หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 244 เด็กน้อย
ฟ้าเริ่มสาง เสียงระฆังดังขึ้นจากวัดพิษ ก้องกังวานไปทั้งทิว เขา เพรียกหารุ่งอรุณอันหลับใหลให้ตื่นขึ้น
เสียงระฆังจากวัดพิษดังมาถึงสำนักแม่ชีบนเขาอีกลููกหนึ่ง เหล่าแม่ชีในสำนักแม่ชีเริ่มปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน
สำนักแม่ชีแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมาหลายปี ทว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมามี แม่ชีจำนวนหนึ่งเข้ามาอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเริ่มมีการจุดธูปอีกครั้ง เพียงแต่ว่าวัดพิษซึ่งอยู่ใกล้เคียงนั้นมีผู้คนแวะเวียนมามาก เมื่อ เทียบกันแล้วจึงทำให้สำนักแม่ชีแห่งนี้ดูเงียบเหงายิ่งนัก
ที่นี่มีแม่ชีอาศัยอยู่สามคน คนหนึ่งเป็นแม่ชีอาวุโสซึ่งอายุ มากแล้ว คนหนึ่งเป็นแม่ชีน้อยอายุประมาณสิบห้าสิบหก อีกคน หนึ่งเป็นแม่ชีวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าซึ่งดูงามสง่าโดดเด่น
สำนักแม่ชีมีคนมาจุดธูปไม่มาก นานๆ จะมีคนแวะเวียนสัก ครั้ง ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ สำนักแม่ชีก็ยังคงเปิดเฉกเช่นทุกวัน
เมื่อทั้งสามคนตื่นนอนหลังจากที่ได้ยินเสียงระฆัง พวกนาง ล้างหน้าแปรงฟัง จากนั้นทำวัตรเช้า กินอาหารมังสวิรัติอย่างเรียบ ง่ายแล้วจึงแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน
ชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย ไม่จำเป็นใช้แรงงานมาก แม่ชี อาวุโสและแม่ชีน้อยนั้นงานไม่มาก มีเพียงแม่ชีวัยกลางคนที่ต้อง
ตัดแต่งกระถางดอกไม้และปลูกต้นไม้
หลังจากที่นางจัดการต้นไม้และดอกไม้เสร็จเรียบร้อย แม่ชี น้อยก็โยนถังไม้สองใบใส่นางอย่างไม่เกรงใจ “ไปตักนํ้าได้แล้ว! เจ้า อย่าคิดว่าข้าจะไปคนเดียว!”
แม่ชีวัยกลางคนมิได้โต้ตอบ นางค้อมกายลงไปหยิบถังนํ้าขึ้น มา คว้าคานหาบข้างกำแพงมา แล้วหาบถังไม้ขึ้นบ่า
แม่ชีน้อยก็หาบถังไม้สองไปเช่นกัน ทั้งสองเดินออกไปพร้อม กัน
สถานที่สำหรับตักนํ้านั้นไม่นับว่าไกลแต่ก็ไม่ใกล้ เดินออกจาก สำนักแม่ชีไปทางทิศตะวันออก เดินไปประมาณสองหลี่ก็จะพบ ลำธารใสสายหนึ่ง ทั้งสองใช้ถังไม้ตักนํ้า แล้วหาบขึ้นมา
แม่ชีวัยกลางคนตักนํ้าได้เกือบเต็มถัง แม่ชีน้อยรู้สึก เกียจคร้าน นางแสร้งทำเป็นตักนํ้าได้เต็มถัง แต่เมื่อแม่ชีวัยกลาง คนหันหลังกลับไป นางก็เทนํ้ากลับลงลำธารไปครึ่งหนึ่ง
แม่ชีวัยกลางคนเดินไป พลางเหลือบมองแม่ชีน้อย
แม่ชีน้อยนัยน์ตากระตุกวูบหนึ่ง แล้วเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียง เกรี้ยวกราดว่า “มองอะไร! เดินไปสิ! ล้มไปจะมาโทษข้าไม่ได้นะ!”
