หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 51 เบาะแสในปีนั้น เข้าวัง (1)
ในวันที่สิบเจ็ดเดือนสาม ท้องฟ้าสดใส สถานที่ก่อสร้างของ สกุลอวี๋ได้เริ่มต้นขึ้น เสียงตึกๆ ต่อกๆ ผสมกับเสียงตะโกนของบุรุษ ทำลายความเงียบสงบของหมู่บ้านเล็กๆ
เถี่ยตั้นน้อยพลิกตัว ร่วงลงกับพื้นดังโครม ทำให้ตื่นขึ้นในทันที
อวี๋หวั่นตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ คนส่วนใหญ่ที่ทำงานในสถานที่ ก่อสร้างเป็นคนในหมู่บ้าน และบางคนมาจากหมู่บ้านอื่น พวกเขา ทั้งหมดได้รับคัดเลือกจากอวี๋เฟิง เขากลายเป็นผู้รับเหมารายย่อม โรงฝึกงานไม่ได้รับการดูแล เช้าวันนี้อวี๋หวั่นจึงไปช่วยที่โรงฝึกงาน
เถี่ยตั้นน้อยถูก้นน้อยที่กระแทกพื้นและหมายจะปีนกลับขึ้น เตียงไปนอนต่อ ทว่าเมื่อเขาหันไปก็เห็นกล่องที่อยู่ใต้เตียงโดย บังเอิญ
เอ๋?
มีกล่องอยู่ใต้เตียงตั้งแต่เมื่อไหร่?
เมื่อวานยังหลบอยู่ใต้เตียงแอบกินขนมกับน้องเจินเจิน ทว่า หามีกล่องสักใบไม่!
หรือว่าท่านพี่จะแอบของอร่อยๆ เอาไว้นะ?
“ซู้ด~” เถี่ยตั้นน้อยดูดนํ้าลายและคลานเข้าไปใต้เตียงเพื่อ
เอื้อมหยิบกล่องออกมา
อวี๋หวั่นไปที่สวนหลังบ้าน เพื่อล้างทำความสะอาดกวาดเล้าไก่ เก็บไข่ จากนั้นจึงวางแผนที่จะกลับไปที่บ้าน เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า และออกไปข้างนอก ทว่าเธอเห็นเถี่ยตั้นน้อยนั่งอยู่ที่พื้นด้วยสีหน้า งุนงง ในมือกำลังถือกล่องใบใหญ่ไว้ด้านหน้า เขาดึงชุดแต่งงานสี แดงขนาดใหญ่ออกมาครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งยังอยู่ในกล่อง
“ท่านพี่ นี่มันคืออะไร? ท่านซื้อชุดมาใหม่หรือ? สวยจังเลย…” เถี่ยตั้นน้อยมองอวี๋หวั่นที่อยู่หน้าประตู ราวกับเป็นเด็กน้อยขี้สงสัย พลางเอ่ยด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจ
บังเอิญที่อวี๋เซ่าชิงทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงมาเรียกอวี๋หวั่น ให้ไปกินอาหาร
อวี๋หวั่นรีบยัดชุดแต่งงานกลับเข้าไปในกล่อง ทันทีที่อวี๋เซ่าชิง ก้าวข้ามธรณีประตู ฝากล่องก็ถูกปิด!
