หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 18.1 พ่อลูกพบหน้า (1)
อย่างนั้นก็หมายความว่าท่านพ่อของเธอจะกลับมาใช่ไหม?
ครั้งก่อนส่งของไปให้เขา ก็ไม่ได้รับข่าวคราวกลับมาแต่อย่าง ใด ไม่รู้ว่าเขาได้รับแล้วหรือไม่ คนสกุลอวี๋แม้จะไม่มีใครเอ่ยปาก แต่อวี๋หวั่นก็ดูออกว่าพวกเขาไม่เชื่อว่าพ่อของเธอจะยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรเสียชายฉกรรจ์ที่ถูกจับจากหมู่บ้านนี้ไปเข้ากองทัพ นอกจากสามีของแม่หม้ายหลิวและลูกชายของป้าหลัวแล้ว ก็ เหลือแค่พ่อของเธอเพียงคนเดียวที่ยังไม่เคยมีข่าวคราวส่งมา
ไม่ว่าอย่างไร ตราบใดที่ยังไม่เห็นป้ายเหล็กของพ่อ อวี๋หวั่นก็ เชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่
นายท่านฉินพูดประโยคสุดท้ายจบก็นั่งรถม้าออกไป
อวี๋หวั่นยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับท่านแม่และคนสกุลอวี๋ เธอคิด ว่าเธอจะต้องเข้าเมืองหลวง ไปสืบความด้วยตัวเองสักหน่อยว่า เรื่องนี้จริงหรือเท็จ
ประจวบเหมาะกับที่เธอตกลงธุรกิจกับนายท่านฉินเป็นที่ เรียบร้อย ภาชนะที่ใช้บรรจุเต้าหู้เหม็นและเต้าหู้ยี้มีไม่เพียงพอ เธอ จึงถือโอกาสเข้าตำบลไปซื้อ
“ลุงใหญ่ ท่านอย่าลืมกินยานะ” ก่อนออกมาจากบ้านเดิม อวี๋ หวั่นแวะไปเตือนลุงใหญ่ในครัวรอบหนึ่ง
ลุงใหญ่ซึ่งกำลังศึกษาสูตรอาหารอย่างครํ่าเคร่งก็พยักหน้า “ข้าไม่ลืมหรอก!”
“ข้าจะออกไปข้างนอก” อวี๋หวั่นบอก
“จะกินข้าวแล้ว เจ้าจะไปไหนหรือ?” ลุงใหญ่เอ่ยถาม
อวี๋หวั่นหลบเลี่ยงเหตุผลหลัก และบอกเหตุผลรองไป “ไปซื้อ โหลในตำบล ที่บ้านมีโหลไม่พอใช้แล้ว ข้าว่าจะไปสั่งเพิ่มสักห้าร้อย ใบ”
พูดถึงตรงนี้ ลุงใหญ่ก็นึกได้ “ที่ลานบ้านไม่พอใช้แล้ว ให้บ้าน ป้าหลัวยืมไปหมด ข้ากำลังคิดว่า ขายสินค้าชุดนี้ให้หมดก่อน แล้ว เจ้าจะขยายลานบ้านหรือไม่?”
โรงงานของพวกเขามีอาหารกลางวันเลี้ยง ป้าหลัวเป็นคนทำ และกินที่บ้านป้าหลัว แต่ว่าทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงปัญหาเรื่องอาหาร เท่านั้น เครื่องโม่แค่สี่เครื่องก็กินพื้นที่ลานบ้านจนแทบขยับตัวไม่ ได้แล้ว
อวี๋หวั่นก็สังเกตเห็นเช่นกัน เพียงแต่ว่าวันนี้ชาวบ้านล้วนแต่ พักผ่อน ในบ้านก็ว่างเปล่า เธอยังไม่ได้คิดเรื่องนี้จริงจัง “ข้าจะ ขยายออกไป ท่านลุงใหญ่มีความคิดดีๆ หรือไม่?”
ลุงใหญ่ยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่ใหญ่เจ้ารู้จักคนเยอะ หากจะ ขยาย ประเดี๋ยวก็ให้เขาไปหาคนมา”
“ได้เจ้าค่ะ”
ลุงใหญ่พูดต่อ “กินข้าวกลางวันก่อนแล้วค่อยไปเถิด”
“ไม่ได้หรอก” อวี๋หวั่นหยิบอัวอัวโถวที่เมื่อเช้ากินเหลือ “ข้าจะ รีบไปรีบกลับ!”
ลุงใหญ่ยังพูดไม่ทันจบ อวี๋หวั่นก็แวบหายไปราวกับควันจนลุง ใหญ่ตกใจ “แกล้งข้าที่ขาแข้งไม่ดีใช่ไหมเนี่ย? เถี่ยตั้น!”
“ขอรับ! ท่านลุงใหญ่!” เถี่ยตั้นน้อยที่กำลังนั่งยองแอบกิน ขนมอยู่ที่พื้น ปัดเศษขนมที่ปาก แล้ววิ่งมาอย่างแนบเนียน “มี อะไรหรือขอรับ?”