แม่ชีวัยกลางคนมิได้ตอบโต้ดังเคย นางหันหน้ากลับและหาบ นํ้าเดินกลับไปยังสำนักแม่ชีโดยมิได้ชายตามองแม้ชีน้อย
แม่ชีน้อยมักแอบอู้งานจนติดเป็นนิสัย ก่อนหน้านี้ใส่นํ้ามา
เพียงครึ่งเดียว ระหว่างทางก็ยังรู้สึกว่าหนักอยู่ จึงแอบเททิ้งไปอีก เมื่อกลับถึงสำนักแม่ชีก็เหลือนํ้าอยู่เพียงน้อยนิด
แม่ชีน้อยแสร้งทำเป็นยกนํ้าเทใส่ในบ่อ จากนั้นก็บอกแม่ชีวัย กลางคนว่า “ต้องโทษเจ้านั่นแหละที่ตักนํ้ามาน้อย นํ้าแค่นี้จะไป พอกินได้อย่างไร? เจ้าไปตักนํ้ามาอีกสองครั้ง! ข้าจะไปทำกับข้าว!”
แม่ชีวัยกลางคนตอบว่า “ข้าคนเดียวตักนํ้ามากเช่นนั้นไม่ไหว หรอก หากเจ้าไม่ไปกับข้า วันนี้ก็ไม่ต้องกินนํ้า”
แม่ชีน้อยนึกอยากเถียงต่อ ทันใดนั้นแม่ชีอาวุโสซึ่งอยู่ในห้อง ก็เอ่ยปากว่า “เอะอะโวยวายอะไรกัน? ยังไม่ไปตักนํ้าอีก!”
แม่ชีน้อยไม่กล้าต่อปากต่อคำ จึงได้แต่แค่นเสียงขึ้นจมูก แล้วไปหาบนํ้าต่อ
ครั้งนี้นางยังคงตักนํ้าเพียงครึ่งเดียวดังเคย
ทว่าเมื่อทั้งสองหาบนํ้ากลับมา ก็บังเอิญไปเห็นเด็กน้อยนอน อยู่ข้างทาง
เด็กน้อยคนนั้นเนื้อตัวขะมุกขะมอม ดูแล้วน่าจะอายุไม่ถึงสาม ขวบดี ตัวอ้วนจํ้ามํ่า โกนผมจนเกลี้ยง มองดูเหมือนไข่กลมๆ ลูก หนึ่ง
ความสนใจของทั้งสองถูกเด็กน้อยดึงดูด แต่ไหนแต่ไรมาพวก นางไม่เคยเห็นเด็กน้อยน่ารักเช่นนี้มาก่อน มองเพียงครั้งเดียว ก็ ละสายตาไม่ได้เสียแล้ว
ทั้งสองวางถังนํ้าลง เดินไปยังเด็กน้อย แม่ชีวัยกลางคนนั่ง ยอง แล้วแตะไหล่เด็กน้อยเบาๆ
เด็กน้อย ‘ตื่นขึ้น’ ดวงตากลมโตคู่นั้นของเขาช่างงดงาม ลูก ตาดำขลับราวกับไข่มุก น่ารักเสียจนหากใครได้พบเห็นเป็นต้อง หลงรัก
ดูจากเสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่ ไม่น่าจะเป็นลูกหลานจากตระกูล ยากจน อีกทั้งยังอยู่ใกล้วัดพิษ ที่นั่นมีคนแวะมาบ้างเป็นครั้งคราว ทั้งสองจึงคิดว่าเด็กคนนี้ก็คือคนที่แวะเวียนมาเช่นกัน
แม่ชีวัยกลางคนเอ่ยถามเบาๆ ว่า “เด็กน้อย เจ้ามานอนอยู่ ตรงนี้ได้อย่างไร? พลัดหลงกับคนที่บ้านหรือ?”
เด็กน้อยมองนางด้วยสายตาบ้องแบ๊ว
แม่ชีวัยกลางคนยิ้มอย่างอ่อนโยน “เจ้าไม่ได้มากับพ่อแม่ หรอกหรือ?”
เด็กน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงส่ายหน้า จากนั้นก็พยัก หน้า
“หมายความว่าอย่างไร?” แม่ชีน้อยไม่เข้าใจ
แม่ชีวัยกลางคนถามว่า “มากับพ่อหรือ?”
เด็กน้อยส่ายหน้า
แม่ชีวัยกลางคนจึงถามต่อว่า “มากับแม่หรือ?”
เด็กน้อยพยักหน้า
แม่ชีวัยกลางคนเข้าใจทันที จึงบอกกับแม่ชีน้อยว่า “เขาน่าจะ พลัดหลงกับแม่” จากนั้นก็พูดกับเด็กน้อยว่า “เจ้า
กลับสำนักแม่ชีกับพวกข้าก่อน ประเดี๋ยวพวกข้าพาเจ้าไปส่ง”
แม่ชีวัยกลางคนหาบนํ้าขึ้นบ่า เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไม่ตามมา นางหยุดคิดครู่หนึ่ง วางคานหาบลงแล้วเทนํ้าทิ้งไปหนึ่งถัง จากนั้น ก็อุ้มเด็กน้อยใส่ถัง ฝั่งหนึ่งหาบนํ้า อีกฝั่งหนึ่งหาบเด็ก เดินกลับ สำนักแม่ชีไปท่ามกลางอากาศร้อนระอุ
เด็กน้อยอยู่ในถังนํ้าเกือบทั้งตัว มีเพียงศีรษะที่โผล่ออกมา น่า รักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
หลังจากลับไปยังสำนักแม่ชี แม่ชีน้อยก็วางถังนํ้าลง แล้ว เข้าไปอุ้มเด็กน้อย แต่เขากลับไม่ยอมให้อุ้ม
“ข้าเอง” แม่ชีวัยกลางคนอุ้มเขาออกมา “คนที่บ้านเขาน่าจะ อยู่แถวนี้ ข้าจะพาเขาไปส่ง”
แม่ชีน้อยไม่ยินดี นางอยากอุ้มเด็กน้อย อยากพาเขาไปส่ง น่า เสียดายที่เขาไม่ยอม หากรู้เช่นนี้ นางน่าจะเป็นคนเข้าไปปลุกเด็ก น้อย แล้วอุ้มเขาใส่ลงในถังนํ้า
แม่ชีน้อยเดินกระทืบเท้าออกจากห้องไปด้วยความเดือดดาล
แม่ชีวัยกลางคนกล่าวบอกกับแม่ชีอาวุโส แม่ชีอาวุโสตอบ ‘อืม’ ในลำคอ “เจ้าไปเถิด”
แม่ชีวัยกลางคนจูงมือเด็กน้อยเดินลงจากเขา
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงเชิงเขา รถม้าคันหนึ่งก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้า มา และจอดใกล้ๆ กับทั้งสอง
ม่านของรถม้าเปิดออก เด็กน้อยร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น เขาปล่อยมือจากแม่ชีวัยกลางคน แล้วโผออกไปหารถม้า
คุณชายวัยสิบเจ็ดสิบแปดคนคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ คุณชายคนนั้นเข้าไปกอดเด็กน้อย เด็กน้อยซุกหน้าเข้ากับอ้อมอก ของคุณชายคนนั้น
คุณชายยิ้มอย่างอ่อนโยน “ต้าเป่าคิดถึงแม่แล้วใช่ไหม?”
นี่เป็นเสียงของสตรี
และนางเรียกตนเองว่า…แม่?
ต้าเป่าพยักหน้า มือน้อยๆ ของกอดแขนของมารดา
อวี๋หวั่นอุ้มต้าเป่าขึ้นมา แล้วคำนับแม่ชีวัยกลางคน “ป้าสะใภ้ ใหญ่”
ทันทีที่ถูกสตรีแปลกหน้าเรียกเช่นนั้น นางถานก็ตกใจไปชั่ว ขณะหนึ่ง
อวี๋หวั่นพูดอย่างรู้มารยาทว่า “ข้าชื่ออาหวั่น ท่านพ่อของข้า คือเห้อเหลียนเป่ยอวี้”
นางถานตื่นตะลึง “เป่ยอวี้เขา…”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “เจ้าค่ะ เขากลับมาแล้ว เชิญป้าสะใภ้ใหญ่ ขึ้นรถม้าไปสนทนากันสักครู่”
อวี๋หวั่นไม่ได้นำของยืนยันใดๆ มา เธอถึงกับมาเช่ารถม้า ระหว่างทาง เพื่อจะได้ไม่เป็นที่สะดุดตา นางถานมีเหตุผลที่จะปฏิ เสธอวี๋หวั่น แต่นางกลับไม่ทำเช่นนั้น นางมองอวี๋หวั่นอย่างพินิจ พิจารณาแล้วยกชายเสื้อก้าวขึ้นรถม้าไป
อวี๋หวั่นอุ้มต้าเป่าขึ้นรถม้า
นางถานกล่าวว่า “ข้ามีเวลาไม่มาก”
อวี๋หวั่นตอบว่า “ข้าจะพูดอย่างรวบรัด”
นางถานพยักหน้าน้อยๆ
อวี๋หวั่นวางต้าเป่าไว้ด้านข้าง ให้เขาเล่นไปพลางๆ ส่วนเธอก็ มองไปยังนางถานและเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แผ่วว่า “ในตอนที่ท่าน พ่อข้าตกลงไปจากหน้าผา มีคนช่วยเอาไว้ หลังจากนั้นเขาก็ใช้ชีวิต อยู่ในต้าโจวมาโดยตลอด รายละเอียดข้าไม่อาจเล่าอย่างรวบรัดได้ หากมีโอกาสเหมาะสมข้าจะเล่าให้ป้าสะใภ้ฟัง ที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะ มีเรื่องอยากถามท่านป้าให้กระจ่างสองเรื่อง เรื่องแรกก็เกี่ยวกับ ตอนที่ท่านลุงใหญ่ธาตุไฟเข้าแทรก อีกเรื่องหนึ่งก็คือป้าสะใภ้ใหญ่ และพี่ใหญ่ถูกไล่ออกจากบ้าน ข้าอยากรู้ว่าเรื่องเหล่านี้…ป้าสะใภ้ ล้วนแต่เป็นคนทำใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ปฏิกิริยาตอบสนองของนางถานนั้นเยือกเย็นกว่าที่อวี๋หวั่นคิด ไว้
อวี๋หวั่นเดาเอาไว้แล้วว่าหลังจากนี้นางจะตอบว่าอย่างไร นาง อาจจะปฏิเสธตามสัญชาตญาณ หรือว่า…
“เจ้าอย่าเข้ามาเกี่ยวข้องจะดีกว่า” นางถานบอก “เรื่องใน อดีตก็ปล่อยให้เป็นอดีตไป ไม่ต้องตามสืบให้มากความ เรื่องบาง เรื่องไม่รู้จะดีกว่า”
คำตอบเช่นนี้ของนางถานมิได้อยู่เหนือความคาดหมายของอ วี๋หวั่น
นี่แทบจะเป็นการยอมรับกลายๆ แล้วว่าเรื่องในครั้งนั้นมีลับ ลมคมใน เหตุใดนางจึงบอกหลานสาวซึ่งเพิ่งเคยพบหน้ากัน แต่ กลับปิดบังเห้อเหลียนเป่ยหมิงมานานหลายปี?
“ป้าสะใภ้ใหญ่ เหตุใดท่านต้องวางยาท่านลุงใหญ่หรือเจ้า คะ?” อวี๋หวั่นเข้าประเด็นเรื่องการวางยาพิษในทันใด
นางถานชะงักไป นางไม่ได้ปฏิเสธ “ข้าบอกไปแล้วไง เรื่องบาง เรื่อง เจ้าไม่รู้จะดีกว่า”
อวี๋หวั่นมองนาง “ท่านเกลียดท่านลุงใหญ่หรือไม่?”
นางถานมีสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าควรถามว่าเขาเกลียดข้าหรือ ไม่มากกว่า”
อวี๋หวั่นถามถึงเหตุของเรื่องนี้ แต่นางถานกำลังกล่าวถึงผล ของเหตุการณ์
อวี๋หวั่นถอนหายใจน้อยๆ “ท่านลุงใหญ่ไม่รู้ว่าเรื่องยาพิษ เกี่ยวข้องกับท่าน แต่เรื่องของเห้อเหลียนเซิง…ข้าไม่รู้ว่าท่านลุง ใหญ่รู้หรือไม่ว่าท่านกำลังทรมานใจ”
เพราะฉะนั้นหากท่านถามข้าว่าท่านลุงใหญ่เกลียดท่านหรือไม่ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน
นางถานลุกขึ้นยืน “เจ้ากลับไปเถิด หลังจากนี้อย่าได้มาที่นี่อีก ข้ากับเซิงเอ๋อร์ไม่เกี่ยวข้องกับสกุลเห้อเหลียนแล้ว พวกเจ้าย่อมรู้ ดี”
“ป้าสะใภ้ใหญ่เจ้าคะ!” อวี๋หวั่นเรียกนางไว้
นางถานหันหลังกลับมามองเธอ “เพื่อตัวเจ้าเองก็ดี เพื่อสกุล เห้อเหลียนก็ดี ก็คิดเสียว่าวันนี้เจ้าไม่ได้มาที่นี่ เรื่องบางเรื่องเจ้าสืบ ไม่พบ คนบางคน เจ้าสู้ไม่ได้หรอก”
สีหน้าของอวี๋หวั่นเต็มไปด้วยความฉงนใจ
สู้ใครไม่ได้?
“ประมุขหญิง!”
ในจวนประมุขหญิง หัวหน้าองครักษ์กระวีกระวาดมายังห้อง หนังสือของประมุขหญิง
ประมุขหญิงวางสาส์นลง สายตาหนักใจของนางมองไปที่เขา “เป็นเรื่องของราชบุตรเขยหรือ?”
โม่ซังยกมือขึ้นประสาน “มีองครักษ์พบราชบุตรเขยที่หอวั่ง เจียง ราชบุตรเขยปฏิเสธที่จะกลับมาพ่ะย่ะค่ะ!”
ประมุขหญิงตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน “เหตุใดจึงปฏิเสธไม่ยอม กลับจวน?”
โม่ซังถูกโทสะของนางทำให้ตกใจจนค้อมตัวลง เขาก้มหัวตอบ ว่า “กระหม่อมไม่รู้พ่ะย่ะค่ะ ราชบุตรเขยไม่พูดกับพวกกระหม่อม กระหม่อมจึงต้องมาขอคำแนะนำจากประมุขหญิง”
ประมุขหญิงกดจุดไท่หยาง แล้วละมือจากราชกิจที่กำลังทำ อยู่ “นำทาง!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
โม่ซังเตรียมรถม้าให้ประมุขหญิงเรียบร้อย พวกเขามุ่งหน้าไป ยังหอวั่งเจียงด้วยความเร็วสูงสุด กระนั้นก็ไม่คิดว่าทั้งสองจะไป เสียเที่ยว
ประมุขหญิงเอ่ยถามด้วยความเกรี้ยวโกรธ “ราชบุตรเขย เล่า?”
องครักษ์ตอบว่า “ทูลประมุขหญิง ราชบุตรเขยไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ราชบุตรเขยไม่ให้พวกข้าตามไป บอก…บอกว่าหากกล้าขัดคำสั่ง ก็ จะตัดศีรษะพวกข้า…”
อำนาจที่มากมายถึงเพียงนี้ก็คืออำนาจที่ประมุขหญิงมอบให้ เขา ประมุขหญิงทำเช่นนี้เพื่อแสดงให้ราชบุตรเขยเห็นว่านางให้ ความสำคัญกับเขา และในขณะเดียวกันคนอื่นๆ ก็ไม่อาจดูแคลน เขาได้เช่นกัน ไหนเลยจะรู้ว่าภายหลังสิ่งนี้จะย้อนกลับมาทำร้าย ตนเอง
ประมุขหญิงหายใจเขาลึก พยายามระงับโทสะ “มัวยืนทำอะไร กันอยู่? ยังไม่รีบไปหาอีก?”
