หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 84.1 เด็กเทพ (1)
เดิมทีอวี๋เซ่าชิงคิดจะสวมรองเท้าแล้วเดินวนรอบเยี่ยนจิ่วเฉา สักรอบสองรอบ ต้องอวดสักหน่อย แต่บัดนี้เกรงว่าคงทำไม่ได้แล้ว เขาเดินกะโผลกกะเผลกกลับไปที่เตียง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าน่าสงสาร เพียงใด
อวี๋หวั่นรู้สึกกระดากใจ “งั้น…งั้นท่านพ่อจะให้ข้าเอารองเท้า ไปเก็บก่อนหรือไม่…”
“อย่าแม้แต่จะคิด!” อวี๋เซ่าชิงคว้ารองเท้ามากอดไว้แน่น ไม่ ยอมส่งให้อวี๋หวั่นแม้แต่คู่เดียว
อวี๋หวั่นทำได้เพียงเดินมึนงงออกจากบ้านไป
นั่นเป็นรองเท้าที่เธอเย็บช่วงแรกๆ เธอยังไม่ชำนาญ รอยเย็บ ก็ยังไม่เป็นระเบียบ ทั้งยังลืมเข็มเย็บผ้าเอาไว้ในรองเท้าอีกด้วย
อาหารเย็นวันนี้คืออัวอัวโถวแป้งข้าวโพด หมูสามชั้นและหน่อ ไม้ต้มพะโล้ที่ป้าสะใภ้ใหญ่นำมาให้ อวี๋หวั่นแบ่งไปให้เยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉาน่าจะหลับไปแล้ว เขานอนอยู่บนเตียง ลมหายใจ สมํ่าเสมอ
จนเธอเดินเข้าไปใกล้ เขาก็สะดุ้งตื่นทันที นัยน์ตาของเขา ปรากฏความหวาดระแวง
เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาคืออวี๋หวั่น เขาถึงจะปรับสีหน้าเป็นปกติ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงแข็งกร้าวว่า “เจ้ามาทำอะไร?”
“กินข้าวได้แล้ว ลุงใหญ่ข้าทำเนื้อพะโล้ อร่อยมากๆ” อวี๋หวั่น พูดพลางวางชามและตะเกียบลงบนโต๊ะ แล้วปรับไฟตะเกียงให้ สว่างขึ้น
ในตอนนี้เอง อวี๋หวั่นก็มองเห็นเขาได้ชัดเจนขึ้น
เขาปลดกวนบนศีรษะออก ผมสีดำขลับสยายลงมา เส้นผม กลุ่มหนึ่งประอยู่บนลาดไหล่ ประดับใบหน้าของเขา
ในโลกก่อนหน้า อวี๋หวั่นเคยเห็นคนหน้าตาสวยหล่อมาไม่น้อย แต่ใบหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉามองเท่าไรก็ไม่เบื่อ เพียงแต่ว่าวันนี้ใบ หน้าของเยี่ยนจิ่วเฉาออกจะดูซีดเซียวไปสักหน่อย
อวี๋หวั่นแตะมือบนหน้าผากของเขา “ท่านถูกท่านพ่อข้าตีจน ป่วยหรือ?”
“หึ” เยี่ยนจิ่วเฉาเบือนหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์
งอแงอีกแล้วเหรอ? อวี๋หวั่นคิดว่าเยี่ยนจิ่วเฉาแปลกเหลือเกิน บางครั้งก็เป็นผู้ใหญ่และเย็นชา บางครั้งก็ไร้เดียงสาราวกับเด็ก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเขาเอง หรือเป็นเพราะเธอมองเขาเปลี่ยนไป
น่าสนใจจริงๆ อวี๋หวั่นคิด
แน่นอนว่าการนอนป่วยเช่นนี้น่าเบื่ออยู่ไม่น้อย อวี๋หวั่นเห็นว่า สีหน้าของเขายํ่าแย่ คงเป็นเพราะไม่อยากอาหาร เธอไม่ได้เรียก
เขากินข้าวเย็น แต่กลับจับข้อมือของเขา สามนิ้วกดลงไปบนจุด ชีพจร
เยี่ยนจิ่วเฉาขมวดคิ้ว “เจ้าทำอะไร?”
