หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 88.1 รักของพ่อดั่งขุนเขา (1)
คุณชายห้าไม่มีทางออกตัวบอกปรมาจารย์วิชาพิษว่าลูกชาย ของเซียวเจิ้นถิงไม่ใช่ลูกแท้ๆ ปรมาจารย์ท่านนี้สามารถบอกฐานะ ของเยี่ยนจิ่วเฉาได้เช่นนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมตัวมาอย่างดี เยี่ยนจิ่วเฉาเปรียบเสมือนหินที่แข็งที่สุดในเมืองหลวง แต่ก็เป็น แพะตัวอวบอ้วนที่สุดในเมืองหลวง หากสามารถรีดไขมันจากเขา มาได้ก็คงจะรวยล้นฟ้า
ทองคำหนึ่งแสนตำลึงเชียวนะ อวี๋หวั่นรู้สึกราวกับบาดเจ็บ แสนสาหัส ก็เห็นอยู่ว่าไม่ใช่เงินของเธอ แล้วทำไมถึงรู้สึกปวดใจ ขนาดนี้นะ…
ปรมาจารย์มีสีหน้าเปี่ยมชัยชนะ เขามั่นใจว่าเซียวเจิ้นถิงจะ ต้องยอมจ่าย
เรื่องนี้เดาได้ไม่ยาก ไม่ว่าภายนอกความสัมพันธ์ของพ่อลูกจะ ดูหมางเมินกันมากเพียงใด แต่เซียวเจิ้นถิงไม่ลังเลที่จะส่งผู้ใต้ บังคับบัญชาไปยังหนานเจียง ไม่ลังเลที่จะจ่ายเงินเชิญเขามายัง เมืองหลวง หัวใจของเขา ไม่มีทางลวงหลอกอย่างแน่นอน
“ข้าไม่รีบ แม่ทัพใหญ่เซียวค่อยๆ คิดก็ย่อมได้” ปรมาจารย์ วิชาพิษไม่ได้กล่าวคำพูดทำนองว่าอาการป่วยของเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ อาจรอช้าได้
อวี๋หวั่นลอบทอดถอนใจ ฝีมือของปรมาจารย์ผู้นี้เป็นอย่างไร คงต้องรอดู แต่ที่แน่ๆ คือเขาเป็นยอดฝีมือแห่งการเจรจา เขารู้จัก วิเคราะห์จิตใจของอีกฝ่ายและหาข้อได้เปรียบจากมัน แต่ต้องไม่ มากเกินไป เขารู้ว่าสำหรับอาการป่วยของเยี่ยนจิ่วเฉา เซียวเจิ้นถิง จะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนมากกว่าเขาอย่างแน่นอน หากเขาไม่เอ่ย ปาก เซียวเจิ้นถิงก็จะยิ่งกระวนกระวายใจ แต่หากเอ่ยปากออกไป ก็อาจได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม
อวี๋หวั่นมองไปยังเซียวเจิ้นถิง ทองคำหนึ่งแสนตำลึงไม่ใช่ น้อยๆ สกุลเซียวไม่ใช่ขุนนางฉ้อฉล จะไปมีเงินมหาศาลขนาดนั้น ได้อย่างไร? คราวนี้คงได้ล้มละลายกันพอดี
“ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าท่านจะรักษาลูกข้าให้หายได้?” เซียว เจิ้นถิงถาม
ปรมาจารย์วิชาพิษคล้ายกับจะคาดเดาความสงสัยนี้ไว้ล่วง หน้า เขาแค่นเสียงหัวเราะ “นี่ก็ดึกมากแล้ว ไม่พูดมากแล้ว พรุ่งนี้ เช้าข้าจะพิสูจน์ให้พวกเจ้าเห็น!”