ลุงใหญ่ตัดเนื้อสามชั้นต้มพะโล้ แล้วใช้กระดาษไขห่อ “เอาไป ให้พี่สาวเจ้าเร็ว!”
“อ้อ” เถี่ยตั้นน้อยรับเนื้อชิ้นนั้น มาแล้ววิ่งเตาะแตะออกจาก บ้านไป “ท่านพี่ๆ! ”
อวี๋หวั่นซึ่งกำลังงับหมั่นโถวอยู่หันหลังกลับมา “มีอะไรหรือ? ”
“ท่านลุงใหญ่ให้ข้าเอามาให้” เถี่ยตั้นน้อยส่งเนื้อสามชั้นไป ตรงหน้าของอวี๋หวั่น “ท่านจะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ? ไม่พา ข้าไปด้วยอีกแล้ว!”
เด็กน้อยเอ๊ย ชอบเดินทางมากหรือไง?
อวี๋หวั่นใช้ปลายนิ้วจิ้มหน้าผากของเขา “พี่ไปทำธุระ ไม่ได้ไป เที่ยว”
“ข้าอยากไป” เถี่ยตั้นน้อยบอก
อวี๋หวั่นจึงขู่ว่า “พี่ไม่ได้นั่งเกวียนไป เจ้าเดินไหวหรือ?”
เถี่ยตั้นน้อยเหยียดหลังตรง ตอบว่า “เดินไหวซี่! ข้าเดินไหว แน่นอน!”
สิบหลี่เชียวนะเจ้าเด็กบ๊อง!
ไม่ใช่งานใหญ่ พาเถี่ยตั้นน้อยไปด้วยไม่นับว่าเป็นปัญหา เพียง แต่เธอออกจะรู้สึกผิดกับน้องชายไปสักหน่อย จึงเช่าเกวียนจาก บ้านซวนจื่อให้เขา
เกวียนเทียมวัวนั้นช้ากว่าความเร็วที่เธอเดิน กว่าจะถึงตัว ตำบลเหลียนฮวาก็ย่างเข้าช่วงบ่ายแล้ว ไม่มีเวลาแวะซื้อโถ อวี๋ หวั่นจึงตรงไปเช่ารถม้าเข้าเมืองหลวง
วันนี้เมืองหลวงคึกคักกว่าที่ผ่านมา บนถนนสายหลักมีผู้ ตรวจการจำนวนมาก ในร้านอาหารเต็มไปด้วยลูกค้า ดูแล้วคล้าย กับว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
“รู้หรือยัง? ซยงหนูแพ้แล้ว!”
เมื่อเดินผ่านโรงนํ้าชาโรงหนึ่ง อวี๋หวั่นก็ได้ยินเสียงผู้คนพูดคุย กันดังออกมาจากด้านใน
อวี๋หวั่นหยุดฝีเท้าลง แล้วดึงเถี่ยตั้นน้อยไปยืนอยู่ริมหน้าต่าง
“ท่านพี่?” เถี่ยตั้นน้อยเงยหน้ามองด้วยความสงสัย
อวี๋หวั่นยกนิ้วชี้ขึ้นมาทำท่าทางบอกให้เขาเงียบ เถี่ยตั้นน้อยก็ เงียบอย่างรู้ความ
“แพ้จริงๆ หรือ?”
“จะเป็นข่าวปลอมไปได้อย่างไร? แม่ทัพใหญ่เซียวออกโรงเอง เชียว! ฉายาเทพแห่งสงครามไม่ใช่เพียงคำโอ้อวด!”
เซียวเจิ้นถิงแม่ทัพใหญ่ในแห่งใต้หล้า อยู่ในสนามรบมาครึ่ง ค่อนชีวิต แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยพบกับรสชาติของความพ่ายแพ้ จนผู้คนให้สมญานามว่า ‘เทพสงครามเซียว’ อวี๋หวั่นไม่ได้มาเมือง หลวงหลายครั้งโดยเปล่าประโยชน์ เรื่องของเทพสงครามเซียว เธอย่อมรู้มาบ้าง ได้ยินว่าเขาเป็นลูกของภรรยาคนที่สอง แต่งงาน กับพระชายาของเยี่ยนอ๋อง ผู้ซึ่งเป็นแม่บังเกิดเกล้าของเยี่ยนจิ่ว เฉา
มิน่าเล่า ครั้งก่อนในจวนจิงจ้าว พระชายาให้เธอพาเด็กน้อย สามคนไปที่จวนสกุลเซียวอะไรสักอย่าง
จากนั้นก็มีเสียงดังมาจากชั้นสองของโรงนํ้าชา
“แต่ข้าได้ยินมาว่า ที่ชนะซยงหนูได้รวดเร็วเช่นนี้ เป็นเพราะมี คนจับสายลับที่โยวโจวได้ จึงโต้กลับกองทัพซยงหนูได้ทันควัน”
“ไม่ใช่สักหน่อย มีรายชื่อสายลับต่างหากเล่า หลังจากแม่ทัพ ใหญ่เซียวได้รายชื่อนั้นมา จึงคะเนดู แล้วปล่อยแผนปลอมให้ สายลับ ทัพซยงหนูจึงพ่ายแพ้ยับเยิน”
“ไม่เหมือนกันหรืออย่างไร!”
