หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 86.1 ข้าจะรักษาเขาให้หาย (1)
เซียวเจิ้นถิงกลับเมืองหลวงในคืนนั้น
เรื่องนี้ไม่อาจปิดบังซั่งกวนเยี่ยน นางก็มาเช่นกัน
“ฉงเอ๋อร์!”
เสียงของซั่งกวนเยี่ยนมาก่อนตัวคน
อวี๋หวั่นนั่งเช็ดหน้าให้เยี่ยนจิ่วเฉาอยูู่ข้างเตียง เมื่อได้ยินเสียง จึงวางผ้าลง ลุกขึ้นพร้อมกับยกถังนํ้าไปวางบนชั้น
ซั่งกวนเยี่ยนเดินเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ ขอบตาของนาง แดงกํ่า ดูแล้วน่าจะร้องไห้มาระหว่างทาง ก่อนเข้ามาในบ้านก็ พยายามสงบสติอารมณ์แล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเข้ามาเห็นสภาพ ของเยี่ยนจิ่วเฉา นางก็ทนไม่ไหว ร้องไห้โฮออกมาอีก
เซียวเจิ้นถิงเดินเข้ามาด้านใน
ห้องนี้นับว่าโอ่อ่ากว้างขวาง แต่เมื่อบุรุษร่างกำยำสูงใหญ่ผู้นี้ เข้ามา พื้นที่วางในห้องก็ดูเล็กลงไปถนัดตา
เขาแตะไหล่ซั่งกวนเยี่ยนเบาๆ “เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้ เด็กๆ จะ ตื่นเอา ให้หมอดูก่อนเถิด”
เสียงของเขามีความแหบพร่าโดยธรรมชาติ เมื่อพูดเสียงค่อย แล้วก็ยังไม่นับว่าเสียงเบา แต่ท่าทางระแวดระวังของเขา ทำให้ดู
คล้ายกับเป็นอสูรผู้อ่อนโยน
ซั่งกวนเยี่ยนมองเยี่ยนจิ่วเฉา แล้วก็มองไปยังเด็กๆ ที่กำลัง หลับสนิท นางหยุดร้องไห้ จากนั้นเซียวเจิ้นถิงก็พยุงนางไปอยู่ด้าน ข้าง
“เข้ามาเถอะ” เซียวเจิ้นถิงมองไปยังปากประตู
เสียงนี้เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามของอสูร
หมอท่านหนึ่งซึ่งมีหนวดเคราสีขาวถือล่วมยาเข้ามา
เขาไม่ใช่หมอหลวง เซียวเจิ้นถิงเฟ้นหาหมอชาวบ้านมา เขา เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคที่รักษายาก ยาที่เยี่ยนจิ่ วเฉาใช้มา ตลอดหลายปี เขาก็เป็นคนทำ
อวี๋หวั่นยืนเงียบๆ อยู่ด้านหน้าชั้น ไม่มีใครบอกให้เธอออกไป จากห้อง ราวกับไม่ได้สังเกตเห็นเธอ เธอจึงยืนรออยู่ในห้องทั้งต่อ ไป
หมออาวุโสท่านนี้มีฝีมือ เขาฝังเข็มให้เยี่ยนจิ่วเฉา ตาของ เยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งเบิกโพลงอยู่ก็ปิดลง
เมื่อเทียบกับการที่เขาไม่กะพริบตาราวกับไร้วิญญาณ หลับตา ลงไปเช่นนี้ทำให้รู้สึกสบายใจกว่า
แต่อวี๋หวั่นเข้าใจว่าอาการป่วยของเขา จะทำอย่างไรก็ไม่ต่าง กัน
หมออาวุโสจับชีพจรของเยี่ยนจิ่วเฉาซํ้าแล้วซํ้าเล่า เมื่อตรวจ
วินิจฉัยเสร็จ เขาก็ลูบหนวด แล้วถอนหายใจยาวๆ
