หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 193 พบราชบุตรเขยครั้งแรก (1)
อวี๋หวั่นพูดจบก็กอดเขาเอาไว้แน่น เธอสามารถสัมผัสได้ถึง จิตสังหารรุนแรงของเขา มิใช่ว่าอวี๋หวั่นไม่เคยคิดว่าถ้าเขาทรมาน จนเสียสติไปอาจจะลงไม้ลงมือกับเธอ แต่จะให้ปล่อยเขาไว้เช่นนั้น เธอทำไม่ได้หรอก
อวี๋หวั่นกอดเขาอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่ากอดนานอยู่นานเท่าไร จิต สังหารและความบ้าคลั่งในกายของเขาจึงค่อยๆ ลดลง
“กะ…กลับเรือนไหม?” อวี๋หวั่นลองถามหยั่งเชิง เธอไม่ได้รอ ให้เยี่ยนจิ่วเฉาตอบ ก็พูดเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “ไม่กลับก็ไม่เป็นไร ข้า จะกอดท่านไว้อีกสักพัก”
“แค่กๆ!”
ไม่ไกลออกไป มีเสียงไอของชิงเหยียนดังมา
อันที่จริง เป็นชุยเฒ่ากับพวกเขาที่ศึกษาพิษของไป๋หลี่เซียง พวกเขากังวลว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะทรมานจนคลุ้มคลั่งและทำร้ายอวี๋ หวั่น จึงรีบตามมา พวกเขาแบ่งกันไปตามหา ชิงเหยียนเป็นคน เดียวที่ตามหาจนเจอ
ชิงเหยียนตามมาถึงตั้งแต่ตอนที่อวี๋หวั่นถูกเจ้าเปี๊ยกสกุลเห้อ เหลียนทั้งสองคนเข้ามาหาเรื่องแล้ว เขากำลังจะลงมือ ไหนเลยจะ รู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาเร็วกว่าเขาก้าวหนึ่ง เข้ามาถึงก็จับทั้งสองกดลงนํ้า
ทันที
ท่าทางโหดเหี้ยมถึงเพียงนั้น หากไม่ใช่เพราะชิงเหยียนสัมผัส ไม่ได้ถึงวิทยายุทธ์จากร่างของเยี่ยนจิ่วเฉา เขาก็คงคิดว่าคนผู้นี้ ธาตุไฟเข้าแทรกเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความทรมานที่เขากำลังแบกรับอยู่นั้นก็ไม่ได้ เบาไปกว่าธาตุไฟเข้าแทรกเลย
ท่าทางการกอดจากด้านหลังนั้นถูกชิงเหยียนเห็นเข้าแล้ว อวี๋ หวั่นมีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไรนัก เธอรีบคลายอ้อมแขนออกจากเอวของ เยี่ยนจิ่วเฉา คิ้วโก่งงามของเยี่ยนจิ่วเฉาขมวดเล็กน้อย
อวี๋หวั่นคว้ามือของเขาเอาไว้ทันที
ท่านเป็นคุณชาย ท่านยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ที่สุด!
เยี่ยนจิ่วเฉามีสีหน้าผ่อนคลายลง เขาค่อยๆ หันหลังไปมองชิง เหยียน ความบ้าคลั่งในดวงตาของเขาได้หายไปเกือบทั้งหมด ราวกับบุรุษที่จัดการกับสองพี่น้องเห้อเหลียนเมื่อครู่ไม่ใช่คนเดียว กับเขา
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบมองชิงเหยียน แล้วเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ว่า “มองอะไร?”
ชิงเหยียนสัมผัสได้ว่าประโยคต่อไปที่คุณชายผู้นี้จะพูดก็คือ ‘ถ้ายังมองอีก ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมา’ เขาจึงกระแอม แล้ว บอกว่า “ยาต้มเสร็จแล้ว ท่านหมอชุยให้ข้ามาตาม”
เหตุผลดี อวี๋หวั่นให้ชิงเหยียนเต็มสิบคะแนนไปเลย
อวี๋หวั่นหันไปมองเยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งสูงกว่าเธอหนึ่งศีรษะ แล้ว พูดเสียงค่อยว่า “กลับไปกินยาเถอะ”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบว่า ‘อืม’ เบาๆ จากนั้นก็จูงมืออวี๋หวั่นเดินไป
อวี๋หวั่นถามด้วยความงุนงงว่า “ท่านไม่ให้ข้าจับมือท่านข้าง นอกไม่ใช่หรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบด้วยนํ้าเสียงเย็นชาว่า “ข้าจับมือเจ้าไม่ใช่ หรือ?”
