หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 72.1 พี่จิ่วมาแล้ว (1)
“คุณชายน้อยเป็นอย่างไรบ้าง?”
เสียงขององครักษ์ดังมาจากด้านนอก
อวี๋หวั่นกดความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในจิตใจ พยายามเอ่ยคำ พูดด้วยนํ้าเสียงปกติที่สุด “ร้องไห้ ท่าทางจะกลัว ไม่เป็นไร ท่านไป ดูแลคุณหนูเถิด ข้าว่าอาการของคุณหนูยังไม่คงที่”
ไม่ใช่แค่ไม่คงที่ ถ้าเธอดูไม่ผิด เหยียนหรูอวี้น่าจะเสียสติไป แล้ว!
ไหนเลยจะมีคนปกติที่สายตาน่ากลัวถึงเพียงนี้? อีกทั้งยังตี แม่หลินก็จนสลบ ไล่ตะเพิดสาวใช้ ยกกระบี่ขึ้นมาฟาดฟันทุกคนที่ ขวางหน้า…นี่มันสตรีผู้อ่อนโยนที่ไหนกันเล่า เหมือนคนเสียสติ พูดไม่รู้ความเสียมากกว่า!
อวี๋หวั่นเดินไปจุดตะเกียงนํ้ามัน
เหยียนหรูอวี้เสียสติจนเป็นเช่นนี้ ไม่รู้ว่าทำให้เด็กๆ ได้รับบาด เจ็บหรือไม่
อวี๋หวั่นตรวจดูแขนของเสี่ยวเป่า เขาเป็นคนที่ถูกเหยียนหรูอวี้ ฉุดกระชากลากถู แต่ว่าเขาตัวเล็กที่สุด ถูกรังแกได้ง่ายที่สุด ต่อให้ นางสติวิปลาสไป ก็ยังเลือกที่จะรังแกคนที่อ่อนแอที่สุด เห็นได้ชัด ว่าความโหดเหี้ยมนั้นฝังรากลึกถึงกระดูกจริงๆ
“เจ็บหรือไม่?” อวี๋หวั่นกระซิบถาม
เสี่ยวเป่าร้องไห้สะอึกสะอื้น
อวี๋หวั่นเลิกแขนเสื้อของเสี่ยวเป่าขึ้นดู ยัยบ้าเหยียนหรูอวี้ ทำให้แขนของเสี่ยวเป่าเป็นรอยชํ้า รอยมือลึกบนแขนของเขาทำ ให้อวี๋หวั่นรู้สึกปวดใจ
กระนั้นในความโชคร้ายยังมีความโชคดี เพราะกระดูกของเขา ไม่หักแต่อย่างใด
หลังจากนั้นอวี๋หวั่นก็ลองตรวจดูส่วนอื่นๆ ของเสี่ยวเป่า หัว เข่าและข้อศอกมีรอยชํ้าซึ่งไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เท้าของเขาเย็น เฉียบ เมื่อเทียบกับพี่ๆ อีกสองคนซึ่งอยู่บนเตียง เสี่ยวเป่าซึ่งต้อง ยืนเท้าเปล่านั้นโชคร้ายกว่ามาก
อวี๋หวั่นตรวจดูต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ทั้งสองคนมีอาการตื่น ตระหนก แต่ร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บ
เด็กทั้งสามเนื้อตัวสั่นเทิ้ม อวี๋หวั่นกอดพวกเขาเอาไว้ อ้อม กอดของเธอถูกเด็กน้อยครอบครองเอาไว้แล้ว
อวี๋หวั่นกอดพวกเขานิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง เด็กทั้งสามก็ยังคงตัวสั่น ด้วยความกลัว อวี๋หวั่นยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้พวกเขา เด็กทั้ง สามคนยังคนร้องไห้ไม่หยุด อวี๋หวั่นจึงหอมหน้าผากของพวกเขา ด้วยความปวดร้าวใจ
อวี๋หวั่นนึกถึงคืนนั้นที่หมู่บ้านเหลียนฮวา คืนนั้นฝนตกและ
ฟ้าผ่าเช่นกัน ที่เด็กๆ ตกใจกันมากเพียงนี้ เป็นเพราะปกติแล้ว พวกเขากลัวเสียงฝนตกฟ้าร้องกันใช่ไหม?
เหยียนหรูอวี้เองก็เสียสติในวันที่ฝนตก?
ว่าแต่ทำไมนางถึงเสียสติกัน?
หรือว่าถูกบางอย่างมากระตุ้น?
‘อะไรกัน? เจ้าไม่เชื่อรึ? เจ้ามีลูกสองคน คนแรกป่วยตาย คน ที่สองถูกเจ้าฆ่าตาย ฝนตกหนัก…’
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ๆ ก็มีคำพูดที่เหยียนหรูอวี้พูด ผุดขึ้นมา ในสมองของอวี๋หวั่น ตอนที่เหยียนหรูอวี้พูดประโยคนั้น สีหน้าของ นางก็ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก ในตอนนั้นคิดเพียงว่านางจงใจกุเรื่องขึ้นมา ปั่นหัวเธอ แต่เมื่อลองมาคิดดูแล้ว เหมือนว่าจะไม่ใช่อย่างนั้น
ถ้าเหยียนหรูอวี้บิดเบือนเรื่องในอดีตของคนอื่น ทำไมกลับดู เหมือนว่านางเองก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน?
ทันใดนั้นอวี๋หวั่นก็นึกถึงโถใส่เถ้ากระดูกที่ถูกเหยียนเซี่ยขโมย ออกมา
เป็นเพราะโถนั้นเล็กเกินไป เธอจึงสงสัยมาตลอดว่าเถ้า กระดูกไม่สมบูรณ์ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเถ้ากระดูก นั้นคือกระดูกของเด็กทั้งสองคน?
