หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 320 จงเหี้ยมโหด
บทที่ 320 จงเหี้ยมโหด
ผางเทียนฟู่ตายแล้วเป็นที่เรียบร้อย
เขาเป็นปรมาจารย์ขั้นกลาง เป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลผางในเหอเฉิง แต่ตอนนี้กลับถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาทุกคน
ผางหลงเงียบไปทันที
เขาไม่แสดงอาหารเสียใจหรือตกใจ
เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าอารมณ์ทั้งหมดของเขาจะถูกดึงออกไปจากร่างกายจนหมดสิ้น
เขาเพียงจ้องมองร่างของบิดาตนเอง เดินเข้าใกล้ไปทีละก้าว คุกเข่าและไม่พูดอะไร
ทางด้านของโจวอี้นั้นยังคงสังหารคนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเขาจะฆ่าผางเทียนฟู่และผางเทียนเหวินไปแล้ว เขาก็ยังไล่ฆ่าต่อไปราวกับบ้าคลั่ง ผู้อาวุโสของตระกูลผางทุกคนที่อยู่ในระดับกึ่งปรมาจารย์ถูกเขาฆ่าจนตายเรียบ
สมาชิกตระกูลผางที่เหลืออีกสี่สิบหรือห้าสิบชีวิตได้แต่แสดงสีหน้าสิ้นหวัง
ในสายตาของพวกเขานั้น โจวอี้เป็นเหมือนปีศาจจากขุมนรกที่กำลังลากพวกเขาทั้งตระกูลลงไปในนรกขุมที่ลึกที่สุด
ในที่สุดผางหลงก็ฟื้นคืนสติจากเสียงร้องเรียกของสมาชิกในตระกูล เขากวาดสายตามองไปยังสมาชิกในตระกูลหลายคนที่ล้มลงจมกองเลือด จากนั้นก็ค่อย ๆ หันมามองโจวอี้
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเขาผิด
ผิดเกินไปจนไม่น่าให้อภัย
เขาผิดที่ทำตัวหุนหันเกินไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งแค่ไหน หรือแม้แต่ภูมิหลังของอีกฝ่ายคืออะไรนั้นเขาก็ไม่รู้ ความผิดพลาดนี้เองที่ทำให้ตระกูลผางของเขาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
“คุณเป็นใครกันแน่?” ผางหลงถามอย่างสุขุม
“ทำไม? แกอยากรู้ตัวตนของฉันเพื่อที่จะได้เตรียมตัวสำหรับการแก้แค้นงั้นเหรอ?” โจวอี้เย้ยหยัน
“เราจะไม่แก้แค้น เราแค่กลัว” ผางหลงส่ายหัวอย่างขมขื่นและพูดต่อ “โปรดไว้ชีวิตสมาชิกคนอื่น ๆ ของตระกูลผางด้วย ในฐานะผู้นำของตระกูลผาง ผมเต็มใจที่จะฆ่าตัวตายต่อหน้าคุณ”
“ตอนแรกที่ฉันมาที่ตระกูลผางของแก ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะมาฆ่าคน ผางซานเซิ่งทำร้ายเพื่อนของฉันและขโมยของของฉันไป ฉันก็แค่ต้องการให้เขาชดใช้และคืนของมาให้ฉัน แต่กลายเป็นว่าตระกูลผางของแกกลับไม่ยอมรับผิดแถมยังคิดจะฆ่าฉัน”
“ใช่ เราผิดเอง” ผางหลงพยักหน้าด้วยสีหน้าหลากอารมณ์
“ในเมื่อยอมรับความผิดของตัวเองแบบนี้ได้ก็ดี งั้นฉันจะให้โอกาสอีกครั้ง ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดของตระกูลผางทั้งหมดจะต้องทำลายตันเถียนของตัวเอง ทุกคนในตระกูลผางจะต้องกลายเป็นคนธรรมดา!”
