หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 295 ชายหนุ่มชั่วร้ายผู้มีจิตใจเลวทราม
บทที่ 295 ชายหนุ่มชั่วร้ายผู้มีจิตใจเลวทราม
ถังจี้โจวไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจางเหิงซึ่งกำลังประกาศรับสมัครคนเข้าบริษัทใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งแท้จริงแล้วกำลังทำงานให้กับโจวอี้
แม้ว่าเขาจะดูเหมือนกำลังหมกมุ่นอยู่กับการถ่ายทำละคร แต่จริง ๆ แล้วเขาก็ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวทั้งหลายในวงการบันเทิงเช่นกัน
นอกจากนี้ หลังจากได้ข่าวว่าบริษัทถูกขาย จางเหิงก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาลาออกเช่นกัน
เขาและจางเหิงเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาของพวกเขาทั้งคู่ก็เป็นพี่น้องกัน แน่นอนว่าพวกเขาจึงต้องเป็นเขยของบ้านเดียวกัน
ไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้รับโทรศัพท์จากจางเหิงที่โทรมาถามว่าเขาต้องการเปลี่ยนงานไปยังบริษัทคอลเลกชันเอนเตอร์เทนเมนท์หรือไม่ อีกทั้งจางเหิงยังได้เสนอสัญญาที่น่าสนใจมาให้
นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเกินไปหรอกเหรอ?
โชคชะตานั้นช่างลึกลับเกินไปไหม?
ถังจี้โจวได้แต่จ้องมองโจวอี้และไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
“ทำไม? คุณรู้จักบริษัทคอลเลกชันเอนเตอร์เทนเมนท์ของผมด้วยเหรอ?” โจวอี้ถาม
“ใช่ ภรรยาของผมกับภรรยาของจางเหิงเป็นพี่น้องกัน เมื่อไม่กี่วันก่อนเขามาหาผมและหวังว่าผมจะย้ายไปอยู่บริษัทใหม่ที่เขากำลังก่อตั้ง” ถังจี้โจวยิ้มอย่างขมขื่น “ก่อนหน้านี้ผมสงสัยมากว่าเจ้านายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังจางเหิงคือใคร แต่ใครจะคิดว่าที่จริงแล้วกลับเป็นน้องโจว!”
“โฮ่ ๆ แสดงว่าเรามีชะตากรรมที่ลึกซึ้ง!” โจวอี้กล่าวอย่างมีความสุข
เขาพอใจกับถังจี้โจวมาก ไม่เพียงแต่นิสัยของอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถด้วย
เขารู้ว่าถังจี้โจวคือผู้กำกับระดับเหรียญทองของจีน เป็นคนที่มีความสามารถสูง การเชิญถังจี้โจวมาคอลเลกชันเอนเตอร์เทนเมนท์ได้คือการดึงดูดผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริง
แม้โจวอี้จะไม่สนใจว่าคอลเลกชันเอนเตอร์เทนเมนท์จะทำเงินได้หรือไม่ แต่เขาก็ไม่ต้องการจ่ายเงินจ้างพวกห่วย ๆ เข้ามาอยู่ในบริษัทเช่นกัน
“หลังจากนี้ ให้ผู้กำกับถังไปหาจางเหิง! ตราบใดที่คุณเต็มใจที่จะทำงานในฐานะผู้กำกับต่อไป ผมจะบอกให้จางเหิงทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับความเคารพและอิสระในการทำงานที่คอลเลกชันเอนเตอร์เทนเมนท์” โจวอี้กล่าว
ถังจี้โจวไม่รีบตอบ แต่สูบบุหรี่อย่างเงียบ ๆ เมื่อเขาสูบบุหรี่มวนที่สามเสร็จ เขาก็โยนก้นบุหรี่ทิ้งและพูดอย่างจริงจังว่า “ตกลง หลังจากนี้ผมจะโทรหาจางเหิง”
“โอเคครับ” โจวอี้ยิ้ม
ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็กลับมาที่ห้อง
กว่าจะกินข้าวอิ่มก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม
โจวอี้และถังหว่านไม่ได้กลับไปที่โรงแรมที่ทีมงานพัก พวกเขาบอกลาทุกคนและขึ้นไปเปิดห้องชุดในโรงแรมเฉิงถัง
ตอนนี้หลายคนในทีมงานคิดว่าโจวอี้และถังหว่านเพิ่งสร้างความสัมพันธ์รัก ดังนั้นหากพวกเขากลับไปที่โรงแรมที่ทีมงานพักอยู่แล้วเข้าไปอยู่ในห้องเดียวกัน พวกเขาจะถูกนินทาเอาได้
กลางดึก
โจวอี้และถังหว่านสานสัมพันธ์แนบชิดกันเช่นเดิม
ดังนั้น นาฬิกาชีวิตของโจวอี้จึงล้มเหลวในการปลุกเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น
เก้าโมงเช้า
โจวอี้ลืมตาขึ้นและเห็นว่าถังหว่านไม่ได้นอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว เขาลุกขึ้นมองหาแต่ก็ไม่พบ เมื่อเขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อโทรหาถังหว่าน เขาก็เห็นข้อความที่เธอส่งถึงเขา เธอได้กลับไปยังกองถ่ายล่วงหน้าแล้ว
“ขยันจริง ๆ!”