“คงไม่ใช่เด็กที่เหยียนหรูอวี้บอกว่าเป็นลูกของฉันหรอกมั้ง!” อวี๋หวั่นลืมตัว เผลอพูดสิ่งที่ตนเองคิดออกมา
เด็กน้อยทั้งสามหยุดร้องไห้ แล้วมองไปที่เธอทันที
อวี๋หวั่นรีบบอกว่า “ไม่มีอะไร ร้องไห้ต่อเถอะ”
เด็กน้อยซึ่งหยุดร้องไห้กะทันหัน “…”
อวี๋หวั่นลองปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็พบ ว่าการคาดเดาของตัวเองพอมีเหตุผลอยู่บ้าง ถ้าหากเหยียนหรูอวี้ สูญเสียลูกทั้งสองคนไปในวันที่ฝนตก เช่นนั้นเรื่องนี้ก็นับว่าสม เหตุสมผล
จิตใจของนางได้รับการกระทบกระเทือนเป็นอย่างมาก ทำให้ อารมณ์ของนางเปลี่ยนได้อย่างฉับพลัน น่ากลัวว่านางจะไม่รู้ด้วย ซํ้าว่าตนเองไม่สบาย และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเด็กๆ จึงไม่คุ้นเคยกับ นางสักที
แต่มีเรื่องหนึ่งที่อวี๋หวั่นไม่เข้าใจ หากการคาดเดาของเธอถูก ต้อง นางให้กำเนิดแฝดสามมาแล้ว เช่นนั้นเด็กอีกสองคนมาได้ อย่างไรกัน? อย่าบอกว่านางคลอดลูกมาทีเดียวห้าคนนะ เรื่องนี้มี ความเป็นไปได้น้อย แต่ถ้าหากไม่ได้มีลูกเพียงท้องเดียว แล้วนาง ไปตั้งท้องตอนไหน? ท้องกับใครกัน?
ไม่ใช่เยี่ยนจิ่วเฉาอย่างแน่นอน
อย่างไรเสียเยี่ยนจิ่วเฉาก็ถูกเธอจัดการไปแล้วครั้งหนึ่ง
อวี๋หวั่นก้มหน้ามองเด็กทั้งสามในอ้อมกอด เด็กน้อยมองเธอ ด้วยดวงตาบ้องแบ๊ว สายตาอันไร้เดียงสาของพวกเขาราวกับกำลัง
มองทะลุไปถึงหัวใจของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นกระซิบถาม “หิวไหม?”
ทั้งสามคนพยักหน้า
“ข้าจะไปหาอะไรให้พวกเจ้ากิน” อวี๋หวั่นบอก
ทั้งสามคว้าชายกระโปรงของอวี๋หวั่นด้วยความวิตก
อวี๋หวั่นนึกขึ้นได้ว่าทั้งสามเป็นเด็กที่เพิ่งเผชิญกับความตื่น ตระหนก พวกเขายังเด็ก แม้แต่กบตัวเดียวพวกเขาก็ยังกลัว นับ ประสาอะไรกับคนตัวใหญ่ที่กำลังเสียสติเล่า ไม่รู้ว่าสองปีที่ผ่านมา เด็กๆ ใช้ชีวิตกันอย่างไร เหยียนหรูอวี้ชั่วร้ายนัก เธอละอยากจะจับ นางโยนให้ปลากิน!
อวี๋หวั่นพบว่าเด็กทั้งสามมองเธอด้วยความไม่สบายใจ เธอไม่ อยากทำให้พวกเขากลัวอีก จึงกำจัดความคิดเกี่ยวกับเหยียนหรูอวี้ ออกไป แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน “ข้าไม่ไปไหนหรอก แค่จะไปหยิบ ของกินมาให้ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
ทั้งสามยังคงไม่ปล่อยมือ
อวี๋หวั่นลูบหลังของพวกเขา แล้วพูดเสียงค่อยว่า “เสื้อผ้า เปียกหมดแล้ว ถ้าไม่เปลี่ยนจะป่วยเอา ป่วยแล้วก็ต้องกินยา ยา ขมมากๆ ด้วยนะ”
เด็กทั้งสามฟังรู้เรื่องในทันที ดูแล้วน่าจะเคยกินยา และยัง จดจำได้ดี
ทั้งสามปล่อยมือจากอวี๋หวั่นด้วยความลังเล แล้วมองเธอด้วย สีหน้าเศร้าสร้อย
อวี๋หวั่นลอบถอนหายใจ ถ้าพวกเขามองเธออีก เธอคงจะไม่ กล้าก้าวออกนอกประตูแล้ว
หลังจากออกมานอกห้อง อวี๋หวั่นก็ปิดประตูลง หากมองอีก มุมหนึ่ง เด็กๆ อยู่บนเรือนับว่าปลอดภัย เมื่อมั่นใจว่าเด็กๆ จะไม่ตก ไปอยู่ในเงื้อมมือของเหยียนหรูอวี้ อวี๋หวั่นก็ตัดสินใจออกไปสำรวจ สถานการณ์ของเหยียนหรูอวี้
ท้องฟ้ายังมีฝนกระหนํ่าและฟ้าร้อง แต่เรือก็ยังคงมุ่งหน้าต่อ ไปท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเหยียนหรูอ วี้ไม่เพียงเสียสติ แต่นางก็ยังโง่เง่าอีกด้วย
