หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 223 เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์มาแล้ว
เห้อเหลียนเป่ยหมิงคิดไม่ตกว่าเหตุใดประมุขหญิงจึงมา เยี่ยมเยียนถึงบ้าน ตั้งแต่ร่างกายของเขามีปัญหา ก็ค่อยๆ ห่างจาก ราชสำนัก ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเขาได้ทูลขอองค์ประมุขหยุด พักยาว ตอนนี้เขาอยู่ระหว่างการพักฟื้นที่บ้าน เรื่องของราชสำนัก และค่ายทหารไม่จำเป็นต้องถามเขา ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับทางการ
เรื่องส่วนตัวยิ่งเป็นไปไม่ได้
สกุลเห้อเหลียนไม่เคยติดต่อกับจวนประมุขหญิง จะมีเรื่อง ส่วนตัวใดที่ควรค่าแก่การเสด็จมาเยี่ยมเยียนด้วยตนเอง?
เห้อเหลียนเป่ยหมิงไปที่โถงบุปผาของจวนตะวันออกเพื่อพบ ประมุขหญิง
ประมุขหญิงไม่ได้สวมชุดของราชสำนัก ดูแล้วก็เหมือนกับการ มาเยี่ยมเยียนธรรมดาๆ นางนั่งในตำแหน่งหลักด้วยท่าทางสง่า งาม โดยมีโม่ซังและหญิงรับใช้อีกสองคนยืนขนาบข้าง
พ่อบ้านแห่งจวนตะวันออกนำชาที่ชงสดใหม่มาถวาย ทว่าหา ใช่ชาที่ดีที่สุดในจวน ฮูหยินผู้เฒ่าใช้ชาที่ดีที่สุดไปกับการเอาอก เอาใจเหลนตัวน้อย
ประมุขหญิงไม่ได้มาที่นี่เพื่อดื่มชา
อวี๋กังดันเก้าอี้รถเข็นเข้ามายังห้องโถงบุปผา จากนั้นก็ยืนคุ้ม กันใต้เท้าของเขาอยู่ด้านหลัง
เห้อเหลียนเป่ยหมิงเส้นเอ็นขาด สูญเสียวรยุทธ์ องค์ประมุข จึงไม่ให้เขาทำความเคารพต่อผู้ใด
เห้อเหลียนเป่ยหมิงค้อมกายเล็กน้อยไปทางคนที่นั่งอยู่ “ไม่ ทราบว่าฝ่าบาทจะเสด็จมา ขออภัยที่กระหม่อมมิได้ออกไปต้อนรับ ขอฝ่าบาทโปรดยกโทษ”
ประมุขหญิงยิ้มกว้างพร้อมกับตรัสว่า “แม่ทัพใหญ่มิต้องมา พิธี”
อวี๋กังดันเก้าอี้รถเข็นไปที่ประมุขหญิงนั่งประทับอยู่
สายตาอ่อนโยนของประมุขหญิงจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลา ของเห้อเหลียนเป่ยหมิง นางคลี่ยิ้มและตรัสว่า “ไม่พบแม่ทัพใหญ่ เสียนาน ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง?”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าว “กระหม่อมสบายดี ขอบพระทัยฝ่า บาทที่ทรงเป็นห่วง”
ประมุขหญิงตรัสอีกครั้ง “ไม่ทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่าเป็นอย่างไร บ้าง?”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงตอบ “ท่านแม่สุขภาพแข็งแรง ทุกอย่าง ล้วนปกติสุขพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นเช่นนี้ข้าก็สบายใจ ครั้งก่อนข้าเห็นฮูหยินผู้เฒ่า นางจำ
ไม่ได้ว่าข้าเป็นใคร” ประมุขหญิงกล่าวพลางก้มหน้าหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะเงยขึ้นมองเห้อเหลียนเป่ยหมิงอีกครั้ง
คำถามที่ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจ กลับเป็นคำถามว่าแท้จริงแล้วฮู หยินผู้เฒ่ามีสติรู้ตัวหรือไม่
เห้อเหลียนเป่ยหมิงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “ท่านแม่ได้พบฝ่า บาทไม่บ่อยนัก”
“จะว่าอย่างนั้นก็ใช่” ประมุขหญิงถูกปฏิเสธอย่างละมุน ละม่อม
หลังจากทั้งสองทักทายกันครู่หนึ่ง ก็สนทนากันอย่างเรียบง่าย
เห้อเหลียนเป่ยหมิงเอ่ยตัดเข้าประเด็นหลัก “วันนี้ฝ่าบาท เสด็จมาเยือนถึงจวนเห้อเหลียน ไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอันใด องค์ ประมุขมีรับสั่งอันใดหรือไม่?”
