หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 35.1 ครอบครัวห้าคน (1)
ขนมเป็นสิ่งที่พอประทังความหิวได้บ้าง และยังต้องทาน อาหารมื้อหลัก โชคดีที่มีแผงขายทังหยวน[1]อยู่ใกล้ๆ อันที่จริงอวี๋ หวั่นหาใช่คนที่คลั่งไคล้ในของหวาน ทว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้นางรู้สึก อยากกินอย่างบอกไม่ถูก
“เยี่ยนจิ่วเฉา เราไปกินทังหยวนกันไหม?” นางหันมองเยี่ยน จิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยด้วยความรังเกียจ “สกปรกจะตาย! ไม่กิน!”
ทว่าอวี๋หวั่นกับเด็กจํ้ามํ่าทั้งสามกลับกระโดดลงมาจากรถม้า เสียแล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉา “…”
นางนิสัยเสียยิ่งนัก แม้แต่นายน้อยผู้นี้ก็ยังกล้าเมิน!
นายน้อยผู้หนึ่งที่ถูกเมินเฉย ลุกขึ้นก้าวลงจากรถม้าด้วย ใบหน้าสีดำ
ถนนสายนี้เชื่อมกับถนนฉางอันที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมือง หลวง ทว่าร้านค้ามีน้อยนัก จึงมีผู้คนมาเดินไม่มาก แผงขายทัง หยวนตั้งอยู่ทางเข้าตรอกเล็กๆ ด้านขวาของถนน มีโต๊ะเล็กๆ สอง ตัวตั้งอยู่ริมถนน และอีกหนึ่งตัวตั้งอยู่ด้านในตรอก
โต๊ะริมถนนมีผู้คนนั่งอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาแล้วว่านายน้อยผู้ สูงศักดิ์คงไม่เต็มใจจะนั่งร่วมโต๊ะกับผู้อื่น อวี๋หวั่นจึงพาเด็กจํ้ามํ่า ทั้งสามเดินไปยังโต๊ะเล็กๆ ในตรอก
โต๊ะเล็กแล้ว ม้านั่งยิ่งเล็กกว่า นางกับเด็กจํ้ามํ่าทั้งสามนั่งได้ พอดี ทว่ามิใช่กับเยี่ยนจิ่วเฉาชายผู้มีรูปร่างสูงใหญ่
ท่าทางงอตัวของเขาช่างน่าตลกขบขันยิ่ง กระทั่งอวี๋หวั่นก็อด ไม่ได้ที่จะหัวเราะ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าช่วงเวลาเช่นนี้ช่างแสน วิเศษและงดงาม
“คุณชาย ฮูหยิน พวกท่านต้องการทังหยวนหรือเกี๊ยวเจ้า คะ?” ภรรยาเถ้าแก่ร้านแผงลอยเดินมาถาม นางมิเคยเจอ ครอบครัวที่ดูสูงส่งเช่นนี้มาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะมองพวกเขาอย่าง ไม่วางตา และลอบถอนหายใจ ช่างเป็นคู่ที่ดูเหมาะสมยิ่งนัก มิน่า เด็กๆ ที่ออกมาช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน
อวี๋หวั่นกำลังจะบอกว่า เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ทว่าเยี่ยนจิ่วเฉา กลับรีบออกปากเบาๆ ว่า “ทังหยวน”
“คุณชายเลือกได้ถูกจริงๆ ทังหยวนของร้านเราอร่อยที่สุดแล้ว มีทั้งไส้งา ไส้ถั่วลิสง ไส้ถั่วแดง ไส้ลูกบัว และไส้โหงวยิ้ง[2] ท่าน ต้องการแบบใดเจ้าคะ?”
“อย่างละถ้วย”
“ถ้วยใหญ่หรือถ้วยเล็กเจ้าคะ?”
“ถ้วยใหญ่”
“เด็กๆ ถ้วยเล็กก็พอแล้วล่ะ”
“เช่นนั้นก็ได้”
“ท่านต้องการใส่เหล้าข้าวหรือไม่เจ้าคะ? หรือเอาซุปเปล่าๆ?”