ด้วยท่าทีและความรวดเร็วประดุจลมพายุ เถี่ยตั้นน้อยถึงกับ ตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง
อวี๋เซ่าชิงมองเห็นความกังวลใจของบุตรสาวได้อย่างชัดเจน พลางมองกล่องที่บุตรสาวพยายามปกปิดไว้อย่างมีนัยลึกซึ้งบาง อย่าง จากนั้นจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอะไร พลางเอ่ยอย่าง ใจเย็น “อาหวั่นอาหารพร้อมแล้ว ไปกินข้าวกันเถิด เถี่ยตั้นยังจะ นอนต่อรึไม่ หากไม่นอนแล้วออกมากิน”
จากนั้นเขาก็หันตัวเดินไปยังห้องครัว
อวี๋หวั่นมองไปที่เถี่ยตั้นน้อย พร้อมกับเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “ต่อ ไปไม่อนุญาตให้เจ้ารื้นค้นของของพี่”
เถี่ยตั้นน้อย “อื้อ”
“เจ้าไปล้างหน้าล้างตาเถิด” อวี๋หวั่นชำเลืองมองไปนอกประตู
เถี่ยตั้นน้อยออกไปอย่างเชื่อฟัง อวี๋หวั่นเปิดกล่องและมองไป ที่ชุดแต่งงานหรูหราสง่าสาม สีแดงสดสะท้อนเข้ามาในดวงตา ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัว
เมื่อมีการเคลื่อนไหวดังขึ้นอีกครั้งจากห้องโถง อวี๋หวั่นจึงรีบ เอาชุดแต่งงานใส่กลับลงไปพร้อมกับปิดกล่อง และคราวนี้เธอก็ไม่ ลืมที่จะลงกลอนมัน
“ท่านพ่อ รู้หรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ในกล่องของท่านพี่?” หลังจาก ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ เถี่ยตั้นน้อยก็วิ่งตามอวี๋เซ่าชิงเข้ามาในห้อง ครัว
เมื่ออวี๋เซ่าชิงได้ยินคำว่าท่านพ่อของบุตรชายก็พลันรู้สึกจิตใจ เบิกบาน ทว่าสิ่งที่เขามีความสุขที่สุดหาใช่เรื่องนี้ เขายิ้มอย่างมี เลศนัย พลางเอ่ยกับบุตรชายว่า “แน่นอน พ่อรู้”
เถี่ยตั้นน้อย “หือ?”
อวี๋เซ่าชิงเอ่ยอย่างยากจะซ่อนความดีใจ “นั่นคือสิ่งที่พี่สาว ของเจ้าทำให้พ่อด้วยตัวเอง อย่าบอกคนอื่นนะ”
ชุดกระโปรงสีแดงสดนั่น…คือ คือ คือ…คือชุดที่ท่านพี่ทำให้ ท่านพ่อหรือ?
ดูท่าทีของท่านพ่อแล้ว เหมือนจะพอใจมาก ชอบมากและ อยากใส่?!
สมองของเถี่ยตั้นน้อยนึกภาพของท่านพ่อที่เต็มไปด้วยมัด กล้ามเนื้อกำลังสวมชุดกระโปรงสีแดงตัวเล็ก ช่างเป็นสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนา!
เถี่ยตั้นน้อยแทบจะร้องไห้ “ท่านบอกว่าท่านเป็นชายชาตรี เหตุใดท่านจึงมีนิสัยเช่นนี้เล่า?”
อวี๋เซ่าชิง “…”
…
หลังจากมื้อเช้า อวี๋หวั่นไปยังบ้านหลังเก่าของสกุลอวี๋ รถม้า ของหอจุ้ยเซียนที่จะมารับสินค้าของวันนี้มาถึงแล้ว เมื่ออวี๋หวั่นนับ ของเสร็จแล้ว ก็เอ่ยกับคนที่มารับของว่า “เจ้านับอีกรอบสิ”
“ไม่ต้องละ ไม่ต้องละ!” เขายิ้ม “สินค้าของรองผู้ดูแลไม่เคย ผิดพลาดมาก่อน!”
“นับอีกหน่อยเถิด” อวี๋หวั่นยืนยัน
“เอ๊ะ!” ชายผู้นั้นหยิบเต้าหู้เหม็นมานับทีละแปดร้อยจินหนึ่ง รอบ “ถูกต้อง”
เมื่อวานนี้ได้เต้าเจี้ยวมาในปริมาณเท่ากับสามวัน จึงไม่จำเป็น
ต้องจัดหาในช่วงสองวันนี้
ส่วนหน่อไม้ดองชุดแรกคงจะจัดส่งได้ภายในสิ้นเดือนนี้
กลางเดือนหน้าจะได้ค่าสินค้าของเดือนนี้ ส่วนเงินปันผลของ ร้านอาหารต้องรอสิ้นปี
เมื่อบุรุษผู้นั้นขับรถม้าออกไปแล้ว อวี๋หวั่นจึงกลับไปยังห้อง โถง ลุงใหญ่ ป้าใหญ่และอวี๋เซ่าชิง นั่งอยู่ด้วยกันโดยมีลูกคิดวาง อยู่บนโต๊ะ ดูเหมือนพวกเขากำลังคำนวณอะไรบางอย่างอย่าง รอบคอบ สีหน้าของพวกเขาดูเคร่งขรึมเล็กน้อย
อวี๋หวั่นเดินมา และเอ่ยถามเบาๆ “มีเรื่องอันใดหรือ? เงินที่ใช้ สร้างบ้านไม่พอหรือ?”
