หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 316 บุกเข้าไปในตระกูลผางเพียงลำพัง
บทที่ 316 บุกเข้าไปในตระกูลผางเพียงลำพัง
ผางหลงหันไปมองข้างหลังด้วยความอับอาย ความเย้ายวนใจของผู้หญิงคนนี้ทำให้ผู้ชายทุกคนในตระกูลที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาไม่อาจควบคุมตัวเองได้
“อะแฮ่ม..” ผางหลงกระแอมไอสองสามครั้ง และเสียงของเขามีร่องรอยของความโกรธที่ทำให้สมาชิกในตระกูลที่อยู่ข้างหลังเขาได้สติ จากนั้นเขาก็พูดกับเซี่ยหลู่ว่า “ประธานเซี่ยเป็นบุคคล VIP ของตระกูลผาง ผมที่อยู่ในฐานะผู้นำตระกูลผางควรจะให้การต้อนรับคุณเป็นการส่วนตัว …”
“ฮ่า ๆ!” เซี่ยหลู่สวมแว่นกันแดดสีชมพูอีกครั้ง และทุกคนในตระกูลผางก็หลีกทางให้ เธอก้าวขาอันเรียวยาวของเธอเดินบิดเอวเข้าไปในบ้านพร้อมกับผางหลง
ขณะเดียวกัน คนของตระกูลผางเกือบทุกคนพากันจ้องมองเซี่ยหลู่ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า
อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากกว่าโหลที่เซี่ยหลู่พามาด้วยนั้นก็ก้าวเดินตามไปอย่างเป็นระเบียบมาก พวกเขาดูเหมือนยอดฝีมือที่มีระเบียบวินัยอันเข้มงวด พวกเขาทั้งชายและหญิงมองไปที่เซี่ยหลู่โดยไร้ซึ่งแววปรารถนาแต่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้เห็นสาวงามอันน่าทึ่ง แต่มองเห็นงูหรือแมงป่องที่มีอันตรายถึงชีวิต
ในไม่ช้า ทุกคนก็เข้าสู่อาณาเขตบ้านตระกูลผาง
เซี่ยหลู่เพลิดเพลินกับทิวทัศน์หิมะและบ้านที่ถูกสร้างตามสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ทว่าตัวเธอคือทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดในสายตาของสมาชิกตระกูลผางทุกคน
ใจกลางอาณาเขตบ้านตระกูลผางมีอาคารแบบโบราณสามชั้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตระกูลผางมักจะใช้รับรองแขก ชั้นหนึ่งตกแต่งด้วยของตกแต่งโบราณ นอกจากห้องโถงแล้วยังมีห้องประชุมอีกสองห้องทั้งสองด้าน ชั้นสองตกแต่งแบบทันสมัยและมีส่วนห้องพักที่หรูหรา ส่วนชั้นสามเป็นชั้นชมวิวทิวทัศน์ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลาง
เวลานี้ห้องประชุมชั้นหนึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของไม้จันทน์
ผางหลงและสมาชิกหลักสองคนของตระกูลผางพาเซี่ยหลู่เข้าไปข้างในอย่างกระตือรือร้น ในขณะที่เซี่ยหลู่เดินเข้าไปพร้อมกับผู้หญิงในชุดสูทอีกหนึ่งคนเท่านั้น
ห้องประชุมนี้จุคนได้หลายสิบคน และเวลานี้ทุกคนกำลังนั่งลงที่โซฟา
“ผู้นำผาง ฉันรู้มาว่าอาหารขึ้นชื่อประจำเมืองของคุณอร่อยมาก” เซี่ยหลู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ใช่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนมีอาหารหลายชนิด และหลาย ๆ อย่างก็ยอดเยี่ยมมาก ถ้าประธานเซี่ยชอบพวกมัน ผมจะจัดการให้ทันที เพื่อให้คุณได้ลิ้มลองพวกมันทั้งหมด” ผางหลงหัวเราะ