อวี๋หวั่นมายังห้องของเหยียนหรูอวี้ เหยียนหรูอวี้ถูกองครักษ์ ควบคุมเอาไว้ พวกเขาเห็นว่าที่เธอตบเหยียนหรูอวี้ก็เพื่อช่วยเหลือ คุณชายน้อย ไม่มีใครเอาผิดเธอแต่อย่างใด หรือไม่ในใจของพวก เขาเอง ก็คิดอยากจะจับสตรีวิปลาสผู้นี้มาตบสักร้อยครั้ง
องครักษ์ที่มีวรยุทธ์สูงส่งคนหนึ่งสกัดจุดให้เหยียนหรูอวี้สลบ เมื่อจับเหยียนหรูอวี้นอนลง พวกเขาก็ออกไป
บรรดาสาวใช้วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปตั้งแต่แรกแล้ว ภายหลังก็ ถูกองครักษ์เรียกตัวกลับมา
อวี๋หวั่นไม่อยากให้ปัญหาใหม่ประเดประดังเข้ามาอีก จึงหยิบ
อาหารและเสื้อผ้าสะอาดสำหรับเปลี่ยนสามชุด แล้วกลับห้องไป เด็กทั้งสามเห็นว่าเธอกลับมา ก็รีบโผเข้าในอ้อมกอด
อวี๋หวั่นจับพวกเขานั่งบนเก้าอี้ยาว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้พวกเขา แล้วหยิบขนมอวิ๋นเพี่ยนและขนมถั่วเขียวมาให้พวกเขาแบ่งกันกิน ทั้งสามคนหิวโหยมาตลอดทั้งวัน ขนมที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอ อวี๋ หวั่นจึงฉวยโอกาสในจังหวะชุลมุนไปหยิบไก่พะโล้และหมั่นโถวก ลับมา จากนั้นก็นำมาย่างบนเตาสำหรับผิงไฟ
ทั้งสามกัดปีกไก่และน่องไก่ อวี๋หวั่นก็กินไปเล็กน้อย
“สตรีคนนั้นเล่า?”
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านนอก เป็นเสียง ของผู้ชายที่ไปรับเธอมาจากหอจุ้ยเซียนนั่นเอง
องครักษ์ตอบว่า “เรียนพ่อบ้านหลิว ข้าน้อยรมยานางไป ตอน นี้คงยังไม่ได้สติ”
“ไม่มีใครเฝ้านางเลยหรือ?” ผู้ที่ถูกเรียกว่าพ่อบ้านหลิวเริ่มมี โทสะ
“กะ…ก่อนหน้านี้มีคนเฝ้า แต่คุณหนูเกิดเรื่อง จะ…จึงไป ดูแลคุณหนู” แน่นอนว่านั่นเป็นคำแก้ตัว พวกเขาวิ่งไปหลบฝนใน ห้องของตนตั้งแต่ก่อนที่เหยียนหรูอวี้จะเสียสติแล้ว
“ยังไม่รีบไปดูอีก! ” พ่อบ้านหลิวตะคอก
“ขะ…ขอรับ! ” องครักษ์รับคำด้วยความนบนอบ จากนั้นก็รุด
รีบออกไป
อวี๋หวั่นวางเนื้อไก่ในมือลง ชี้มือชี้ไม้แล้วกระซิบกับเด็กทั้งสาม ว่า “เดี๋ยวข้ากลับมา”
ทั้งสามพยักหน้าคล้ายจะเข้าใจ
อวี๋หวั่นเปิดประตูออก อ้อมอีกฝั่งหนึ่งของเรือไปยังห้องของ ตน เปิดประตูแล้วขึ้นไปนอนบนเตียง เมื่อนึกได้ว่าตนกำลังสวม ชุดของสาวใช้อยู่ จึงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว
องครักษ์เปิดประตูห้อง มองไปยังอวี๋หวั่น แล้วก็พึมพำว่า “บอกแล้วอย่างไรว่านางหลับอยู่…”
พูดจบก็ปิดประตูแล้วเดินจากไป
ฝนตกหนัก ทำให้บนเรือมีนํ้ามาก พวกเขาถูกพ่อบ้านหลิว เรียกไปวิดนํ้า ไม่อาจคอยเฝ้าหน้าประตูได้ตลอดเวลา
อวี๋หวั่นรีบกลับไปยังห้องของเด็กๆ ทั้งสามไม่ได้กินอะไรต่อ เมื่อเห็นว่าเธอกลับมา จึงรีบก้มหน้าก้มตากินต่อ
ทั้งสามกินจนอิ่มแปล้ พวกเขาเล่นอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง จากนั้น ก็ผล็อยหลับไป
อวี๋หวั่นห่มผ้าให้เด็กทั้งสาม จากนั้นก็กลับไปยังห้องของเหยี ยนหรูอวี้อีกครั้งหนึ่ง
แม่หลินไม่อยู่ ดูแล้วนางน่าจะถูกเหยียนหรูอวี้ตบตีไปไม่น้อย จนป่านนี้ก็ยังไม่ฟื้น ผู้ที่เฝ้าเหยียนหรูอวี้เป็นสาวใช้อายุประมาณ
สิบห้าสิบหกคนหนึ่ง
สาวใช้ง่วงนอน นั่งสัปหงกประหนึ่งไก่กำลังจิกเมล็ดข้าว
อวี๋หวั่นสะกิดไหล่ของนาง “นี่ๆ!”
สาวใช้รู้สึกตัว นางลุกขึ้นยืนทันดีราวกับกระเด้งขึ้นมา “ข้าไม่ ได้หลับ!”
อวี๋หวั่นรู้สึกขบขัน แต่ยังคงทำสีหน้าขึงขัง “ให้เจ้ามาดูแลคุณ หนู เจ้ายังมานอนอีกหรือ? ถ้าพ่อบ้านหลิวกับแม่หลินรู้เข้า จะต้อง ลงโทษเจ้าเป็นแน่”
“ขะ…ข้า…ข้า…ข้าไม่ได้หลับ!” นางพูดอย่างรู้สึกผิด
อวี๋หวั่นตอบว่า “เอาเถอะ ข้าจะเฝ้าให้เจ้าก่อน เจ้าไปงีบสักครู่ เถอะ”
อวี๋หวั่นกังวลว่าสาวใช้จะพูดว่า ‘ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน’ โชค ดีที่นางง่วงนอนเสียจนมิได้เอะใจแต่อย่างใด เมื่อมีคนมาเฝ้าคุณ หนูแทนนาง นางจึงนั่งพิงเสาเตียงหลับไป
อวี๋หวั่นรีบไปด้านหลังฉากกั้น หยิบเสื้อผ้าของเหยียนหรูอวี้ซึ่ง แขวนไว้บนฉากกั้นมาเปลี่ยน จากนั้นก็อุ้มเหยียนหรูอวี้ลงมาซ่อน เอาไว้ด้านหลังฉากกั้น แล้วตนก็ขึ้นไปนอนบนเตียง
ในห้องปราศจากแสงไฟ ทำให้มองไม่ชัดเป็นทุนเดิม อีกทั้ง สาวใช้ก็ดูเหมือนว่าเป็นสาวใช้ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ มิใช่เพียงไม่คุ้นเคย กันเอง พวกนางยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับเหยียนหรูอวี้อีกด้วย
หลังจากที่อวี๋หวั่นนอนลง ก็ใช้ผมปิดหน้าเอาไว้ ดึงแขนเสื้อ ของสาวใช้
สาวใช้สะดุ้งตื่น นางลุกพรวดขึ้นทันที “ข้าไม่ได้หลับ!”
“แค่กๆ” อวี๋หวั่นส่งเสียงไอเบาๆ
สาวใช้ตกใจ “คุณหนู! ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ?”
อวี๋หวั่นอ้าปากคล้ายกับจะพูด
“คุณหนูพูดอะไรหรือเจ้าคะ?” สาวใช้ได้ยินไม่ชัดเจน จึงค้อม ตัวลง แล้วเอียงหูเข้าไปใกล้
อวี๋หวั่นพูดอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง “ทะ…เทียบท่า”
“เทียบท่า?” พ่อบ้านหลิวขมวดคิ้ว เขากำลังสั่งงานให้เหล่า องครักษ์วิดนํ้าออกจากเรือ แล้วมองไปยังสาวใช้ที่รับคำสั่งมา
สาวใช้พยักหน้าหงึกๆ “เจ้าค่ะ! คุณหนูบอกเช่นนั้น!”
พ่อบ้านหลิวเป็นรองหัวหน้าพ่อบ้านของจวนสกุลเหยียน เหยี ยนหรูอวี้ให้ความสำคัญกับเขา ภายหลังจึงกลายเป็นคนที่นางไว้ เนื้อเชื่อใจ หลังจากนั้นเขาก็ออกจากจวนสกุลเหยียนเพื่อทำงานให้ กับเหยียนหรูอวี้ องครักษ์บนเรือและสาวใช้ก็เป็นคนที่เขาเลือกเอง ย่อมต้องไว้ใจได้อย่างแน่นอน
“เจ้าแน่ใจว่าไม่ได้ฟังผิด?” พ่อบ้านหลิวถามยํ้าเพื่อความ มั่นใจ
สาวใช้ส่ายหน้ารัว “ไม่ผิดจริงๆ เจ้าค่ะ! ข้าถามยํ้าหลายรอบ แล้ว!”
ผลของการสกัดจุดสามารถอยู่ได้ครึ่งชั่วยาม หากตื่นมาตอน นี้ก็มิใช่เรื่องแปลก เพียงแต่ไม่รู้ว่านางกล่าวเช่นนี้ตอนตื่นหรือ กล่าวออกมาเช่นนี้เพราะอาการป่วย
“แล้วคุณหนูอยู่ที่ใด?” พ่อบ้านหลิวถาม
“หลับไปอีกแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบ
พ่อบ้านหลิวไม่กล้าหาญพอที่จะเข้าไปปลุกเหยียนหรูอวี้ ใคร จะไปรู้ว่าหากนางป่วยขึ้นมาอีกแล้วจะไม่ยกกระบี่ขึ้นมาฟันเขา พ่อ บ้านหลิวขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจทำตามสิ่งที่เหยียนหรูอวี้ บอก
หลังจากที่อวี๋หวั่นปล่อยคำสั่งเท็จออกไป เธอก็กลับไปยังห้อง ข้างๆ เหยียนหรูอวี้ฟื้นขึ้นมาครั้งหนึ่ง แต่ถูกอวี๋หวั่นใช้ไม้ตีจนสลบ ไป อวี๋หวั่นนึกอยากตีนางให้ตาย แต่น่าเสียดายที่ถ้าหากเหยียนหรู อวี้ตาย เธอและเด็กๆ ก็คงไม่รอดเช่นกัน
สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือต้องรีบลงจากเรือ หลบหนีจากคน เหล่านี้ให้ได้ก่อน ส่วนยัยบ้าเหยียนหรูอวี้นั่น ค่อยกลับมาคิดบัญชี ทีหลัง!