การลงทุนครั้งแรกของโรงฝึกงานนั้นมากเกินไป และไม่อาจ คืนทุนได้ภายในสองสามเดือน เงินที่ได้มาก่อนหน้านี้ก็ถูกใช้ไป เกือบหมดแล้ว วันนี้พวกเขายังคงมีหนี้ค่าหิน ค่าอิฐและค่าจ้างคน งาน พวกเขาต้องรอเงินค่าสินค้าก้อนแรกในเดือนหน้า และชำระ ไปเป็นเงินจำนวนน้อยก่อน
“ไม่ใช่เช่นนั้น” ป้าใหญ่เอ่ย “สถานที่ก่อสร้างนั้น พ่อเจ้าได้รับ เงินเดือนทหารแล้ว และได้ขอยืมป้าไป๋มาอีกเล็กน้อย ไม่ต้องกังวล เรื่องเงินในยามนี้”
อวี๋เซ่าชิงใช้เวลาหกปีในค่ายทหาร ในวันธรรมดาเขาก็ไม่ได้ ออกไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เขาประหยัดอดออมเงินเดือนในแต่ละ
เดือน ยกเว้นเงินที่ใช้สำหรับซื้อของขวัญนิดหน่อย ส่วนที่เหลือก็ มอบให้กับนางเจียง
และนางเจียงได้มอบมันให้กับป้าใหญ่ เพื่อขอให้นางใช้สร้าง บ้าน
ไม่เช่นนั้นเหตุใดป้าใหญ่จึงรักและเอ็นดูนางเจียง น้องสะใภ้ เช่นนี้ แม้จุดโคมไฟหาก็ยากจะหาเจอ
“หากไม่ใช่เรื่องของเงิน แล้วท่านกังวลเรื่องใด?” อวี๋หวั่นถาม
ลุงใหญ่เอ่ยปาก “เรื่องการเข้าโรงเรียนของเถี่ยตั้น เถี่ยตั้น ไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้ว พี่ใหญ่และพี่รองของเจ้า ก็ไปโรงเรียนเมื่อ อายุเท่านี้”
แม้ทั้งสองคนจะไม่ได้เกเรมาก ทว่าก็มิได้ตั้งใจเล่าเรียน เรียน ไปเพียงไม่กี่วันก็ไม่ไปอีกเลย
หมู่บ้านเหลียนฮวามีขนาดเล็ก ไม่มีโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ก่อนเกิดสงคราม หมู่บ้านส่วนใหญ่ยังมีโรงเรียนอยู่ ทว่าหลัง สงคราม ชาวบ้านต่างลำบาก โรงเรียนในหมู่บ้านจึงทยอยปิดตัวลง และเหลือเพียงในหมู่บ้านซิ่งฮวา
นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านซิ่งฮวากับหมู่บ้านเหลี ยนฮวา ลุงใหญ่กับป้าใหญ่มีหรือจะกล้าส่งเถี่ยตั้นน้อยไปที่นั่น? มิใช่เป็นการผลักเด็กเข้ากองไฟหรอกหรือ?
“ที่แท้ก็เรื่องนี้หรือ?” อวี๋หวั่นเข้าใจในทันที เธอไม่เข้าใจระบบ
การศึกษาสมัยโบราณและเกือบจะทำให้น้องชายเข้าเรียนช้า น้อง ชายของเธอก็อายุหกขวบเต็มแล้ว เขาควรไปโรงเรียน “มิใช่ว่าใน ตำบลก็มีโรงเรียนหรือ?”