“มีอะไรหรือท่านหมอจง? ลูกข้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ซั่งกวน เยี่ยนถามอย่างสะอึกสะอื้น
หมออาวุโสประสานมือ แล้วกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “อาการ ของคุณชายไม่สู้ดีนัก”
“มะ…ไม่สู้ดีอย่างไร?” ซั่งกวนเยี่ยนถามอย่างร้อนรน
“เหลือเวลาไม่มากแล้ว” หมอตอบอย่างอับจนหนทาง
ซั่งกวนเยี่ยนรู้สึกว่าภาพตรงหน้าดับวูบ แล้วนางก็ล้มลง
เซียวเจิ้นถิงเข้ามาพยุงนางได้ทัน ทำให้นางไม่ล้มลงกระแทก พื้น
ซั่งกวนเยี่ยนนํ้าตาไหลพราก “…ไม่ได้เหลืออีกสองปีหรอก หรือ…เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบสาม…”
อวี๋หวั่นขมวดคิ้ว ก็หมายความว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง อวี้จื่อกุย ไม่ได้โกหก เยี่ยนจิ่วเฉาจะอยู่ไม่ถึงอายุยี่สิบห้า…
หมออาวุโสกล่าวว่า “นั่นเป็นกรณีที่ดีที่สุด แต่ ‘โรค’ ชนิดนี้ อาการจะทรุดลงเมื่อใดก็ได้”
มีชีวิตอยู่ได้อีกสองสามวันก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว แน่นอน ว่าเขาไม่ได้พูดประโยคนี้ออกไป ในฐานะที่เขาเป็นหมอซึ่งจัดยาให้ เยี่ยนจิ่วเฉามาตลอดสิบกว่าปี เรื่องนี้เขากระจ่างกว่าผู้ใด อาการ ของเยี่ยนจิ่วเฉาทรุดลงทุกปี ปริมาณยาที่เขาต้องใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนปีนี้ก็ไม่สามารถเพิ่มยาได้มากกว่านี้แล้ว มิเช่นนั้นยาจะให้ผล ตรงกันข้าม กลายเป็นยาพิษ
ซั่งกวนเยี่ยนรํ่าไห้จนหมดสติไป
เซียวเจิ้นถิงอุ้มนางไปยังห้องข้างๆ
อวี๋หวั่นก็เป็นแม่คนเหมือนกัน เธอเข้าใจซั่งกวนเยี่ยนดี
หมออาวุโสเดินกลับไปหยิบยาบนรถม้า เขาจะให้เยี่ยนจิ่วเฉา อาบยา
เรื่องนี้พวกเขาทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ต้องทำเพื่อปลอบใจซั่งกวน เยี่ยน
นํ้าในกะละมังเย็นแล้ว อวี่หวั่นไปยกมาจากในครัวอีกหนึ่ง กะละมัง และเช็ดหน้าให้เยี่ยนจิ่วเฉาต่อ
“เขาถูกคำสาป”
เสียงของเซียวเจิ้นถิงดังก้องขึ้นจากด้านหลังของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นหันหลังกลับไปมองรอบๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเขากำลังพูด กับเธอ และลุกขึ้นทักทาย “แม่ทัพใหญ่เซียว”
“ไม่ต้องมากพิธี” เซียวเจิ้นถิงบอกเป็นนัยให้เธอนั่งลง
อวี๋หวั่นนั่งลงบนเก้าอี้
บุรุษรูปร่างลูงใหญ่ เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าเขา เธอดูเหมือนเด็กไร้ เดียงสาน่าสงสาร เมื่อนั่งลง เธอยิ่งตัวเล็กเท่าลูกแมวเข้าไปใหญ่
เขาไม่เห็นเธอ…เป็นคนนอกแล้วหรือ?