“อืม ขอบคุณมาก”
“ด้วยความยินดี”
ผางหลงออกคำสั่งให้คนไปจัดเตรียมอาหาร และหลังจากที่คนของเขาจากไป เขาก็มองมาที่เซี่ยหลู่อีกครั้งและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ประธานเซี่ย เท่าที่ผมรู้ ธุรกิจหลักของบริษัทคุณคือการแพทย์ใช่ไหม? คุณกำลังขาดแคลนบุคลากรแพทย์แผนจีนใช่หรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว”
“ตระกูลผางของเราตรงกันข้ามกับเซิงเซี่ยกรุ๊ปของคุณ สิ่งที่เราขาดแคลนมากที่สุดตอนนี้คือวัตถุดิบยา ถ้าหากประธานเซี่ยสนใจ ผมคิดว่าเราควรร่วมมือกัน” ผางหลงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“จริงเหรอ? ทำไมฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย ดูเหมือนว่ามีบริษัทในฮาร์บินแห่งหนึ่งเป็นผู้ผลิตและค้าส่งวัตถุดิบยารายใหญ่ที่สุดในมณฑลเฮย์หลงเจียงไม่ใช่เหรอ บริษัทนั้นชื่ออะไรนะ… ดูเหมือนจะเป็น…หนี่ ใช่ไหม?” เซี่ยหลู่ยิ้ม
“ข่าวที่ประธานเซี่ยรู้มานั้นเก่าแล้ว ตอนนี้ตระกูลหนี่ได้มุ่งเน้นไปที่การขายชีวเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในขณะที่ธุรกิจขายส่งวัตถุดิบยาจีนซึ่งแต่เดิมที่เป็นธุรกิจหลักได้ถูกยกเลิกไปแล้ว” ผางหลงอธิบาย
“จริงเหรอ?” เซี่ยหลู่ยกนิ้วเรียวยาวของเธอแตะริมฝีปากและยิ้มอย่างยั่วยวน
ขณะเดียวกัน… ที่หน้าประตูตระกูลผาง ชายจากตระกูลผางทั้งสี่ยืนตัวตรงและมองไปรอบ ๆ อย่างเย็นชา
ทว่าทันใดนั้น พวกเขาก็เห็นรถแท็กซี่คันหนึ่งขับมาจอดที่ลานกว้างด้านนอก จากนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็ลงจากรถแท็กซี่แล้วเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
“มาทำอะไร?” ชายร่างใหญ่ก้าวเข้าไปหยุดอีกฝ่ายทันที
“ฉันมาตามหาผางซานเซิ่ง”
“แกเป็นใครถึงต้องการพบคนตระกูลผาง?”
“แซ่ของฉันคือโจว ฉันมาที่ตระกูลผางวันนี้เพื่อต้องการทวงความยุติธรรมจากผางซานเซิ่ง หลีกทางซะ หรือไม่ก็พาฉันไปหาผางซานเซิ่ง จงเชื่อฟังในขณะที่ฉันยังคุยดี ๆ อยู่ ไม่งั้น… ” โจวอี้หรี่ตาและขู่โดยไม่อ้อมค้อม
“บัดซบ แกมาจากไหน? กล้าดียังไงมาทวงความยุติธรรมที่ตระกูลผางของเรา แกกำลังอยากหาที่ตายอยู่หรือไงวะ? ออกไปจากที่นี่ซะ!” ชายร่างใหญ่ตวาดอย่างเดือดดาล
ผลัวะ!
โจวอี้ไม่พูดพร่ำ เขาลงมือต่อยอีกฝ่ายเข้าที่เบ้าตา ส่งร่างของอีกฝ่ายให้ลอยกระเด็นออกไป
ชายร่างใหญ่ที่ถูกชกจนกระเด็นลุกขึ้นจากพื้นและเอามือกุมเบ้าตาที่โดนต่อย เขาตะโกนด้วยความโกรธจัดว่า “กล้ามาสร้างปัญหาในตระกูลผางของเราเหรอไอ้เวร! กระทืบมัน!”
ทันใดนั้น ชายร่างใหญ่อีกสามคนก็รีบพุ่งเข้าไปหาโจวอี้
ผลัวะ! ผลัวะ! ผลัวะ!
การชกอีกสามครั้งดูเหมือนจะเชื่องช้าแต่แท้จริงแล้วรวดเร็วมาก หมัดทั้งสามพุ่งตรงไปที่ใบหน้าของชายทั้งสามคน
ร่างพวกเขาแต่ละคนกระเด็นออกไปทั้งหมด
โจวอี้มองดูพวกเขาอย่างเย็นชาแล้วเดินเข้าไปในบ้านตระกูลผาง
เกิดอะไรขึ้น?
