หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 20.1 ครอบครัวพร้อมหน้า (1)
อวี๋หวั่นซึ่งได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง “…”
สุดท้ายแล้ว อวี๋หวั่นก็มิได้ย่อท้อต่อการทำอาหาร
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ท่านพ่อก็ชอบอาหารที่เธอทำนะ!
วินาทีที่บุตรสาวถือมีดออกมา อวี๋เซ่าชิงซึ่งไม่ได้กลับบ้านมา นานและกำลังจะมีช่วงเวลาอันแสนหวานกับภรรยาก็ขมวดคิ้ว แล้วพุ่งปราดไป เขาไม่รู้ และคิดว่าศัตรูเข้ามาในห้องครัว จึงลุกขึ้น มาหมายจัดการให้สิ้น
ท่านพ่อต้องหิวมากแน่เลย!
อวี๋หวั่นคิดอย่างเป็นกังวล
“อาหวั่น!” อวี๋เซ่าชิงหายใจเข้าลึกๆ แล้วดึงมีดออกมาจากมือ ของอวี๋หวั่น “ข้าทำอาหารเอง เจ้าไปอยู่เป็นเพื่อนแม่เถอะ”
“หา?” เธอไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม? ท่านพ่อที่ก่อนหน้านี้จะ สังหารศัตรู พูดเองหรือว่าจะทำอาหาร? ลุงใหญ่ทำอาหารก็เพราะ เขาเป็นพ่อครัว เขาชอบศึกษาการทำอาหาร แต่เขาก็ทำเพียงบาง ครั้ง ปกติแล้วก็เป็นป้าสะใภ้ใหญ่ที่ทำอาหาร
“ท่านพ่อ ข้าทำเองเถอะ ท่านเดินทางมาเหนื่อย” อวี๋หวั่นพูด อย่างเข้าอกเข้าใจ พ่อของเธอเป็นถึงวีรบุรุษที่ปกป้องประเทศ เธอ
จะให้วีรบุรุษมาเข้าครัวได้อย่างไร?
“ไม่ได้! ข้ากับแม่เจ้าให้เจ้าเกิดมา ไม่ได้ให้มาอยู่ก้นครัว งาน หนักเช่นนี้ไม่ควรให้เด็กสาวตัวเล็กๆ อย่างเจ้ามาทำ!” อวี๋เซ่าชิงซึ่ง ปกติเป็นคนพูดน้อย บัดนี้กลับมีคำพูดมากมายพรั่งพรูออกมา เพียงเพื่อชิงอำนาจในห้องครัวกลับมา
อวี๋หวั่นเห็นพ่อของเธอมีสีหน้าเด็ดเดี่ยวไม่ถนอมนํ้าใจของเธอ จะว่าไปเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรต้องถนอมนํ้าใจ เธอโตแล้ว ช่วยที่บ้าน ทำงานได้แล้ว
สุดท้ายอวี๋หวั่นก็ต้องยอมแพ้ส่งมอบห้องครัวให้บิดา
อวี๋หวั่นมองไปยังท่านพ่อซึ่งกำลังง่วนอยู่หน้าเตา ก็พลันรู้สึก ซาบซึ้งใจขึ้นมา
พ่อฉันรักฉันจริงๆ รักมากๆ ด้วยแฮะ!
ในขณะเดียวกัน อวี๋เซ่าชิงกำลังหั่นผักและกำลังจะไปเติมถ่าน ในสมองเต็มไปด้วยประโยคว่า ‘หากรักชีวิต อย่าคิดให้ลูกสาวทำ อาหาร!’
เนื่องจากไม่รู้ว่าอวี๋เซ่าชิงจะกลับมา ที่บ้านจึงไม่ได้ซื้อผัก เตรียมเอาไว้ ระหว่างทางกลับบ้าน พวกเขาผ่านตลาดขายผัก หลายแห่ง ทว่าสองพ่อลูกสนทนากันจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
โชคดีที่ที่บ้านยังมีปลารมควันและเนื้อรมควันที่เหลือในคืนวัน ส่งท้ายปี นอกจากนั้นก็ยังมีหน่อไม้ ผักขมป่า และหัวไช้เท้าที่ป้าไป๋
ให้มา
อวี๋เซ่าชิงนึ่งปลารมควันหนึ่งชาม ทำเนื้อรมควันผัดหน่อไม้ หนึ่งหม้อ ผักโขมผัดหนึ่งจาน และหัวไช้เท้าเส้นผัดอีกหนึ่งจาน
มองก็รู้แล้วว่าเขาเคยเป็นทหารมาก่อน ทำมาตั้งมากมาย!
อวี๋หวั่นแอบคิดว่า พ่อของเธอใช้มือฆ่าศัตรู ไม่ได้ใช้มือทำ อาหาร ถ้าอาหารที่เขาทำไม่อร่อย เธอก็ควรจะไว้หน้าเขาสักหน่อย
ก็เธอเป็นลูกกตัญญูนี่นา
เถี่ยตั้นน้อยไปเรียกครอบครัวของลุงใหญ่ อวี๋หวั่นจึงแอบกิน เนื้อแดดเดียวที่เหลืออยู่ในหม้อ
แม่เจ้า…ทำไมถึงอร่อยขนาดนี้?!