คืนนี้อวี๋หวั่นพักที่จวนสกุลเซียว เธอถูกจัดให้พักที่เรือนอู๋ถง
เรือนนี้สร้างไว้สำหรับเยี่ยนจิ่วเฉา แต่เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เคยย่าง กรายเข้ามา
วันรุ่งขึ้น อวี๋หวั่นตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เธอไม่ได้ลุกจาก เตียง แต่กลับนอนคิดถึงเด็กน้อยทั้งสาม
ปรมาจารย์วิชาพิษกว่าจะตื่นนอนก็ย่างเข้าช่วงสาย เมื่อคิดว่า เขาเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ
เวลาอาหารเช้าก็ยังคงเผชิญกับคำบริภาษของปรมาจารย์ ท่านนี้ดังเคย จากนั้นพวกเขาก็ขึ้นรถม้าของจวนสกุลเซียว นั่ง โขยกเขยกไปจนถึงหมู่บ้านเหลียนฮวา
ทันทีที่เด็กน้อยทั้งสามเห็นอวี๋หวั่น พวกเขาก็วิ่งเข้ามากอดเธอ ไม่พบหน้ากันหนึ่งวัน พวกเขาคิดถึงอวี๋หวั่นเหลือเกิน
“แฝดสามรึ?” ปรมาจารย์วิชาพิษเลิกคิ้ว ความประหลาดใจ บนปรากฏขึ้นบนใบหน้า
แฝดสามนับว่าหายากยิ่ง อีกทั้งยังเป็นเด็กน้อยหน้าตาน่ารัก เช่นนี้ ลูกศิษย์หนุ่มอดไม่ได้ที่จะมองพวกเขา จนกระทั่งดรุณีน้อย ใช้แขนสะกิดเขาเบาๆ และถลึงตาใส่ เขาจึงหลุบตากลับมาอย่างไม่ สบอารมณ์
อวี๋หวั่นพาเด็กๆ ออกไป
ปรมาจารย์เริ่มลงมือตรวจรักษาให้เยี่ยนจิ่วเฉา
ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าไปสังเกตการณ์ขั้นตอนการตรวจ รักษา นอกจากลูกศิษย์สองคน แม้แต่ซั่งกวนเยี่ยนที่เป็นมารดาผู้ ให้กำเนิดของเขาก็ถูกเชิญออกมาเข่นกัน ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ ประตูห้องก็เปิดออก
“ท่านหมอ ลูกข้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ซั่งกวนเยี่ยนถามด้วย
ความกระวนกระวายใจ
“ฮูหยินเซียวไปดูเองเถิด” ปรมาจารย์วิชาพิษกล่าวด้วยความ มั่นใจ
ซั่งกวนเยี่ยนเข้าไปในห้อง
“ว้ายยย”
เสียงร้องของนางดังมาจากด้านใน
เซียวเจิ้นถิงจึงรุดมาหน้าเตียง “ฉงเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง?”
ซั่งกวนเยี่ยนเอ่ยขึ้นอย่างเหลือเชื่อ “ขะ…เขาฟื้นแล้ว! ”
แม้เขาจะยังพูดไม่ได้ แต่เขาลืมตาขึ้น อีกทั้งดวงตาของเขา มิได้ดูไร้วิญญาณ นัยน์ตาของเขาดูอิดโรยและอัดอั้น เห็นได้ชัดว่า เขากำลังทรมานกับความเจ็บปวด ซั่งกวนเยี่ยนปวดร้าวใจจนรํ่าไห้ ออกมา
เยี่ยนจิ่วเฉาฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน ก็หมดสติไปอีก
เขาอาจยังไม่ได้สติครบถ้วน แต่ความหวังว่าจะรักษาเขาให้ หายของซั่งกวนเยี่ยนก็ปรากฏขึ้น เพียงแต่ว่า ทองคำหนึ่งแสน ตำลึงไม่ได้หามาโดยง่าย นางเกิดมาในตระกูลรํ่ารวย สินเดิมมีมาก ยังหาทองไม่ได้มากถึงเพียงนี้
ขณะที่ซั่งกวนเยี่ยนกำลังใคร่ครวญว่าจะขายสินทรัพย์ในนาม ของตนชิ้นใดดี เซียวเจิ้นถิงก็จับไหล่ของนาง “เจ้าดูแลฉงเอ๋อร์ เงินค่ารักษาข้าจัดการเอง”
“แต่ว่า…”
“ฉงเอ๋อร์ก็เป็นลูกข้าเหมือนกัน”
เขาเป็นลูกข้า ตั้งแต่วันแรกที่ข้าแต่งงานกับเจ้า
ซั่งกวนเยี่ยนนํ้าตารื้นพลางพยักหน้า นางไม่ได้กล่าวคำพูดเส แสร้งใดๆ ออกไป นางไม่สนใจว่าผิดหรือถูก ในตอนนี้ความคิด เดียวที่อยู่ในหัวของนางก็คือนางจะต้องช่วยลูกให้ได้!