หากเธอจำไม่ผิด จ้าวเหิงน่าจะเคยเรียนในตำบล?
ค่าเรียนของโรงเรียนในตำบลแพงกว่าโรงเรียนในหมู่บ้านมาก แต่ละเดือนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหนึ่งตำลึง ทว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่อง ยาก เพราะตอนนี้พวกเขามีธุรกิจ เดือนละหนึ่งตำลึงก็พอจะจ่าย ได้ ทว่าความยากก็คือ โรงเรียนต้องสอบเข้า และจะรับเข้าเรียน หลังจากผ่านการสอบแล้วเท่านั้น
“โรงเรียนก็ต้องสอบด้วยหรือ?” อวี๋หวั่นประหลาดใจ
“ใช่” ลุงใหญ่ถามหลี่เจิ้งมาแล้ว “ส่วนใหญ่จะเข้าเรียน โรงเรียนประจำหมู่บ้านก่อนหนึ่งปีหรือสองปี แล้วจึงย้ายไปเรียนที่ โรงเรียนในตำบล”
จ้าวเหิงก็สอบเข้าในปีนั้นและยังได้คะแนนอันดับหนึ่ง หลัง จากนั้นก็ยังเป็นที่หนึ่งของทุกปี เจ้าเด็กนั่นเลวระยำก็จริง ทว่า เรื่องเรียนยอดเยี่ยมไม่เป็นรองใคร
ลุงใหญ่ถอนหายใจ “ความหมายของหลี่เจิ้งก็คือ ให้เถี่ยตั้น น้อยไปเรียนที่หมู่บ้านซิ่งฮวาก่อนสักพัก ยามนี้พ่อของเจ้ากลับมา แล้ว มีพ่อเจ้าอยู่ คนในหมู่บ้านซิ่งฮวาจะไม่กำเริบเสิบสานเหมือน เมื่อก่อน”
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “หรือไม่ข้าก็จะไป สอบถามในตำบล ว่าในปีก่อนๆ เขาสอบอะไรกัน”
ในฐานะผู้มีความสามารถพิเศษในการสอบเข้าวิทยาลัยใน ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การเตรียมตัวสอบนับเป็นจุดแข็งของเธอ ตราบใดที่เธอรู้ขอบเขตของคำถาม ไม่ต้องส่งไปที่โรงเรียนประจำ หมู่บ้านซิ่งฮวา เธอก็สามารถทำให้เถี่ยตั้นน้อยกลายเป็นหนอน หนังสือตั้นน้อยได้
…
อวี๋หวั่นเดินทางเข้าไปยังตำบล
ซวนจื่อจะขับรถลากวัวไปส่งเธอ ทว่าเธอปฏิเสธ รถลากวัวยัง ไม่เร็วกับเท่าเดินด้วยซํ้า
ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือไม่ เธอมักจะรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมอง อยู่ตลอดทาง แต่เมื่อหันไปมอง ก็กลับไม่พบเงาของผู้ใด
“โอ้ ลมอันใดหอบรองผู้ดูแลมาที่นี่?” ผู้จัดการชุยที่กำลังดีด ลูกคิดเงยหน้ามอง เห็นอวี๋หวั่นเดินเข้ามาในหอหยกขาว เขาจึงรีบ วางลูกคิดลงและกล่าวทักทาย
เขาทราบเรื่องที่อวี๋หวั่นทำธุรกิจร่วมกันกับหอจุ้ยเซียนแล้ว และด้วยความโชคดีของอวี๋หวั่น เขาจึงมีความสัมพันธ์กับรอง หัวหน้าสมาพันธ์ธุรกิจเจียงจั่ว แต่ด้วยสถานะของเขาในปัจจุบัน ยังไม่อาจจะติดต่อกับนายท่านฉินได้ ทั้งหมดคือการได้เห็นหน้าขอ งอวี๋หวั่นเท่านั้น
อวี๋หวั่นกล่าวทักทายอย่างสุภาพก่อน จากนั้นจึงแสดงเจตนา ที่ชัดเจน
“คิดว่าข้าเป็นใครเล่า!” ผู้จัดการชุยทำเสียงจิ๊ “ไม่ใช่แค่ ข้อสอบของโรงเรียนในตำบลหรอกหรือ? ข้ากับนักปราชญ์เจิ้งเป็น เพื่อนเก่ากัน เย็นนี้ข้าจะไปที่บ้านเขาเพื่อเอาข้อสอบมาให้เจ้า!”