……
เถี่ยตั้นน้อยวิ่งไปอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวก็ไปเรียกพวกลุง ใหญ่ที่บ้านเดิมมา ในตอนที่ป้าสะใภ้ใหญ่ออกไปเก็บผ้า นางก็เห็น สายตาของชาวบ้านมองมาจากบ่อนํ้าเก่า นางเองก็ยังสงสัยว่าเกิด เรื่องอะไรขึ้น ควรให้อวี๋ซงไปสืบมาดีหรือไม่ แต่บังเอิญว่าเถี่ยตั้น น้อยมาถึงหน้าบ้านพอดี ครั้นได้ยินว่าอวี๋เซ่าชิงกลับมาแล้ว ป้า สะใภ้ใหญ่ก็ยังคิดว่าเขาล้อเล่น
เมื่อคนทั้งครอบครัวเดินไปยังบ้านเก่าของสกุลติง ก็เห็นอาชา ศึกตัวสูงสง่าผูกอยู่ที่หน้าบาน ในใจก็เชื่อขึ้นมาอีกครึ่งหนึ่ง!
ลุงใหญ่ถึงกับโยนไม้เท้าทิ้ง แล้วเดินกะโผลกกะเผลกเข้าไปใน
บ้านด้วยความตื่นเต้น “น้องสาม?”
อวี๋เซ่าชิงซึ่งเพิ่งถอดชุดเกราะก็เดินออกมา เมื่อเห็นพี่ใหญ่ ของตน ขอบตาก็ร้อนขึ้นมา เขารีบจํ้าเข้าไปหา
“น้องสาม!”
“พี่ใหญ่!”
สองพี่น้องพยุงแขนของกันและกันด้วยความตื่นเต้น ลุงใหญ่ กอดน้องชายของตน ตื้นตันจนพูดไม่ออก
น้องสามซึ่งออกรบแทนเขา ในที่สุดก็หวนคืนสู่บ้านเกิดอย่าง ปลอดภัย!
หลายปีมานี้ ไม่มีคืนไหนเลยที่เขาไม่กังวล กลัวว่าน้องสามจะ โชคร้ายตายแทนเขา ทว่าฟ้ามีตา น้องสามกลับมาแล้ว…กลับมา แล้วจริงๆ !
“หลายปีมานี้…จะ…เจ้า…เจ้าลำบากแย่เลย…” ลุงใหญ่ รํ่าไห้จนพูดไม่เป็นศัพท์
บุรุษฉกรรจ์ร้องไห้ประหนึ่งเด็กน้อย แต่ทุกคนในบ้านล้วนไม่มี ผู้ใดหัวเราะเยาะเขา หัวใจของเขาแบกรับความทุกข์ทรมานมานาน หลายปี เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ดีเท่าคนสกุลอวี๋
เขายินดีตาย แต่จะไม่ยอมให้น้องสามเป็นอะไร
ที่โชคดีก็คือ อวี๋เซ่าชิงมีชีวิตรอดกลับมา
“พี่ใหญ่ ขาท่าน…” อวี๋เซ่าชิงขมวดคิ้ว มองไปยังขาขวาที่สั่น เทิ้มของลุงใหญ่
ลุงใหญ่กล่าวเลี่ยงว่า “ล้มนิดหน่อย เกือบจะหายดีแล้ว! ไม่ใช่ เรื่องใหญ่อันใด!” ด้วยกลัวว่าอวี๋เซ่าชิงจะซักไซ้ไล่เลียง เขารีบหัน หน้าไป “อาเซียง!”
ป้าสะใภ้ใหญ่ปาดนํ้าตาแล้วรีบก้าวขึ้นมาด้านหน้า
อวี๋เซ่าชิงมองไปยังพี่สะใภ้ใหญ่ของตน กล่าวกันว่าพี่สะใภ้ ใหญ่เปรียบเสมือนมารดา สำหรับเขาแล้ว เขาก็เคารพพี่สะใภ้ใหญ่ ผู้นี้เป็นอย่างมาก
“พี่สะใภ้ใหญ่!”
“เอ้อ!” พี่สะใภ้ใหญ่พยักหน้าพลางสะอึกสะอื้น
อวี๋เฟิงและอวี๋ซงก็ตามติดอยู่ด้านหลังบิดาและมารดา ทั้งสอง มองบุรุษเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง ในตอนที่อวี๋เซ่าชิงจากไป อ วี๋เฟิงเพิ่งจะอายุสิบสี่ อวี๋ซงอายุสิบสอง เป็นวัยที่รู้ความแล้ว ทว่า อาสามในความทรงจำของพวกเขากับอาสามในตอนนี้แตกต่างกัน มาก
อาสามดู…ยิ่งใหญ่และสง่างามมากกว่าเดิม
นี่คือหลานชายทั้งสองซึ่งเคยเดินตามเขาต้อยๆ หลายปีผ่าน ไป เวลาทำให้พวกเขาห่างกันมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ความรักที่อวี๋เซ่าชิงมีต่อพวกเขามิได้
เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ในดวงตาของอวี๋เซ่าชิงหลงเหลือความ อบอุ่นและรอยยิ้ม “คงเป็นเสี่ยวเฟิงกับเสี่ยวซงกระมัง? โตขึ้นมาก สูงขึ้นด้วย”
สูงกว่าบิดาของพวกเขาเสียอีก
ลุงใหญ่ถลึงตาใส่บุตรชาย “ยืนงงอะไรกัน รีบเรียกอาพวกเจ้า สิ!”