“ข้าจ่ายให้ท่านครึ่งหนึ่งก่อน หากลูกข้าหายดี ข้าจะจ่ายให้ ท่านอีกครึ่งหนึ่ง” เซียวเจิ้นถิงบอกกับปรมาจารย์
ปรมาจารย์มิได้มีความเห็นใดต่อเรื่องนี้
เซียวเจิ้นถึงพูดอย่างจริงจังว่า “ทางที่ดีท่านควรรักษาเขาให้ หายจริงๆ ไม่เช่นนั้นก็คงหลอกเอาเงินเซียวเจิ้นถิงไปไม่ได้ง่ายๆ!”
ปรมาจารย์วิชาพิษเชิดหน้า “ข้ารู้ว่าแม่ทัพเซียวมีความ สามารถ หากข้าหลอกลวงท่าน ท่านคงตามสังหารข้าไปสุดหล้าฟ้า เขียว ข้าคงไม่หาเรื่องใส่ตัวขนาดนั้น ข้ามีวิธีถอนคำสาป ไม่เช่นนั้น ข้าคงไม่เรียกร้องมากเพียงนี้ ข้าก็รู้ว่าทองหนึ่งแสนตำลึงไม่ใช่น้อย เอาอย่างนี้ ข้าให้เวลาท่านรวบรวมค่ารักษาสามวัน สามวันนี้ข้า ขอรับรองว่าคำสาปในร่างกายเขาจะไม่แย่ลง”
เซียวเจิ้นถิงเหลือบมองเขา แล้วขึ้นไปนั่งรถม้ากลับจวน
สามวัน…คนเป็นพ่อแม่รอนานเพียงนั้นไม่ไหวหรอก
เซียวเจิ้นถิงกลับจวนไป เรียกพ่อบ้านมาที่ห้อง แล้วถามเขาว่า
“บ้านเรามีเงินอยู่เท่าไรหรือ?”
พ่อบ้านไปหยิบสมุดบัญชีและลูกคิดจากห้องบัญชีมา คิด คำนวณอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “หกหมื่นตำลึงขอรับ นี่เป็นเงินของ จวน รวมกับที่ร้านก็ราวๆ สองแสนตำลึงขอรับ”
เงินสองแสนตำลึง มีค่าประมาณสองหมื่นตำลึงทอง น้อยเกิน ไป
“จ่ายไปก่อน” เซียวเจิ้นถิงบอก
พ่อบ้านตื่นตะลึง “ทะ…ทั้งหมดเลยหรือขอรับ? ”
เซียวเจิ้นถิงกล่าวด้วยสีหน้าขึงขังว่า “ทั้งหมด ข้าต้องใช้เดี๋ยว นี้”
พ่อบ้านตกใจจนอ้าปากค้าง เขาอยากถามบางอย่าง ทว่า สุดท้ายกลับไม่ได้พูดอะไร ได้แต่หอบลูกคิดกลับห้องบัญชีไป
“เอ้อร์หลาง!”
ขณะที่เซียวเจิ้นถิงกำลังตรวจสอบห้องเก็บของอยู่นั้น สตรี สวมอาภรณ์หรูหราก็เดินปึงปังเข้ามา สาวใช้วิ่งไล่ตามนางเจ้ามา ถึงหน้าประตู คำนับเซียวเจิ้นถิงครั้งหนึ่ง “ฮูหยินใหญ่จะเข้ามาให้ ได้ พวกข้าห้ามนางไม่ได้… ”
“ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าออกไปก่อน” เซียวเจิ้นถิงบอกกับสาวใช้
สาวใช้เดินก้มหน้าออกไป
ฮูหยินเซียวเดินข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้อง
เซียวเจิ้นถิงถามนางว่า “ได้ยินว่าพี่สะใภ้ใหญ่ปวดหัว ดีขึ้น แล้วหรือยัง?”