“จะไปเหมือนกันได้อย่างไร? สาลี่กับผลซิ่งเหมือนกันไหม?”
“ก็เป็นผลไม้เหมือนกันไงเล่า!”
เหล่าผู้มีความรู้ในโรงนํ้าชาต่างลุกขึ้นมาโต้วาทีกัน หัวข้อ สนทนาเริ่มจะเลยเถิดไปไกล เลยเถิดไปไกลนับแสนหลี่ อวี๋หวั่นคิด ว่าไม่จำเป็นต้องอยู่ฟังต่อ เธอจึงพาเถี่ยตั้นน้อยออกไป
จากสิ่งที่คนกลุ่มนั้นพูด ก็สามารถยืนยันได้ว่ากองทัพที่ ชายแดนชนะสงครามแล้ว ไม่รู้ว่าคนที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพ จะได้ กลับมาในทันทีหรือไม่?
“ท่านพี่ ข้าหิว” เถี่ยตั้นน้อยลูบพุงพลุ้ยๆ ของเขา
“เนื้อสามชั้นพี่ก็ให้เจ้ากินไปแล้ว ยังหิวอีกหรือ?” เจ้าเด็กคนนี้ กินข้าวเยอะจนน่ากลัวเลยแฮะ
เถี่ยตั้นน้อยคอตก
“อยากกินอะไร? บะหมี่รึ?” อวี๋หวั่นถาม
เถี่ยตั้นน้อยส่ายหัว สายตายังคงจับจ้องไปที่รองเท้า มือน้อยๆ ของเขายกขึ้นมา แล้วชี้ยังอีกฝั่งหนึ่งของถนนอย่างอ่อนแรง “ขน มกุ้ยฮวา”
อวี๋หวั่นหัวเราะ “พี่ว่าเจ้าไม่ได้หิว เจ้าอยากกินมากกว่า!”
“ไม่ใช่อยู่แล้ว…ซู้ดด!” เถี่ยตั้นน้อยนํ้าลายไหล
อวี๋หวั่น “…”
อวี๋หวั่นพาเถี่ยตั้นไปซื้อ
ร้านขนมกุ้ยฮวาร้านนั้นเปิดมาหลายสิบปี คนต่อแถวยาวไป เกือบจรดอีกฟากของถนน ไม่น่าแปลกใจที่เถี่ยตั้นน้อยอยากกิน
ทั้งสองต่อแถวอยู่พักใหญ่ ในสุดก็ถึงพวกเขา ขนมกุ้ยฮวา เหลือเพียงชิ้นเดียว
“ขายอย่างไรหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
“สิบอีแปะ” เถ้าแก่เนี้ยตอบ
อวี๋หวั่นหยิบเงินสิบเหรียญทองแดงออกมาจากกระเป๋า สตางค์ ทันใดนั้นเอง ก็มีมือขาวผ่องยื่นเข้ามา แล้ววางเหรียญ ทองแดงลงบนโต๊ะอย่างจองหอง “ข้าซื้อแล้ว ห่อให้ข้าด้วย”
อวี๋หวั่นมองไปยังเจ้าของมือนั้น ก็พบว่าเป็นคนคุ้นเคย ถ้าจำ ไม่ผิด แม่นางผู้นี้น่าจะเป็นสาวใช้ซึ่งตามติดเหยียนหรูอวี้ละมั้ง?
เธอเคยเจอนางในงานแข่งขันทำอาหารระดับเทพ
“ข้ามาก่อน” อวี๋หวั่นพูดด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ
ลี่จือมองเธอด้วยหางตา แล้วพูดอย่างเย่อหยิ่งว่า “แล้ว อย่างไร?”
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบว่า “จวนสกุลเหยียนของ พวกเจ้าแม้แต่ขนมกุ้ยฮวาชิ้นเดียวก็ไม่มีหรือ? ตั้งใจหาเรื่องกันใช่ ไหม?”
เถ้าแก่เนี้ยมองลี่จือ แล้วจึงมองอวี๋หวั่น ไม่รู้ว่าควรส่งขน มกุ้ยฮวาที่ห่อแล้วให้ใครดี
ลี่จือยื่นมือไปแย่ง อวี๋หวั่นก็ยื้อเอาไว้
ในตอนนั้นเอง เหยียนหรูอวี้ก็ยุรยาตรเข้ามา “พอแล้วลี่จือ แม่นางอวี๋อยากได้ ก็ให้นางไป แม่นางอวี๋กล่าวได้ถูกต้อง จวนสกุล เหยียนไม่ได้ขาดแคลนขนมกุ้ยฮวา แม่นางอวี๋นั้นต่างออกไป นาง เป็นคนชนบท ไม่ใช่ว่าจะได้กินของดีเช่นนี้ทุกวัน”
ลี่จือหัวเราะถากถาง แล้วโยนขนมกุ้ยฮวาลงบนโต๊ะ “เอาไป นางบ้านนอก!”