“เหล้าข้าว”
สองคนเดินไปมา อวี๋หวั่นมิอาจเอ่ยอันใด กลิ่นหอมของแพน เค้กต้นหอมโชยมาจากฝั่งตรงข้ามในตรอกที่เยื้องไป อวี๋หวั่นจึงลุก ขึ้นเพื่อไปซื้อแพนเค้กต้นหอม
แต่ก่อนมีอิ่งลิ่วกับอิ่งสือซันคอยทำให้ ทว่าวันนี้พวกเขาไม่อยู่
อวี๋หวั่นเดินมาถึงด้านหน้าแผงขายแพนเค้กต้นหอมเล็กๆ กิจการของร้านค่อนข้างดี พวกเขาใช้นํ้ามันพืช จึงทำให้มีราคาสูง กว่าแพนเค้กต้นหอมจากร้านอื่นๆ ตกชิ้นละหกเหวิน ทว่าในเมือง ราคาเพียงสองเหวินเท่านั้น
แพนเค้กต้นหอมมีขนาดใหญ่เพียงพอ อวี๋หวั่นกะปริมาณการ รับประทานอาหารของคนห้าแล้วตัดสินใจซื้อมาสามชิ้น
อวี๋หวั่นหยิบแพนเค้กต้นหอมที่ห่อด้วยกระดาษสีนํ้าตาลแล้ว เดินกลับไป ทว่าก้าวไปไม่ถึงสองก้าว ก็พบกับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบ กันมานาน
“คุณชายสวี่?” อวี๋หวั่นมองชายตรงหน้านางด้วยความตก ตะลึง
เยี่ยนหวายจิ่งมองเห็นนางจากปลายอีกด้านหนึ่งของตรอก ในขณะที่รถม้ากำลังแล่นผ่าน เขาจึงรีบหยุดรถและเดินมายังฝั่งนี้ ทว่าอวี๋หวั่นหาได้รู้อันใดไม่ และยังคงคิดว่าเขามาที่นี่เพื่อซื้อแพน เค้กต้นหอมเช่นกัน
“ข้าซื้อชิ้นสุดท้ายของหม้อใบนี้มาแล้ว เกรงว่าคุณชายสวี่คง ต้องรอสักประเดี๋ยวแล้ว” อวี๋หวั่นกล่าว
เยี่ยนหวายจิ่งจ้องมองนางด้วยสายตาอันลึกซึ้ง แม้จะเคย สงสัยว่านางเป็นผู้ที่ส่งเขาไปที่วัดในปีนั้น ทว่าหลังจากที่แน่ใจแล้ว ก็ยังคงรู้สึกตกตะลึงจนเอ่ยอันใดไม่ออก
“คุณชายสวี่? ท่านเป็นอันใดหรือ? ท่าน…มาที่นี่เพื่อตามหา ข้าใช่หรือไม่?” อวี๋หวั่นรู้สึกว่าท่าทีของเขาดูผิดแผกไปเล็กน้อย
เยี่ยนหวายจิ่งคิดจะรั้งมิให้นางกลับไปและพูดด้วยนํ้าเสียงตํ่า “เจ้าจำสิ่งใดมิได้เลย ใช่ไหม?”
“คุณชายสวี่หมายถึงสิ่งใดที่ข้าจำไม่ได้?” แท้จริงแล้วนางมิได้ มีความทรงจำในอดีตมากนัก ทว่าเรื่องนี้มีเพียงครอบครัวของนาง เท่านั้นที่รับรู้
เยี่ยนหวายจิ่งคิดคะนึงมาตลอดทาง และยังไม่แน่ใจว่าจะ บอกความจริงกับนางดีหรือไม่ ดูเหมือนว่านางจะมิได้ลืมเพียงแค่ เขาเท่านั้น ทว่ายังรวมถึงอดีตในสวี่โจวด้วย เขาควรสืบเสาะหา ข้อมูลให้ชัดเจนเสียก่อนแล้วจึงบอกนาง หรือควรจะบอกนาง แล้ว ให้นางสืบหาข้อมูลกับตน?