ไม่ใช่หรอกหรือ?
อวี๋หวั่นมองไปยังมือของทั้งสองที่เกี่ยวพันกัน แล้วเย้าหยอก ว่า “เอาเถอะ เป็นข้าเอง ข้าเป็นคนจับมือสามีข้าเอง จะสะบัดก็ สะบัดไม่ออก”
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียงขึ้นจมูก “เจ้าเพิ่งรู้หรือ!”
อวี๋หวั่น “…”
อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉากลับไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า ฮูู หยินผู้เฒ่ารอหลานชายจนผล็อยหลับไป อวี๋หวั่นไม่ได้ส่งเสียงดัง จนนางตื่น เธอเพียงยกยาให้เยี่ยนจิ่วเฉาดื่ม ให้เยี่ยนจิ่วเฉาล้าง หน้าบ้วนปากจากนั้นค่อยพักผ่อน
เห็นเยี่ยนจิ่วเฉาขวางโลกเช่นนี้ แต่เขาเป็นคนที่รักษากฎ ระเบียบมากกว่าอวี๋หวั่นเสียอีก ไม่ต้องเอ่ยถึงกฎทั่วไปในบ้าน แต่
เวลาพักผ่อนก็ยังมีกฎ กระนั้นในตอนกลางคืนกลับต่างออกไป เขา กอดอวี๋หวั่นเอาไว้ในอ้อมอก
อวี๋หวั่นหันหลังให้เขา เธอรู้สึกว่าตนเองถูกแขนของเขาโอบรัด เสียแน่น
เขาฝังใบหน้าลงที่ลำคอของเธอ จากนั้นก็หายใจเข้าลึกๆ
อวี๋หวั่น: คิดว่ากำลังหอมหัวลูกแมวอยู่หรืออย่างไร?
เยี่ยนจิ่วเฉาหอมจนพอใจ
อวี๋หวั่นคิดว่าท่วงท่าเช่นนี้ไม่ได้เมื่อยอะไร ในทางกลับกันนับ ว่าสบายทีเดียว จึงปล่อยให้เขาหอมหัวลูกแมวต่อไป
ไม่รู้ว่าใครหลับไปก่อน อวี๋หวั่นตื่นขึ้นกลางดึกและพบว่าลม หายใจของผู้ชายคนที่กอดเธอเอาไว้นั้นสมํ่าเสมอ
อวี๋หวั่นค่อยๆ หันมา เดิมทีเธอกังวลว่าจะทำให้แขนของเขา เจ็บ จึงจะยกแขนของเขาขึ้น ไหนเลยจะรู้ว่าเพียงขยับตัวก็ถูกเขา กอดจนจมอกยิ่งกว่าเดิม
อวี๋หวั่นฟังเสียงหายใจของเขา เธอมั่นใจว่าเขากำลังหลับอยู่ เพราะฉะนั้นนี่คือปฏิกิริยาตอบสนองโดยไม่รู้ตัวของเขา?
นี่มันความรักของเทพเซียนหรืออย่างไร เขาจะรักอะไรเธอ ปานนั้น?
อวี๋-หลงตัวเอง-หวั่น ก็ยกยิ้มมุมปาก แล้วจับมือที่กอดเธอเอา ไว้ให้แน่นกว่าเดิม จุมพิตลงบนมือของเขา แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไป
แน่นอนว่าเช้าวันต่อมา อวี๋-หลงตัวเอง-หวั่น ก็ถูกปฏิเสธอย่าง ไร้เยื่อใย
“อวี๋อาหวั่น!” เยี่ยนจิ่วเฉาถึงกับโทสะพลุ่งพล่านเพราะท่า นอนที่ไม่ค่อยน่ามองของทั้งสอง “เจ้าทำอะไรกับข้า!!”