ฮูหยินเซียวกล่าวถากถาง “ในสายตาของเจ้ายังมีพี่สะใภ้คนนี้ อยู่อีกรึ? เอ้อร์หลาง ข้าก็นึกว่าเจ้าไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ไม่เห็น หัวข้าเสียแล้ว!”
“พี่สะใภ้พูดถึงอะไร?” เซียวเจิ้นถิงถาม
ฮูหยินเซียวกล่าวด้วยความขุ่นเคือง “เจ้าอย่ามาอ้อมค้อม! เมื่อกี้ข้าได้ยินคนคุยกันว่าเจ้าจะนำเงินสดของจวนไปทั้งหมด เจ้า คิดจะทำอะไร?”
“ไม่ได้หักเงินเดือน” เซียวเจิ้นถิงบอก
ฮูหยินเซียวชะงักไป แล้วกล่าวว่า “ข้าเป็นกังวลกับเงินเดือน ของตัวเองรึ? ข้ากำลังถามเจ้าว่า เจ้าจะทำอะไรจึงต้องเอาเงินของ จวนไปใช้ทั้งหมด?”
“ข้าต้องรีบใช้” เซียวเจิ้นถิงตอบ
ฮูหยินเซียวกล่าวค่อนแคะ “รีบใช้ทำอะไร? เจ้าตอบข้ามาตาม ตรง เจ้าคิดจะเอาเงินไปรักษาคนขี้โรคนั่นใช่ไหม? ครั้งนี้เจ้าคิดจะ ใช้เงินเท่าไรเล่า? เลือดเนื้อเชื้อไขสกุลเซียวเจ้าไม่รัก กลับไปเป็น ห่วงเป็นใยคนนอก! ทำไม? เขาเป็นครอบครัวเจ้า แต่พวกข้าไม่ใช่ งั้นรึ?!”
เซียวเจิ้นถิงถอนหายใจ “พี่สะใภ้ ข้าไม่เคยพูดอย่างนั้นเลย”
ฮูหยินเซียวกล่าวด้วยโทสะ “แต่เจ้าทำอย่างนั้น! เจ้าทำเป็น พูดดีไป เลี้ยงดูเหยี่ยนเอ๋อร์มาเองกับมือ หมายจะให้เขาเป็นผู้ สืบทอดสกุลเซียว ผลเป็นอย่างไรเล่า? เหยี่ยนเอ๋อร์ตายไปแล้ว! ลูกชายข้าตายไปแล้ว! เป็นเจ้าที่ทำร้ายเขาจนตาย! หากไม่ใช่ เพราะเจ้าส่งเขาไปชายแดน ตอนนี้เขาก็คงยังอยู่! ข้าไม่ได้ยินเขา เรียกข้าว่าแม่ด้วยซํ้า! เป็นเพราะเจ้า! เซียวเจิ้นถิง เป็นเพราะเจ้า!”