“เยี่ยนจิ่วเฉา” อวี๋หวั่นมีสีหน้าสงสัย “ชีพจรของท่านแปลก”
เยี่ยนจิ่วเฉาดึงมือกลับมา “วิชาแพทย์ครึ่งๆ กลางๆ ของเจ้า จะไม่แปลกได้อย่างไร?”
อวี๋หวั่นตอบด้วยสีหน้าสีจริงจัง “ท่านอย่าดูถูกวิชาแพทย์ของ ข้านะ ข้าอ่านตำราแพทย์ที่ท่านปู่เป้าทิ้งไว้ให้จบแล้ว เรื่องอื่นข้าไม่ กล้าพูดถึง แต่เรื่องชีพจรข้าไม่ผิดแน่นอน”
เยี่ยนจิ่วเฉาแดกดัน “ตำราแพทย์เล่มเดียวก็เป็นหมอเทวดา ได้เชียวหรือ เจ้าคิดว่าหมอเป็นง่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ข้าไม่เหมือนกับพวกเขา”
“ไม่เหมือนอย่างไร? เจ้าเป็นสตรี พวกเขาเป็นบุรุษ?”
“…” เธอไม่รู้ว่าจะต่อปากต่อคำกับเขาอย่างไร อวี๋หวั่นยัดชาม และตะเกียบใส่มือเขา แล้วบอกว่า “ท่านกินเองก็แล้วกัน” จากนั้น ก็ลุกขึ้นยืน
อิ่งสือซันเดินเข้ามาเงียบๆ เขามองเยี่ยนจิ่วเฉา “เหตุใด คุณชายไม่บอกนางเล่าขอรับ?”
“บอกอะไรนางหรือ? ข้าใกล้ตายแล้วน่ะหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉา แดกดัน “ข้ายังไม่ตายสักหน่อย”
ใกล้ตาย แล้วยังพาคนอื่นตกตายตามไปด้วย
เยี่ยนจิ่วเฉากินเนื้อพะโล้ไปซึ่งหน้าตาน่าอร่อยไปหนึ่งคำ ไร้ รสชาติ
แม้แต่อาหารที่กินเข้าไปยังไม่รู้รสชาติ ตั้งแต่วินาทีที่เขาเกิด มา ก็ได้แต่รอคอยความตาย เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับอิ่งสือซัน อิ่งสือซันไม่กล้าบอกว่าตนรู้สึกเหมือนกับเขา แต่ก็รู้สึกสงสาร คุณชายเหลือเกิน
ตั้งแต่อายุยังน้อย เขาต้องแบกรับสิ่งที่ไม่ควรต้องแบกรับ บางครั้งอิ่งสือซันก็คิดว่าคุณชายใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย นับ ตั้งแต่ที่เขาถูกคำสาป ก็ยังไม่อาจหาวิธีถอนคำสาปได้
“อิ่งสือซัน” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขึ้น “เจ้าว่า พวกเขาจะเป็นเหมือน ข้าไหม?”
เหมือนตรงที่อายุห้าขวบก็ล้มป่วย หลังจากนั้นก็ไม่สามารถ กินเหมือนคนปกติได้ ชีวิตผูกติดอยู่กับยา อ่อนแอลงทุกๆ ปี เมื่อ ถึงอายุยี่สิบห้าก็…ไม่สิ อาจไม่ถึงด้วยซํ้าไป ไม่ได้บอกหรือว่ามีชีวิต ไม่ถึงอายุยี่สิบห้า? อาจจะอายุยี่สิบแล้วก็ตายไป ผู้ใดจะรู้ได้ว่า ชะตาชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร?