อวี๋หวั่นจับมือเย็นเฉียบของเยี่ยนจิ่วเฉา
ตัวของเขาร้อนกรุ่น แต่มือและเท้าของเขาเย็นเฉียบ นี่ไม่ใช่ สัญญาณที่ดี เธอหยิบผ้าฝ้ายร้อนมาเช็ดที่มือของเขา แล้วพูด เสียงค่อยว่า “เขาถูกสาปตั้งแต่เด็กเลยหรือเจ้าคะ?”
เซียวเจิ้นถิงพยักหน้า “ตั้งแต่สองสามขวบ”
ก็หมายความว่าอายุพอๆ กับเด็กทั้งสามไม่ใช่หรือ?
อวี๋หวั่นกำมือแน่น “ใครกันที่โหดร้ายถึงขนาดนั้น?”
“ฮ่องเต้องค์ก่อน” เซียวเจิ้นถิงบอก
อวี๋หวั่นตะลึง ฮ่องเต้องค์ก่อน? ฮ่องเต้องค์ก่อนไม่ใช่ปู่ของ เยี่ยนจิ่วเฉาหรือ? ทำไมเขาต้องสาปแช่งหลานของตัวเองด้วยละ?
“ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงคิดว่าเยี่ยนอ๋องไม่ใช่ลูกของตน” เซียว เจิ้นถิงกล่าว
คิดว่าไม่ใช่? แค่นั้นเหรอ? อวี๋หวั่นมองเซียวเจิ้นถิงด้วยความ ประหลาดใจ เซียวเจิ้นถิงถอนหายใจ “น่าเสียดายที่ความเข้าใจผิด นี้ไม่กระจ่างจนพระองค์สวรรคต แต่ต่อให้กระจ่างแล้ว พระองค์ก็ ไม่สามารถถอนคำสาปได้”
“คำสาปนี้ไม่มีวิธีแก้หรือ?” อวี๋หวั่นไม่ได้ถามว่าใครปองร้าย เยี่ยนอ๋อง นี่ต้องไม่ใช่ความเข้าใจผิดอย่างเดียวแน่ แต่ว่าเรื่องบาง เรื่องเธอก็ไม่ควรรู้
เซียวเจิ้นถิงพอใจกับความรอบคอบของอวี๋หวั่นมาก ความลับ ของราชวงศ์ไม่ควรแพร่งพรายออกไป เพียงเรื่องของฮ่องเต้องค์ ก่อนก็นับว่าเสี่ยงมากแล้ว ยังมีเรื่องของฝ่าบาทอีก ครานี้ไม่ว่าจะ เป็นชีวิตของเขา หรือชีวิตของเธอก็คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
เซียวเจิ้นถิงไม่ได้ให้คำตอบสำหรับความสงสัยของอวี๋หวั่น “หลายปีมานี้ข้าเสาะหาวิธีถอนคำสาป…มันไม่ได้มาจากจงหยวน แต่เป็นคำสาปที่มาจากหนานเจียง ปรากฏครั้งแรกในอาณาจักร หนานจ้าว ”
ช่วงนี้อวี๋หวั่นอ่านหนังสือไม่น้อย เธอรู้ว่าทางทิศใต้ของจง หยวนเรียกว่าหนานเจียง พื้นที่ส่วนใหญ่ของหนานเจียงเป็นของ อาณาจักรหนานจ้าว ทั้งยังมีพื้นที่ของชนเผ่าอีกจำนวนหนึ่งที่ สวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรหนานจ้าว