อวี๋เฟิง “อาสาม!”
อวี๋ซง “อะ…อาสาม!”
อวี๋เซ่าชิงลูบศีรษะของอวี๋ซง “ตอนนี้ยังแอบดูแม่นางน้อยอาบ นํ้าอยู่หรือเปล่า?”
“ท่านอา!” อวี๋ซงอับอายจนหน้าแดงกํ่า!
อวี๋หวั่นทำตาโต มองไปยังพี่ชายคนรองผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องของ เธอ ที่แท้เขาก็มีประวัติด่างพร้อยเคยแอบดูผู้หญิงอาบนํ้าหรอก หรือ?
นั่นเป็นเรื่องตอนเด็กของอวี๋ซง เขาอยู่กับเด็กน้อยผมยังไม่ ยาวกลุ่มหนึ่ง ได้ยินว่าในลำห้วยมีสตรีกำลังอาบนํ้าอยู่ ไม่รู้ว่าใคร นำพาไป พวกเขาจึงวิ่งไปแอบดู อวี๋ซงไม่อยากถูกทิ้งเอาไว้คนเดียว จึงตามไปด้วย เมื่อไปถึงก็พบว่าเป็นหวังหมาจื่อกำลังอาบนํ้า เล่น เอาพวกเขาถึงกับระคายสายตาไปตามๆ กัน!
เรื่องนี้มิใช่เรื่องน่าขันแม้แต่น้อย เพราะหลังจากที่อวี๋เซ่าชิงรู้
เข้า ก็กักพวกเขาเอาไว้ในหมู่บ้าน และลงโทษพวกเขาอย่างแรง
หลังจากถูกตีอย่างเจ็บแสบ พวกเขาก็ไปพูดกันลับหลังว่า อวี๋ เซ่าชิงแอบมีใจให้หวังหมาจื่อ…
เมื่อโตขึ้นจึงเข้าใจว่าสิ่งที่อาสามทำก็เพื่อสั่งสอนพวกเขา ทว่า ในตอนนั้น อาสามก็จากไปชายแดนเสียแล้ว
เมื่อในบ้านมีเสียงครึกครื้น บรรยากาศโดยรอบก็เริ่มผ่อน คลายขึ้นมา
หลังจากนั้น เจินเจินก็จูงมือน้องสาวออกมา “นี่คือน้องเจิน เจิน”
“เจินเจิน เรียกอาสามสิ” ป้าสะใภ้ใหญ่บอก
เจินเจินตัวน้อยเรียกท่านอาอย่างว่าง่าย “อาสาม”
อวี๋เซ่าชิงยิ้ม “เด็กดี”
ป้าสะใภ้ใหญ่ไปยกกับข้าวที่บ้านเดิมมา ทุกคนจึงนั่งกินข้าว กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
“ท่านแม่เสียไปเมื่อปีก่อน…” ลุงใหญ่กล่าวด้วยความเศร้า โศก “ก่อนเสียไปก็ยังเป็นห่วงเจ้าอยู่ พรํ่าเรียกแต่ชื่อเจ้า ข้าบอกว่า เจ้าจวนจะกลับมาแล้ว ต้องกลับมาอย่างแน่นอน…”
เรื่องน่าเศร้าที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตมนุษย์ก็คือเมื่อบุตรยินดีจะ เลี้ยงดู แต่บุพการีลาลับโลกนี้ไปแล้ว อวี๋เซ่าชิงรู้มาตลอดว่าตน ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ทว่าผู้เฒ่าทั้งสองเลี้ยงดูเขาราวกับลูกแท้ๆ เขาไป
ออกรบ แม้แต่มารดายังมิอาจได้พบหน้าเป็นครั้งสุดท้าย…
อวี๋เซ่าชิงนํ้าตาคลอเบ้า “พรุ่งนี้ข้าจะไปที่หลุมศพของท่าน แม่”
ป้าสะใภ้ใหญ่สูดจมูกฟึดฟัด “กว่าน้องสามจะกลับมาได้ ท่าน พูดเรื่องที่ทำให้มีความสุขสักหน่อยจะดีกว่า”
“ไม่พูดแล้ว ดื่มเหล้าๆ” ลุงใหญ่เปิดไหสุรา
ลุงใหญ่ดื่มยาสมุนไพร จึงไม่ควรดื่มสุรา ทว่าวันนี้เขารู้สึกยินดี ปรีดา จึงดื่มไปสองสามจอก
อวี๋เซ่าชิงนึกบางเรื่องออก จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วลูกชายสกุล จ้าวเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าจำได้ว่าเขาชอบเรียนหนังสือ ไปสอบแล้ว หรือยัง? เป็นอย่างไรบ้าง?”