“ข้าทำอะไร? รู้อยู่แล้วว่าท่านไม่ยอมรับ ทั้งที่เมื่อวานท่าน…” อวี๋หวั่นพูดไปได้เพียงครึ่งเดียว ก็ก้มหน้ามอง และตกใจกับสิ่งที่ เห็น
เดิมทีเขากอดเธอจากด้านหลัง ไม่รู้ว่าหันกลับมาถอดเสื้อผ้า ของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมมือของเธอก็ยังไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรจะอยู่ ด้วย
เธอจึงค่อยๆ ดึงมือออก
เธอได้ยินเสียงปริแตกบนเข็มขัด
เยี่ยนจิ่วเฉามีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
อวี๋หวั่นเบือนหน้าหนีอย่างรู้สึกผิด เฮ่อ จะโทษเธอไม่ได้นะ ยัง ไม่ชิน…อีกหรือ?
หลายวันต่อจากนั้น เรื่องต่างๆ ในจวนก็ราบรื่นดี ชิงเหยียนไป หาเจียงไห่ที่โรงเตี๊ยมครั้งหนึ่ง เขาได้ข้อมูลอย่างหนึ่งมากจากเจียง ไห่ว่านอกจากเจียงไห่แล้ว ยังมีคนอื่นที่คอยจับตาดูการเคลื่อนไหว ของหอตี้อีอยู่เช่นกัน
“คนสกุลเห้อเหลียน?” อวี๋หวั่นมองหน้าชิงเหยียน “เจียงไห่ไม่
ได้จำคนผิดใช่ไหม?”
ชิงเหยียนส่ายหน้า “ไม่ผิด พวกเขามีป้ายห้อยเอวของสกุล เห้อเหลียน”
“น่าจะไม่ใช่คนของจวนตะวันออก” ในจวนตะวันออก นอกจากพวกเขาแล้วก็มีฮูหยินผู้เฒ่าและเห้อเหลียนเป่ยหมิง ฮู หยินผู้เฒ่าไม่มีทางทำเรื่องนี้ ส่วนเห้อเหลียนเป่ยหมิงก็ยิ่งเป็นไป ไม่ได้ เขาจะไปคอยจับตาดูหอคณิกาทำไมกัน
ชิงเหยียนพยักหน้า “ข้าก็เดาว่าเป็นจวนตะวันตก”
เพียงแต่จวนตะวันตกจะจับตาดูหอตี้อีไปทำไมกัน? เป็น เพราะแผนการของพวกเขานั้นถูกจวนตะวันตกจับได้แล้ว หรือว่า จวนตะวันตกมีแผนอื่นกัน?
อวี๋หวั่นพูดว่า “ขอเพียงเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่เห็ดหลิน จือของต่งเซียนเอ๋อร์ ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ”
แม้จะพูดไปเช่นนั้น แต่เธอก็มีลางสังหรณ์ว่าอีกฝ่ายต้องการ เห็ดหลินจือจริงๆ ส่วนจะเป็นเพราะเห็ดหลินจืออูซานถูกทำลายไป จึงต้องการหาเห็ดหลินจือที่ดีกว่า หรือว่าสืบรู้ว่าพวกเขากำลังตาม หาเห็ดหลินจือ จึงต้องการแย่งชิงมานั้น ย่อมไม่อาจรู้ได้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงวันที่สิบห้าแล้ว ก่อน หน้านี้หลายวัน เจียงไห่ไปจองห้องในหอตี้อีล่วงหน้า ทว่าในตอน นั้นห้องได้เต็มหมดแล้ว เขาจึงจองที่นั่งในห้องโถงใหญ่ ที่ที่เขาจอง ได้นั้นมีกำแพงกั้นอยู่ นับว่าเงียบสงบ
ต่งเซียนเอ๋อร์ออกรับแขกตอนกลางคืน อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่ว เฉาจะกินอาหารเย็นกับฮูหยินผู้เฒ่าก่อน จากนั้นจะใช้ข้ออ้างว่าจะ ออกไปชมบรรยากาศยามราตรีของเมืองหลวง
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่อยากพรากจากหลานชายสุดที่รัก แต่ก็คิดว่า ไม่อาจกักขังหลานชายได้ตลอด จึงยอมให้เขาไปด้วยความปวด ร้าวใจ
“ต้องกลับมานะ” ฮูหยินผู้เฒ่าคว้ามือของเยี่ยนจิ่วเฉา
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ “กลับมาแน่นอนเจ้าค่ะ ท่านย่าวางใจเถิด!”