เถ้าแก่เนี้ยหลบเข้าไปในบ้าน สตรีสูงศักดิ์เช่นนี้ไม่ใช่ว่าพ่อค้า แม่ขายรายเล็กอย่างพวกเขาจะมีปัญหาด้วยได้
อวี๋หวั่นตวัดสายตามองขนมกุ้ยฮวาที่ในตอนนี้หักเป็นสอง ท่อน “ขนมกุ้ยฮวาชิ้นนี้เดิมทีก็เป็นของข้าอยู่แล้ว เจ้าต้องมาให้ ด้วยหรือ? คุณหนูเหยียนไม่มีอะไรทำ จนต้องเที่ยวมาเดินหาเรื่อง ข้าหรืออย่างไร?”
เหยียนหรูอวี้หรี่ตา “เรื่องของแม่นางตู้กับพ่อครัวเทพเป้าข้า ยังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้า เจ้าควรสำเหนียกตัวเองไว้สักหน่อย อย่า หาเรื่องให้ตนเองขายหน้า”
อวี๋หวั่นตื่นตะลึงไปชั่วขณะ “เรื่องของแม่นางตู้กับพ่อครัวเทพ เป้ามีบัญชีอะไรต้องคิดกับข้า?”
เหยียนหรูอวี้กล่าวด้วยความรังเกียจ “ไม่ใช่เพราะพวกเจ้า แล้วแม่นางตู้จะหนีไปหรือ? อีกอย่าง พ่อครัวเทพเป้าหายไปจาก
เมืองหลวงโดยไม่บอกกล่าว แล้วก็เป็นช่วงเวลาหลังจากที่เจอเจ้า เจ้าบอกความจริงมาเดี๋ยวนี้ ว่าเจ้าทำอะไรกับพ่อครัวเทพเป้า?”
อวี๋หวั่นแค่นหัวเราะ “เจ้าคิดว่าข้าฆ่าคนรึ? บ้าไปแล้วหรือ เหยี ยนหรูอวี้?”
แน่นอนว่าเหยียนหรูอวี้ไม่ได้สงสัยว่าอวี๋หวั่นฆ่าคน เนื่องจาก มีคนเห็นว่าพ่อครัวเทพเป้าเดินทางออกจากเมืองหลวง แต่นาง เองก็ยังคงคิดว่าการที่พ่อครัวเทพเป้าออกจากเมืองหลวงไป ไม่มี ทางไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับสตรีชาวบ้านคนนี้
อวี๋หวั่นมองไปยังเหยียนหรูอวี้ “ไม่ต้องเดาแล้วละเหยียนหรูอ วี้ พ่อครัวเทพเป้าไปตามหาลูกชายเขาแล้ว”
เหยียนหรูอวี้กล่าวด้วยความทระนงตนว่า “คืนนั้นพ่อครัวเทพ เป้าพูดอะไรกับเจ้าหรือไม่?”
อวี๋หวั่นหัวเราะ “ถ้าดูความสัมพันธ์ของเจ้ากับข้า เจ้าคิดว่าข้า จะบอกเจ้าหรือว่าเขาพูดอะไร?”
“เจ้า…” เหยียนหรูอวี้อึ้งไป
“ท่านพี่ นางเป็นใครหรือ?” เถี่ยตั้นน้อยถามด้วยความสงสัย
“คนแปลกหน้า” อวี๋หวั่นใส่เงินสิบเหรียญทองแดงกลับเข้า กระเป๋า “ไปเถอะ พี่จะไปซื้ออย่างอื่นให้เจ้ากิน”
“อื้ม” เถี่ยตั้นน้อยพยักหน้าอย่างรู้ความ
สองพี่น้องจึงเดินออกมา
สายตาของเหยียนหรูอวี้แข็งกร้าวขึ้น
ลี่จือหันไปสบตานาง
ทันใดนั้นเอง ก็มีรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ลี่จือ ไม่รอช้ารีบผลักเถี่ยตั้นน้อยซึ่งกำลังเดินผ่านนางพอดีเข้าไป
บทที่ 18.2 พ่อลูกพบหน้า (2)
เถี่ยตั้นน้อยร้อง ‘โอ๊ย’ แล้วกระเด็นไปทางรถม้าซึ่งกำลัง เคลื่อนที่!
ม้าควบเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าพวกมันกำลังจะเห ยียบเถี่ยตั้นน้อย อวี๋หวั่นก็รีบพุ่งเข้าไป แล้วดึงเขาออกมาทันที จากนั้นเธอก็ยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็วราวกับปีศาจโดยที่ไม่ได้หัน ไปมองลี่จือแม้แต่น้อย จับศีรษะของลี่จือ แล้วโยนนางออกไป กลางถนน!