แน่นอนว่าเขาหมายถึงจ้าวเหิง หลังจากที่อวี๋หวั่นและจ้าวเหิง แตกหักกัน คนสกุลอวี๋ก็ไม่ได้นึกถึงคนผู้นี้มาเป็นเวลานานแล้ว เมื่ออวี๋เซ่าชิงเอ่ยถึงเขาขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทุกคนล้วนรู้สึก ประหลาดใจ
พวกเขาจะบอกกับเขาอย่างไรดี? อาหวั่นกับจ้าวเหิงหมั้น หมายกันมาตั้งแต่ยังเล็ก บัดนี้ถอนหมั้นกันแล้ว อะไรต่อมิอะไร?
ทุกคนล้วนหันไปมองอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นก้มหน้ากินข้าวอย่างมิได้ยี่หระ
กลับเป็นเถี่ยตั้นน้อยที่ไร้เดียงสา คิดอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น
“ข้าได้ยินจากสือโถวว่าพวกเขาย้ายออกไปแล้ว! พวกเขาไม่อยาก คืนเงินท่านพี่ จึงถือโอกาสที่ทุกคนหลับตอนกลางดึก แอบย้าย ออกไป!”
มิน่าเล่าช่วงนี้ถึงไม่เห็นคนสกุลจ้าวเลย แม้แต่ตอนกลางดึกที่ เหล่าโจรลักม้าบุกมาก็ไม่เห็นพวกเขา ที่แท้ก็หนีไปแล้วรึ?
เหลวไหลทั้งเพ หากเป็นพี่ใหญ่ข้าจะต้องคืนเงินให้พวกเจ้าอยู่ แล้ว! ไม่ใช่แค่สามร้อยตำลึงหรอกหรือ? คิดว่าพี่ใหญ่ข้าหามาคืน ไม่ได้หรืออย่างไร?
เพ้อเจ้อ!
ว่าแต่เขาจะหามาจ่ายได้จริงหรือ?
อวี๋ซงแค่นหัวเราะ “ข้าคิดว่าเขาจะมีมโนสำนึกมากกว่านี้เสีย อีก”
เพื่อที่จะหนีหนี้สินสามร้อยตำลึง จึงหลบหนีออกไปกลางดึก
ข้อตกลงก่อนหน้านี้ก็คือ ถ้าหากไม่คืนเงินทั้งหมดภายในสาม เดือน พวกเขาจะต้องย้ายออกจากหมู่บ้านเหลียนฮวา แต่ว่ายัง ไม่ทันครบสามเดือน พวกเขาก็หนีหัวซุกหัวซุนไปเสียแล้ว
“ชิ หน้าไม่อาย!” ป้าสะใภ้ใหญ่บริภาษ
“หน้าไม่อาย!” เจินเจินพูดตาม
ป้าสะใภ้ใหญ่ชะงัก แล้วเอื้อมมือปิดปากบุตรสาว “นี่ เจินเจิน เด็กดี คำนี้พูดไม่ได้นะ”
อวี๋เซ่าชิงเหลือบมองบุตรสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าว แล้วมองไปยังภรรยาที่ไม่พูดไม่จา ก็นึกในใจว่าเขาจากบ้านไปนาน หลายปี คงมีเรื่องเกิดขึ้นมาก…
บางเรื่องก็ไม่ควรพูดต่อหน้าเด็ก เรื่องของจ้าวเหิงถูกปัดตกไป ลุงใหญ่กล่าวถึงเรื่องกิจการของครอบครัวแทน เขาเอ่ยชื่นชมว่าอ วี๋หวั่นมีความสามารถ และกล่าวถึงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นก่อนหน้า นี้ ชาวบ้านไร้ที่ดินทำกิน ก็ล้วนมาทำงานในโรงงานของสกุลอวี๋ ทั้ง ยังเอ่ยถึงพ่อครัวเทพเป้าและโจรลักม้า รวมไปถึงแม่หม้ายหลิว และหวังหมาจื่อ…
เมื่อกินอาหารมื้อนี้เสร็จเรียบร้อย ก็ย่างเข้ายามดึก เถี่ยตั้น น้อยและเจินเจินต่างหลับอยู่ในอ้อมอกของมารดาตน ลุงใหญ่และ อวี๋เซ่าชิงต่างก็ดื่มสุรากันเสียจนเมามาย ใบหน้าแดงกํ่า
“เจ้าสามข้า…ข้าจะบอกเจ้าให้…ข้าน่ะนะ…”
ตึง!