“พ่ะ…พ่ะย่ะค่ะ!” เหล่าองครักษ์ตอบรับอย่างพร้อมเพรียง แล้วแยกย้ายกันไป
โม่ซังยังคงยืนอยู่ข้างประมุขหญิงด้วยสีหน้าแน่วแน่
“ทำไมเจ้ายังไม่ไป?” ประมุขหญิงถามด้วยนํ้าเสียงเย็นชา
“ที่ใดที่หนึ่งหรือ?” ประมุขหญิงพึมพำ ภายในเวลาชั่วขณะ หนึ่ง นัยน์ตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมา “ร้านขายถังหูลู่!”
นั่นมันสถานที่ที่เด็กนั่นไป…
ต้าเป่าถูกอวี๋หวั่นพาออกไปข้างนอกเพียงคนเดียว เอ้อร์เป่า และเสี่ยวเป่าจึงน้อยใจ กินข้าวไม่อร่อย เล่นก็ไม่สนุก เยี่ยนจิ่วเฉา มองท่าทางหม่นหมองของเด็กๆ ทั้งสอง สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าจะ พาพวกเขาออกไปซื้อถังหูลู่
เมื่อได้ยินว่าถังหูลู่ ทั้งสองก็กระเด้งขึ้นมาทันที!
เด็กน้อยจับมือเยี่ยนจิ่วเฉา แล้วกระโดดโลดเต้นออกไปที่ ถนนใหญ่
ราชบุตรเขยรออยู่ไม่ไกล เขาไม่รู้ว่าตนจะเจอคนที่อยากเจอ หรือไม่ เขาเพียงแต่รอคอยอยู่เช่นนั้นราวกับคนโง่งม เขาเห็นเสี่ยว เป่ากระโดดโลดเต้นออกมาจากตรอก จากนั้นก็…เสี่ยวเป่าอีกคน หนึ่ง?
เขาถึงกับตะลึงงัน
มะ…มีสองคนหรือ?
เมื่อเสี่ยวเป่าและเอ้อร์เป่าเห็นถังหูลู่ ท่านพ่อก็ไม่สำคัญอีกต่อ ไป พวกเขาวิ่งเตาะแตะไปหาถังหูลู่ในทันที
“เอาๆๆ! อันนี้!”
เสี่ยวเป่าเขย่งปลายเท้า แล้วชี้ไปยังถังหูลู่ไม้ที่สีสดและเป็น ประกายที่สุด
“เอ้า! แล้วเจ้าจะเอาอันไหน?”
เจ้าของร้านหยิบถังหูลู่ให้เสี่ยวเป่า จากนั้นก็ถามเอ้อร์เป่าซึ่ง วิ่งตามมา
“เอ้อร์เป่าเอา อันนี้!” เอ้อร์เป่าชี้ไปยังผลส้มเคลือบนํ้าตาล วาววับ
เจ้าของร้านหยิบส้มเคลือบนํ้าตาลส่งให้เอ้อร์เป่า
ราชบุตรเขยมองดูศีรษะน้อยๆ ทีมีผมดำหรอมแหรม ก็ยิ้ม ตาหยี
ทันใดนั้นเอง เยี่ยนจิ่วเฉาก็เดินทอดน่องมาถึง
เขาอ้าปากหมายจะร้องเรียก ทว่ากลับยังไม่ทันได้เอ่ยปาก
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยนจิ่วเฉาจ่ายเงิน และกำลังจะพาเด็ก น้อยกลับจวน
ในที่สุดเขาก็รวบรวมความกล้า แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็รู้สึก เจ็บแปลบที่ด้านหลังคอ
เขากลอกตาและล้มพับลงไปในอ้อมแขนของคนด้านหลัง
เขารู้สึกว่าถูกอีกฝ่ายอุ้มขึ้นมา และอุ้มขึ้นรถม้าที่คุ้นเคยไป
เขามองตามเยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งหายลับไปที่มุมถนน แต่กลับขยับ ร่างกายไม่ได้
เขาใช้สายตายอันพร่ามัวมองไปยังผู้ที่อุ้มเขา เป็นสตรี
ประมุขหญิงลูบหน้าผากของเขา ยกถ้วยยาขึ้นมาพร้อมกับ กล่าวว่า
“ดื่มเสียเถิด จะได้หลับสบาย แล้วเรื่องรำคาญใจก็จะพลัน หมดไป”