เซียวเจิ้นถิงพูดต่อ “เดิมทีใช้สำหรับทำให้หน่วยกล้าตายของ ราชวงศ์เชื่อฟัง เมื่อพบว่าคำสาปนี้ไม่อาจย้อนคืน ก็ค่อยๆ ถูกสั่ง ห้ามจากราชวงศ์หนานจ้าว แต่สูตรลับของมันก็ยังถูกส่งผ่านมา เรื่อยๆ ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะมาถึงจงหยวน และไม่คิดว่าฮ่องเต้องค์ ก่อนจะใช้วิธีสาปแช่งจัดการกับลูกชายของเยี่ยนอ๋อง”
อวี๋หวั่นลอบถอนหายใจ ว่ากันว่าเคียงกษัตริย์ดั่งเคียงพยัคฆ์ คนที่นั่งบนบัลลังก์ได้ย่อมไม่ใช่คนใจอ่อน เมื่อรู้ว่าเยี่ยนอ๋องไม่ใช่ เลือดเนื้อเชื้อไขของตน อีกทั้งราชวงศ์ไม่อาจจัดการกับเยี่ยนอ๋อง ซึ่งๆ หน้า ความอำมหิตที่ก่อตัวในจิตใจ จึงบงการให้ฮ่องเต้องค์
ก่อนลงมือทำเรื่องที่เลือดเย็นเช่นนั้น
เพียงแต่เคราะห์ร้ายมาตกที่เยี่ยนจิ่วเฉา ในตอนนั้นเขายังเล็ก มาก เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมกับเขาเอาเสียเลย
“ในเมื่อคำสาปมันร้ายกาจถึงเพียงนี้ เยี่ยนจิ่วเฉาก็รักษาไม่ หายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?” อวี๋หวั่นถาม
เซียวเจิ้นถิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “เจ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับ วิชาพิษของหนานเจียงใช่หรือไม่?”
อวี๋หวั่นพยักหน้า
เซียวเจิ้นถิงตอบว่า “ที่หนานเจียงมีวิชาพิษชนิดหนึ่ง ใช้ถอน คำสาปนี้ได้”
เพียงแต่ว่า วิชาพิษนี้ไม่อาจฝึกฝนมาได้โดยง่าย หาก ปรารถนาจะเป็นปรมาจารย์ ก็ต้องสะสมพิษในตัว คนทั่วไปไม่อาจ ทนต่อพิษได้ ดังนั้นปรมาจารย์วิชาพิษจึงนับว่าหาได้ยากยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ปรมาจารย์วิชาพิษที่เยี่ยนจิ่วเฉาต้องการไม่ใช่ ปรมาจารย์ธรรมดา
เซียวเจิ้นถิงพูดว่า “ข้าให้เจ้าห้าไปหนานเจียงแล้ว เชื่อว่าอีกไม่ นานต้องมีความคืบหน้า”
มิน่าเล่าช่วงนี้ไม่เจอคุณชายห้าเลย ที่แท้ก็ไปหายาให้เยี่ยนจิ่ว เฉานั่นเอง
……
เดิมทีซั่งกวนเยี่ยนคิดว่าจะไปรับเยี่ยนจิ่วเฉาจากเมืองหลวง แต่ตอนนี้นางไม่ได้ทำเช่นนั้นแล้ว นางและเซียวเจิ้นถิงพักอยู่ใน หมู่บ้าน
ทั้งสองก็เหมือนกับสามีภรรยาทั่วไป คอยดูแลลูกที่ไม่สบาย