“คุณชายสวี่?” วันนี้คนๆ นี้ดูแปลกประหลาดไปมาก
เยี่ยนหวายจิ่งหายใจเข้าลึกๆ และตัดสินใจบอกนาง “ข้า…”
ทว่ายังมิทันจะเอ่ยออกมา พ่อค้าเร่คนหนึ่งก็ดันรถเข็นมา อย่างเร่งรีบและวิ่งมาจากด้านหลังด้วยความเร็ว
“หลีก หลีก หลีก หลีก!”
พ่อค้าเร่ดันรถเข็นมาเร็วมาก จนเขาก็ไม่อาจหยุดตัวเองได้
เมื่อเห็นว่ารถเข็นกำลังจะชนอวี๋หวั่น เยี่ยนหวายจิ่งก็ยื่นมือ ออกไป ตั้งใจจะดึงอวี๋หวั่นหลบมาข้างกาย ทว่าจู่ๆ ก็มีแขนเรียวมา คว้าและโอบไหล่ของอวี๋หวั่นไว้ได้เร็วกว่า อวี๋หวั่นล้มลงบนแผงอก ขนาดใหญ่อันแข็งแกร่ง กลิ่นหอมเย็นที่คุ้นเคยลอยมาจากเสื้อผ้า ของเขา
อวี๋หวั่นมิได้ขัดขืนและซบอยู่ในอ้อมแขนของเขาแต่โดยดี จน กระทั่งรถเข็นของพ่อค้าเร่ผ่านไป
รูม่านตาของเยี่ยนหวายจิ่งหดเล็กลง
อวี๋หวั่นยืดตัวขึ้นและมองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉาที่ถูกรถเข็นเฉี่ยว หลัง แล้วถามว่า “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไร” เยี่ยนจิ่วเฉาคลายตัวนาง และหันไปมองเยี่ยน หวายจิ่งที่อยู่ด้านข้าง พลางเอ่ยเบาๆ “องค์ชายสอง มิได้พบกัน นานเลยนะ”
องค์ชาย?
ดวงตาของอวี๋หวั่นมีประกายวาบผ่าน
เยี่ยนหวายจิ่งไม่คิดว่าตัวตนของเขาจะถูกเปิดเผยโดยเยี่ยน จิ่วเฉา แต่เดิมเขาตัดสินใจจะบอกนางด้วยตัวเองอยู่แล้ว…
“ที่แท้วันนั้นที่หอเทียนเซียง คนที่ช่วยข้าออกมาจากอุโมงค์ นํ้าแข็งก็คือท่าน” อวี๋หวั่นผละตัวออกห่างจากเยี่ยนหวายจิ่ง”ก่อน หน้านี้ข้าไม่รู้จักตัวตนของฝ่าบาท ข้าล่วงเกินท่านแล้ว โปรดอภัย ให้ข้าด้วย”
นี่นาง…ได้ขีดเส้นกั้นกับตนแล้วหรือ?
มือของเยี่ยนหวายจิ่งกำแน่น และมองเยี่ยนจิ่วเฉาที่อยู่ด้าน ข้างด้วยสายตาอันเยือกเย็น
เยี่ยนจิ่วเฉาเลิกคิ้วและดึงข้อมือของอวี๋หวั่น “หากไม่มีสิ่งใด พวกกระหม่อมขอตัวก่อน ไม่รบกวนฝ่าบาทแล้ว”
สายตาของเยี่ยนหวายจิ่งตกกระทบลงบนข้อมือของอวี๋หวั่น เมื่อเห็นว่านางมิได้สลัดมือของเยี่ยนจิ่วเฉาออก เปลวไฟก็พลันลุก โหมท่วมหัวใจ “เยี่ยนจิ่วเฉา เจ้ามิได้รับการลงโทษจากเสด็จพ่อ ของเจ้า ให้ปลีกตัวอยู่ลำพังเพื่อสำนึกผิดหรอกรึ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่แม้แต่จะยกเปลือกตาขึ้น “โอ้ ท่านจะไปฟ้อง เรื่องข้าต่อฝ่าบาทก็ได้นะ หากท่านมีความสามารถ”
ด้วยลักษณะนิสัยของเยี่ยนจิ่วเฉา แม้นคนโง่ก็ยังคาดเดาได้ ว่าเขาไม่มีทางเก็บตัวสำนึกผิดอย่างเชื่อฟัง ตราบใดที่มิได้ก่อเรื่อง