ประมุขหญิงตรัสตอบ “ไม่ใช่เสด็จพ่อของข้า เป็นข้าที่มาด้วย ตนเอง ข้าได้ยินว่าพบญาติของแม่ทัพใหญ่แล้ว เขาเป็นเลือดเนื้อ เชื้อไขของเด็กที่ตกจากหน้าผา ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
“มีเรื่องเช่นนี้จริง น้องชายข้าโชคร้ายตกจากหน้าผา ไม่เหลือ แม้กระทั่งกระดูก แม้หลายคนจะบอกว่าเขาตายไปแล้ว ทว่าท่าน แม่กับข้าเชื่อมาตลอดว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่กี่ปีที่ผ่านมาข้าได้ยิน ข่าวเรื่องที่อยู่ของน้องชาย ฟ้าย่อมเมตตาผู้มีใจ ในที่สุดข้าก็ตาม พบ แต่น่าเสียดายที่มาช้าไปหนึ่งก้าว น้องชายและน้องสะใภ้ได้ จากไปแล้ว เคราะห์ดีที่ทั้งคู่ได้ทิ้งเลือดเนื้อของพวกเขาไว้ ท่านแม่
ดีใจมากที่ได้พบเด็กคนนั้น ราวกับว่าน้องชายกลับมามีชีวิตอีกครั้ง จริงๆ”
ยามที่เห้อเหลียนเป่ยหมิงเล่าเรื่องนี้ สายตาของประมุขหญิง จับจ้องใบหน้าของเขาตลอดเวลา ราวกับต้องการค้นว่าเขามีสิ่งใด ซ่อนอยู่หรือไม่
“ทว่า” เห้อเหลียนเป่ยหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง “เรื่องนี้ ข้ายังไม่ได้ ประกาศต่อสาธารณะ ไม่ทราบว่าฝ่าบาททราบข่าวมาจากที่ใดหรือ พ่ะย่ะค่ะ?”
ผู้ที่กล้าถามประมุขหญิงอย่างเปิดเผยนอกจากราชบุตรเขย แล้ว ก็มีเพียงบุรุษผู้นี้เท่านั้น
ประมุขหญิงคาดไว้แต่แรกแล้วว่าเขาจะถามคำถามนี้ จึงไม่ได้ ปิดบังและกล่าวไปตามความจริง “ข้าได้ยินมาจากซีเอ๋อร์ ดูเหมือน ว่าระหว่างซีเอ๋อร์กับคุณชายใหญ่และภรรยาคุณชายใหญ่ที่เพิ่ง กลับมาจะมีความเข้าใจผิดกัน เป็นเพียงเรื่องซุกซนของเด็กๆ เท่านั้น แม่ทัพใหญ่อย่าได้ใส่ใจ”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าวด้วยท่าทางปวดหัว “เป็นอวี่เอ๋อร์กับ เฉิงเอ๋อร์กระมัง? เด็กสองคนนี้ ข้าเตือนพวกเขาว่าอย่าไปรบกวน องค์หญิงน้อย พวกเขาก็ไม่ฟัง ทำให้องค์หญิงน้อยเดือดร้อนแล้ว ข้าขออภัยฝ่าบาทและองค์หญิงน้อยแทนพวกเขาด้วย”
ประมุขหญิงยิ้มอย่างสุภาพ “เรื่องนี้เริ่มมาได้อย่างไรนะ? เรื่อง บ้านเมืองก็คือเรื่องบ้านเมือง เรื่องเด็กๆ ก็เป็นเรื่องเด็กๆ พวกเขา
เติบโตมาด้วยกัน รักใคร่กลมเกลียวมากกว่าธรรมดา ท่านอย่าได้ ตำหนิพวกเขาเลย”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “กระหม่อมรับพระ บัญชา”