คนในหมู่บ้านล้วนรู้ว่าพ่อแม่ของคุณชายวั่นมาหา ที่แท้เขาก็ มีพ่อแม่ ท่านแม่งามดุจบุปผาชาติ ท่านพ่อหล่อเหลาร่างสูงใหญ่ โชคดีกระไรปานนี้
ชาวบ้านรู้ว่าคุณชายวั่นล้มป่วย
คุณชายวั่นเป็นผู้มีพระคุณของหมู่บ้าน เขาล้มป่วย พวกเขาก็ ต้องไปเยี่ยมไข้
ทุกวันต่างมีชาวบ้านถือผักสดหรือผักป่ามาให้ที่บ้านของคุณ ชายวั่น
ซั่งกวนเยี่ยนล้วนแต่รับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ
บทที่ 86.2 ข้าจะรักษาเขาให้หาย (2)
“รีบหายไวๆ นะ” ป้าจางบอก
ซั่งกวนเยี่ยนรับพริกจากป้าจางมาหนึ่งตะกร้าด้วยความรู้สึก ซับซ้อน คำพูดเหล่านี้ วันนี้นางได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ว่าจะ ฟังกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ ในเมืองหลวง ผู้คนต่างตั้งหน้าตั้งตาคอยให้ ลูกของนางตายเร็วๆ แต่ที่นี่ พวกเขาต่างหวังให้ลูกของนางได้ใช้ ชีวิตต่อไป
ซั่งกวนเยี่ยนดึงปิ่นทองออก ถอดอาภรณ์ผ้าไหมหรูหรา แล้ว เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าเรียบง่ายทั่วไป
เซียวเจิ้นถิงกลับมาบ้าน ก็เห็นภรรยาผู้สูงศักดิ์ของเขา แต่ง กายราวกับหญิงชาวบ้าน ถือจอบพลิกหน้าดินอยู่ในสวนหลังบ้าน
เซียวเจิ้นถิงมองนางด้วยความประหลาดใจ
ความกระดากอายปรากฏบนใบหน้าของซั่งกวนเยี่ยน “ข้า… ข้าเห็นพวกนางทำ ไม่รู้ว่าข้าทำถูกหรือไม่”
“ข้าเอง” เซียวเจิ้นถิงดึงแขนเสื้อขึ้น
ฝีมือด้านการศึกของเซียวเจิ้นถิงนั้นเป็นเลิศ ทว่าเรื่องการขุด ดินนั้น…ไม่เอาไหน
สามีภรรยาก้มๆ เงยๆ อยู่หลังบ้านตลอดทั้งช่วงบ่าย พื้นดินดีๆ
ล้วนถูกขุดจนเละเทะ…
ชาวบ้านแวะเวียนมาไม่น้อย ซั่งกวนเยี่ยนจึงได้ยินเรื่องราว ของบุตรชายจากปากของพวกเขามาบ้าง นางไม่เคยรู้เลยว่าบุตร ชายที่มีแต่ชื่อเสียงในทางไม่ดีมาโดยตลอด บัดนี้จะกลายมาเป็นผู้ มีคุณธรรมสูงส่งในหมู่บ้าน
“คุณชายวั่นเป็นคนดีนา ตอนนั้นพวกข้าถูกหมู่บ้านซิ่งฮวา รังแก คุณชายวั่นออกหน้าเกลี้ยกล่อมนายอำเภอเชียวนะ!”
“คุณชายวั่นช่วยชีวิตแม่นางอวี๋ด้วย!”
“คุณชายวั่นเป็นบัณฑิต เขาเรียนดี จะเป็นว่าที่จ้วงหยวนของ หมู่บ้านเรา!”
คนดี? ผู้มีพระคุณ? ว่าที่จ้วงหยวน?