วุ่นวายมากเกินไป ฮ่องเต้ก็ทำเพียงหลับตาข้างหนึ่งเสมอ ผู้ใดกล้า นำเรื่องของเยี่ยนจิ่วเฉาไปยั่วแหย่ต่อหน้าองค์ฮ่องเต้ มิใช่เป็นการ หาเรื่องเยี่ยนจิ่วเฉา แต่หาเรื่องใส่ตนเสียมากกว่า
“ไปกันเถอะ” อวี๋หวั่นดึงแขนเสื้อของเขา ส่งสัญญาณมิให้ ตอบโต้กับองค์ชายสอง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม องค์ชายสองก็เคยช่วย นางไว้ถึงสองครั้ง แม้ว่าเขาจะปกปิดตัวตน ทว่านางก็มิได้อยู่ใน ตำแหน่งที่สามารถประณามความผิดของเขาได้
ทั้งสองกลับไปยังตรอกที่ขายทังหยวน
จวินฉางอันเดินมา “ฝ่าบาท”
“นางไม่โกรธแม้แต่น้อย…” เยี่ยนหวายจิ่งบ่นพึมพำ
“ก็เป็นสิ่งที่ดีแล้วมิใช่หรือ?” จวินฉางอันกล่าว
“เจ้าไม่เข้าใจ”
เพราะนางมิได้สนใจ จึงหาได้รู้สึกอันใดไม่
เยี่ยนหวายจิ่งมองทั้งสองที่นั่งอยู่ในตรอกอีกครั้ง พร้อมกับ เด็กสามคนที่ดูท่าทางกำยำน่าเอ็นดูที่อยู่ข้างๆ
เขาคิดมาหลายคราว่าหากลูกของนางเกิดมาแล้ว ก็คงจะโต พอๆ กับสายเลือดของเยี่ยนจิ่วเฉา
อวี๋หวั่นแบ่งแพนเค้กต้นหอมหนึ่งชิ้นให้กับเด็กจํ้ามํ่าทั้งสาม อีกชิ้นหนึ่งให้ชายจํ้ามํ่าและอีกชิ้นสำหรับตัวนางเอง
………………………………………………….
[1] ทังหยวน(汤圆)คือขนมดั้งเดิมของชาวจีนชนิดหนึ่ง ทำจาก
แป้งข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกลมใส่ไส้ และต้มกับนํ้าจนสุกเป็นเนื้อเนียน เป็น
ขนมที่จะรับประทานกันในวันเทศกาลหยวนเซียว
[2] โหงวยิ้ง ประกอบด้วยถั่วลิสง วอลนัท เมล็ดแตงโม อัลมอนด์ และ
เมล็ดสน
บทที่ 35.2 ครอบครัวห้าคน (2)
แพนเค้กต้นหอมรสเค็มหนึ่งคำ กับเหล้าข้าวรสชาติหวานมัน หนึ่งคำ เป็นรสชาติที่อร่อยลํ้าอย่างไม่น่าเชื่อ เด็กจํ้ามํ่าทั้งสามกิน กันจนเหงื่อท่วมตัว อวี๋หวั่นหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อให้ พวกเขา ยามที่มองเด็กๆ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเอ็นดู เยี่ยนจิ่วเฉามองเธอด้วยความรู้สึกทะนุถนอมแบบที่เยี่ยนไหวจิ่งมิ เคยเห็นมาก่อน
ภาพตรงหน้านี้ อบอุ่นเสียจนดวงตาของเยี่ยนไหวจิ่งรู้สึกแสบ ร้อน
จู่ๆ ความคิดเหลวไหลก็ปรากฏขึ้นในใจของเยี่ยนไหวจิ่ง “ฉาง อัน ไฉนข้ารู้สึก…”
“รู้สึกอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จวินฉางอันถาม
เยี่ยนไหวจิ่งมิได้เอ่ยต่อ และเปลี่ยนเรื่อง “มามาอาวุโสนั่นอยู่ ที่ใด?”