เห้อเหลียนอวี่และเห้อเหลียนเฉิงไม่ใช่บุตรชายคนโตของสกุล เห้อเหลียน พวกเขาไม่อาจเป็นผู้สืบทอดสกุล ทั้งคำพูดและการก ระทำของพวกเขาก็ไม่อาจแสดงจุดยืนทั้งหมดของสกุลเห้อเหลียน ได้ ดังนั้นการตีตัวออกห่างจากจวนประมุขหญิงจะเป็นการดีที่สุด แต่หากช่วยไม่ได้ การรู้จักกันเล็กน้อยก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทว่า หากเปลี่ยนเป็นบุตรชายคนโตจากเรือนหลักไปข้องแวะกับองค์ หญิงน้อยอยู่ไม่ขาด เกรงว่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ประมุขหญิงแย้มยิ้ม ตรัสต่อราวกับไม่ได้ครุ่นคิดในคำพูด “วัน นี้เด็กๆ อยู่บ้านหรือไม่? ข้ายังไม่เคยเห็นเขาเลย”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงถอนหายใจและกล่าวว่า “ช่างไม่บังเอิญ เสียจริง เฉาเอ๋อร์เขาออกไปข้างนอกแล้ว เด็กหนุ่มอยู่ในจวน ตลอดทั้งวันคงจะเบื่อยิ่งนัก ข้าจึงให้องครักษ์พาเขาออกไปเที่ยว เล่นแล้ว”
“อา” ประมุขหญิงพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ตรัสต่ออย่างยิ้ม แย้ม “อันที่จริงก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร ซีเอ่อร์ถูกข้าเลี้ยงดูจนเสีย นิสัย วาจาและการกระทำของนางไร้เดียงสา ข้าไม่อยากให้เกิดข่าว ลือไปว่าซีเอ๋อร์รังแกหลานชายคนโตของสกุลเห้อเหลียน”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “กระหม่อม ยืนยันกับฝ่าบาทว่าเรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น”
ประมุขหญิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากท่านกล่าวเช่นนี้ข้าก็โล่ง ใจ ซีเอ๋อร์อายุสิบเจ็ดแล้ว ใกล้ถึงคราวออกเรือน ชื่อเสียงของนางก็ ไม่ดีนัก ข้าละปวดหัวยิ่งนัก”
“กระหม่อมเข้าใจ” เห้อเหลียนเป่ยหมิงค้อมกาย
ประมุขหญิงกล่าวอย่างอ่อนโยน “เริ่มเย็นแล้ว ข้าต้องขอตัว กลับก่อน นี่เป็นนํ้าใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า มอบให้ฮูหยินผู้เฒ่าและ บุตรสองคน” ประมุขหญิงยกมือขึ้นชี้ไปที่กล่องผ้าสองสามกล่องที่ วางอยู่บนโต๊ะ
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าว “ขอบพระทัยในพระ มหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ประมุขหญิงลุกขึ้นกล่าวอำลา
เห้อเหลียนเป่ยหมิงส่งนางออกจากโถงบุปผา ประมุขหญิงขอ ให้เขาหยุดส่งตรงนี้ และจากไปพร้อมกับองครักษ์และหญิงรับใช้
หญิงรับใช้ทั้งสองเดินตามหลังสายตาแน่วแน่ โม่ซังเดินตาม มาและกระซิบกับประมุขหญิง “ฝ่าบาท คุณชายผู้นั้นเป็นคนของ สกุลเห้อเหลียนจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ประมุขหญิงถามกลับ “ในสายตาเจ้าเห้อเหลียนเป่ยหมิงเป็น คนเช่นไร?”