อิ่งสือซันอยากบอกว่า ไม่ว่าคุณชายน้อยจะเป็นอย่างไร เขาก็ จะอยู่เคียงข้างพวกเขา ขอเพียงเขาอยู่จนถึงวันนั้น ก็จะไปตามหา ยาถอนคำสาปให้คุณชายน้อย จนกว่าคุณชายน้อยจะถอนคำสาป ได้สำเร็จ หากทำไม่ได้ เขาก็จะคอยปกป้องคุณชายน้อยจนถึง
วินาทีสุดท้ายของชีวิต
กระนั้นเขาก็ไม่ได้พูดออกไป เพียงแต่เอ่ยถามว่า “คุณชาย หากตอนนั้นท่านรู้ว่าแม่นางอวี๋ตั้งครรภ์ ท่านจะให้นางเก็บลูกเอา ไว้หรือไม่?”
“ไม่” เยี่ยนจิ่วเฉาตอบด้วยความเด็ดขาด “เกิดมารอความ ตายเช่นนี้มีความหมายอันใด?”
อิ่งสือซันนิ่งเงียบ
แต่ไหนแต่ไรมาคุณชายไม่เคยคิดถึงการใช้ชีวิตต่อไป เขาไม่ เคยร้องขอความตาย แต่ก็ไม่เคยยอมจำนน แม้ว่าการมีชีวิตอยู่จะ ทรมาน แต่เขาก็ยังกัดฟันเดินหน้าต่อ
เขาไม่ปรารถนาให้คุณชายน้อยต้องทุกข์ทนกับชีวิตอันบิด เบี้ยวเช่นนี้ จึงคิดว่าพวกเขาไม่เกิดมาเสียดีกว่า
ทว่าหากได้เห็นด้วยตาของตนเองว่าคุณชายปฏิบัติต่อ คุณชายน้อยอย่างไร ก็จะรู้ว่าคุณชายรักพวกเขามากแค่ไหน
เยี่ยนจิ่วเฉาฝืนกลืนข้าวเย็นชามนั้นลงไป เขาไม่ได้ไม่รับรู้รส ในฉับพลัน ในตอนแรกเริ่มจากไม่รับรู้รสหวาน หลังจากนั้นก็รส เค็ม จากนั้นแม้แต่รสเผ็ดและฝาดก็แยกไม่ออก รสชาติยํ่าแย่จน เขาอาเจียนออกมา ตอนนี้เขาคุ้นชินแล้ว อาการจึงดีขึ้นมาก
หลังจากที่เยี่ยนจิ่วเฉากินข้าวหมด ก็นอนลงบนเตียงด้วย สีหน้านิ่งสงบ
วันต่อมา อวี๋หวั่นตื่นนอนแต่เช้าตรู่
เธอรีดนมแพะดังเคย หลังจากต้มเสร็จก็กรอกใส่ขวด แล้วนำ ไปให้เด็กน้อยทั้งสาม เมื่อวานเธอทำให้เถี่ยตั้นน้อยและเจินเจิน แต่ทั้งคู่ไม่ชินกับรสชาติของนม วันนี้จึงไม่ได้ทำเผื่อพวกเขา
เด็กน้อยทั้งสามนั่งดื่มนมอยู่ที่ธรณีประตู
อวี๋หวั่นตากผ้าอยู่ที่ลานบ้าน ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเด็กน้อย ทั้งสามกำลังมองเธออย่างไม่ละสายตา
ชาวบ้านเคยเจอพวกเขา จึงรู้ว่าเป็นลูกของคุณชายวั่น สอง วันมานี้พวกเขาเห็นเด็กน้อยทั้งสามอยู่ที่บ้านของอวี๋หวั่น ชาวบ้าน จะวิจารณ์กันอย่างไรอวี๋หวั่นไม่ได้ใส่ใจ ถ้าพวกเขามาถามเธอต่อ หน้า เธอก็จะตอบไปตามตรงว่าเธอเป็นแม่ของเด็กสามคนนี้
อวี๋หวั่นตากผ้าเสร็จก็เดินมาหอมหน้าผากของพวกเขา
วันนี้เป็นวันรวมยอดราคาสินค้าของหอจุ้ยเซียน อีกประเดี๋ยว จะมีคนจากหอจุ้ยเซียนมารับของ เธอจึงคิดไว้ว่าจะนั่งรถม้าของ พวกเขาเข้าเมืองหลวง แต่ตอนนี้ยังเช้าอยู่ อวี๋หวั่นไม่อยากเสีย เวลา จึงสะพายตะกร้าขึ้นเขา
เด็กน้อยทั้งสามเดินเตาะแตะตามเธอไปด้วย
“พวกเจ้าก็อยากไปหรือ?” อวี๋หวั่นถามด้วยอารมณ์ขัน เด็กทั้ง สามคนไม่ติดเธอไปหน่อยหรือ? เธอทำอะไร พวกเขาก็ต้องตามไป เธออาบนํ้า พวกเขาก็ยังจะตามไปอีก
เด็กทั้งสามพยักหน้า
อวี๋หวั่นหลุดยิ้ม “งั้นก็ได้”
เช่นนั้นเธอก็จะไม่เข้าไปลึก เพียงแต่เดินรอบๆ ก็พอ
ทั้งสามเข้าไปหยิบผ้าสะอาดในบ้านมาส่งให้อวี๋หวั่นสามผืน
อวี๋หวั่นรู้ทันทีว่าพวกเขาต้องการให้เธอทำเหมือนกับครั้งก่อน อวี๋หวั่นผูกผ้าเอาไว้รอบคอของเขา เพียงเท่านี้กระเป๋าอย่างง่ายก็ เสร็จสมบูรณ์
ทั้งสามพึงพอใจมาก หลังจากที่ดื่มนมจนหมด ก็ขึ้นเขาไปกับ อวี๋หวั่น
เป็นเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว ต้นหญ้าข้างทางก็รกชัฏขึ้น เรื่อยๆ
พวกเขาเห็นอะไรก็เด็ด เด็ดแล้วก็นำไปให้อวี๋หวั่นดู
อวี๋หวั่นสังเกตเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาเด็ดครั้งนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขา เด็ดเมื่อครั้งที่แล้ว
‘นั่นคือข้าวฟ่างหางหมา’
‘นั่นคือจื่อฮวาตี้ติง’
‘นั่นคือผักกาดนํ้าเล็ก’
อวี๋หวั่นบอกชื่อต้นหญ้าแต่ละชนิดอย่างใจเย็น ในตอนที่พวก เขาเด็ดหญ้าชนิดหนึ่งมา อวี๋หวั่นเผลอพูดไปว่าจูยางยาง
ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ทั้งสามมองไปรอบๆ แล้วเด็ดต้นจูยางยางขึ้นมา พร้อมกับมองไปยังอวี๋หวั่นด้วยสีหน้า จริงจังราวกับกำลังบอกว่า ‘ต้นนี้สิถึงเรียกว่าจูยางยาง!’
หมายความว่า…เด็กทั้งสามกำลังทดสอบเธออยู่หรือ? พวก เขาจำได้หมดเลย?
เพื่อที่จะทดสอบสมมติฐานของตน อวี๋หวั่นจึงตั้งใจบอกชื่อผิด หลายครั้ง และทุกครั้ง เด็กทั้งสามจะเด็ดพืชต้นที่ถูกต้องมาให้ดู
ครั้งนี้ห่างจากการขึ้นเขาครั้งก่อนหลายวัน พวกเขายังจำชื่อ พืชเหล่านี้ได้ แสดงว่าความจำของพวกเขาดีมาก
พวกเขาเจริญเติบโตช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน ไม่ยอมพูด อวี๋ หวั่นเคยสงสัยว่าอาจเป็นเพราะสติปัญญาของพวกเขาพัฒนา ค่อนข้างช้า แต่ว่าในตอนนี้เห็นได้ชัดแล้วว่าสองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกัน พวกเขาเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด
หรือสวรรค์อาจส่งความฉลาดมาชดเชย?