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ฝนหยุดตกแล้ว เรือก็จอดเทียบท่าพอดี
อวี๋หวั่นแอบย่องไปยังห้องครัว หยิบตะกร้าสะพายหลังสำหรับ
ใส่ผักมา ใช้ผ้าฝ้ายนุ่มปูรอง แล้วอุ้มเด็กน้อยซึ่งกำลังหลับสนิทใส่ ลงไปทีละคน
ทั้งสามคนรู้สึกตัว ก็สะดุ้งตัวสั่นเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นอวี๋ หวั่น ก็หลับตานอนต่อ
อวี๋หวั่นปิดตะกร้าด้วยผ้า สะพายขึ้นหลัง แล้วค่อยๆ เปิดประตู ออกไป
ทั้งสาวใช้และองครักษ์บนเรือล้วนแต่เหน็ดเหนื่อยมาครึ่ง ค่อนคืน ในที่สุดก็ได้หยุดพัก พวกเขาต่างก็อดไม่ได้ที่จะกลับห้อง ไปพักผ่อน เหลือเพียงองครักษ์สองคนที่เดินลาดตระเวนอยู่
อวี๋หวั่นฟังเสียงฝีเท้าของพวกเขา เมื่อมั่นใจว่าพวกเขาเดินไป ไกลแล้ว จึงรีบออกไป
เธอเข้าใจแผนการลาดตระเวนของพวกเขา ขอเพียงไม่มีเรื่อง เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น ด้วยความเร็วระดับนี้ เธอสามารถ หลบหนีออกไปจากเรือได้ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว
ขอเพียงลงจากเรือไปได้ เธอก็ไม่กลัวพวกเขาแล้ว
แต่สิ่งที่อวี๋หวั่นไม่คาดคิดก็คือ แม่หลินกลับฟื้นขึ้นมาในช่วง เวลาอันหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
แม่หลินเดินไปยังห้องของเหยียนหรูอวี้ แล้วพบว่าคุณชาย น้อยไม่อยู่ เมื่อถามสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ นางก็ตอบว่าอยู่ห้องข้างๆ นาง เดินไปยังห้องข้างๆ และพบว่าห้องนั้นว่างเปล่า จึงตะโกนร้องเสียง
ดังลั่น “ใครก็ได้มานี่หน่อย คุณชายน้อยไม่อยู่แล้ว!”
“แม่นางอวี๋!”
เสียงของพ่อบ้านหลิวดังขึ้นด้านหลังราวกับปีศาจร้าย
อวี๋หวั่นหยุดชะงัก
บทที่ 72.2 พี่จิ่วมาแล้ว (2)
“ท่านพี่! ขอบคุณที่พาข้าออกมา!”
บนรถม้า สวี่เฉิงเซวียนเอ่ยปากขอบคุณเยี่ยนไหวจิ่ง
เขาอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน จึงให้คนไปบอกสวี่เสียนเฟยว่าตนเอง คิดถึงท่านอา อยากไปพบนางเหลือเกิน
สวี่เสียนเฟยรักหลานชายคนนี้มาก จึงให้เหยี่ยนไหวจิ่งไปพา เขาเข้าวัง
เยี่ยนไหวจิ่งนั่งเงียบมาตลอดทาง มีเพียงสวี่เฉิงเซวียนที่เจื้อย แจ้วจำนรรจาราวกับนกกระจอก “…ท่านพี่ ท่านอยากแต่งงาน กับคุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดีหรือไม่? หากท่านไม่อยาก ท่าน อยากแต่งงานกับองค์หญิงซยงหนูหรือ?”
เยี่ยนไหวจิ่งไม่ตอบ
สวี่เฉิงเซวียนสังเกตสีหน้าของเขา “ท่านไม่ได้ชอบคุณหนูจวน อัครมหาเสนาบดีใช่หรือไม่เล่า? ที่จริงข้าก็คิดเหมือนกันว่านางไม่ คู่ควรกับท่านพี่เลย!”
ทุกคนต่างก็สนใจแต่ว่าคู่ควรหรือไม่คู่ควร ไม่มีผู้ใดสนใจว่า เขาชอบหรือไม่ชอบ
“ท่านพี่…”
“เจ้านั่งเงียบๆ ไม่ได้หรือ?” เยี่ยนไหวจิ่งรู้สึกขุ่นเคือง
“ไม่ใช่สักหน่อย ท่านพี่ ข้าเห็นเยี่ยนจิ่วเฉาด้วย” สวี่เฉิงเซวีย นพูดพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เห็นก็เห็นไปสิ” มีอันใดน่าแปลกใจ?
“ท่านพ่อข้าส่งคนไปฆ่าเขา เหตุใดเขายังอยู่อีก?” สวี่เฉิงเซวีย นมิได้ใส่ใจคำเตือนของบิดาแต่อย่างใด
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?” เยี่ยนไหวจิ่งนัยน์ตากระตุกวูบหนึ่ง
“ท่านพ่อไม่ให้ข้าพูด แต่ท่านพี่ไม่ใช่คนนอก ข้าไม่ได้บอกคน อื่น ข้าบอกท่านแค่คนเดียว!” สวี่เฉิงเซวียนเล่าบทสนทนาที่ได้ยิน ในห้องหนังสือให้เยี่ยนไหวจิ่งฟังจนหมดเปลือก เขาได้ยินมาไม่ มาก รู้เพียงว่าท่านพ่อของเขามีความลับบางอย่างที่ก้งเฉิง ความ ลับนั้นถูกเยี่ยนจิ่วเฉาล่วงรู้เข้า ท่านพ่อจึงตัดสินใจสังหารเขา
สวี่เฉิงเซวียนรู้สึกว่าบิดาของตนใจกล้าเหลือเกิน แม้แต่เยี่ยน จิ่วเฉาก็ยังกล้าสังหาร แต่เขาเองก็ถูกเยี่ยนจิ่วเฉารังแก หวังให้ เยี่ยนจิ่วเฉาตายเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงรู้สึกดีใจมากกว่าตกใจเสียอีก
เยี่ยนไหวจิ่งกลับไม่คิดเช่นนั้น สวี่เฉิงเซวียนยังเด็กนัก ดังที่ กล่าวว่าลูกโคแรกเกิดไม่กลัวเสือ เขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเยี่ยนจิ่ว เฉาน่ากลัวมากเพียงใด แต่สวี่ส้าวย่อมรู้ดี
เยี่ยนไหวจิ่งกลับไม่เคยคิดรู้เลยว่าท่านลุงของเขาจะใจกล้าถึง เพียงนี้ นี่คือท่านลุงของเขาจริงหรือ?