จวินฉางอันเอ่ย “ฮุยมามา? เพิ่งจะส่งตัวนางออกจากเมืองไป พ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนไหวจิ่งมองไปยังอวี๋หวั่นและเด็กอีกสามคนที่อยู่ข้างๆ ดวงตาของเขาหรี่ตํ่า “ไปพาตัวนางกลับมา”
…
“หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท ทรงพระเจริญ พันปี พันปี พัน พันปี!”
ณ ลานคฤหาสน์องค์ชายรอง มามาเฒ่าที่อายุมากกว่าครึ่ง ของร้อยปี คุกเข่าอยู่บนพื้นบ้านอันเย็นเยือก และก้มลงคำนับ เยี่ยนไหวจิ่งที่ยืนอยู่ด้านล่างของทางเดิน
“เจ้าก็คือฮุยมามารึ?” เยี่ยนไหวจิ่งเอ่ย
ฮุยมามาเอ่ยตอบ “หม่อมฉันแซ่นามตํ่าต้อย มิอาจให้ฝ่าบาท ใส่พระทัย”
นัยน์ตาของเยี่ยนไหวจิ่งตกกระทบลงบนร่างของนาง “ข้า ได้ยินมาว่า เจ้าถูกขับไล่ออกจากวังหลวงเพราะทำผิดกฎ”
หากเยี่ยนไหวจิ่งต้องการใช้งานนาง เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ตรวจ สอบประวัติของนางมาก่อน เมื่อพูดถึงความสามารถของมามาผู้นี้ มิมีผู้ใดเทียบเทียมได้ นางมิได้มาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงหรือ อำนาจยิ่งใหญ่ ทว่าเป็นเพียงเด็กกำพร้าตัวเล็กๆ ที่ถูกขายเข้าวัง ด้วยเงินเพียงสองตำลึง ในอดีตนางถูกให้คอยปรนนิบัติเหล่าสตรี ผู้ไม่เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไปที่หย่งเซี่ยง[1] จากนั้นนางได้ ติดตามหมอหญิงไปทำงาน งานของหมอหญิงซับซ้อน นางมิอาจ ทำได้ หากแต่นางสามารถดูท้องให้ผู้คนได้
ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายหรือองค์หญิง นางล้วนตัดสินได้แม่นยำ เสียยิ่งกว่าหมอหลวง
นอกจากนี้ นางยังเคยได้รับมอบหมายให้ไปที่ตำหนักฉู่ชิ่ว[2] เพื่อควบคุมดูแลสตรีสาวงามที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ยามสาวงามเข้าวัง จำต้องมีการตรวจร่างกาย หากยังตรวจไม่เสร็จ นางจะมิปล่อย เด็ดขาด มามาผู้นี้มีประสบการณ์มากและเชี่ยวชาญในด้านนี้
ด้วยความสามารถของฮุยมามา ทำให้นางปะปนอยู่ในวังหลวง ได้เป็นอย่างดี ทว่านางติดการพนัน และบังเอิญพบกับฮองเฮาที่ เข้ามาจัดการวังหลังพอดี นางจึงถูกทิ้งและขับไล่ออกจากวัง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดองค์ชายเยี่ยงข้าจึงให้เจ้ามา?” เยี่ยน ไหวจิ่งถามในฐานะผู้ที่อยู่เหนือกว่า
ฮุยมามาหาได้ตอบคำถามไม่ นางหมอบลงกับพื้นและเอ่ย อย่างสัตย์ซื่อ “แม้นต้องลงนํ้าเดือด ลุยกองเพลิง หม่อมฉันก็ เต็มใจทำเพื่อฝ่าบาทอย่างไม่ลังเลเพคะ!”
ท่าทีของเยี่ยนไหวจิ่งมิได้เปลี่ยนแปลง “ข้าได้ยินมาว่า แค่เจ้า ได้เห็นรูปลักษณ์หรือร่างกายของใครเพียงครู่เดียว เจ้าก็จะทราบ ได้ว่าผู้นั้นเคยมีลูกมาก่อนหรือไม่ เป็นความจริงรึ?”