โม่ซังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ภักดีต่อชาติ ซื่อสัตย์ ทรงคุณธรรม เป็นขุนนางที่พิถีพิถันหาใดเปรียบ”
ประมุขหญิงยิ้มอย่างแผ่วเบา “แต่ก็เป็นบุตรกตัญญูที่หาได้ ยากยิ่งเช่นกัน”
โม่ซังผงะ “ฝ่าบาทหมายถึง…”
ประมุขหญิงตรัส “ข้าจำได้ว่าปีหนึ่งฮูหยินผู้เฒ่าอยากกินลิ้นจี่ จากอำเภอจวิ้น ทว่าปีนั้นสะพานสู่อำเภอจวิ้นได้พังลง ถนนผ่านไป ไม่ได้ กลุ่มคาราวานพ่อค้าก็ยังไม่เต็มใจจะไปที่นั่น เห้อเหลี ยนเป่ยหมิงขอทูลลากับองค์ประมุข เดินทางไปซื้อลิ้นจี่จา กอำเภอจวิ้นกลับมาด้วยตัวเอง ทว่าลิ้นจี่ที่ซื้อมาฮูหยินผู้เฒ่ากลับ ไม่กิน หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฮูหยินผู้เฒ่าก็เริ่มพูดถึงลิ้นจี่จา กอำเภอจวิ้นอีกครั้ง เขารู้ดีว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะลืมเรื่องที่นางพูดไป ในไม่กี่วัน แต่เขาก็ยังตัดสินใจไปอย่างเด็ดเดี่ยว เขาเป็นคนเช่นนี้ เพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าพึงพอใจแล้วเขาทำได้ทุกอย่าง”
“ฝ่าบาทกำลังจะบอกว่า เด็กคนนั้นไม่ใช่ตัวจริง เป็นเพียงคน ที่เขาหามาจากข้างนอกเพื่อสนองความต้องการของฮูหยินผู้เฒ่า หรือ?”
“เมื่อกล่าวถึงเด็กคนนั้น เขาระมัดระวังตัวมาก และถึงกับไม่ ยอมให้ข้าได้เห็นเขาด้วย ดังนั้นข้าจึงไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย ทว่า…” ประมุขหญิงไม่ตรัสสิ่งใดต่อหลังจากนั้น
หากเด็กคนนั้นไม่ใช่บุตรแท้ๆ เช่นนั้นคนที่หน้าตาเหมือนก็
เหลือเพียงซื่อจื่อแห่งต้าโจว ประมุขหญิงรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นไป ได้ เพราะซื่อจื่อผู้นั้นเป็นฆาตกรที่สังหารเห้อเหลียนฉี หากเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงต้องการเอาใจฮูหยินผู้เฒ่า ก็คงไม่ถึงกับพาฆาตกรที่ ฆ่าญาติเข้าบ้านตัวเอง
“อื้อ…อื้อ…อื้อ…”
ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน จู่ๆ เสียงเด็กที่พยายามออกแรงก็ ดังขึ้นมาจากที่ที่ไม่ไกลนัก ทั้งสองเดินไปรอบๆ และเห็นเด็กคน หนึ่งที่ดูเหมือนจะคลานออกมาจากกองหญ้า เดินไปทางโถงบุปผา พลางใช้มือเล็กอวบอ้วนจับเศษหญ้าบนหัวอย่างงุ่มง่าม
เขาอายุราวๆ สองสามขวบ ตัวอวบอ้วน เหมือนไข่ดำ ท่าทางดู น่ารักยิ่ง
เศษหญ้าบนหัวทำให้เขาไม่สบายตัวและก็ยังจับมันออกไม่ได้
เห้อเหลียนเป่ยหมิงผลักรถเข็นออกมา
เด็กคนนั้นเดินมาหาเขาและยื่นหัวน้อยๆ ให้เขา
เห้อเหลียนเป่ยหมิงหยิบเศษหญ้าออกจากหัวอย่างระมัดระวัง “น้องๆ รังแกต้าเป่าอีกแล้วหรือ?”
ทั้งสามกำลังเล่นซ่อนหา แต่ต้าเป่าถูกน้องชายทั้งสองหลอก ให้เข้าไปในกองหญ้า
ต้าเป่าคันและไม่สบายตัว
เห้อเหลียนเป่ยหมิงถอดเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเศษหญ้าออก
เหลือเพียงพุงน้อยๆ ที่เย็นเฉียบ เขาคลานขึ้นบนตักของเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงด้วยก้นเปลือยเปล่า และเข้าไปนั่งในอ้อมแขนของเขา สองมือจับหัว
“อย่าจับ เดี๋ยวจะเจ็บ ปู่จะเป่าให้นะ” เห้อเหลียนเป่ยหมิงจับ มืออวบอ้วนน้อยๆ ของเขาออกแล้วเป่าหัวของเขาเบาๆ
เห้อเหลียนเป่ยหมิงในรูปแบบนี้ ประมุขหญิงไม่เคยเห็นมา ก่อน
เขาดูอ่อนโยนราวกับว่าไม่ใช่เขาอีกต่อไป
เขาเรียกตัวเองว่าปู่ เช่นนั้น…ไข่ดำใบน้อยนั่นก็คือหลานของ เขาหรือ?