“อ๊ากกก”
กระดูกขาของลี่จือถูกเหยียบจนนางร้องออกมาอย่างน่า เวทนา
เถี่ยตั้นน้อยโผเข้าหาอ้อมอกของพี่สาวด้วยใบหน้าขาวซีด กอดเอวพี่สาวแน่น
อวี๋หวั่นลูบหัวปลอบเขา
เหยียนหรูอวี้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างตะลึงงันกับภาพเหตุการณ์ที่ เห็นตรงหน้า ปฏิกิริยาตอบสนองของสตรีผู้นี้รวดเร็วเกินไปแล้ว? นางยังไม่ทันเห็นการเคลื่อนไหวของอวี๋หวั่น เด็กที่ควรถูกม้า เหยียบจนตายกลับรอดชีวิต แต่ลี่จือซึ่งก่อนหน้านี้ยังยืนอยู่ข้าง นางกลับถูกม้าเหยียบจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด…
เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อม้าเหยียบลงบนลี่จือ รถม้า สะเทือนอย่างรุนแรง เจ้าของรถม้าศีรษะกระแทก ตวาดออกมา ด้วยความเกรี้ยวโกรธ
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เรียนองค์หญิง สตรีผู้นี้ชนเข้ากับรถม้าของพวกเรา แล้วถูก ม้าเหยียบจนบาดเจ็บ”
พวกเขาไม่ได้พูดภาษาจงหยวน อาภรณ์ก็ไม่ใช่อาภรณ์ของ ชาวจงหยวน
“เจ้าหมายความว่าองค์หญิงอย่างข้ายังต้องชดใช้ให้นางอีก หรือ?”
“ข้าน้อยมิกล้า” องครักษ์ที่ติดตามมาทาบมือขวาบนไหล่ข้าง ซ้าย ก้มหน้างุด
“นำตัวสตรีผู้นั้นไปประหาร!”
ประโยคนี้เปลี่ยนเป็นภาษาจงหยวน
เหยียนหรูอวี้ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ข้อมูลข่าวสารของจวน แม่ทัพล้วนฉับไว นางรู้มานานแล้วว่าซยงหนูพ่ายแพ้สงคราม ปรารถนาจะเจรจากับต้าโจว หนึ่งในผู้ที่ร่วมเดินทางมากับคณะทูต ก็คือองค์ผลหญิงหมิงจูผู้อันเป็นที่รักของกษัตริย์ซยงหนู จะเป็น สตรีผู้นั้นไปได้หรือไม่?
“องค์หญิง!” เหยียนหรูอวี้ก้าวไปด้านหน้า พูดกับรถม้าซึ่งปิด
ม่านอยู่ “บ่าวของข้าไม่ได้ชนกับรถของท่าน นางถูกคนทำร้าย คน ผู้นั้นเห็นรถม้าขององค์หญิงแล่นมา จึงจงใจผลักบ่าวของข้าออก ไป”
องค์หญิงซยงหนูใช้แส้ตวัดม่านขึ้น นางมองไปยังเหยียนหรูอ วี้ แล้วตวัดแส้อีกครั้ง
หัวใจของเหยียนหรูอวี้ใจร่วงลงไปถึงตาตุ่ม แส้นั้นไม่ได้ทำร้าย นางแต่อย่างใด เพียงแต่ตวัดผ้าคลุมหน้า
นางเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
องค์หญิงซยงหนูเป็นสตรีผู้งดงามอันดับหนึ่งแห่งเฉ่าหยวน ความงามของเหยียนหรูอวี้ก็มิได้เป็นรอง ทั้งสองเรียกได้ว่างาม เท่ากัน ทว่าเหยียนหรูอวี้อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ด้อยกว่าในเรื่อง ลักษณะของวีรสตรี เมื่อเทียบกันแล้ว องค์หญิงซยงหนูก็รู้สึกว่า ตนเหนือกว่าในระดับหนึ่ง
รังสีอำมหิตในดวงตาขององค์หญิงซยงหนูเลือนหายไป “เจ้า บอกว่ามีคนตั้งใจชนรถม้าของข้าหรือ? ผู้ใดกัน?”
เหยียนหรูอวี้หันไปพร้อมกับกล่าวว่า “นาง”
อวี๋หวั่น “?!”
เจอกับคนไร้ยางอายมามาก แต่ก็ไม่เคยเจอใครที่ไร้ยางอาย เท่านี้มาก่อน ใครกันแน่ที่ตั้งใจชนรถม้า? รถม้าขององค์หญิงผู้นี้มี องครักษ์เพียงแค่สองคน ถ้านางไม่เรียกตัวเองว่าองค์หญิง ใครจะ
ไปเดาออกว่าคนที่นั่งอยู่บนรถคือใคร
จะว่าไปแล้ว รูปลักษณ์ สำเนียงภาษา และเสื้อผ้าอาภรณ์ล้วน ไม่เหมือนกับเชื้อพระวงศ์จงหยวน
องค์หญิงซยงหนูมองตามสายตาของเหยียนหรูอวี้ และเห็นอ วี๋หวั่น
ในชั่วพริบตาเดียว อวี๋หวั่นก็คว้าแส้ขององค์หญิงซยงหนูเอา ไว้แน่น
หลังจากที่สภาพความเป็นอยู่ทางบ้านดีขึ้น อวี๋หวั่นไม่สวม เสื้อผ้าเก่ามีรอยปะชุนออกไปข้างนอกอีก แต่เธอก็ไม่ได้ใส่เสื้อแพร ไหมหรูหรา แต่เป็นเสื้อยาวสีขาวรัดเอว และสวมเสื้อคลุมสีนํ้าเงิน คาดเข็มขัดทับเอาไว้ด้านนอก ทำให้รูปร่างดูอรชรอ้อนแอ้น เอว คอด นิ้วเรียวสวย คองามระหง
เธอเกล้าผมเอาไว้อย่างเรียบง่าย เส้นผมสีดำขลับร่วงประบ่า ขับให้ผิวของเธอขาวสว่างประหนึ่งหยก
องคาพยพบนใบหน้างดงาม คิ้วโก่งดูเด็ดเดี่ยวราวกับวีรสตรี ทว่าไม่ได้ให้ความรู้สึกบีบบังคับผู้ใด ในทางกลับกัน สตรีผู้นี้กลับดู สงบนิ่ง
องค์หญิงแห่งซยงหนูเพิ่งเคยเห็นสตรีที่ทำให้คนละสายตาไม่ ได้เช่นนี้ นางเป็นคนจริงๆ หรือ? ไม่ใช่ปีศาจใช่หรือไม่?
องค์หญิงซยงหนูเกลียดคนที่งามกว่าตนเป็นที่สุด
“ไม่ใช่” อวี๋หวั่นพูดอย่างไม่เกรงกลัวแต่ก็ไม่เย่อหยิ่ง “บ่าวคน นั้นผลักน้องชายข้าก่อน ข้าช่วยน้องข้า ในสถานการณ์คับขันเช่น นั้นข้ายั้งมือไม่อยู่ จึงดึงนางไป”
เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นเรื่องเท็จ เพียงแต่ว่าในตอนที่ดึงลี่จือ เธอ เผลอใช้แรงมากไปสักหน่อย
เหยียนหรูอวี้กล่าวว่า “องค์หญิงอย่าไปฟังนางพูดจาไร้สาระ”
องค์หญิงซยงหนูกล่าวว่า “เจ้าก็หุบปาก! เรื่องนี้ข้าตัดสินใจ เองได้!”
“เจ้าค่ะ” เหยียนหรูอวี้ตอบอย่างรู้มารยาท กระนั้นในใจของ นางก็รู้สึกขุ่นเคือง องค์หญิงจากประเทศที่แพ้สงคราม ยังกล้า กำแหงต่อหน้านาง รอนางเป็นพระชายาของเยี่ยนอ๋องก่อน ดูสิว่า นางยังจะกล้าโอหังอีกไหม!
องค์หญิงซยงหนูมองไปยังอวี๋หวั่น “เจ้ามานี่ มารับแส้ของข้า สามครั้ง ข้าจะละเว้นโทษประหารให้เจ้า!”
นํ้าเสียงของนางฟังดูราวกับว่าการถูกแส้ของนางฟาดเป็น เกียรติยศเหลือคณานับ
อวี๋หวั่นมองไปยังองค์หญิงแห่งซยงหนู “องค์หญิง ใต้อาณัติ แห่งโอรสสวรรค์ จำต้องเคารพกฎหมาย ข้าไม่ได้ตั้งใจชนรถม้า ขององค์หญิง องค์หญิงย่อมรู้ดี องค์หญิงเป็นเชื้อพระวงศ์ ข้าเป็น ชาวบ้านธรรมดา ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนในรถม้าคือองค์หญิง?
และแม้ว่าข้าจะไม่รู้ ข้าจะจงใจชนรถม้าของท่านไปเพื่ออะไร?”
องค์หญิงตอบว่า “ข้าไม่สน! เจ้าผลักคนมา! เจ้านั่นแหละที่ เป็นคนชน! วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้า! เจ้าจะยอมให้ข้าตีดีๆ หรือจะให้ องค์ครักษ์ของข้าจัดการ!”
“ห้ามตีท่านพี่ข้านะ!” เถี่ยตั้นน้อยระงับความกลัวเอาไว้ เขา เหยียดหลังตรง แล้วออกมายืนด้านหน้าของอวี๋หวั่น
องค์หญิงซยงหนูหวดแส้ใส่เขาทันที!
อวี๋หวั่นคว้าแส้เอาไว้
ยังมีคนที่คว้าแส้ของนางได้อีกหรือ? แส้ของนางไม่ถูกกับดิน ฟ้าอากาศของจงหยวนหรืออย่างไร?