การตายของเซียวเหยี่ยนเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของสกุล เซียว ฮูหยินเซียวไม่กล้าปริปากบ่น เนื่องจากเซียวเหยี่ยนสละชีวิต เพื่อแผ่นดิน หากใช้คำกล่าวของเซียวเหยี่ยนก็คือเขาตายอย่างคุ้ม ค่า
แต่สำหรับฮูหยินใหญ่สกุลเซียวแล้ว นางไม่เพียงสูญเสียบุตร ชายไป แต่ยังสูญเสียแหล่งทรัพย์ศฤงคารของตระกูลเซียวไปอีก ด้วย คำพูดที่พูดออกไปในวันนี้ก็เพื่อใช้บังหน้าเท่านั้น
เซียวเจิ้นถิงเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของเซียวเหยี่ยนเป็น อย่างมาก แต่หากให้เขาตัดสินใจอีกรอบ เขาก็จะทำเหมือนเดิม เซียวเหยียนคู่ควรกับสนามรบ เขามีพรสวรรค์ของแม่ทัพ เขานำ รายชื่อสายลับมาได้ เขาเลือกคนได้เหมาะสม เขาปิดฉากสงครา มกับซยงหนู
บทที่ 88.2 รักของพ่อดั่งขุนเขา (2)
เขาเป็นความภาคภูมิใจของทัพใหญ่ซีเป่ย และเป็นความภาค ภูมิใจของเซียวเจิ้นถิง
คนเราหนีความตายไม่พ้น หากให้เขาเลือก เขาก็ปรารถนาที่ จะตายในสนามรบเช่นกัน
เซียวเจิ้นถิงมองไปยังฮูหยินเซียวอย่างเย็นชา “ใครก็ได้มา พยุงฮูหยินใหญ่ไปนอน ฮูหยินใหญ่นางเหนื่อยแล้ว”
ทันใดนั้นก็มีสาวใช้สองคนเข้ามา แล้วบอกกับฮูหยินเซียวว่า “ฮูหยิน เชิญเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเซียวโมโหสุดขีด เซียวต้าหลางสามีของนางก็เป็นบุตร ชายคนโตของนายท่านสกุลเซียว น่าเสียดายที่เซียวต้าหลางไม่เอา ไหน ไม่เรียนหนังสือ ไม่รู้วิทยายุทธ์ ไม่อาจคํ้าจุนสกุลเซียว ทั้งยัง ก่อเรื่องให้สกุลเซียวอยู่รํ่าไป ถูกนายท่านสกุลเซียวไล่ออกจากบ้าน อยู่หลายครั้ง และเป็นเซียวเจิ้นถิงที่ไปขอร้องให้พี่ใหญ่ นายท่าน เซียวจึงบรรเทาความโมโหลง
เดิมทีฮูหยินเซียวก็เข้ากับเซียวเจิ้นถิงได้ดี อย่างไรเสียเซียว เจิ้นถิงก็ไม่มีบุตร ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องตกเป็นของบุตรชายของ นาง เช่นนั้นก็หมายความว่าต้องเป็นของนางด้วย ทว่าหลังจาก เซียวเหยี่ยนจากไป นางก็แตกหักกับเซียวเจิ้นถิง
ฮูหยินเซียวยังมีเรื่องที่จะพูด แต่ถูกสาวใช้พาตัวไปเสียก่อน
เซียวเจิ้นถิงเดินกลับห้องไปด้วยสีหน้าขึงขัง
พ่อบ้านพานักบัญชีของจวนมา พวกเขาใช้เวลาทั้งวันในการ คำนวณเงินของร้านรวงภายใต้ชื่อสกุลเซียวหนึ่งรอบ ตกเย็นจึง กลับไปรายงานต่อเซียวเจิ้นถิงว่า “นายท่าน รวมกับส่วนที่นำไป จำนำได้แล้ว ทั้งหมดก็สองหมื่นตำลึงทองขอรับ”
ไม่พอ ยังขาดอีกมาก
เซียวเจิ้นถิงนิ่งเงียบ
พ่อบ้านกล่าวว่า “ปรมาจารย์ผู้นั้นเรียกเงินมากเกินไปแล้ว มี ที่ไหนขอรับ อ้าปากมาก็บอกว่าหนึ่งแสนตำลึงทองแล้ว? ไม่สู้นาย ท่านไป…ต่อรอง…กับเขาอีกครั้งดีไหมขอรับ?”
พ่อบ้านกัดฟันพูดคำว่า ‘ต่อรอง’
เซียวเจิ้นถิงเข้าใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร จึงพยักหน้า บอกปัดคำแนะนำของเขา
พ่อบ้านถอนหายใจ นายท่านดีไปเสียทุกอย่าง เพียงแต่หัวรั้น ไปสักหน่อย เรื่องนี้หากให้ข้าน้อยทำละก็ รักษาไม่ได้รึ? เหอะๆๆ ก็ ลองเครื่องทรมานสักหน่อยเป็นไร?