ความลับใดกันที่ทำให้เขากล้าเสี่ยงชีวิต ตัดสินใจสังหารหลาน ชายคนโปรดของเสด็จพ่อ?
“เจ้าเข้าวังไปเอง ข้ามีเรื่องต้องทำ” พูดจบ เยี่ยนไหวจิ่งก็ลง จากรถม้า
สวี่เฉิงเซวียนตื่นตะลึง “อ้าว! ท่านพี่! ท่านอย่าเพิ่งไปสิ! ข้า ออกมาก็เพราะว่าอยากพบท่านนะ!”
เยี่ยนไหวจิ่งกับจวินฉางอันหายลับไปในฝูงชนเสียแล้ว
“ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ท่านลุงข้าไปเกี่ยวข้องกับเยี่ยนจิ่ว เฉาได้อย่างไร?” หากทำเพียงเพื่อล้างแค้นให้สวี่เฉิงเซวียน ก็ยัง ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไรนัก แต่จากคำบอกเล่าของสวี่เฉิงเซวียน ก็เห็น ได้ชัดว่าเยี่ยนจิ่วเฉาค้นพบความลับของสวี่ส้าวเข้า
“ก้งเฉิง?” เยี่ยนไหวจิ่งพึมพำ “ท่านลุงข้าเป็นคนสวี่โจว เขา เคยไปก้งเฉิงตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
จวินฉางอันเลิกคิ้ว “ข้าไปสืบมาให้ท่านตั้งนานแล้ว รอท่าน ถามอยู่”
เยี่ยนไหวจิ่งขมวดคิ้ว “ไปสืบเรื่องท่านลุงข้า? ข้าไม่ให้เจ้าสืบ มิใช่หรือ?”
จวินฉางอันกอดอก “เช่นนั้นองค์ชายก็คิดเสียว่าข้าไม่ได้สืบก็ แล้วกัน ข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น”
“…เจ้า” เยี่ยนไหวจิ่งถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “เอาเถอะ
เจ้าไปสืบมาได้ความว่าอย่างไร?”
จวินฉางอันยิ้มบางๆ “วันนั้นสวี่ส้าวยอมยกเลิกนัดหมายกับ องค์ชายเพื่อไปพบอีกคนหนึ่ง องค์ชายคงรู้ว่าคนนั้นคือผู้ใด?”
“ผู้ใด?”
“เหยียนหรูอวี้”
ความตื่นตะลึงปรากฏในดวงตาของเยี่ยนไหวจิ่ง
เป็นเหยียนหรูอวี้ไปได้อย่างไร?
ท่านลุงกับสกุลเหยียนไม่มีความสัมพันธ์กันแม้แต่น้อย ยิ่งไป กว่านั้น เหยียนหรูอวี้เป็นคนของเยี่ยนจิ่วเฉา ท่านลุงของเขากับเห ยียนหรูอวี้มีความเกี่ยวข้องกัน เรื่องนี้…เรื่องนี้ออกจะไม่สมเหตุ สมผลไปสักหน่อย
จวินฉางอันกล่าวว่า “ส่วนเรื่องข้อมูลในก้งเฉิงข้าก็ไม่รู้ แต่ก็ คาดเดาได้ไม่ยาก สวี่ส้าวไปมาหาสู่กับเหยียนหรูอวี้ ความลับอะไร กันเล่าที่ทำให้สวี่ส้าวไม่ลังเลที่จะฆ่าเยี่ยนจิ่วเฉา?”
ความคิดโลดแล่นในสมองของเยี่ยนไหวจิ่ง “ความลับที่มีผล ต่อสถานะของเหยียนหรูอวี้”
จวินฉางอันพยักหน้า “มิผิด แม้จะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระ หว่างสวี่ส้าวและเหยียนหรูอวี้เป็นอย่างไร แต่เรื่องหนึ่งที่สามารถ ยืนยันได้ก็คือพวกเขาลงเรือลำเดียวกัน นางอาจมีความสัมพันธ์ เชิงชู้สาวกับสวี่ส้าว และอาจเป็นไปได้ว่า…”
เยี่ยนไหวจิ่งพูดต่อว่า “…นางไม่ได้ให้กำเนิดลูกของเยี่ยนจิ่ว เฉา”
……
“ยังคิดจะหนีอีกหรือ?”
เหยียนหรูอวี้ยืนอยู่หน้าประตู สายตาจับจ้องไปยังอวี๋หวั่นซึ่ง ถูกองครักษ์ผลักเข้ามาด้วยแรงมหาศาล
“ถ้าเจ้าขัดขืน ข้าก็จะแทงพวกเขา” เหยียนหรูอวี้ใช้กระบี่เคาะ บนตะกร้าใส่เด็ก
โชคดีที่เด็กๆ หลับอยู่ มิเช่นนั้นพวกเขาต้องตกใจกลัวคำพูด ของนางอย่างแน่นอน
อวี๋หวั่นเค้นกำปั้นแน่น สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “เหยียน หรูอวี้ เด็กๆ ไม่ใช่ลูกของเจ้าใช่ไหม?”