ฮูหยินผู้เฒ่ายัดถุงเงินใส่มือของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นขึ้นรถม้ามาจึงจะเปิดดู และพบว่าในถุงนั้นมีแผ่นทอง แผ่นหนึ่ง
“นี่คืออะไรหรือ?” อวี๋หวั่นพินิจพิจารณาอยู่นาน แต่ก็มองไม่ ออกว่าเอาไว้ใช้ทำอะไร
เป็นชิงเหยียนที่ไขข้อข้องใจของอวี๋หวั่น “นี่คือแผ่นทองของ สกุลเห้อเหลียน มีค่ามากกว่าตั๋วแลกเงิน สกุลเห้อเหลียนมีแผ่น ทองเพียงแผ่นเดียว ไม่คิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะให้พวกเจ้ามา”
อวี๋หวั่นเข้าใจทันที มันก็คือตั๋วแลกเงิน เพียงแต่ว่าไม่มีตัวเลข เขียนกำกับ สกุลเห้อเหลียนมีเงินเท่าไหร่ พวกเขาก็น่าจะถอนออก มาได้เท่านั้น “เอ๋…แล้วฮูหยินผู้เฒ่าไม่กลัวพวกเราขโมยสมบัติ สกุลเห้อเหลียนแล้วหนีไปหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาตวัดสายตามองอวี๋หวั่น ราวกับกำลังถามว่า ‘ไม่ กล้ารึ?’
อวี๋หวั่นเก็บแผ่นทองอย่างมีความสุข
แม้เธอจะไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง แต่ใครบ้างเล่าไม่ชอบเงิน? มีมากย่อมดีกว่ามีน้อยอยู่แล้ว
หอตี้อีตั้งอยู่บนถนนเส้นที่เจริญที่สุดในเมืองหลวง ก่อนหน้านี้ ผู้คนพลุกพล่านแต่เป็นเพราะวันนี้ต่งเซียนเอ๋อร์ออกรับแขก จึง ทำให้ผู้คนที่มานั้นแน่นขนัดยิ่งกว่าเดิม
รถม้าด้านนอกเคลื่อนตัวไม่ได้ด้วยซํ้าไป
พวกเขารออยู่หนึ่งเค่อ แต่ก็ไร้วี่แววจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้
“เดินไปกันเถอะ” อวี๋หวั่นบอก
ดูแล้วไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็หนีไม่พ้นโชคชะตานี้
ชิงเหยียนพยักหน้า “ก็ดี ข้าจะหาคนนำรถม้าไปจอด พวกเจ้า เข้าไปก่อน”
อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาลงจากรถม้า
อวี๋หวั่นยังคงแต่งกายเป็นคุณชายผู้หล่อเหลา เมื่อเดินเคียงคู่ กับบุรุษที่งดงามปานเทพสร้างอย่างเยี่ยนจิ่วเฉาแล้วดูเจริญหู เจริญตายิ่งนัก
สายตาของผู้คนบนถนนล้วนแต่จับจ้องไปยังทั้งสองคน
แม้ว่าคนรูปงามในเมืองหลวงนั้นมีมาก แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็น
ผู้ที่งามเพียงนี้
แม้ว่าทั้งสองจะเป็นบุรุษ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ผู้คนต่างรู้สึก ว่าทั้งสองเป็นคู่ที่ฟ้าประทานมา ช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน
เป็นเพราะทั้งสองคน ถนนซึ่งเดิมทีการจราจรติดขัดอยู่แล้ว บัดนี้กลับแย่ลงไปอีก
กว่าทั้งสองจะเดินเบียดเสียดผู้คนไปจนถึงหอตี้อีก็ใช้เวลา หนึ่งเค่อ ซึ่งก็ใกล้ถึงเวลาที่ต่งเซียนเอ๋อร์จะปรากฏตัวแล้ว ที่นั่งใน ห้องโถงกลางล้วนถูกจับจองจนเต็ม ทั้งสองหาที่นั่งที่เจียงไห่จองไว้ และพบว่าเป็นที่ซึ่งอยู่ในมุมอับ
เจียงไห่รู้สึกกระดากใจ “ที่นั่งถูกจองเอาไว้ล่วงหน้าเป็นเดือน แล้วขอรับ ล้วนแต่เพื่อมาดูต่งเซียนเอ๋อร์”
เจียงไห่ได้ที่นั่งนี้มาก็นับว่าเป็นโชคแล้ว มีนายท่านคนหนึ่งมา ไม่ได้
เยี่ยนจิ่วเฉามิได้รังเกียจตำแหน่งที่นั่งนี้แต่อย่างใด
อวี๋หวั่นนึกถึงตอนที่ผู้ชายคนนี้เข้าคุก ไม่ได้รู้สึกแปลก ประหลาด แต่ทว่าสำหรับสถานที่ที่เขาไม่เคยไปนั้น เขาย่อมรู้สึก แปลกใหม่
เจียงไห่รู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ชอบถูกรบกวน จึงสั่งสุราและ อาหารว่างไว้ล่วงหน้า ในตอนนี้ก็จะไม่มีเสี่ยวเอ้อร์เข้ามา
“ข้าไปเข้าห้องนํ้าก่อน” อวี๋หวั่นรู้สึกว่าผ้ารัดหน้าอกของเธอ
คลายออก เธอจะไปพันใหม่สักหน่อย
คืนนี้มีคนมาก แม้แต่ห้องนํ้าก็เต็มไปด้วยผู้คน อวี๋หวั่นจำต้อง อ้อมไปด้านหลัง หาห้องเก็บฟืนซึ่งไม่มีคนอยู่ แล้วปิดประตู ลงกลอน
ขณะที่เธอกำลังพันผ้าแถบคาดอก ก็ได้ยินความเคลื่อนไหว จากนอกกำแพง
อวี๋หวั่นสาบานว่าเธอไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง เพียงแต่ใครให้ห้อง เก็บฟืนติดกับกำแพงลานด้านหลังเล่า?
“ท่านพ่อ ท่านให้ข้าไปไม่ได้หรือเจ้าคะ! ข้ารับรองว่าข้าจะรีบ กลับมา!”
เป็นเสียงอ่อนหวานของเด็กสาว
ท่านพ่อของนางไม่ตอบอะไร นางจึงพูดต่อ “ท่านพ่อๆๆ! ท่าน รับปากกับข้าได้ไหมเจ้าคะ! ท่านดูสิข้าอุตส่าห์แต่งตัวเป็นบุรุษแล้ว ไม่มีใครจำข้าได้หรอก! อย่างน้อย…ข้าก็จะไม่เดินเข้าประตูใหญ่! เดินเข้าทางประตูด้านหลังก็ไม่ได้หรือเจ้าคะ!”
เสียงงอแงเช่นนี้ทำให้อวี๋หวั่นรู้สึกปวดหัว
อวี๋หวั่นคิดจะรีบพันผ้าให้เสร็จแล้วรีบกลับออกไป แต่ในตอน นั้นเอง ท่านพ่อก็เอ่ยปากขึ้นว่า “หากท่านแม่เจ้ารู้เข้าต้องลงโทษ เจ้าเป็นแน่”
เสียงของผู้ชายคนนี้ไพเราะอย่างบอกไม่ถูก
นุ่มลึกและมีแรงดึงดูด เหมือนกับ…เหมือนกับเสียงกระซิบ ของเยี่ยนจิ่วเฉาข้างหูของเธอ ทำให้เธอรู้สึกไม่คุ้นเคยแต่ก็ หลงใหลมันเหลือเกิน
เพิ่งได้ยินเพียงครู่เดียว กลับรู้สึกคุ้นเคย
ฝีเท้าของอวี๋หวั่นหยุดลงทันใด