แน่นอนว่าพ่อบ้านก็เพียงแต่โมโห จึงคิดเช่นนี้ หากอยู่ใน สถานการณ์จริง เขาไม่กล้านำชีวิตของเยี่ยนจิ่วเฉามาเดิมพัน หรอก ยาของปรมาจารย์วิชาพิษสามารถรักษาคนได้ แต่ก็สังหาร
คนได้เช่นกัน ไม่อาจล่วงเกินเขาได้ง่ายๆ
“เจ้าออกไปก่อน ข้าจะคิดหาวิธี”
“เช่นนั้น…ข้าจะไปดูว่าในจวนมีสิ่งใดที่นำไปจำนำได้อีกนะ ขอรับ”
เซียวเจิ้นถิงชะงักไป แล้วพยักหน้า “ได้”
พ่อบ้านเดินออกไปพลางถอนหายใจ
เซียวเจิ้นถิงเดินมายังคลังอาวุธของตน เขาไม่ใช่คนละเอียด อ่อน เขาประพันธ์กลอนไม่เป็น เขาสร้างห้องหนังสือขึ้นมาเพียง เพื่อให้เข้ากับรสนิยมของซั่งกวนเยี่ยน กระนั้นห้องที่เขาได้ใช้จริงๆ ก็คือคลังอาวุธเย็นยะเยือกแห่งนี้
เขาเปิดประตูเข้าไป ความเย็นพวยพุ่งปะทะใบหน้า และทำให้ เซียวเจิ้นถิงรู้สึกจิตใจสงบ
เซียวเจิ้นถิงหยิบชุดเกราะสีเงินขึ้นมา ชุดเกราะนี้ตีขึ้นมาจาก เหล็กนิล หนักกว่าชุดเกราะทั่วไปเท่าตัว เขาสวมชุดนี้ทุกครั้งที่ออก รบ เซียวเหยี่ยนชอบมันมาก ไม่มีอะไรทำก็ชอบมาจับชุดเกราะนี้
นี่เป็นชุดเกราะของเทพสงคราม
เซียวเหยี่ยนไม่ได้เอ่ยปาก ทว่าในใจรํ่าร้องอยากได้เหลือเกิน
เดิมทีเซียวเจิ้นถิงคิดจะรอให้เซียวเหยี่ยนกลับมา แล้วยกชุด เกราะนี้ให้เขา
เซียวเจิ้นถิงยกมือขึ้นมา ลูบชุดเกราะที่เคียงข้างเขาใน สนามรบมาครึ่งชีวิต เขาค่อยๆ หลับตาลง
……
ช่วงบ่ายของวันที่สอง เซียวเจิ้นถิงนำตั๋วเงินห้าหมื่นตำลึงทอง ไปยังหมู่บ้านเหลียนฮวา
เดิมทีปรมาจารย์วิชาพิษอยากจะนำตัวเยี่ยนจิ่วเฉากลับไป รักษาที่จวนสกุลเซียว แต่ช่วยไม่ได้ที่อาหารในจวนไม่อร่อย ห่าง ไกลกับฝีมือของลุงใหญ่ ปรมาจารย์กินเนื้อพะโล้และเต้าหู้เหม็น เข้าไปหนึ่งคำ ก็ตัดสินใจอยู่ต่อทันที
ลูกศิษย์ทั้งสองของเขาก็พำนักอยู่ในบ้านใหม่ของสกุลติงเช่น กัน ชาวบ้านรู้เพียงว่าพวกเขาเป็นหมอในยุทธภพที่เชิญมารักษา คุณชายวั่น
ปรมาจารย์วิชาพิษวันๆ เอาแต่กินๆๆ กินเต้าหู้เหม็นเสร็จก็กิน เนื้อพะโล้ กินเนื้อพะโล้เสร็จก็กินบะหมี่หลัวซือ อะไรที่เผ็ดก็กินอัน นั้น ลุงใหญ่เองก็ไม่มีอะไรทำ จึงทำอาหารให้เขากินได้ทั้งวัน
เขาไม่ออกไปข้างนอก แต่ก็ไม่อาจขังลูกศิษย์ทั้งสองเอาไว้ได้ โดยเฉพาะศิษย์หญิง ได้ยินว่านางเป็นผู้ฝึกวิชาพิษที่เก่งกาจ นาง ชอบเดินขึ้นเขาเป็นที่สุด หลายครั้งที่อวี๋หวั่นไปขุดหน่อไม้ก็เคยพบ กับนาง นางกำลังขุดหาแมลงและสมุนไพรป่า
บ่ายวันนี้นางกลับไม่ได้ไปขุดหาแมลง หากแต่ถือถังไปตักนํ้าที่ บ่อนํ้าเก่าหน้าหมู่บ้าน
ศิษย์หญิงหน้าตางดงาม เพียงแต่นางมักจะมีสีหน้าเย็นชาอยู่ เสมอ นางออกห่างจากผู้คน ชาวบ้านไม่ค่อยเห็นนางพูด เมื่อนาง เดินมาถึงบ่อนํ้าหน้าหมู่บ้าน ป้าจางก็กำลังตักนํ้าอยู่พอดี เมื่อเห็น นางถือถังเอาไว้ในมือ จึงเอ่ยขึ้นด้วยความมีนํ้าใจว่า “ข้าทำให้!”
ป้าจางพูดพลางเอื้อมมือไปคว้าถังไม้ของนาง นางกลับปัดมือ ของป้าจางออกอย่างเย็นชา
ป้าจางยืนตะลึงงัน
ป้าไป๋ซึ่งกำลังซักผ้าอยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้นอย่างขุ่นเคืองว่า “นี่ แม่นาง คนเขามีนํ้าใจจะช่วยตักนํ้าให้ เจ้าไม่ยินดี ก็ไม่จำเป็นต้อง ไปตีคนเขาอย่างนั้น!”
ใช่ไหมเล่า? ด้านหลังมือของป้าจางมีรอยแดงปรากฏ
ป้าจางยิ้ม แล้วไกล่เกลี่ยว่า “ไม่เป็นไรๆ นางอาจจะตกใจ”
“ท่าทางของนางดูเหมือนตกใจหรืออย่างไรกัน?” ป้าไป๋พึมพำ
ป้าจางส่งสายตาให้ป้าไป๋ แล้วกระซิบว่า “นางเป็นหมอที่มา รักษาคุณชายวั่น อย่าล่วงเกินนางจะดีกว่า”
ป้าไป๋ทำเสียงฟึดฟัด แล้วช่วยป้าจางดึงถังนํ้าขึ้นมา และเดิน กลับบ้านพร้อมกับป้าจาง
หลังจากที่ทั้งสองเดินสวนกับศิษย์หญิง แววตาของนางพลัน เย็นเยียบขึ้นมา นางขยับมือเล็กน้อย ก็มีหนอนพิษปรากฏขึ้นบน ปลายนิ้ว
“เจ้าจะทำอะไร?” มือหนึ่งยื่นมาคว้าข้อมือนางผ่านแขนเสื้อ
นางหันหน้ามา แล้วมองไปยังอวี๋หวั่นด้วยสายตาเย็นเยียบ
อวี๋หวั่นมองไปยังสัตว์ตัวเล็กซึ่งถูกคีบอยู่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้ว กลางของนาง เธอเลิกคิ้ว “หนอนพิษนี่? เจ้าขุดหนอนเยอะๆ ทุก วันก็เพื่อนำมาฝึกหรือ?”
ศิษย์หญิงมองอวี๋หวั่น บอกเป็นนัยว่าให้เธอปล่อยมือ
อวี๋หวั่นหัวเราะแห้ง “พวกนางเป็นชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต่อให้พวกนางรบกวนเจ้า เจ้าก็คงไม่ต้องใช้หนอนพิษกับพวกนาง หรอกกระมัง?”