“เป็นความจริงเพคะ เป็นความจริง!” ฮุยมามายืดกายขึ้นเล็ก น้อย “ครั้นเมื่อหม่อมฉันเยาว์วัย เห็นเพียงปราดเดียวก็เพียงพอที่ จะบอกได้ ทว่ายามนี้อายุมากขึ้น ดวงตาเริ่มมองเห็นไม่ชัด จำต้อง ใช้เวลาในการดูสักสามครา”
เยี่ยนไหวจิ่งเอ่ยเบาๆ “อย่าว่าเพียงสามครา ต่อให้สามสิบครา ข้าก็ให้เจ้าดูได้ แต่เจ้าจำต้องตัดสินให้ถูกต้อง มิให้ผิดพลาดได้สัก
นิด!”
เช่นนั้น ฮุยมามาก็ค่อยมั่นใจ “ขอบังอาจถามฝ่าบาท พระองค์ ต้องการให้หม่อมฉันดูใครหรือเพคะ?”
……………………………..
“คุณหนู! คุณหนูพักผ่อนหรือยังเจ้าคะ?” ณ คฤหาสน์เหยียน นอกห้องนอนของเหยียนหรูอวี้ สาวรับใช้ตัวน้อยที่เข้าเวรกลางคืน เคาะประตูเบาๆ
เหยียนหรูอวี้เพิ่งเอนตัวนอน นางรู้กฎที่ตนเองตั้งไว้ หากมิใช่ เรื่องสำคัญที่จำต้องจัดการในทันที สาวใช้คงมิอาจมารบกวน นางในเวลาเช่นนี้
“ไฉ่ฉิน ไปดูซิ” นางเอ่ยสั่ง
“เจ้าค่ะ” ไฉ่ฉินซึ่งนอนอยู่ด้านนอก สวมเสื้อคลุมและเดินไป เปิดประตู “มีเรื่องอันใดหรือ?”
สาวใช้ตัวน้อยเอ่ย “มีขันทีผู้หนึ่งนำซองจดหมายมาให้ พร้อม กับกำชับว่าต้องนำส่งให้ถึงมือคุณหนูด้วยตนเอง”
“ข้าทราบแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิด” ไฉ่ฉินปิดประตู และจุด ตะเกียงนํ้ามัน นำจดหมายยื่นให้เหยียนหรูอวี้
เหยียนหรูอวี้มิกล้าทำเมินเฉยจดหมายที่มาจากวังหลวง นาง รีบลุกขึ้นเปิดอ่าน หลังจากอ่านจบ นางก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “สวี่เสียนเฟย? นางประกาศว่าข้าจะเข้าวังหลวงเพื่อชื่นชมดอกไม้
ในวันพรุ่งนี้?”
…
ด้านในซอย ทังหยวนและแพนเค้กต้นหอมถูกกวาดจนเรียบ เด็กจํ้ามํ่าทั้งสามกินอิ่มจนพุงกลมและเรอออกมา
อวี๋หวั่นก็ดูอิ่มมาก ในวันธรรมดาเธอไม่สามารถกินได้มาก ขนาดนี้ ทว่าเด็กๆ กินเก่งมากจนเธออดไม่ได้ที่จะกินเยอะกว่าปกติ เยี่ยนจิ่วเฉาที่อยู่ข้างๆ ก็ดูกินไปไม่น้อยเช่นกัน
เธอกะพริบตาและเอ่ยว่า “อร่อยไหม?”