เขาผล็อยหลับจนศีรษะกระแทกกับโต๊ะ
“ชิ!” ป้าสะใภ้ใหญ่เหลือบมองสามีของตนด้วยความเอือม ระอา แล้วจึงมองไปยังเจ้าสามซึ่งก็เมาจนไม่ได้สติเช่นกัน แล้ว บอกกับนางเจียงว่า “น้องสะใภ้ พยุงเจ้าสามเข้าไปเถอะ”
บทที่ 20.2 ครอบครัวพร้อมหน้า (2)
“พยุงอะไร ข้าจะดื่มต่อ!” ลุงใหญ่พูดเสียงอู้อี้ ปีนขึ้นมาบนโต๊ะ แล้วก็ผล็อยหลับไปอีกทั้งอย่างนั้น
ป้าสะใภ้ใหญ่ส่งสายตาให้บุตรชายทั้งสอง อวี๋เฟิงนั่งยอง อ วี๋ซงพยุงท่านพ่อมาบนหลังของพี่ชาย แล้วเดินกลับบ้านไปพร้อม กัน
ป้าสะใภ้ใหญ่อยู่ช่วยอวี๋หวั่นเก็บกวาดถ้วยชามห้องกินอาหาร จากนั้นจึงอุ้มบุตรสาวซึ่งกำลังหลับปุ๋ยกลับบ้านไป
นางเจียงพยุงอวี๋เซ่าชิงไปถึงเตียง ในตอนที่นางกำลังจะลุกขึ้น นั้นเอง อวี๋เซ่าชิงซึ่งเมาไม่ได้สติก็ดึงนางเอาไว้ จนนางล้มลงไป นอนข้างกายของเขา
อวี๋เซ่าชิงลืมตาขึ้น นัยน์ตาของเขามิได้มีความเมามายหลง เหลืออยู่ เขามองไปยังภรรยาซึ่งเขาถวิลหาทุกคํ่าคืน ฝ่ามือร้อนจับ ลงบนบั้นเอวนุ่ม ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง แล้วพูดด้วยเสียงทุ้มตํ่า แหบพร่าว่า “อาซู ข้าคิดถึงเจ้า”
นางเจียงขวยเขิน นิ้วเรียวขยับเป็นวงกลมบนอกของเขา
อวี๋เซ่าชิงถูกกระตุ้นจนสติเตลิดไปไกล ในสมองคิดเพียงว่า ปรารถนานางเหลือเกิน ทว่าเขากลับต้องยับยั้งตนเอง ไม่ควรรีบ ร้อนเกินไป ไม่พบหน้ากันมาเสียนาน ไม่ว่าอย่างไรก็ควรจะเอ่ยคำ
หวานกับอาซูสักหน่อย ไม่เช่นนั้นหากมาถึงแล้วลงมือทำเรื่อง พรรค์นั้นทันที ก็คงจะเป็นบุรุษเส็งเคร็งไปหน่อยกระมัง?
“อาซู…” ยังไม่ทันพูดจบ นางเจียงก็ถอดเสื้อผ้าออกอย่าง ฉับไว!
อวี๋เซ่าชิงซึ่งถูกถอดเสื้อผ้าออกจนหมด “…”
อวี๋เซ่าชิงซึ่งถูกทำอย่างนั้นอย่างนี้ “…”
……
ในหมู่บ้าน แม้แต่วัวสักตัวก็พบเห็นได้ยากยิ่ง หน้าบ้านของอวี๋ หวั่นกลับมีม้าศึกสูงสง่าหนึ่งตัว
“เป็นม้าศึก!” เถี่ยตั้นน้อยตบอก โอ้อวดกับเพื่อนๆ ว่า “เมื่อ วานข้าได้ขี่มันด้วยแหละ! วิ่งเร็วมาก!”
“ว้าว!”
นัยน์ตาของเด็กๆ ทั้งหลายล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกอิจฉา
ทุกคนในหมู่บ้านที่ถูกจับเข้ากองทัพไปล้วนส่งข่าวคราวกลับ มา มีเพียงบิดาของเถี่ยตั้นน้อยที่ไม่เคยส่งข่าวคราวกลับบ้าน ดัง นั้นทุกคนในหมู่บ้านต่างคิดว่าเถี่ยตั้นน้อยไม่มีพ่อ แต่บัดนี้พวก เขาล้วนรู้สึกอิจฉาเถี่ยตั้นน้อยจับใจ
“เถี่ยตั้น พ่อเจ้าสุดยอดมาก!” สือโถวพูด
“แน่นอนอยู่แล้ว!” เถี่ยตั้นน้อยยืดอก
“เจ้าให้พวกเราขี่ม้าของพ่อเจ้าได้หรือไม่?” โก่ววาจื่อซึ่งอายุ น้อยกว่าเถี่ยตั้นหนึ่งปีเอ่ยขึ้น
“ทำ…ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก!” เถี่ยตั้นน้อยเอ่ยขึ้นด้วยความ ลังเล
“ขี้งก!” โก่ววาจื่อเบ้ปาก
มิตรภาพของเด็กก็เป็นเช่นนี้ ก่อนหน้านี้เรียกขานว่าพี่น้อง ผ่านไปอีกชั่วลัดนิ้วมือกลับทะเลาะกันเสียอย่างนั้น เด็กๆ ส่งเสียง จ้อกแจ้กจอแจ ในตอนนั้นเอง อู๋ซันก็หาหมู่บ้านเหลียนฮวาพบจน ได้
เมื่อวานอวี๋เซ่าชิงรีบร้อนออกมา มิทันได้นำสัมภาระมาด้วย อู๋ ซันจึงนำกล่องของมาส่งให้อวี๋เฒ่า ด้านในบรรจุของขวัญซึ่งอวี๋เซ่า ชิงซื้อมาให้ครอบครัว เป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าตนเองมีบุตรชาย จึง ไม่มีของขวัญของเถี่ยตั้นน้อย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เถี่ยตั้นน้อยโกรธ จัด!