อวี๋หวั่นไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องราวจะง่ายดายเช่นนี้ อดไม่ได้ที่ จะรู้สึกดีใจ “ขอบคุณผู้จัดการชุยมาก”
ผู้จัดการชุยถอนหายใจ “คนกันเอง เอ่ยเช่นนี้ราวกับ คนนอก!”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้มมุมปาก “คุณหนูไป๋สบายดีหรือไม่?”
บทที่ 51.2 เบาะแสในปีนั้น เข้าวัง (2)
ผู้จัดการชุยเอ่ยอย่างจริงจัง “ดี! กำลังดี! นายท่านเชิญหมอ มาที่หอหยกขาว อีกทั้งยังเชิญหมอที่โด่งดังในยุทธจักรมาทำยา รักษาร้อยโรคให้คุณหนูอีกด้วย อาการไข้ทรพิษดีขึ้นครึ่งหนึ่งแล้ว! หมอยังบอกอีกว่า บุพเพสันนิวาสของนางไม่ดีนัก ในชีวิต สิ่งที่จะ เกิดก็ต้องเกิด ในชีวิต สิ่งที่กำหนดไว้แล้วว่าไม่มีทางจะเกิด ก็ไม่ ต้องอ้อนวอนร้องขอ เมื่อนายท่านได้ยินเช่นนี้ ก็ตกใจมาก คิดว่า คุณหนูถูกลิขิตให้ไม่อาจออกเรือน สาเหตุที่ทำให้ต้องเป็นไข้ทรพิษ เพราะเขาบังคับให้คุณหนูออกเรือน ต่อไปผู้ใดก็อย่าได้บังคับให้ นางแต่งงาน หากคุณหนูอยากแต่งก็แต่ง ไม่แต่งก็ไม่เป็นไร นาย ท่านจะดูแลนางตลอดไปเอง!”
นี่สิถึงจะเหมือนวาจาที่พ่อแท้ๆ จะเอ่ย
เมื่อรู้ว่าไป๋ถังสบายดี อวี๋หวั่นก็รู้สึกโล่งใจ
ยามนี้ทุกอย่างพร้อมแล้วรอเพียงโอกาสเท่านั้น ว่าพี่ชายของ เธอจะรวบรวมความกล้าไปขอไป๋ถังแต่งงานเมื่อใด
ทว่า……
เมื่อนึกขึ้นได้ ความเขินอายของเด็กสาวก็พลันฉายชัดใน ดวงตาของอวี๋หวั่น
ก็ไม่รู้ว่าใครจะขอแต่งก่อน…
“คุณชาย!”
ณ จวนคุณชาย อิ่งสือซันเดินเข้าไปในห้องทำงาน
เยี่ยนจิ่วเฉารีบพลิกปิดหนังสืออนุปฏิทินอย่างแนบเนียน
อิ่งสือซันเหลือบมองหนังสืออนุปฏิทินที่ถูกพลิกจนขดงอ เอ่อ…รีบลุกออกจากที่นอนแต่เช้า เพื่อปีนขึ้นมาดูสิ่งนี้น่ะรึ? ของ ที่เพิ่งส่งไปให้ เขายังมิทันได้ตอบรับ ท่านก็เลือกวันเสียแล้วหรือ?
“มีเรื่องอันใด?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถามเบาๆ
อิ่งสือซันยื่นจดหมายเล็กๆ ที่ผูกติดมากับนกพิราบส่งข่าวให้ เยี่ยนจิ่วเฉา “มีข่าวมาจากอิ่งลิ่ว พบเบาะแสที่ก้งเฉิงแล้ว ทว่าการ จัดการค่อนข้างยากเสียหน่อย เขาขอร้องให้ระดมกำลังหน่วยกล้า ตายมาช่วยสนับสนุน”
หลังจากอ่านจดหมาย เยี่ยนจิ่วเฉาก็โยนมันเข้าไปในเตาอั้งโล่ เพื่อเผาทิ้ง “เมื่อคืนเจ้าบอกว่า เจ้าพบร่องรอยของโจวไหว มันคือ ที่ใด?”