ในขณะที่บ่น โจวอี้ก็อาบน้ำและแต่งตัวอย่างอ้อยอิ่ง จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้อง
ห้องยังไม่ถูกเช็กเอาต์ เพราะเขายังต้องถ่ายละครต่ออีกสองสามวัน ห้องชุดนี้จึงสามารถใช้เป็นบ้านชั่วคราวสำหรับเขาและถังหว่าน
โจวอี้เดินเข้าไปในลิฟต์และพบว่ามีคนหนุ่มสามคนกำลังพูดคุยและหัวเราะอยู่ในนั้น หลังจากที่เขาเดินเข้าไป ทั้งสามก็เหล่มาที่เขาก่อนจะไม่สนใจเขา ทำเหมือนเขาเป็นธาตุอากาศในทันที
“พี่อวี๋พูดถูกจริง ๆ ผู้หญิงคนนั้นโคตรสวยเลย! วงการบันเทิงมีผู้หญิงสวย ๆ เยอะก็จริงแต่รับรองว่ามีที่สวยกว่าเธอคนนั้นไม่กี่คนแน่ ๆ แต่ผู้หญิงคนนั้นก็เย็นชาฉิบหายเลย ขนาดอยู่ในลิฟต์ด้วยกันผมยังไม่กล้าคุยกับเธอ” ชายหนุ่มสวมเสื้อแบรนด์ดังราคาแพงกล่าวอย่างเศร้าใจ
“เจ๋งและทะนงตัว! ผู้หญิงแบบนี้เท่านั้นที่ทำให้ฉันมีความปรารถนาที่จะพิชิต นายรู้ชัดเจนแล้วใช่ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไรและทำอะไร?” อวี๋ซินหยางถามอย่างเริงร่า
“โรงแรมนี้เป็นของตระกูลเกาเซิน ผมก็เลยได้ข้อมูลมาไม่ยากเลย ผู้หญิงคนนั้นชื่อถังหว่าน เมื่อคืนเธอมาที่นี่เพื่อเปิดห้องกับผู้ชายแซ่โจว” ชายหนุ่มเบะปากแล้วพูดว่า “ผมได้ข่าวมาว่าถังหว่านดูเหมือนจะเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงมากทีเดียว”
“มีชื่อเสียงมากงั้นเหรอ? ฮ่า เดี๋ยวจะยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นอีกหลังจากถูกนายน้อยอวี๋คนนี้เล่นแล้ว ไปหาเธอให้เจอ เดี๋ยวฉันจะแบ่งปันให้พวกนายได้เล่นกับเธอด้วย” อวี๋ซินหยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเพราะสัมผัสได้ถึงความเย็นวาบไปทั่วร่างกาย
และจู่ ๆ ก็มีมือใหญ่มาคว้าคอเขาไว้ แรงที่น่ากลัวทำให้เขารู้สึกว่าหากอีกฝ่ายเพิ่มแรงอีกเพียงเล็กน้อย คอของเขาคงจะหักทันที
เขารู้สึกหายใจไม่ออก
คนที่เพิ่งเข้ามาน่ะเหรอ?
ทำไมจู่ ๆ ถึงโจมตีเขาล่ะ?
อวี๋ซินหยางพยายามหักนิ้วของโจวอี้แต่ก็ถูกตบที่หน้าผากซึ่งมันทำให้สติของเขาพร่าเบลอทันที
“ไอ้สารเลว! แกกำลังทำอะไร!?” ชายหนุ่มที่อยู่กับอวี๋ซินหยางง้างกำปั้นใส่โจวอี้
ปัง!