เถี่ยตั้นน้อยกระทืบเท้า “ไม่อยากให้ข้าเรียกท่านว่าท่านพ่อ แล้วใช่ไหม?”
อวี๋หวั่นบีบหูน้อยๆ ของเถี่ยตั้น “ของเจินเจินก็ไม่มีนะ เจ้าเกิด มาช้าไปหน่อย ท่านพ่อไม่รู้”
เถี่ยตั้นน้อยปวดใจจนร้องไห้โฮ “ทำไมต้องให้ข้าเกิดมาช้าด้วย เล่า…”
อวี๋เซ่าชิงไม่รู้จะทำอย่างไร “พ่อจะเข้าเมืองหลวงไปซื้อให้เจ้า ซื้อให้สองชิ้นเลย!”
…….
อู๋ซันไม่คิดว่าอวี๋เซ่าชิงจากบ้านไปหกปี เมื่อกลับมาจะมี ลูกชายเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง เจ้าเด็กน้อยหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ อวี๋เฒ่า เมื่อเห็นอวี๋เซ่าชิงคนขึงขังต้องมาเค้นสมองปลอบเด็กเช่น นี้ อู๋ซันคิดแล้วก็อยากจะขำ
อวี๋เฒ่านะอวี๋เฒ่า เจ้ายังมีวันนี้!
อู๋ซันเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันในสนามรบของอวี๋เซ่าชิง อวี๋หวั่นก็ต้องต้อนรับเขาเป็นอย่างดี นางเจียงออกมากล่าวทักทาย เพียงแต่ว่านางเจียงซึ่งป่วยกระเสาะกระแสะ วันนี้กลับดูมีเรี่ยวมี แรง ใบหน้าอิ่มเอิบเป็นพิเศษ
“น้องอู๋” นางเจียงเอ่ยทักทายอย่างอ่อนโยน
อู๋ซันตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง พี่สะใภ้ของเขางดงามประหนึ่ง เทพเซียนก็ไม่ปาน มิน่าเล่าอวี๋เฒ่าไม่แม้แต่จะชายตามององค์ หญิงซยงหนู ยอดหญิงงามของเฉ่าหยวนสิบคนมารวมกัน ยังงาม ไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของพี่สะใภ้เลยด้วยซํ้า
ที่บ้านมีสาวงามดุจบุปผาชาติ จะมีใครเข้าตาได้อีกเล่า?
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าพี่สะใภ้ได้แต่งงานกับคนดีอย่างอวี๋เฒ่าผู้ นี้ นับว่าเป็นโชคของนาง ทว่าวันนี้จึงตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้ว
ต้องบอกว่าเป็นอวี๋เฒ่าต่างหากที่โชคดี!
เมื่ออู๋ซันรู้จากปากของนางเจียงว่าอวี๋หวั่นเป็นคนส่งลูกชิ้น ผักดอง และแผ่นแป้งไปยังชายแดน เขาก็พลันรู้สึกซาบซึ้ง
“หลานสาว ของที่เจ้าส่งไปนั้นช่วยชีวิตเหล่าพี่น้องของพวก เราไว้จริงๆ!”
ลูกชิ้นหนึ่งลูกสามารถนำมาต้มเป็นนํ้าแกงข้นได้หนึ่งหม้อ ผัก ดองหนึ่งแผ่นมีปริมาณเกลือเพียงพอกับคนกลุ่มหนึ่ง แผ่นแป้ง หนึ่งแผ่นกินสิบกว่าวันก็ยังไม่หมด…เรียกว่าเป็นเสบียงกองทัพที่ เหนือชั้นกว่าเสบียงกองทัพเสียอีก!
“ท่านลุงอู๋เกรงใจเกินไปแล้ว ที่จริงที่บ้านก็ยังมีอยู่ ข้าเพิ่งทำ เสร็จวันนี้เอง ถ้าลุงอู๋ชอบ ข้าจะไปหยิบให้” อวี๋หวั่นเดินออกไปจาก ห้องครัวอย่างมีความสุข
กระนั้นในตอนที่เธอหอบลูกชิ้นที่เพิ่งทอดเสร็จ ผักดองที่เพิ่ง ทำเสร็จ และแผ่นแป้งออกมา อู๋ซันก็วิ่งแจ้นออกไปอย่างไม่เห็นเงา
……
เป็นดังคำพูดของอวี๋เซ่าชิง หลังจากสงครามจบลง ทหารที่ถูก เกณฑ์ไปเสริมทัพก็จะทยอยกันกลับบ้าน อวี๋เซ่าชิงเป็นคนแรก คน ที่สองก็คือพี่ชายของนายพราน
“ไอ้หยาชุ่ยฮวา! นั่นใช่พี่ใหญ่บ้านเจ้าหรือไม่?” ป้าไป๋ซึ่งกำลัง นั่งยองซักผ้า ก็สะกิดไหล่ของชุ่ยฮวา
ชุ่ยฮวาเงยหน้ามอง “พะ…พี่ใหญ่? พ่อสือโถว! พี่ใหญ่กลับมา แล้ว!”
พี่ใหญ่ของนายพรานถูกข้าศึกฟันหูขาดไปข้างหนึ่ง นายพราน และพี่ใหญ่กอดกันร้องไห้อยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
อีกครู่หนึ่ง บุตรชายสกุลหลี่ก็กลับมา เขาไม่ได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่ศีรษะของเขาล้านเสียแล้ว
หลังจากนั้นก็มีคนทยอยกันกลับมา
“กลับมากันหมดแล้วหรือ…” ป้าจางเริ่มรู้สึกกระวนกระวาย “ไยเอ้อร์หนิวยังไม่กลับมา?”
“ท่านแม่!”
ไม่ไกลออกไป เสียงของเอ้อร์หนิวก็ดังขึ้น
ป้าจางตื่นเต้นจนทำไม้ตีผ้าตก “เอ้อร์หนิวววววว เอ้อร์ หนิววววววว”
นางร้องไห้พร้อมกับวิ่งเข้าหาลูกชาย
เอ้อร์หนิวกลับมาครบสามสิบสองประการ เขาถูกส่งไปประจำ การในห้องครัว รับผิดชอบเพียงแค่หุงหาอาหาร มิได้ออกรบ
“เอ้อร์หนิว” ป้าจางร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหายใจไม่ทัน
“ท่านแม่! ท่านไม่ต้องร้องไห้แล้ว…ข้ากลับมาแล้ว…” เอ้อร์ หนิวร้องไห้นํ้าตาไหล
ผู้ที่ไม่เคยประสบพบเจอกับการจากลาเช่นนี้ จะไปเข้าใจได้ อย่างไร?
“มาเร็ว พ่อกับภรรยาเจ้ารออยู่ด้านใน! ” ป้าจางจูงมือลูกชาย นางปาดนํ้าตา แล้วบอกกับป้าไป๋ว่า “พี่ไป๋ ท่านช่วยข้าดูของก่อน นะ ประเดี๋ยวข้ากลับมา”
“เจ้าไปเถอะ!” ป้าไป๋ยิ้มแย้ม
ซุนต้าจ้วง เพื่อนบ้านของหวังหมาจื่อก็กลับมาแล้วเช่นกัน เขา เสียโฉม นิ้วขาดไปหนึ่งนิ้ว เท้าก็ขาดไปเช่นกัน
นับว่าเขามีเหตุผลมากพอที่จะออกจากกองทัพ แต่เขาก็ยัง ยืนกรานที่จะอารักขาโยวโจวต่อจนสงครามสิ้นสุด
“ลูกแม่”
“ต้าจ้วงงงงงง”
ซุนต้าจ้วงและมารดากอดกันกลมพลางรํ่าไห้
ได้กลับมาพบหน้ากันช่างดีเหลือเกิน ซวนจื่อคิดด้วยความ อิจฉา ขอเพียงพี่ชายของเขากลับมา ไม่ว่าจะแขนขาดขาด้วน อย่างไร ซวนจื่อก็จะดูแลเขาไปทั้งชีวิต!
“เจ้าเด็กตัวเหม็น ทำอะไรนั่น?”
ซวนจื่อซึ่งนั่งยองอยู่ พลันถูกคนเตะก้น เขาล้มหน้าคะมำลง ไปจนฟันเฉาะพื้นดิน
ทุกวันนี้ซวนจื่อเป็นผู้ควบคุมดูแลโจรลักม้าทั้งสามสิบคน ใคร หน้าไหนกล้ามาถีบเข้าหน้าทิ่มอย่างนี้กัน?!
ซวนจื่อหันหน้าไปมองด้วยความอาฆาตแค้น!
“ทำไม? ยังไม่เชื่ออีกรึ?” ทหารพิการถีบซวนจื่ออีกครั้ง เขาไม่ ได้ใช้แรง แต่กลับทำให้ซวนจื่อล้มหน้าคะมำไปอีกรอบ
ซวนจื่อมองอีกฝ่ายอย่างตะลึงงัน “พะ…พี่ใหญ่?”
บุรุษผิวเข้ม ร่างกายกำยำลํ่าสันดุจจามรีตรงหน้าก็คือพี่ชาย ของเขา ซึ่งเคยผอมแห้งแรงน้อย อ่อนแอเสียยิ่งกว่าสตรีจริงๆ หรือ?
“ไม่รู้จักข้าแล้วหรือ?” พี่ชายของซวนจื่อเย้าหยอก
“พี่ใหญ่เป็นท่านจริงๆ ด้วย ว้าว!” ซวนจื่อรีบลุกขึ้นมา แล้วโผ เข้าหาพี่ชาย!
ลมสนามรบพัดผ่านไปหกครา กลับมาพร้อมกับทวนทองม้า เกราะ[1] เด็กหน้าขาวที่อ่อนแอที่สุดในหมู่บ้าน เติบโตเป็นบุรุษผู้ สูงสง่าและเด็ดเดี่ยว
“ลงไปเดี๋ยวนี้!”
“ข้าไม่ลง! ถ้าเก่งนักก็ตีข้าเลยซี่!”