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งเสียงอืมเบาๆ ไม่ได้บอกเธอว่าเดิมทีเขาไม่อาจ ลิ้มรสชาติได้เลย
อวี๋หวั่นบิดขี้เกียจเล็กน้อย “ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ข้าควรจะกลับบ้าน ได้แล้ว”
เหล่าเด็กน้อยมองเธอด้วยความอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้จาก ไป
อวี๋หวั่น…อวี๋หวั่นเองก็ไม่อยากแยกจากพวกเขาเช่นกัน ทว่า หากเธอไม่กลับไป ครอบครัวของเธอจะเป็นห่วง อย่างไรเสียเธอก็ เคยมีประวัติ ‘หายตัวไป’ หากเธอไม่กลับมาทั้งคืน พ่อของเธอคง ต้องออกตามหาเป็นแน่ เช่นนั้นก็จะเป็นการขัดต่อพระราชโองการ
ครั้นจะให้เยี่ยนจิ่วเฉาพาเด็กน้อยมาอยู่ที่หมู่บ้านเหลียนฮวาก็ เป็นไปไม่ได้ เหตุเพราะเขาขอรับโทษถูกกักบริเวณแทนพ่อของเธอ
การแอบออกจากบ้านมาเป็นครั้งคราวก็นับว่ามากพอแล้ว หากจะ ให้ย้ายออกมาจริงๆ นั้นมากเกินไป
“ประตูเมืองจะปิดลงยามใดหรือ?” เธอคะเนเวลาที่ยังคง สามารถอยู่กับเหล่าเด็กน้อย
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบฮึดฮัดเยี่ยงผู้มีอำนาจเหนือกว่า “ยาม คุณชายผู้นี้สั่งให้ปิดเมื่อใด ประตูก็จักปิดลงเมื่อนั้น!”
อวี๋หวั่น “…”
มีอำนาจยิ่งใหญ่งั้นรึ?
มีอำนาจช่างยอดเยี่ยมจริงๆ…
รถม้าที่เช่ามาได้กลับเข้าเมืองไปก่อนแล้ว อวี๋หวั่นและเด็ก น้อยนั่งอยู่ในรถม้าของเยี่ยนจิ่วเฉา
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่านอนอยู่ในอ้อมแขนของอวี๋หวั่น ขณะที่ เสียวเป่าถูกท่านพ่อของเขากอดไว้ในอ้อมแขน
เสียวเป่ามิได้รับความเป็นธรรม เขาทำผิดอันใดกัน…
เด็กน้อยกินดื่มจนอิ่มหนำ เมื่ออยู่บนรถม้าที่ไม่กระเทือนเพียง ไม่นาน ก็หลับไปในอ้อมแขนของบิดาและอวี๋หวั่น
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงและมุ่งหน้าสู่ หมู่บ้านเหลียนฮวา
เด็กๆ หลับกันหมดแล้ว อวี๋หวั่นจึงถามถึงสิ่งติดค้างอยู่ในใจ
ของเธอมาตลอดทั้งคืน “เยี่ยนจิ่วเฉา เหตุใดวันนี้ท่านจึงไม่มีความ สุข?”
เยี่ยนจิ่วเฉาเปิดกล่องอาหารและหยิบผลหลี[3]เล็กๆ ออกมา “กินผลหลีไหม?”
อวี๋หวั่นส่ายหัว “ข้าไม่ชอบกินผลหลี”
เยี่ยนจิ่วเฉาก็หยิบผลหลีอีกลูกที่มีขนาดใหญ่กว่าสองหรือ สามเท่าออกมา “แล้วผลนี้ล่ะ?”
ก็ผลหลีเหมือนกันมิใช่หรอกหรือ? อวี๋หวั่นจ้องมองเขาด้วย ความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเขากำลังเล่นกลอุบายอันใด “แค่ผล เล็กๆ ข้าก็กินไม่ลงแล้ว แน่นอนว่าผลใหญ่ข้ายิ่งไม่ชอบ!”
เขารู้อยู่แล้ว!
คุณชายผู้ถูกทอดทิ้ง หัวใจแตกสลายจนมิอยากเอ่ยอะไรแล้ว!
………………………………
[1] หย่งเซี่ยง 永巷 เป็นซอยยาวๆ แคบๆ ซึ่งอดีตเป็นที่พักอาศัยของ
เหล่ากำนัลหรือนางสนมที่เพิ่งเข้าวัง ครั้นเมื่อเกิดสงครามในวัง สถานที่นี้
จึงกลายมาเป็นคุกขังเดี่ยวของนักโทษหญิงในวังแทน
[2] ตำหนักฉู่ชิ่ว เป็นหนึ่งในที่ประทับของสนมและจักพรรดินี ของรา
ชวงศ์หมิงและชิง ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน หรือวังหลังของ
พระราชวังต้องห้าม
[3] ผลหลี 梨⼦ คือ ลูกแพร์