บทที่ 84.2 เด็กเทพ (2)
อวี๋หวั่นรู้สึกว่าตนเองก็เป็นคนฉลาด เธอเรียนหนังสือได้ดีมา ตั้งแต่เล็ก ทว่ามาจากพรสวรรค์กี่ส่วน ความพยายามอีกกี่ส่วนนั้น ไม่อาจรู้ได้ เรื่องเดียวที่เธอมั่นใจก็คือตอนที่เธออายุสองขวบ ความ จำของเธอไม่ได้ดีเช่นนี้
อวี๋หวั่นนึกถึงเยี่ยนอ๋องผู้ชาญฉลาด ว่ากันว่าเขาก็เป็นคนที่มี พรสวรรค์มาตั้งแต่ยังเด็กเช่นกัน หรือว่าเด็กทั้งสามคนจะได้รับ ความฉลาดมาจากเขากัน?
เด็กน้อยทั้งสามไม่กลัวกบและแมลงอีกต่อไป เพราะอวี๋หวั่น บอกพวกเขาว่า สัตว์ตัวเล็กๆ เหล่านี้ไม่น่ากลัว ขณะที่อวี๋หวั่นจับ กบตัวใหญ่สามตัวและตั๊กแตนตำข้าวอีกห้าตัว พวกเขาก็เชื่อแล้ว ว่าพวกมันไม่ได้น่ากลัว
อวี๋หวั่นเก็บพริกไทยป่า เด็กน้อยทั้งสามเก็บราสป์เบอร์รีอยู่ ด้านข้าง พวกเขาเคยกินทั้งลูกสีเหลืองและแดง จึงรู้ว่าลูกสีแดง ค่อนข้างหวาน จึงเก็บแต่ลูกสีแดงลูกใหญ่ แต่เก็บไปได้เพียงครู่ เดียวก็ไปวิ่งจับกบซะแล้ว
อวี๋หวั่นไม่ได้พูดอะไร
จนพวกเขาจับงูแมวเซามาตัวหนึ่ง อวี๋หวั่นถึงกับตกใจกลัวจน แทบจะโยนตะกร้าทิ้ง!
บอกว่าไม่ต้องกลัวกบ แต่ใครให้พวกเขาไม่กลัวงูด้วยละ?!
อวี๋หวั่นรีบจับงูมา ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า แต่เธอรู้สึก เหมือนงูตัวนี้ถูกลูกๆ ของเธอเหวี่ยงจนมึนงงไปหมด…
หลังจากที่ตกใจกับงู อวี๋หวั่นก็ตัดสินใจลงจากเขา
ทั้งสามคนยังเล่นไม่หนำใจ ไม่อยากลงจากเขา
อวี๋หวั่นไม่ตามใจพวกเขา
โชคดีที่ถึงแม้พวกเขาไม่เต็มใจเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้งอแง เดิน ลงเขากับอวี๋หวั่นไปแต่โดยดี
ครั้งนี้มาจับสัตว์เล็กๆ ไม่ได้เก็บผลไม้ไปมากเท่าไรนัก อวี๋หวั่น นำผลไม้ไปล้าง ใส่ชามเล็กสามใบ ทั้งสามใบมีผลไม้อยู่เพียงสามสี่ ลูก ทั้งสามเลือกลูกที่แดงที่สุดและใหญ่ที่สุดป้อนให้อวี๋หวั่นกิน
จากนั้นพวกเขาก็ถือชามผลไม้เดินเข้าไปในห้องของนางเจียง และอวี๋เซ่าชิง เมื่อเดินออกมา ในชามก็เหลือเพียงลูกเดียว
พวกเขาชอบผลไม้ชนิดนี้ยิ่งนัก รสชาติเปรี้ยวอมหวาน กินไม่รู้ เบื่อ แต่พวกเขาไม่หวงของ เรื่องนี้พวกเขาเก่งกว่าเธอมาก
เมื่อเด็กทั้งสามเห็นว่าอวี๋หวั่นมองไปยังผลไม้ในชาม จึงคิดว่า อวี๋หวั่นยังอยากกินอีก พวกเขาก็ชะงักไปประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วส่งผล ไม้ลูกสุดท้ายในชามให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นลูบศีรษะพวกเขา “แม่ไม่กินแล้ว พวกเจ้ากินเถอะ”
ทั้งสามคนจึงจะงับผลไม้เข้าปาก
ผ่านไปสองชั่วยามแล้ว รถม้าของหอจุ้ยเซียนก็มาถึง วันนี้ พวกเขาไม่เพียงจะขนเต้าหู้เหม็นไป แต่ยังจะขนหน่อไม้ดองไป ด้วย ทั้งหมดเป็นจำนวนสองคันรถม้า รถม้าคันหนึ่งไปจอดที่บ้าน เดิม อีกคันหนึ่งเคลื่อนมาจอดที่หน้าบ้านของอวี๋หวั่น
“แม่นางอวี๋!”