โจวอี้ตบหลังมือเข้าที่หน้าผากและทำให้อีกฝ่ายหมดสติไป
ดวงตาของชายหนุ่มอีกคนเบิกกว้าง เขามองไม่ทันการเคลื่อนไหวของโจวอี้เลย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่โจวอี้น็อกเพื่อนของเขา หรือตอนที่กุมคออวี๋ซินหยาง
“ค…คุณเป็นใคร!? ทำไมจู่ ๆ คุณถึงโจมตีพวกเราล่ะ?!” ชายหนุ่มถามด้วยความหวาดกลัว
“ถ้าไม่อยากตายก็หุบปากซะ” โจวอี้กล่าวอย่างเย็นชา
“คุณ…”
ปัง!
โจวอี้ชกหน้าอีกฝ่ายจนทำให้อีกฝ่ายหมดสติไปในทันที
ขณะที่ลิฟต์ลงมาถึงชั้นหนึ่ง โจวอี้ก็เตะร่างชายหนุ่มทั้งสองคนที่ถูกทำให้หมดสติกระเด็นออกจากลิฟต์ ก่อนจะลากตัวอวี๋ซินหยางออกจากลิฟต์ ซึ่งดวงตาของอีกฝ่ายเริ่มกลอกไปด้านบนแล้ว
หลายคนที่กำลังรอลิฟต์อยู่ข้างนอก เมื่อพวกเขาเห็นฉากนี้ก็พากันตกใจและถอยหนี
โจวอี้เมินเฉยต่อฝูงชนและมองอวี๋ซินหยางซึ่งเพิ่งถูกโยนลงพื้นอย่างแรง ก่อนจะเหยียบหัวของอีกฝ่ายไว้และกล่าวเย้ยหยัน “แกกล้าพูดซ้ำประโยคที่แกพูดในลิฟต์ไหม?”
“แก! แกเป็นใคร!?” อวี๋ซินหยางหน้าแดง หลังจากที่เขาสามารถหายใจได้ตามปกติ เขาก็ตะโกนถามด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
เขารู้สึกขายหน้า
ไม่ใช่แค่เพราะอีกฝ่ายเพิ่งทำให้เขากลัว แต่ยังเป็นเพราะเขาเป็นถึงสมาชิกตระกูลใหญ่ ทว่าอีกฝ่ายกลับเหยียบหัวเขาระหว่างพูดคุย
“ฉันเป็นใครงั้นเหรอ?”
โจวอี้แสดงสีหน้าเย้ยหยัน แต่เขาไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย เขามองไปที่ผู้จัดการล็อบบี้ที่กำลังรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายคน
ในฐานะผู้จัดการล็อบบี้ของโรงแรมเฉิงถัง หลินจือเผิงคุ้นเคยกับเหตุฉุกเฉินมาแล้วทุกประเภท แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือเพื่อนของนายน้อยเกาเซินกำลังถูกชายหนุ่มแปลกหน้าทุบตี
เขาต้องรีบจัดการเรื่องนี้
มิฉะนั้นนายน้อยจะตำหนิเขาและเขาจะถูกลงโทษเอาได้
“คุณเป็นใคร ทำไมคุณมาสร้างปัญหาในโรงแรมของเรา!” หลินจือเผิงรีบก้าวเข้ามาชี้ไปที่โจวอี้และตะโกนด้วยความโกรธ
“ฉันแค่กำลังสะสางปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ของฉัน” โจวอี้ตอบ
“ไร้สาระ รีบเอาเท้าออกจากหัวของคนอื่นเร็ว ๆ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าเราหยาบคาย!” หลินจือเผิงกล่าวด้วยความโกรธ
“โฮ่ ๆ รู้จักพวกมันสินะ?” โจวอี้หัวเราะเยาะแล้วพูดต่อ “จริงสิ ไอ้พวกนี้ดูเหมือนจะรู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อเกาเซิน และโรงแรมนี้ดูเหมือนจะเป็นทรัพย์สินของตระกูลเกาเซิน พวกมันเป็นเพื่อนกันก็เลยสามารถสืบข้อมูลแขกจากโรงแรมนี้ไปได้ง่าย ๆ ไปกันเถอะ พวกเราไปหาที่เงียบ ๆ รอให้เกาเซินมาหาฉันจะดีกว่านะ”
“ไอ้สารเลว! ชื่อของนายน้อยไม่ใช่ชื่อที่แกจะพูดถึงพล่อย ๆ ได้! ไล่ไอ้หมอนี่ออกไปจากโรงแรมให้ฉันเดี๋ยวนี้!” หลินจือเผิงชี้ไปที่โจวอี้และตะโกนบอกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย