต่สิบปีหรือแปดปีก่อน ไม่แน่ตอนนี้อาจได้ไปสอบรอบ เดียวกับจ้าวเหิง ผู้ใดจะสอบผ่านจวี่เหรินก็ยังไม่แน่นอน
อวี๋หวั่นนึกถึงเซียวจื่อเยว่ เนื่องจากสถานะของจ้าวเหิงในยาม นี้ยังไม่คู่ควรกับบุตรีจวนสกุลเซียว ทว่าหากเขาสอบผ่านจวี่เหริน หรือหากโชคดีชนะด้วยคะแนนสูงสุดในการสอบละ? เช่นนั้นสกุล เซียวคงไม่มีเหตุผลในการปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้อีกแล้ว
………………………………………..
[1] ยามเซิน 申时 คือบ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น
[2] จวี่เหริน 举⼈ คือ ผู้ผ่านการสอบรับราชการระดับชนบท