เป็นเสียงดังกังวานสดใสของนายท่านฉิน
อวี๋หวั่นเดินออกมาทักทาย หยอกล้อด้วยนํ้าเสียงของนายท่าน ฉินว่า “ลมอะไรหอบนายท่านฉินมาถึงที่นี่?”
นายท่านฉินลงจากรถม้า ส่งสายตาแกมขุ่นเคืองให้อวี๋หวั่น “เจ้าล้อเลียนข้ารึ?”
อวี๋หวั่นเชิญเขาเข้าไปในบ้าน เด็กน้อยทั้งสามเข้าไปดูท่านน้า เถี่ยตั้นอ่านหนังสือในห้อง
นายท่านฉินได้ยินเสียงอ่านหนังสือ ก็เอ่ยถามด้วยความตกใจ “น้องเจ้าหรือ?”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ข้าจะส่งเขาไปสำนักการศึกษาในตำบล เขา ต้องสอบผ่าน ถึงจะเข้าเรียนได้”
นายท่านฉินไม่ได้ถามว่าทำไมไม่เรียนในหมู่บ้าน
ในความคิดของเขา กิจการของอวี๋หวั่นเริ่มขยายใหญ่โต เงิน ไม่ได้ขาดมือ ก็ควรส่งเด็กเข้าไปเรียนในตำบล
อวี๋หวั่นเทชาให้นายท่านฉินถ้วยหนึ่ง
นายท่านฉินยกขึ้นมาดื่มหนึ่งคำ “วันนี้ข้ามาจ่ายค่าสินค้า”
ไม่เคยเห็นใครที่จ่ายค่าของเร็วขนาดนี้มาก่อน
ที่จริงนายท่านฉินก็ไม่ได้รวดเร็วเท่าคนอื่น แต่สินค้าของอวี๋ หวั่นขายดีเป็นเทนํ้าเทท่า หอจุ้ยเซียนแทบมีไม่พอขาย ถ้าไม่จำกัด ไว้ที่หอจุ้ยเซียนเพียงที่เดียว เต้าหู้เหม็นและหน่อไม้ดองต้องทำ ขายไม่ทันอย่างแน่นอน
วันนี้ นอกจากมีจ่ายเงินกับอวี๋หวั่นแล้ว เขายังมาถามอวี๋หวั่น ว่าเธอมีแผนเพิ่มปริมาณผลผลิตหรือไม่
อวี๋หวั่นตอบว่า “กล่าวอย่างไม่ปิดบัง ข้าซื้อเขาลูกนี้ไปแล้ว โรงงานต้องการกำลังคน บุกเบิกพื้นที่ก็ต้องใช้คน ชาวบ้านก็งาน ยุ่งจนแทบจะต้องแยกร่าง”
“เจ้าหาคนได้นี่!” นายท่านฉินบอก
อวี๋หวั่นครุ่นคิด เธอรู้สึกว่าวิธีนี้ใช้ได้ทีเดียว
เธอรู้สึกว่าธุรกิจกับหอจุ้ยเซียนยังไม่เพียงพอ ไม่ช้าก็เร็ว โรงงานของเธอจะต้องขยายเป็นโรงงานใหญ่ การจ้างแรงงานเป็น เรื่องจำเป็น เธอยังต้องสร้างโรงอุ่นสำหรับหมักสินค้า ขุดบ่อปลา ทำไร่พืช ลำพังแรงงานที่มีอยู่ย่อมไม่พอ
“ข้าจะลองคิดดู” เธอบอก
“มันต้องอย่างนั้น!” นายท่านฉินยิ้มร่าด้วยความพอใจ เขา
หยิบตั๋วแลกเงินจากอกเสื้อออกมา “เจ้าตรวจดูก่อนว่ามีตัวเลขใด ผิดหรือไม่”
พูดจบ เขาก็เรียกสารถีรถม้า “หยิบลูกคิดมาให้ข้าหน่อย!”