ต้าเป่าที่ยังคันอยู่ นำหัวไปถูกับแขนของเห้อเหลียนเป่ยหมิง จนเสื้อผ้าของเขาเลอะเทอะไปหมด มือน้อยๆ จับใบหน้าของเห้อเห ลียนเป่ยหมิงอย่างสุดทน จนใบหน้าเป็นรอย
เห้อเหลียนเป่ยหมิงไม่สนใจว่าตนเองจะเสียโฉมแต่อย่างใด กลับเอ่ยอย่างนุ่มนวล “หากต้าเป่าไม่อึดอัด ปู่จะพาต้าเป่าไปอาบ นํ้านะ?”
ต้าเป่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ปู่และหลานทั้งสองจึงกลับไปที่เรือนสวนอู๋ถง
ประมุขหญิงมองไปยังทิศที่ทั้งสองจากไปอยู่เนิ่นนาน ก็ยังไม่ ได้สติกลับมา
“ฝ่าบาท พระองค์คิดสิ่งใดอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ?” โม่ซังขัดความ คิดของนาง
“เหมือนเกินไปแล้ว” ประมุขหญิงพึมพำ
“เหมือน?” โม่ซังไม่ได้สนใจไข่ดำมากนัก เขาสนใจสังเกต เพียงเห้อเหลียนเป่ยหมิง
ประมุขหญิงตรัสอย่างเลื่อนลอย “ช่างเหมือนกับเด็กในตอน นั้นเกินไปแล้ว”
เพียงแค่อ้วนขึ้นและดำขึ้นเล็กน้อย
โม่ซังไม่เข้าใจ
ดวงตาของประมุขหญิงกระตุกวูบ “เจ้าจงส่งคนไปที่ต้าโจว และตรวจสอบคนคนหนึ่งให้ข้า”
“ผู้ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” โม่ซังถาม
ประมุขหญิงตอบ “ซื่อจื่อแห่งเมืองเยี่ยน”
ตราบใดที่พบว่าเขาไม่ได้อยู่ในต้าโจวแล้ว เช่นนั้น ‘คุณชาย ใหญ่’ ที่มาแสดงตัวเป็นญาติผู้นี้ก็คงเป็นเขา
โม่ซังส่งฝาแฝดคู่หนึ่ง หนึ่งในนั้นเป็นหน่วยกล้าตาย ส่วนอีก คนเป็นหน่วยสอดแนม พวกเขาร่วมมือกันอย่างลงตัวเช่นเดีย วกับอิ่งสือซันและอิ่งลิ่ว ทว่าสิ่งที่แตกต่างคือทั้งสองได้รับการ ฝึกฝนเข้มข้น พี่ชายเป็นหน่วยกล้าตายทองคำ น้องชายเป็นหน่วย สอดแนมที่ดีที่สุด ยามที่ทั้งสองลงมือ ไม่เคยมีครั้งใดที่ทำภารกิจ
ไม่สำเร็จ
หลังจากทั้งสองรับคำสั่ง พวกเขาก็รีบมุ่งหน้าไปที่ชายแดน อย่างไม่หยุดยั้ง ในคืนมืดลมหวน พวกเขาได้เดินทางออกจากซี เฉิง และมาถึงเมืองชิงเหอซึ่งมีพรมแดนติดกับต้าโจว
โรงเตี๊ยมเยว่ไหลเป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชิงเหอ และ เป็นโรงเตี๊ยมมืดที่มืดที่สุด ทว่าหลังจากถูกปล้นถึงสองครั้ง โรงเตี๊ยมก็ถูกปิดเป็นเวลานาน จนกระทั่งเปิดอีกครั้งในวันนี้
จากบทเรียนที่แสนเจ็บปวดในอดีตของพวกเขา ทำให้พวกเขา ตัดสินใจเปลี่ยนความคิดและประพฤติตัวใหม่
ในตอนเย็น แขกกลุ่มแรกได้เดินทางมาถึงโรงเตี๊ยม พวกเขา เป็นพี่น้องฝาแฝดที่ดูเย็นชาและมีกลิ่นอายความแข็งแกร่ง
เจ้าของร้านรู้สึกหวั่นแกรงในใจ พลันถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “แขกทั้งสอง ไม่ทราบว่าท่านต้องการมาพักหรือว่าทานอาหาร ขอรับ?”
“มาพัก” น้องชายตบเงินตำลึงจีนลงบนโต๊ะ “ห้องชั้นบนหนึ่ง ห้อง”
โอ้ กลับตัวกลับใจก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องปล้นก็ได้เงินมากมาย เพียงนี้!
น้องชายหยิบเงินตำลึงจีนอีกอันออกมา “ให้อาหารม้าด้วย”
เจ้าของร้านดวงตาเป็นประกายสีเขียว พลันพยักหน้าเหมือน
โขลกกระเทียม “ให้ๆๆ! ให้แน่นอน!”
เจ้าของร้านหยิบเงินตำลึงใส่ในแขนเสื้อ จากนั้นจึงเรียกคนนำ พวกเขาไปที่ห้องหมายเลขหนึ่ง และไปให้อาหารม้าเหงื่อโลหิตของ คนทั้งสองที่คอกม้าด้วยตนเอง
เจ้าของร้านไม่เคยเห็นม้าที่ดีแบบนี้มาก่อนในชีวิต เขาแทบ อยากจะทำร้านมืดอีกครั้ง แต่เมื่อนึกถึงแววตาสังหารของ สองพี่น้องฝาแฝด ความกล้าก็ถูกกดให้มอดลงอีกครั้ง
โรงเตี๊ยมแห่งนี้ปิดมานานขนาดนั้น เดิมที่คิดว่าธุรกิจจะ ซบเซายิ่งนัก ไหนเลยจะรู้ว่าไม่นานก็มีลูกค้ารายอื่นเข้ามาอีก
คราวนี้เป็นรถม้าคันหนึ่ง คนที่ขับรถม้าเป็นบุรุษรูปร่างกำยำ อายุราวๆ สามสิบ ร่างกายสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลา ประสาท สัมผัสทั้งห้าแข็งแรง กลิ่นอายไม่เหมือนคนทั่วไป
เป็นแขกสูงศักดิ์อีกแล้ว…เจ้าของร้านสูดนํ้าลาย รีบเดินไป ต้อนรับ “แขกผู้มีเกียรติโปรดเชิญด้านในขอรับ! ที่นี่มีห้องพักสุรา อาหารเพียบพร้อม ล้วนดีที่สุดในเมือง!”
บุรุษผู้นั้นกล่าวว่า “ภรรยาของข้าชอบที่สงบ ขอถามหน่อยว่า มีห้องที่สะอาดสักหน่อยหรือไม่?”
เจ้าของร้านตบหน้าอกกล่าวอย่างหนักแน่น “มี มี! ที่นี่สะอาด ที่สุด! รับรองได้ว่ากลางคืนท่านจะไม่ได้ยินเสียงแม้เสียงนกร้อง”
เจ้าของร้านกลอกตา อะไรกัน? บุรุษหาญต้องถามความเห็น ของสตรีด้วยรึ?
บุรุษผู้นั้นเปิดม่านขับรถ
เมื่อเจ้าของร้านมองเข้าไปก็เห็นรองเท้าผ้าปักลายดอก ประดับมุกคู่หนึ่ง
บุรุษผู้นั้นกล่าวอย่างอ่อนโยน “อาซู คืนนี้พักที่โรงเตี๊ยมนี้ดี หรือไม่?”
“ได้สิ” เจ้าของรองเท้าปักพยักหน้าเอ่ยเสียงแผ่วเบา ก้าวออก จากรถด้วยท่าทางอ่อนแอโดยได้รับการช่วยเหลือจากบุรุษผู้นั้น