องค์หญิงซยงหนูตวัดแส้อีกครั้ง ครานี้นางใช้กำลังภายใน พลังของนางแล่นผ่านแส้ตรงเข้าใส่อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นรู้สึกประหนึ่งเส้นเลือดของเธอถูกเข็มทิ่มแทง เจ็บปวด ราวกับหัวใจถูกไฟรน แววตาของเธอกระตุกวูบ แล้วกระชากอย่าง แรง จนแส้หลุดออกจากมือขององค์หญิงชาวซยงหนู!
องค์หญิงซยงหนูรู้สึกชาไปทั้งมือ หากนางไม่ปล่อยมือ ก็คง ต้องล้มหน้าคะมำลงมาอย่างไม่ต้องสงสัย
น่าขยะแขยง สตรีจงหยวนร้ายกาจถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไร กัน?!
องค์หญิงชาวซยงหนูตกใจ จากนั้นก็เกิดโทสะขึ้นมา นางพูด
ด้วยภาษาซยงหนูว่า “ยืนบื้ออะไรอยู่เล่า? ยังไม่รีบเก็บมาให้ข้า อีก!”
“คนนิสัยไม่ดี! กล้ารังแกพี่สาวข้า! ข้าจะสู้กับเจ้า!” เถี่ยตั้น น้อยใช้วิชาหัวแข็งพุ่งเข้าหาองค์หญิงซยงหนู
อวี๋หวั่นจะจับเขาไว้ แต่กลับสายไปเสียแล้ว องครักษ์ทั้งสอง เข้ามาขวางเธอเอาไว้
องค์หญิงซยงหนูมีวิทยายุทธ์ เจ้าเด็กโง่คนนั้นจะเข้าประชิด นางได้อย่างไรกัน?
“โอ๊ยยย”
ศีรษะของเถี่ยตั้นน้อยชนเข้าแล้ว เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้ชนเข้า กับท้องนุ่มๆ ของสตรี กลับชนเข้ากลับต้นขาแกร่ง
เถี่ยตั้นน้อยล้มก้นจํ้าเบ้าลงกับพื้น มึนงงจนเห็นดาววิบวับ
บุรุษผู้หนึ่งพยุงเถี่ยตั้นน้อยขึ้น “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
สะ…เสียงเพราะจังเลย…
ทำให้เถี่ยตั้นน้อยยิ่งรู้สึกมึนงงกว่าเดิม
องค์หญิงซยงหนูรีบเดินมาหาบุรุษผู้นั้นทันที “เหตุใดเจ้ามา ช้าเช่นนี้? ชาวบ้านไม่รู้ประสาสองคนนี้ทำความผิด พวกเขาชนข้า ข้าสั่งให้เจ้านำตัวพวกเขาไปประหารเสีย!”
“โอ๊ยย” อวี๋หวั่นถูกองครักษ์ที่มีวรยุทธ์สูงส่งคนหนึ่งตีเข้าที่
ไหล่ เจ็บจนไม่อยากเชื่อ
บุรุษผู้นั้นได้ยินเสียงเธอร้อง หัวใจของเขาก็รู้สึกเหมือนถูกบีบ เค้น ไม่รู้ว่าตนเป็นอะไร เขาพุ่งเข้าไปช่วยดรุณีน้อยคนนั้นจาก เงื้อมมือขององครักษ์ชาวซยงหนูโดยไม่สนอะไร
ถ้าอวี๋หวั่นไม่ได้ฟังผิด องค์หญิงคนนั้นบอกให้เขาฆ่าเธอ ทำไม เขาต้องช่วยเธอด้วย?
อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาอยู่ตรงหน้า “ทะ…ท่านพ่อ?”
อวี๋เซ่าชิงอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง “อาหวั่น?”
ผ่านไปหกปี พ่อลูกต่างเปลี่ยนไปมาก ในความทรงจำของ เจ้าของร่างเดิม อวี๋เซ่าชิงเป็นคนหนุ่มวัยละอ่อน บัดนี้เขาเป็นบุรุษ ฉกรรจ์ แต่กลับมีเสน่ห์ในแบบของผู้ใหญ่ ในตอนที่อวี๋เซ่าชิงจาก ไปนั้น ลูกสาวของเขาเพิ่งอายุสิบเอ็ดขวบ เขายากที่จะเชื่อว่านาง เติบโตขึ้นถึงเพียงนี้…
เขาเรียกเธอว่าอาหวั่น ดูแล้วเธอน่าจะจำคนไม่ผิด
ผู้ชายคนนี้คือพ่อของเธอ พ่อของเธอกลับมาแล้ว!
เหยียนหรูอวี้กำผ้าเช็ดหน้าแน่น ไม่บังเอิญถึงเพียงนั้นกระมัง องค์รักษ์ขององค์หญิงซยงหนูเป็นบิดาของสตรีบ้านนอกคนนี้ หรือ?