“ไม่ต้องหรอก” อวี๋หวั่นคิดเองก็ไม่ได้ช้าไปกว่าลูกคิด เมื่อ สารถีถือลูกคิดเข้ามา อวี่หวั่นก็ตรวจสอบตัวเลขเสร็จเรียบร้อย แล้ว “สามร้อยสิบแปดตำลึง ถูกต้อง”
หนึ่งเดือนทำเงินได้สามร้อยสิบแปดตำลึง ตอนที่ข้ามมิติมา แรกๆ อวี๋หวั่นไม่กล้าคิดถึงเงินมากถึงเพียงนี้ด้วยซํ้าไป เธอรับตั๋ว แลกเงินมา “ขอบคุณนายท่านฉิน”
“คนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ!” นายท่านฉินกล่าวพลางหัวเราะ
อีกด้านหนึ่ง สินค้าก็บรรทุกขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว
นายท่านฉินลุกขึ้นกล่าวอำลา
อวี๋หวั่นให้นํ้าพะโล้เข้มข้นเขาไปหนึ่งไห ไม่ได้ให้เขานำไปขาย แต่ให้เขานำกลับไปกินที่บ้าน
ที่บ้านเขามีเด็กกินจุหนึ่งคน
“ข้าขอบคุณเจ้าแทนจื่อซวี่” นายท่านฉินรับไหนํ้าพะโล้ไป แล้วจึงนำเต้าหู้เหม็น เต้าหู้ยี้ และหน่อไม้ดองสองคันรถม้ากลับไป อย่างหน้าชื่นตาบาน
อวี๋หวั่นกลับเข้าบ้านไปตรวจแบบฝึกหัดให้เถี่ยตั้นน้อย ทว่ายัง ตรวจไปได้ไม่ถึงครึ่ง ก็มีรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนมาจอดหน้าบ้าน
รถม้าคันนี้ไม่เหมือนกับรถม้าของนายท่านฉิน แม้จะเทียมม้า สี่ตัวเหมือนกัน แต่ม้าสี่ตัวนี้สูงใหญ่สง่าสาม ราวกับมีรัศมีแห่ง ความน่าเกรงขามเปล่งประกายออกมา
นั่นคือ…
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายคือใคร ม่านบนรถม้าก็ เปิดออก ผู้ชายสวมเสื้อผ้าสีกรมท่าก็เดินลงมา เขารูปร่างสูงใหญ่ กำยำลํ่าสัน ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วโก่งเข้ม ผิวสีทองแดง ท่าทางน่า เกรงขาม
อวี๋หวั่นรู้สึกถึงความดุดันเช่นเดียวกับท่านพ่อของเธอ
เด็กๆ ในหมู่บ้านห้อมล้อมเขาด้วยความสงสัย แต่ไม่มีใครกล้า เข้าไปใกล้ เพียงแค่เห็นเขาก็รู้สึกกลัวแล้ว
อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่เดาได้ว่าต้องมีฐานะไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าคนธรรมดาอย่างเธอ จะนำพาคนใหญ่คนโตมาได้อย่างไร
เขาเดินมาตรงหน้าอวี๋หวั่น
ตัวสูงมาก!
อวี๋หวั่นเงยหน้ามองเขา เธอรู้สึกสงสารตัวเองเหลือเกิน
เขาไม่ได้มีสีหน้าข่มขู่แต่อย่างใด เพียงแต่ถามอวี๋หวั่นว่า “ขอ ถามหน่อย แม่นางอวี๋อยู่หรือไม่?”