ซวนจื่อห้อยต่องแต่งอยู่บนตัวของพี่ชายโดยปราศจากความ อับอายไปตลอดทาง
“คน…คนที่อ่อนแอที่สุดในหมู่บ้านยังกลับมาแล้ว ตุนจื่อลูก ข้าก็ควรจะกลับมาได้แล้ว!” ป้าไป๋ยังคงซักผ้าต่อไป
“ป้าไป๋ ผ้าถังนี้ท่านซักมาแล้วสามรอบ ข้าจะช่วยท่านตาก เอง” เสียงของอวี๋หวั่นดังขึ้นจากด้านข้างของป้าไป๋
“อ่อ…” ป้าไป๋ได้สติกลับมา มองดูผ้าซึ่งซักจนเปื่อยแล้ว “ขะ…ข้ายังซักไม่สะอาด จะซักอีกรอบ”
“ไป๋เสี่ยวตุนเป็นคนบ้านไหนหรือ?” มีทหารขี่ม้ามาที่ทางเข้า หมู่บ้าน
ป้าไป๋วางเสื้อผ้าลง แล้วรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว นางพยายามกด ความตื่นเต้น “บ้านข้าๆ! ข้าเป็นแม่ของตุนจื่อ! พี่ชาย ตุนจื่อลูกข้า กลับมาแล้วใช่ไหม?”
ทหารนายนั้นลงจากหลังม้า แล้วทำความเคารพป้าไป๋ด้วย ความจริงใจ
ป้าไป๋ชะงัก
เขาหยิบห่อผ้าบนอานม้าออกมา เปิดออกแล้วส่งให้ป้าไป๋ด้วย สองมือ “ไป๋เสี่ยวตุนสละชีพในศึกที่โยวโจว ได้รับยศทหารชั้นหนึ่ง ขอแสดงความเสียใจด้วยขอรับ”
ป้าไป๋รู้สึกประหนึ่งมีสายฟ้าผ่าลงมา!
นางรับห่อผ้ามาด้วยมืออันสั่นเทิ้มจนเงินค่าทำขวัญกระจาย ลงบนพื้น กระนั้นนางก็มิได้ใส่ใจจะมองด้วยซํ้า เพียงแต่หยิบป้าย
โลหะสลักชื่อของบุตรชายขึ้นมา และรํ่าไห้จนแทบขาดใจ…
……
ณ จวนสกุลเหยียน
สงครามจบลง เหยียนฉงหมิงย่อมต้องได้กลับบ้าน หลังจากที่ ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากคุก เขาก็ถูกส่งเข้ากองทัพ จากนั้น เขาก็ไม่ได้กลับมาเหยียบจวนแม่ทัพนี้อีกเลย
เมื่อมองไปยังป้ายจวนแม่ทัพซึ่งดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ในใจ ของเขาก็พลันบังเกิดความรู้สึกซับซ้อน
“ท่านพ่อ!”
“นายท่าน!”
เหยียนหรูอวี้และฮูหยินเหยียนออกไปต้อนรับด้วยตนเอง
เหยียนฉงหมิงมองไปยังบุตรสาวซึ่งงามเพริศพริ้ง แล้วจึง มองไปยังภรรยาใบหน้าเหี่ยวย่น เขาหลบเลี่ยงมือของนาง แล้วกระ แอมทีหนึ่ง “เข้าจวนเถิด”
ฮูหยินเหยียนชะงักงัน
เหยียนหรูอวี้กล่าวทั้งรอยยิ้มว่า “ครานี้ท่านพ่อสร้างความดี ความชอบครั้งใหญ่ ลูกยินดีที่ท่านพ่อชนะศึก ยินดีที่ท่านพ่อขับไล่ ข้าศึกไปได้”
เหยียนฉงหมิงทอดถอนหายใจ “คนที่ขับไล่ข้าศึก…ไม่ใช่ข้า”
เหยียนหรูอวี้หัวเราะ “ท่านพ่อถ่อมตัวเกินไปแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าที่ แม่ทัพใหญ่เซียวสามารถตีทัพซยงหนูจนพ่ายได้ เป็นเพราะมีคน ส่งข้อมูลสำคัญให้เขา คนผู้นั้นจึงจะนับว่าเป็นขุนนางผู้ปกป้อง ชีวิตชาวเมืองโยวโจวนับแสนคนอย่างแท้จริง ผู้คนลือกันหนาหูว่า ฮ่องเต้จะตบรางวัลเขาอย่างงาม คนผู้นั้น…ไม่ใช่ท่านพ่อหรอก หรือ?”
“ไม่ใช่ข้า” เหยียนฉงหมิงพูดอย่างขมขื่น
“เช่นนั้นเป็นผู้ใด?!” เหยียนหรูอวี้ขมวดคิ้ว คงไม่ใช่พ่อของ สตรีบ้านนอกนั่นหรอกกระมัง? เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว! ชาวไร่ชาวนาจนๆ จะไปสร้างความดีความชอบมหาศาลเช่นนี้ได้ อย่างไร?
เหยียนฉงหมิงโบกมือแล้วตอบว่า “…เจ้าไม่รู้จักหรอก เป็น หัวหน้ากองพันคนหนึ่ง ชื่ออวี๋เซ่าชิง”
…………………………………….
[1] ทวนทองม้าเกราะ เปรียบเปรยถึงท่วงท่าของวีรบุรุษในสนามรบ