อิ่งสือซันเอ่ย “ก็คือที่ก้งเฉิงขอรับ”
“บังเอิญจริงๆ” เยี่ยนจิ่วเฉาเคาะนิ้วกับโต๊ะเบาๆ “เจ้าไป เตรียมรถ คุณชายผู้นี้จะไปก้งเฉิงด้วยตนเอง”
อิ่งสือซันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “…ขอรับ”
…
ณ วังเสียนฝู ชายในชุดดำคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นห้องโถง “ข้า น้อยขอคารวะ”
ในห้องโถงมีเพียงสวี่เสียนเฟยกับมามาผู้ดูแลเพียงสองคน
สวี่เสียนเฟยส่งสายตาให้มามาผู้ดูแล มามาผู้ดูแลเข้าใจ ความหมาย จึงเดินไปที่ประตูเพื่อดูลาดเลา
“สืบพบหรือไม่?” สวี่เสียนเฟยเอ่ยถาม
ชายชุดดำเอ่ยตอบ “พบแล้ว ทว่า…ไม่เพียงแต่ข้าน้อย เท่านั้นที่จับตาดูนาง ยังมีอีกคนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็น…สายลับ ขององค์ชายรอง”
เป็นหนึ่งในเรื่องที่นางคาดไว้ สวี่เสียนเฟยจึงไม่แปลกใจ หาก มิใช่เพราะสนใจนางถึงเพียงนี้ ก็คงไม่ถึงกับเมินเฉยเหล่าสนมที่ นางเลือกมาให้
สวี่เสียนเฟยยกมือขึ้นพลางโบกอย่างแผ่วเบาให้ชายชุดดำ เอ่ยต่อ
ชายชุดดำเอ่ยต่อว่า “สกุลของหญิงผู้นั้นคืออวี๋ นางอาศัยอยู่ ในหมู่บ้านเหลียนฮวา”
มือที่ถือถ้วยชาของสวี่เสียนเฟยพลันหยุดชะงัก “หมู่บ้าน? สาวชาวบ้านรึ?”
นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าบุตรชายที่มีสายเลือดกษัตริย์จะ ชื่นชอบสาวชาวบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้ดีไปกว่าหญิงในหอโคมเขียวสักเท่า
ไหร่!
ไฟโทสะของสวี่เสียนเฟยลุกท่วม!
ชายในชุดดำเอ่ยต่อ “ข้าน้อยยังรู้มาว่า นางเคยหมั้นหมายมา ก่อน ทว่าก็ถูกยกเลิกการแต่งงานและย้ายออกไป”
สวี่เสียนเฟยโกรธจนหงายหลัง!
มิใช่เพียงสาวชาวบ้านเท่านั้น ทว่ายังเป็นสาวชาวบ้านที่ถูก ยกเลิกการแต่งงาน…บุตรชายของนางตาบอดไปแล้วหรือ?!
“และบิดาของนางก็คืออวี๋เซ่าชิง”
สวี่เสียนเฟยขมวดคิ้ว “ผู้บัญชาการกองพันที่แย่งความดี ความชอบทางทหารของเหยียนโฮ่วผู้นั้นหรือ?”