นี่พูดถึงลูกชายของนางจริงๆ หรือ…
ชาวบ้านไม่รู้ถึงฐานะและอาการป่วยที่แท้จริงของเยี่ยนจิ่วเฉา ทว่าคนสกุลอวี๋กลับรู้เรื่องราวมาบ้าง
“อาหวั่น!” ลุงใหญ่เดินถือไม้เท้ามาที่บ้านอวี๋หวั่น
ขาของเขาเดินได้สะดวกกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ต้องใช้ไม้เท้าก็ เดินช้าๆ ได้เกือบครึ่งหลี่ เพียงแต่ว่าเขารีบร้อนมาหาอวี๋หวั่น จึงยัง คงถือไม้เท้ามา
อวี๋หวั่นเพิ่งตรวจแบบฝึกหัดให้เถี่ยตั้นน้อยเสร็จ
เธอมีเรื่องที่ต้องรีบจัดการ แต่เรื่องที่ควรทำก็ไม่ตกหล่นเลย สักเรื่อง ลุงใหญ่ไม่รู้ว่าเธอทำได้อย่างไร แม่นางคนอื่น หากเผชิญ กับเรื่องประเภทนี้ ก็คงจะรํ่าไห้จนลุกไม่ไหว แต่อาหวั่นไม่ได้ร้องไห้ อาหวั่นของเขาแข็งแกร่งเหลือเกิน
“ท่านลุงใหญ่ ท่านมาได้อย่างไร? มีเรื่องอะไรเรียกข้าไปก็ได้ ขาท่านเพิ่งจะดีขึ้น ไม่ควรเดินไกลมาก” อวี๋หวั่นพยุงลุงใหญ่ไปนั่ง
ลุงใหญ่กล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า “ข้ามาดูเข้า หากเจ้าเศร้า ใจ…”
“ข้าไม่ได้เศร้าใจ” อวี๋หวั่นพูดตัดบท
ลุงใหญ่ชะงักไป
อวี๋หวั่นพูดอย่างแน่วแน่ว่า “ข้าจะรักษาเขาให้หาย เพราะ ฉะนั้นไม่มีอะไรต้องเศร้าใจ”
“แต่ว่า…” นี่ไม่ใช่โรคทั่วไป หากแต่เป็นคำสาปที่ไม่อาจถอน ได้
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก แล้วเอ่ยขึ้นอย่างสบายอารมณ์ว่า “ข้า จะรักษาเขาให้หาย เหมือนที่ข้ารักษาท่านในตอนนั้น”
ลุงใหญ่หมดคำจะพูด
เขาอยากโต้แย้ง แต่กลับพบว่าตนพูดอะไรไม่ออก
แรกเริ่มเดิมทีเด็กคนนี้คุยเสียใหญ่โตว่าจะรักษาขาของเขาให้ หาย ทุกคนต่างคิดว่านางบ้า สุดท้ายแล้วนางก็ทำได้ สำหรับพวก
เขาแล้ว เรื่องใดๆ ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ นางกลับไม่เคยยอมแพ้
นางสามารถรักษาขาของเขาได้ ก็…ก็ต้องรักษาเยี่ยนจิ่วเฉา ได้กระมัง?
แต่ว่า…แต่ว่าหมอที่นางเชิญมาได้ สกุลเซียวและจวน คุณชายก็เชิญมาได้เหมือนกันนี่ มิหนำซํ้ายังเชิญมาได้มากกว่า ด้วย แม้แต่พวกเขายังอับจนหนทาง อาหวั่นจะทำได้หรือ?
“ครั้งนี้ ข้าจะรักษาเอง” อวี๋หวั่นบอก
อวี๋หวั่นท่องจำตำราแพทย์ที่ท่านปู่เป้าทิ้งไว้ให้ได้ขึ้นใจ เธอหา ตำราแพทย์เล่มอื่นๆ มาอ่านด้วย ตำราที่ซื้อมาจากในตำบล ไม่มี ส่วนใดที่ใช้ประยุกต์ได้ เธอจึงเข้าเมืองหลวงไป
“ตำราแพทย์หรือ บ้านข้าก็มี” ไป๋ถังเอ่ยขึ้น
ตระกูลเก่าแก่มักเก็บสะสมหนังสือ ไป๋ถังขนตำราไปให้อวี๋หวั่น จนหมดทั้งชั้น อวี๋หวั่นหอบหิ้วกลับมา ด้วยกลัวว่าตำราเหล่านี้จะ ไม่เพียงพอ เธอจึงไปที่ร้านหนังสือในเมืองหลวง แล้วซื้อตำรา แพทย์ที่สามารถซื้อได้กลับมาทั้งหมด
ตำราแพทย์จากจวนคุณชายและจวนสกุลเซียวต่างถูกส่งไป ยังบ้านของอวี๋หวั่น
ซั่งกวนเยี่ยนกลับไม่รู้สึกว่าอวี๋หวั่นสามารถช่วยอะไรได้ แต่ เมื่อเห็นอวี๋หวั่นมีใจอยากช่วยบุตรชายถึงเพียงนี้ นางก็จะไม่ขัด
“อาหวั่น!”