เหยียนหรูอวี้แค่นหัวเราะ “อย่างไรเสียเจ้าก็ใกล้ตายแล้ว ข้า จะบอกให้ก็ได้ มิผิด เด็กพวกนี้ไม่ใช่ลูกข้า ข้าขโมยจากคนอื่นมา”
อวี๋หวั่นหลับตาลง “ว่าแล้วเชียว…”
“เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าแม่ของพวกเขาเป็นใคร?” เหยียนหรูอวี้ เอ่ยถามอย่างเจ้าเล่ห์
อวี๋หวั่นตอบอย่างไม่ได้ยี่หระว่า “ขอแค่ไม่ใช่คนเสียสติแบบ เจ้าก็พอแล้ว”
เหยียนหรูอวี้แสยะยิ้ม “เจ้าอยากรู้หรือไม่? น่าเสียดาย ข้าไม่ บอกเจ้าหรอก”
ข้าอยากให้เจ้าตายโดยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นลูกของเจ้า!
เหยียนหรูอวี้วางกระบี่ลง แล้วอุ้มเด็กขึ้นมาจากตะกร้าหนึ่ง คน พาดไว้บนแขน มองเขาด้วยใบหน้าอ่อนโยน “พวกเขาเป็นของ ข้า ลูกของข้าเติบโตมาเป็นอย่างดี…”
อวี๋หวั่นตอบด้วยนํ้าเสียงเย็นชาว่า “คนเสียสติ! ลูกของตัวเอง ไม่อยู่แล้ว ยังไปขโมยลูกคนอื่นมาอีก!”
“เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?” เหยียนหรูอวี้ยิ้ม จากนั้นก็เปลี่ยน เป็นสีหน้าถมึงทึงอย่างฉับพลัน นางหันไปบอกกับองครักษ์ว่า “จับ นางโยนลงไป!”
องครักษ์จับอวี๋หวั่นซึ่งถูกมัดแขนไขว้หลังเอาไว้ ขณะที่กำลัง จะโยนเธอลงไปในนํ้า ก็มีเรือลำหนึ่งแล่นเข้ามาด้วยความเร็วสูง เหลือเชื่อวิ่งเข้ามา
เงาสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากเรือลำนั้น แตะผิวนํ้าราวกับแมลงปอ แล้วขึ้นมาบนเรือหรูของเหยียนหรูอวี้
ผู้ที่มาถึงมิใช่ใครอื่น เขาคือจวินฉางอัน องครักษ์ข้างกายของ เยี่ยนไหวจิ่ง
จวินฉางอันถีบองครักษ์ที่จับอวี๋หวั่นเอาไว้ แล้วเข้าไปกำบัง ด้านหน้าของอวี๋หวั่น
เหยียนหรูอวี้ส่งเด็กๆ ให้แม่หลิน สั่งให้แม่หลินพาพวกเขา กลับห้องไป
“องครักษ์จวิน?” เหยียนหรูอวี้หรี่ตา นางเคยพบเยี่ยนไหวจิ่ง และจวินฉางอันในวังหลวงมาก่อน น่าแปลก จวินฉางอันมาที่นี่ได้ อย่างไร? ในเมื่อจวินฉางอันมาถึงแล้ว ก็หมายความว่าเยี่ยนไหว จิ่งคงอยู่ไม่ไกล?
เมื่อความคิดนี้แล่นผ่านสมอง เรือลำนั้นก็เข้ามาประชิด จอด ลงด้านข้างเรือของเหยียนหรูอวี้ องครักษ์นำไม้กระดานมาพาด จา กนั้นเยี่ยนไหวจิ่งก็เดินบนไม้กระดานข้ามมา
ความตื่นตกใจปรากฏขึ้นในดวงตาของเหยียนหรูอวี้ แต่นางก็ ยังเดินไปคำนับอย่างรู้มารยาท “ถวายบังคมองค์ชายรอง”
เยี่ยนไหวจิ่งมาแล้ว นางก็คงจัดการอวี๋หวั่นไม่ได้แล้ว
พลาดเพียงนิดเดียว แย่เสียจริง!
สายตาของเยี่ยนไหวจิ่งไปหยุดอยู่ที่อวี๋หวั่นซึ่งถูกมัดไขว้หลัง สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นทันที “คุณหนูเหยียน บอกข้าได้ หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น? ข้าได้รับรายงานว่าแม่นางอวี๋หายตัวไป นาง ถูกคุณหนูเหยียนจับไปได้อย่างไร?”
รายงาน? คำพูดเช่นนี้มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่เชื่อ!
เพียงแต่ว่าเขาเป็นองค์ชาย เขาสามารถพูดโกหกลอยๆ มาได้ แต่นางไม่สามารถปิดบังความจริงกับเขาได้
เหยียนหรูอวี้กล่าวว่า “องค์ชายเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้จับแม่นา งอวี๋ แต่แม่นางอวี๋แอบขึ้นมาบนเรือของข้าเอง ทั้งยังตีข้าจนสลบ หมายจะขโมยลูกของข้า ข้าย่อมต้องสั่งสอนนางสักหน่อย”
“งั้นหรือ? เช่นนั้นคุณหนูเหยียนสั่งสอนพอหรือยังเล่า?” เยี่ยนไหวจิ่งถามอย่างวางอำนาจ
แน่นอนว่ายังไม่พอ
เหยียนหรูอวี้นัยน์ตากระตุกวูบหนึ่ง ลังเลว่าจะไล่ให้เยี่ยนไหว จิ่งกลับไปอย่างไรในขณะที่ตัวนางยังมีสติอยู่
เยี่ยนไหวจิ่งเดินเข้ามาข้างกายอวี๋หวั่น แก้มัดให้เธอ แล้วบอก กับเหยียนหรูอวี้ว่า “หากคุณหนูเหยียนไม่ว่าอะไร ข้าก็จะพานาง กลับไป”
เหยียนหรูอวี้ถามว่า “แต่นางลักพาตัวลูกข้า เรื่องนี้จะว่า อย่างไรเล่าเพคะ?”