ศิษย์หญิงอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง อวี๋หวั่นเดาว่านางบอกให้ ตนปล่อยมือ เธอจึงพูดว่า “ให้ข้าปล่อยมือก็ย่อมได้ แต่เจ้าต้องไม่ ปล่อยหนอนพิษใส่ใครเล่นๆ อีก”
ถ้านางยังปล่อยหนอนพิษอีก ก็ออกจะใจแคบไปสักหน่อย หากนางปล่อยหนอนพิษใส่ศัตรู อวี๋หวั่นก็จะไม่ว่าอะไร แต่ป้าจาง กับป้าไป๋เป็นชาวบ้านธรรมดา วิธีนี้ออกจะเกินไปสักหน่อย
อวี๋หวั่นพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าฟังภาษาจงหยวน ออก ข้าจะบอกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ห้ามปล่อยหนอนพิษใส่ชาว บ้าน!”
ศิษย์หญิงถลึงตาใส่อวี๋หวั่นด้วความโกรธ นางคิดจะสะบัดมือ ออก แต่กลับพบว่าสะบัดอย่างไรก็สะบัดไม่ออก สตรีชาวบ้านคนนี้
แข็งแกร่งปานเหล็กกล้า!
อวี๋หวั่นจ้องหน้านาง “เข้าใจหรือไม่? เข้าใจก็พยักหน้า!”
นางพยักหน้าด้วยความโกรธ
อวี๋หวั่นปล่อยมือ แล้วตักนํ้าจนเต็มถัง จากนั้นก็หาบกลับบ้าน ไป
ย่างเข้ายามสนธยา เซียวเจิ้นถิงก็เดินทางมาถึงหมู่บ้าน
ไม่รู้ว่าปรมาจารย์วิชาพิษกินเต้าหู้เหม็นไปกี่จานแล้ว เขาเงย หน้ามันแผล็บขึ้นมา “เหตุใดกลับมาเร็วถึงเพียงนี้? รวมรวมทอง มาครบแล้วรึ?”
เซียวเจิ้นถิงวางกล่องเงินไว้บนโต๊ะ
ปรมาจารย์วางส้อมลง เปิดกล่องดู แล้วนับตัวเลขอย่าง ละเอียด เป็นตั๋วแลกเงินห้าหมื่นตำลึงทอง ไม่ขาดไม่เกิน
“อืม” เขาเลิกคิ้ว แล้วรับกล่องเงินมา
เซียวเจิ้นถิงถามว่า “ตอนนี้ท่านก็รักษาลูกข้าได้แล้วใช่หรือ ไม่?”
“ไม่รีบร้อนๆ” ปรมาจารย์ลูบคาง พลางกล่าวอย่างสบาย อารมณ์
เซียวเจิ้นถิงและซั่งกวนเยี่ยนคิ้วขมวดเป็นปม แล้วเอ่ยถาม ด้วยความงุนงงว่า “มีอะไรอีก?”
ปรมาจารย์วิชาพิษกล่าวพลางถอนหายใจว่า “หนอนพิษของ ลูกศิษย์ข้า เดิมทีเอาไว้รักษาลูกของพวกเจ้า แต่ตอนนี้มันใกล้ตาย แล้ว”
ความหมายก็คือ ลูกเจ้าหมดหนทางรักษาแล้ว
ในตอนนั้นเอง อวี๋หวั่นถือชามเกี๊ยวไส้ผักกาดขาวที่เพิ่งต้ม เสร็จเข้ามา
เมื่อเธอเข้ามาในห้อง ก็รู้สึกเหมือนมีสายตาไม่เป็นมิตรมอง มา เธอจึงเงยหน้าไปมองและพบว่าศิษย์หญิงมองมายังเธอ
สีหน้าแบบนี้ หาเรื่องกันนี่นา…
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธี” ปรมาจารย์ชี้ไปยังศิษย์หญิง “หนอน พิษของลูกศิษย์ข้า ต้องดื่มเลือดที่มีพลังหยินเข้มข้น ถึงจะฟื้น คืนชีพได้”
เลือดที่มีพลังหยินเข้มข้น? เช่นนั้นก็ต้องเป็นเลือดสตรี? ซั่งก วนเยี่ยนดึงแขนเสื้อขึ้น “ใช้เลือดข้าได้หรือไม่?”
ปรมาจารย์ส่ายหน้า แล้วมองไปยังอวี๋หวั่นที่อยู่ด้านหลังของ ทั้งสอง “ต้องเป็นเลือดนางถึงจะใช้ได้”