อวี๋เฟิงกระวีกระวาดเข้ามาในห้องของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นวางตำราในมือ เงยหน้าขึ้นแล้วหันไป “พี่ใหญ่?”
อวี๋เฟิงรีบร้อนเข้ามา บนหน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
เขามิได้ใส่ใจจะเช็ดเหงื่อ แต่กลับแกะห่อผ้าที่หอบมาด้วย ความระมัดระวัง แล้วพูดกับอวี๋หวั่นว่า “เจ้าดู ตำราแพทย์”
เป็นตำราแพทย์ที่แตกต่างจากที่ซื้อมาจากร้านหนังสือหรือที่ สะสมในบ้านสกุลต่างๆ ตำราแพทย์เล่มนี้มองดูเก่าครํ่าครึ กระดาษเป็นสีเหลืองซีด
“ได้มาจากไหนหรือ?” อวี๋หวั่นรับตำราแพทย์เล่มนี้มา
“เมื่อครู่ข้าไปรับหน่อไม้ที่หมู่บ้านข้างๆ แล้วเจอกับตาชุยเฒ่า เขาได้ยินมาว่าบ้านเรารับซื้อตำราแพทย์
เขามีอยู่เล่มหนึ่งพอดี เลยถามข้าว่าจะเอาไหม ข้ารับมา ข้าไม่ ค่อยรู้หนังสือ ไม่รู้ว่าซื้อมาผิดหรือไม่ จ่ายไปหนึ่งตำลึง ถ้าเขากล้า หลอกข้า ข้าจะไปอัดหน้าเขา!”
ดูจากนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวอย่างพี่ใหญ่ ถึงกับยอมจ่ายเงิน หนึ่งตำลึงเพื่อแลกกับตำราแพทย์หนึ่งเล่ม เขากลายเป็นพ่อไก่ขน เหล็กที่ยอมดึงขนตัวเองแล้วนี่
อวี๋หวั่นมองเขาด้วยสายตาซาบซึ้ง “ขอบคุณพี่ใหญ่สำหรับ ตำราเล่มนี้”
“ไม่ได้ซื้อมาผิดก็ดีแล้ว! เจ้าดูหนังสือไปก่อน ข้าจะไปทำงาน”
พูดจบ อวี๋เฟิงก็ทิ้งผลไม้เอาไว้ถุงหนึ่ง แล้วหันหลังเดินออกไป
อวี๋หวั่นมองผลไม้ แล้วก็ยิ้มออกมา พลางพลิกตำราแพทย์ใน มือ
นอกหมู่บ้านเหลียนฮวา มีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่
ชุยเฒ่ายืนอยู่นอกรถ แล้วพูดอย่างอ่อนน้อมว่า “…เรียนองค์ ชาย ตำราเล่มนั้นกระหม่อมขายให้คนสกุลอวี๋ไปแล้ว หากพระ สนมรู้เข้าละก็…”
เยี่ยนไหวจิ่งตอบว่า “ข้าจะไม่ให้นางรู้ ถ้านางรู้ข้าก็จะออกรับ แทนเจ้าเอง”
“องค์ชายกล่าวเช่นนี้ กระหม่อมก็วางใจ เพียงแต่ว่า…” ชุย เฒ่าชะงัก แล้วพูดด้วยอย่างไม่ค่อยเข้าใจ “องค์ชายมิใช่ไม่ลงรอ ยกับเยี่ยนจิ่วเฉาหรอกหรือ? เหตุใดให้ยังให้กระหม่อมนำตำราไป ให้แม่นางอวี๋เล่า? ถ้าเกิด…นางรักษาเยี่ยนจิ่วเฉาให้หายได้ละพ่ะ ย่ะค่ะ?”