ตระกูลผางวุ่นวายขึ้นมาทันที และสมาชิกหลักของตระกูลหลายคนก็ถูกเรียกมารวมตัว
ข่าวว่าใครบางคนบุกเข้ามาในบ้านได้แพร่กระจายไปถึงหูของทุกคนในตระกูลผางภายในไม่กี่นาที
โจวอี้อัดคนไปมากกว่าสิบคนที่ลานสนามหน้าบ้าน และหลายคนยังได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องนอนร้องโอดครวญอย่างน่าสังเวช
“ผางซานเซิ่ง! ออกมา! ไม่งั้นฉันจะทำลายตระกูลผางให้ราบเป็นหน้ากลอง!”
เสียงตะโกนดังก้องไปทั่วบ้านตระกูลผาง
ห่างออกไปหลายสิบเมตร
ชายหนุ่มและหญิงสาวสี่คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแปลก ๆ และมีสีหน้าที่ดูเย้ยหยัน พวกเขายืนพิงหินข้างแม่น้ำเทียมและเฝ้าดูด้วยความสนใจเมื่อเห็นโจวอี้ทุบตีสมาชิกตระกูลผาง
“ผู้ชายคนนี้น่าสนใจ เขาบุกเข้ามาในตระกูลผางตามลำพัง ความแข็งแกร่งของเขาไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะมีได้” ชายหนุ่มผมเปียบิดเกลียวที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าสีสันสดใสหัวเราะออกมา
“ก็แค่คนหนุ่มที่ไม่รู้จักประมาณตัวเอง เขาคิดว่าเขาเป็นปรมาจารย์แล้วยังไงล่ะ? แม้ว่าเขาจะเป็นปรมาจารย์ แต่ตระกูลผางไม่มีปรมาจารย์เลยเหรอ? การเดินเข้ามาที่นี่เพื่อแสวงหาความยุติธรรมอะไรนั่นมันไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย” สาวสวยที่มีแผลเป็นตรงแก้มซ้ายพูดขึ้น
“ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ ฉันคิดว่าชายหนุ่มคนนี้น่าจะมีดีอยู่บ้าง เรามาคอยดูกันดีกว่าว่าเรื่องตลกนี้จะจบลงแบบไหน!” ชายหนุ่มอีกคนพูดด้วยรอยยิ้ม
“อย่าส่งเสียงดัง ดูต่อไป” ผู้พูดคนสุดท้ายเป็นผู้หญิงเย็นชาในชุดลำลองและกำลังถือร่มสีดำ
ทั้งสี่คนคือผู้ใต้บัญชาของเซี่ยหลู่
พวกเขาแอบเข้ามาในบ้านในขณะที่โจวอี้กำลังสร้างปัญหากับตระกูลผาง ตอนนี้แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ไม่ไกล แต่ก็ไม่มีสมาชิกตระกูลผางคนใดให้ความสนใจกับพวกเขา
เวลานี้มีชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวต่อหน้าโจวอี้
ชายชราผู้นี้สวมแจ็กเก็ตบุนวมผ้าฝ้ายสีดำ เขายืดกอดอกมองโจวอี้ด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะส่ายหัวแล้วพูดว่า “พ่อหนุ่ม เจ้าไม่โง่เกินไปหน่อยเหรอที่บุกเข้ามาในตระกูลผางของเราเพียงลำพัง?”
“จะถามว่าฉันเอาความกล้ามาจากไหนใช่ไหมล่ะ?” โจวอี้เย้ยหยัน
“ถูกต้องแล้ว แกกล้าดียังไงมาสร้างปัญหาให้ตระกูลผางของเรา ไม่กลัวเหรอว่าพวกเราจะฆ่าแกแล้วโยนศพทิ้งข้างนอกให้สุนัขกิน?” ชายชราถามด้วยรอยยิ้มเย็นชาแทนที่จะแสดงสีหน้าโกรธเคืองที่โจวอี้ทำร้ายคนในตระกูลของเขาไปมากมาย
“ฉันจะต้องกลัวอะไร? ตระกูลผางก็แค่นั้นแหละ ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำให้ฉันกลัวหรอก” โจวอี้ดูถูก
“น่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ ยุคนี้มีคนหนุ่มที่น่าสนใจอย่างแกไม่มากเลยนะ แต่ดูเหมือนว่าสมองของแกจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ชายชราเลิกกอดอก จากนั้นกลิ่นอายอันแข็งแกร่งก็ปะทุออกจากร่างของเขาอย่างฉับพลัน
นี่คือกลิ่นอายของกึ่งปรมาจารย์!