“ข้าเอง” อวี๋หวั่นตอบ
น้อยครั้งนักที่จะมีแม่นางไม่ตกใจกลัวท่าทางดุดันของเขาเมื่อ พบเขาครั้งแรก แม่นางอวี๋กลับยืนอยู่ตรงนั้นโดยมิได้มีท่าทีตื่น ตระหนก บนใบหน้าของนางก็ไม่ได้มีสีหน้าอื่นใดนอกจากความ มึนงง
ผู้ชายตรงหน้ามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
อวี๋หวั่นคิดว่าเขาพยายามยิ้ม เพื่อให้เห็นว่าตนมาอย่างเป็น มิตร หากแต่ที่จริงเขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับใบหน้ายิ้มแย้มเท่าไร เมื่อ มุมปากยกขึ้น จึงดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
เด็กๆ ในหมู่บ้านบ้างก็ตกใจจนร้องไห้
“ท่านเป็นใครหรือ?” อวี๋หวั่นถามด้วยสีหน้าราบเรียบ
ผู้ชายตรงหน้าก็ตอบด้วยนํ้าเสียงราบเรียบเช่นเดียวกัน “ข้า คือเซียวเจิ้นถิง”
อวี๋หวั่นเคยได้ยินชื่อนี้ แม่ทัพใหญ่ผู้คุมกองทัพทหารม้าซึ่ง เป็นที่กล่าวขานผู้นั้น สามีคนที่สองของซั่งกวนเยี่ยน พ่อเลี้ยงของ เยี่ยนจิ่วเฉา
เขามาหาเธอทำไมกัน?
เยี่ยนจิ่วเฉาอยู่บ้านข้างๆ จะเรียกเขาดีไหม เรียกเขาดีไหม เรียกดีไหม?
เซียวเจิ้นถิงกล่าวอย่างนุ่มนวล ราวกับมองออกว่าอวี๋หวั่นเกิด ความสงสัย “ข้าไม่ได้มาหาฉงเอ๋อร์”
ฉงเอ๋อร์? คือเยี่ยนจิ่วเฉาหรือ?
“เช่นนั้นท่านมาหาข้า…มาซื้อเต้าหู้เหม็นหรือ?”
ซั่งกวนเยี่ยนชอบกินเต้าหู้เหม็นของบ้านเธอ
เซียวเจิ้นถิงหยิบขวดกระเบื้องออกมาขวดหนึ่ง ส่งให้อวี๋หวั่น
“นี่เป็นยาของฉงเอ๋อร์ เจ้าช่วยเอาให้เขากินด้วย”
“ทำไม่ท่านไม่นำไปให้เขาด้วยตัวเองละเจ้าคะ?”
“ของที่ข้าให้ เขาไม่กิน”
อวี๋หวั่นเคยได้ยินจากไป๋ถัง ความสัมพันธ์ระหว่างเยี่ยนจิ่วเฉา และพ่อเลี้ยงของเขาไม่ค่อยดีนัก มิเช่นนั้นเขาคงไม่อยู่ที่เมือง เยี่ยนคนเดียวอย่างเหงาหงอย
อีกทั้งไม่ยอมให้ซั่งกวนเยี่ยนย้ายเข้าไปอยู่กับสกุลเซียวใน เมืองหลวง
นัยน์ตาของอวี๋หวั่นขยับวูบหนึ่ง เธอดึงฝาขวดออก เทยาลง มาเม็ดหนึ่ง แล้วบอกว่า
“ท่านกินก่อน”
สารถีรถม้าสะดุ้งโหยง เด็กคนนี้ สงสัยในตัวแม่ทัพเซียวหรือ? นางกล้าได้อย่างไร?!
เซียวเจิ้นถิงไม่ได้พูดอะไร กินยาเข้าไปโดยไม่ลังเล
“ท่านก็กินด้วย!” อวี๋หวั่นส่งยาอีกเม็ดหนึ่งให้สารถี
สารถีชะงัก ทำไมเขาต้องกินด้วยเล่า?
สารถีมองไปยังเซียวเจิ้นถิง เซียวเจิ้นถิงพยักหน้า สารถีจึงกิน ยาเข้าไป
เมื่ออวี๋หวั่นเห็นว่าทั้งสองไม่มีอะไรน่าสงสัย จึงรับยาไปได้ อย่างวางใจ