ชุยเฒ่าไม่เคยตรวจรักษาอาการของเยี่ยนจิ่วเฉา เขาไม่อาจ ตัดสินได้ว่าตำราแพทย์เล่มนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเยี่ยนจิ่วเฉา หรือไม่ แต่จากท่าทางของเยี่ยนไหวจิ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ปรารถ นาให้เยี่ยนจิ่วเฉาตาย
ชุยเฒ่าเอ่ยขึ้นว่า “ขออภัยที่ต้องกล่าวตามตรง แต่นี่เป็น โอกาสทองที่องค์ชายจะได้กำจัดเยี่ยนจิ่วเฉา”
เยี่ยนไหวจิ่งกล่าวเสียงแข็งว่า “ข้าอยากกำจัดเขา ข้ามีวิธี แต่ ข้าอยากชนะอย่างเปิดเผย ข้าต้องการให้เขายอมรับความพ่ายแพ้ ด้วยใจจริง! เขาจะต้องมีชีวิตอยู่ คอยดูว่าข้าจะทำให้เขาพ่ายแพ้ได้ อย่างไร!”
ตะวันลับขอบฟ้าไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว อวี๋หวั่นง่วนกับการอ่าน ตำราจนลืมกินข้าว
“อะแฮ่ม!” อวี๋เซ่าชิงยืนกระแอมอยู่หน้าประตู
อวี๋หวั่นลูบคอซึ่งปวดเมื่อย “ท่านพ่อหรือ?”
“เจ้าบอกเองว่าบ้านเราไม่ได้ขาดแคลนเงินค่านํ้ามันตะเกียง ไม่ใช่หรือ?” อวี๋เซ่าชิงวางชามใบใหญ่ไว้บนโต๊ะ แล้วจุดตะเกียง เพิ่มอีกสองดวง แล้วปรับไส้ตะเกียงให้สว่างที่สุด “กินอะไรก่อน”
“อื้ม” อวี๋หวั่นพยักหน้า เธอหิวพอดีเลย
“เกี๊ยวนี่นา!” อวี๋หวั่นพูดด้วยความตื่นเต้น
เธอไม่ชอบอาหารจำพวกแป้ง แต่เธอชอบกินเกี๊ยวมาก เกี๊ยว ที่ท่านพ่อทำนั้นเปลือกบางเฉียบ รสชาติอร่อยเลิศ อวี๋หวั่นกิน เข้าไปคำเดียวสามชิ้น “โอ๊ย ร้อน!”
“ไม่มีใครแย่งเจ้ากินหรอก!” อวี๋เซ่าชิงกล่าว
อวี๋หวั่นมองไปยังเกี๊ยวอีกชามหนึ่ง “ท่านพ่อก็กินด้วยกันสิ”
“ข้ากินแล้ว” อวี๋เซ่าชิงตอบ
อวี๋หวั่นกะพริบตาอย่างฉงนใจ “แล้วชามนี้ให้ใครหรือท่าน พ่อ?”
อวี๋เซ่าชิงมีสีหน้าขึงขัง “ให้…ให้เจ้าไง ถ้าเจ้ากินไม่หมด…ก็ เอาไปให้เด็กคนนั้นกิน”
อวี๋หวั่นยิ้มร่า
เยี่ยนจิ่วเฉาท่านดูสิ ท่านพ่อข้าทำเกี๊ยวให้ท่านด้วย
ในวันที่เจ็ดหลังจากที่เยี่ยนจิ่วเฉาหมดสติไป สกุลเซียวก็ได้รับ ข่าวว่าคุณชายห้ากลับเมืองหลวงมาแล้ว เขาตามหาปรมาจารย์ วิชาพิษพบแล้ว!