อวี๋เซ่าชิงสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ เขากลับเมืองหลวง
มารับรางวัล แต่ก่อนจะได้รับนั้น เขาก็ยังคงรักษาตำแหน่งหัวหน้า กองพัน องค์หญิงซยงหนูใช้เหตุผลว่าคนไม่เพียงพอ บอกกับเซียว เจิ้นถิงว่านางต้องการคน เซียวเจิ้นถิงจึงสั่งให้อวี๋เซ่าชิงอารักขา คณะทูตกลับมาเมืองหลวง ไม่ใช่มาอารักขาองค์หญิงแต่เพียงผู้ เดียว
ก่อนหน้านี้พวกเขาหยุดพักที่สถานีส่งสาร ทว่าองค์หญิงซยง หนูไม่อยู่ และเดินทางเข้าเมืองหลวงมาก่อน
อวี๋เซ่าชิงได้รับคำสั่งจากแม่ทัพใหญ่เซียวให้มาตามหานาง
“นางเป็นใครกัน?” องค์หญิงซยงหนูเดินเข้ามาพลางเอ่ยถาม ด้วยความขุ่นเคือง
แววตาของอวี๋เซ่าชิงปรากฏความอ่อนโยนที่เห็นได้ยากยิ่ง “ลูกสาวข้า”
“อะไรนะ?” องค์หญิงซยงหนูตื่นตะลึง
อวี๋หวั่นดึงเถี่ยตั้นน้อยเข้ามา “เถี่ยตั้น เรียกท่านพ่อสิ”
อวี๋เซ่าชิงอึ้งไป
เถี่ยตั้นน้อยเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “อะไรกัน? พ่อข้า ไม่ได้ตายไปแล้วหรอกหรือ?”
“ฮัดชิ่ว!” อวี๋เซ่าชิงจามอย่างหนัก
อวี๋หวั่นขบกรามแน่น ใครปากดีมาบอกน้องของเธอแบบนี้ กัน? กลับไปเธอจะสับให้เละเชียว!
อยู่ๆ ป้าไป๋ซึ่งนอนอยู่ในบ้านก็รู้สึกหนาวจนขนลุกซู่…
“เจ้ามีลูกได้อย่างไรกัน?” องค์หญิงเอ่ยถามอย่างโกรธเคือง
อวี๋เซ่าชิงตอบด้วยสีหน้าขึงขังว่า “ข้าแต่งงานแล้ว ก็ต้องมีลูก เป็นธรรมดา”
เพียงแต่ไม่คิดว่าจะมีลูกถึงสองคน…ความสุขเกิดขึ้นอย่าง ฉับพลัน จนเขาแทบตั้งตัวไม่อยู่
เขามองไปยังเถี่ยตั้นน้อยด้วยสายตาซึ่งเต็มไปด้วยความตื่น เต้นและความอ่อนโยน เถี่ยตั้นน้อยพูดขึ้นว่า “ท่านอย่าเพิ่งดีใจไป ไม่แน่ข้าอาจจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านก็ได้”
อวี๋เซ่าชิงซึ่งรู้สึกประหนึ่งหัวใจถูกมีดกรีด “…”
……
เหยียนหรูอวี้เห็นว่าท่าทีขององค์หญิงซยงหนูปฏิบัติต่ออวี๋เซ่า ชิงไม่เหมือนกับองครักษ์คนอื่น จึงรู้ว่าตนคงจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ นางสะบัดแขนเสื้ออย่างเย็นชา ให้คนยกลี่จือซึ่งหมดสติขึ้นรถม้า แล้วมุ่งหน้ากลับจวนไป
“น่าผิดหวัง!” องค์หญิงซยงหนูกระทืบเท้าขึ้นไปนั่งบนรถม้า ของตน
เพียงครู่เดียว เหล่าองครักษ์ของเซียวเจิ้นถิงก็ตามมาทัน
อวี๋เซ่าชิงพูดคุยกับพวกเขาอยู่หลายประโยค พวกเขาพยัก หน้า เหลือบมององค์หญิงซยงหนูด้วยความเย็นชา จากนั้นก็พา
นางไป
อวี๋เซ่าชิงหันหลังมามองไปยังอวี๋หวั่นและเถี่ยตั้นน้อยซึ่งยืน อยู่ด้านหน้า เถี่ยตั้นน้อยไม่เคยพบหน้าเขามาก่อน แน่นอนว่าเขา ไม่ได้เข้าใกล้อวี๋เซ่าชิงเท่าไรนัก ทว่าบุตรสาวก็ไม่พบหน้าเขามาหก ปี คิดแล้วก็ไม่แปลกใจที่รู้สึกไม่คุ้นเคย
อวี๋เซ่าชิงผู้ซึ่งสังหารศัตรูอย่างปราศจากความกังวล กลับ กลายเป็นคนพูดจาตะกุกตะกักในบัดดล “อะ…อาหวั่น…”
อวี๋หวั่นจับมือซึ่งเต็มไปด้วยแผลเป็นของเขา แล้วยิ้มน้อยๆ “ท่านพ่อ กลับบ้านกันเถอะ”