เยี่ยนไหวจิ่งมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ “จะว่าอย่างไร ในใจ คุณหนูเหยียนย่อมกระจ่างดี”
หมายความว่าอย่างไรกัน? เยี่ยนไหวจิ่งข่มขู่นางหรือ? เยี่ยน ไหวจิ่ง…เยี่ยนไหวจิ่งก็รู้เรื่องนี้แล้วหรือ? ทว่าหากเขารู้ เหตุใดไม่ เปิดโปงนางต่อหน้าเล่า? หรือว่า…
สายตาของเหยียนหรูอวี้ไปหยุดอยู่ที่อวี๋หวั่น แล้วยกยิ้มมุม ปาก
ใช่แล้ว เยี่ยนไหวจิ่งรู้ความจริงแล้วอย่างไร? เขากล้าให้อวี๋ หวั่นรู้เรื่องนี้หรือ? เขาไม่อยากให้อวี๋หวั่นมีสัมพันธ์ใดๆ กับเยี่ยนจิ่ว เฉา
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางส่งอวี๋หวั่นให้กับเยี่ยนไหวจิ่งไปก็มิใช่เรื่อง ใหญ่
เหยียนหรูอวี้ค้อมตัว “องค์ชายกล่าวเช่นนี้แล้ว ข้าจะถือว่า เรื่องในวันนี้ผ่านไปแล้ว ต่อไปขอให้องค์ชายดูแลแม่นางอวี๋ให้ดี อย่าให้นางไปทำเรื่องโง่ๆ ได้อีก”
เยี่ยนไหวจิ่งคว้ามือของอวี๋หวั่น “ไปเถอะ”
“ข้าไม่ไป” อวี๋หวั่นสะบัดมือออก
เยี่ยนไหวจิ่งชะงัก
อวี๋หวั่นบอกเขาว่า “ท่านพาเด็กไปด้วย แล้วข้าจะไปกับท่าน”
นัยน์ตาของเยี่ยนไหวจิ่งกระตุกวูบ
อวี๋หวั่นมองเขาด้วยความมุ่งมั่น “ครั้งนี้นับว่าข้าติดหนี้บุญ คุณท่าน ท่านช่วยพาพวกเราทั้งหมดออกไปด้วยกันเถิด”
มือของเยี่ยนไหวจิ่งค่อยๆ เค้นเป็นกำปั้น “พวกเขาเป็นลูกของ เยี่ยนจิ่วเฉา ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า…ไม่เกี่ยวกับเจ้าด้วยเช่นกัน”
อวี๋หวั่นถอยหลังไปหนึ่งก้าว “เช่นนั้นท่านก็กลับไป”
“ข้ากลับไป แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าจะต้องเผชิญกับอะไร?”
เยี่ยนไหวจิ่งกล่าวเสียงทุ้มตํ่า
อวี๋หวั่นเบือนหน้าหนี “อย่างมากก็เป็นอาหารปลา”
เยี่ยนไหวจิ่งโมโหจนรู้สึกอึดอัด เขาส่งสายตาให้จวินฉางอัน จ วินฉางอันเข้าใจทันที เขายกมือขึ้นมาสกัดจุดอวี๋หวั่น
ทันใดนั้นเอง อวี๋หวั่นก็เคลื่อนไหวไม่ได้ ทำได้เพียงถลึงตาใส่ เยี่ยนไหวจิ่ง
“ข้าทำเพื่อตัวเจ้าเอง” เยี่ยนไหวจิ่งกล่าวด้วยความจริงใจ เมื่อ พูดจบก็ยื่นมือออกไปเพื่อจะอุ้มอวี๋หวั่น
ขณะที่กำลังจะแตะโดนชายเสื้อของอวี๋หวั่นนั้น ทวนยาวก็พุ่ง แหวกอากาศ ตรงเข้ามาทางศีรษะของเขาพอดี!
“องค์ชาย!” จวินฉางอันหน้าเปลี่ยนสีทันที
เยี่ยนไหวจิ่งกระโดดหลบ ทวนยาวมิได้พุ่งตรงใส่ศีรษะของเขา แต่กลับแฉลบโดนกวนประดับศีรษะ ทำให้ผมสีดำขลับของเขาแผ่ สยายลงมา
ทวนมิได้หยุดอยู่ตรงนั้น มันพุ่งทะลวงกลางอกขององครักษ์ผู้ หนึ่ง ลากร่างของเขาขึ้นไปปักบนเสากระโดงเรือ!
ทุกคนล้วนตกตะลึงพรึงเพริดกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่ากำลังจะมาถึง
“ดูนั่น!” องครักษ์คนหนึ่งชี้มือชี้ไม้พร้อมกับตะโกนเสียงดัง
ทุกคนมองตามไป อวี๋หวั่นก็หันไปมองเช่นกัน ก็เห็นเยี่ยนจิ่ว เฉายืนอยู่บนหัวเรือขนาดมหึมาภายใต้แสงเรืองรองแห่งอรุณรุ่ง สีหน้าของเขาเย็นชา ผ้าคลุมสีขาวโบกสะบัดตามสายลม ด้านหลัง ของเขามีทัพเรือรบ กางใบแล่นมาอย่างน่าเกรงขาม