“ใช่ขอรับ”
หากจะกล่าวว่าก่อนหน้านี้ เพียงแค่มีชาติกำเนิดตํ่าต้อย เช่น นั้นในจุดนี้ ก็นับว่ามีชาติกำเนิดที่มีมลทิน เหยียนฉงหมิงคือผู้ที่ได้ รับการคุ้มครองจากฮ่องเต้ การแย่งความดีความชอบทางทหาร กับเขา ก็คือแย่งความดีความชอบทางทหารกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้ สอบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียด ทว่าความจริงมันเป็นเพียงฉาก บังหน้า เหยียนฉงหมิงมีไหวพริบเฉลียวฉลาด เมื่อรอให้เรื่อง อำนาจสูงกลบนาย[1] ผ่านพ้นไป คดีความนี้ก็จะได้ข้อสรุป
และในท้ายที่สุด อวี๋เซ่าชิงก็ต้องถูกส่งตัวเข้าคุกอีกครั้ง
สวี่เสียนเฟยกำมือแน่นพลางเอ่ยว่า “องค์ชายรองจะชอบใคร
ก็ไม่ชอบ ไฉนกลับไปชอบบุตรสาวของอาชญากร? นี่มิใช่เป็นการ ต่อต้านบิดาฮ่องเต้ของเขาหรอกรึ? ข้าจำได้ว่าคดีนี้ถูกส่งไปให้องค์ ชายรองสอบสวน แล้วองค์ชายรองจะสอบสวนได้อย่างไร?”
ชายชุดดำเอ่ย “ข้าน้อยไม่ทราบ ทว่าข้าน้อยคิดว่า ในเมื่อองค์ ชายรองชอบบุตรสาวของอวี๋เซ่าชิง เขาจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อ กลับคำพิพากษาอวี๋เซ่าชิงเป็นแน่”
สวี่เสียนเฟยปวดหัว “ไปบอกองค์ชายรองว่าเขาไม่จำเป็นต้อง ตรวจสอบคดีนี้อย่างละเอียดแล้ว บอกเพียงว่านี่เป็นความคิดเห็น ของข้า!”
“ขอรับ!”
ชายชุดดำรับคำสั่ง และหนึ่งชั่วยามถัดมา เขาก็กลับเข้าวังมา ด้วยความรีบร้อน
“องค์ชายรองตรัสว่าอย่างไร?” สวี่เสียนเฟยถามขณะมองไป ที่เขา
ชายชุดดำลังเลที่จะเอ่ย
ดวงตาของสวี่เสียนเฟยเย็นเยือก “หากเจ้ามีอันใดจักเอ่ยก็ เอ่ยมาตรงๆ อย่ามาอํ้าๆ อึงๆ กับข้า!”
ชายชุดดำเอ่ยด้วยความร้อนรน “องค์ชายรองบอกว่าอย่างไร เขาก็จะสอบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียดให้ถึงที่สุด”
สวี่เสียนเฟยควํ่าถ้วยที่อยู่ในมือ!
นํ้าชาร้อนกระเด็นโดนเท้าของนาง มามาผู้ดูแลรีบเข้าไปหา และย่อตัวลงเช็ดรองเท้าที่เปียกด้วยผ้าเช็ดหน้า พร้อมกับเอ่ยว่า “พระสนมโปรดระงับโทสะ!”
สวี่เสียนเฟยระเบิดโทสะที่เก็บงำมาหลายครา “เจ้าจะให้ข้า ระงับโทสะได้เยี่ยงไร? บุตรชายข้าชอบคนที่ฮ่องเต้หมายจะ ประหาร! เขาคิดว่าตนเองยังโดดเด่นไม่พออีกหรือ? องค์หญิงแห่ง ซยงหนูก็กำลังจะให้ฮ่องเต้ยัดเข้ามาตรงหน้าเขาแล้ว เป็นตาย อย่างไรก็ยังจะไม่เห็นอีกหรือ? ข้าทำเพื่อเขามากถึงเพียงนี้ เขา กลับทำเหมือนตาบอดใช่หรือไม่?”
มามาผู้ดูแล “พระสนม!”
ชายในชุดดำก้มศีรษะลง
“เจ้าออกไปก่อน” มามาผู้ดูแลสั่งอย่างเย็นชา
ชายในชุดดำทำความเคารพสวี่เสียนเฟย และถอยออกไป ด้านหลังฉากกั้น
มามาผู้ดูแลถอดรองเท้าของสวี่เสียนเฟยออกและพบว่า ถุงเท้าของนางเปียก นางจึงรีบถอดถุงเท้านั้นออก
นํ้าชาร้อนๆ ทำให้หลังเท้าของนางเป็นสีแดงฉาน
มามาผู้ดูแลหยิบยาขี้ผึ้งมาทาให้สวี่เสียนเฟยอย่างระมัดระวัง
สวี่เสียนเฟยโกรธจัดจนกระทั่งนางไม่อาจรับรู้ความเจ็บปวดที่ หลังเท้าของนาง “ข้าเลี้ยงดูบุตรชายจนเติบใหญ่เช่นนี้ นี่เป็นครั้ง
แรกที่เขากล้าต่อต้านข้า เพียงเพราะผู้หญิงหนึ่งคน ข้าเป็นมารดา ผู้ให้กำเนิดเขา แล้วคิดว่าข้าจะทำร้ายเขาไม่ได้หรือ?”
มามาผู้ดูแลเอ่ยด้วยนํ้าเสียงจริงจังว่า “องค์ชายโตแล้ว มี ความคิดเป็นของตัวเอง”
สวี่เสียนเฟยเอ่ยด้วยความโกรธ “เมื่อสองปีก่อน ข้าบอกกับ เขาว่า อย่ายื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องในสวี่โจว เขาไม่ฟังคำแนะนำของ ข้า แล้วเป็นอย่างไรเล่า? เขาเกือบเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งในสวี่โจว ตอนนี้เขาก็ไม่ฟังข้าอีก ข้าคิดว่าเขาคงไม่ต้องการตำแหน่ง รัชทายาทแล้ว!”
มามาผู้ดูแลไม่ตอบ
“มีอันใดเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นอีก เจ้าเอ่ยมาได้!” สวี่เสีย นเฟยเอ่ยกับชายชุดดำ
ชายชุดดำซึ่งยืนอยู่หลังฉากกั้นเอ่ยอย่างนอบน้อย “นาง ติดต่อกับหอหยกขาวและหอจุ้ยเซียน ข้าน้อยได้ยินคนที่หอจุ้ย เซียนเรียกนางว่ารองผู้ดูแล”
“รองผู้ดูแลของหอจุ้ยเซียนรึ?” สวี่เสียนเฟยหรี่ตาลง
…
“รองผู้ดูแล! รองผู้ดูแล!”
ด้านนอกของบ้านเก่าสกุลอวี๋ มีรถม้าคันหนึ่งหยุดลงอย่างช้าๆ นายท่านฉินรอไม่ไหวจึงเปิดม่านและกระโดดลงมา
อวี๋หวั่นเพิ่งกลับมาจากในตำบลและกำลังปอกหน่อไม้อยู่ที่ สวนหลังบ้าน เมื่อได้ยินเสียงนายท่านฉิน เธอก็ลุกขึ้นและกล่าว ทักทาย “ชั่วยามนี้ เหตุใดนายท่านฉินจึงมาที่นี่ได้? วันนี้ที่หอจุ้ย เซียนไม่ยุ่งหรือ?”
“ยุ่ง! ยุ่งมาก!” นายท่านฉินเอ่ยอย่างกระปรี้กระเปร่า และเดิน เข้าไปในห้องโถงพร้อมกับอวี๋หวั่น
เมื่ออวี๋หวั่นเห็นว่าเขาเหงื่อออกมาก ก็รินชาสมุนไพรถ้วยหนึ่ง ให้เขา
นายท่านฉินยกถ้วยขึ้นดื่มจนหมด พร้อมกับเช็ดปากและ โพล่งออกมา “เจ้าต้องเดาไม่ออกแน่ว่าข้ามาที่นี่เพื่ออะไร?”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้ม “ข้าต้องการฟังรายละเอียด”
นายท่านฉินกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ชื่อเสียงหอจุ้ยเซียนของ เรานับว่าโด่งดังแล้ว ตอนนี้แม้กระทั่งพระสนมในวังก็ยังต้องการ ลิ้มรสชาติอาหารของเรา! เจ้ารีบไปเตรียมตัว อีกประเดี๋ยวตามข้า ไปเข้าวัง!”
…………………………………
[1] อำนาจสูงกลบนาย หมายถึง ขุนนางที่มีความสามารถและมีอำนาจ
ที่ไม่ประมาณตน จนทำให้กษัตริย์เกิดความระแวง