“ผมขอใช้ชีวิตตัวเองเพื่อลบล้างความผิด แล้วคุณช่วยปล่อยคนในตระกูลผางไปไม่ได้เหรอ?” ผางหลงคุกเข่าลงตรงหน้าโจวอี้พลางกล่าวคำวิงวอนจากก้นบึ้งของหัวใจ
โจวอี้มองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา และรู้สึกหมดหนทาง
จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนที่แข็งนอกอ่อนใน
คำอ้อนวอนของอีกฝ่ายทำให้เขาลังเล
แต่ในที่สุดเขาก็ใจแข็ง “ฉันไม่กลัวภัยคุกคามในอนาคตจากตระกูลผาง แต่ฉันเกลียดปัญหา ถ้าหากอยู่ ๆ วันหนึ่งมีผู้ฝึกยุทธ์สักคนของตระกูลผางเสียสติขึ้นมาและหาทางแก้แค้นฉันเหมือนแมลงวันที่น่ารำคาญให้ได้ แบบนั้นฉันคงเหนื่อยมาก ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา มันจึงมีวิธีแก้แค่สองทาง ทางแรกคือฆ่าตระกูลผางให้หมด หรือไม่ก็ทุกคนของตระกูลผางต้องละทิ้งพลังยุทธ์ของตัวทั้งหมดตอนนี้”
ผางหลงมองดูใบหน้าที่เฉยเมยของโจวอี้ เขานิ่งเงียบไปนานกว่าสิบวินาที ในที่สุดก็ลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ และกวาดสายตามองทุกคนในตระกูลของเขาและพูดว่า “จงฟัง! คนในตระกูลผางทั้งหมดต้องละทิ้งพลังยุทธ์ของตัวเองทั้งหมดเดี๋ยวนี้ ผู้ใดไม่ทำตาม ฉันจะฆ่าไม่ละเว้น!”
สมาชิกตระกูลผางเกือบห้าสิบชีวิตหน้าซีดทันที
พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้ฝึกยุทธ์ หากพวกเขาทำลายตันเถียนของตัวเอง พวกเขาจะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ทันที
แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจได้ แต่ละคนจึงเริ่มทำลายตันเถียน ทำลายเส้นลมปราณ ขับไล่พลังปราณ เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนธรรมดา
ในขณะที่แววตาของเซี่ยหลู่เปล่งประกายมองโจวอี้ด้วยความชื่นชมและหลงใหล
แข็งแกร่งและเอาแต่ใจ
เชื่อกันว่าถ้าเรื่องนี้จะแพร่กระจายออกไป ทั่วโลกผู้ฝึกยุทธ์จะพูดถึงเหตุการณ์นี้ไม่หยุดหย่อน
ส่วนหนุ่มสาวสี่คนในชุดแปลก ๆ พวกเขามองโจวอี้ด้วยความกลัวและหวั่นเกรง
พวกเขาตราหน้าโจวอี้ว่าเป็นคนที่ ‘โหดร้ายและไร้ความปรานี’
“ผางซานเซิ่งอยู่ที่ไหน” โจวอี้ถามเสียงกร้าว
“ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในตระกูล และผมไม่สามารถติดต่อเขาได้ตั้งแต่เมื่อสองสามวันก่อนแล้ว” ผางหลงตอบกลับด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“ฉันไม่เคยหยุดทำอะไรจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ถ้าฉันไม่เห็นผางซานเซิ่งที่สูญเสียการฝึกฝนและแขนขาหักภายในสามวัน และวัตถุดิบยาของฉันที่ยังไม่ได้คืนมา ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะโยนยาพิษใส่ตระกูลผางทั้งหมดให้เหมือนตกนรกทั้งเป็นอีกรอบ!” โจวอี้พูดอย่างเย็นชา ก่อนจะหันหลังกลับและเดินออกไปนอกประตู
“เดี๋ยวก่อน!” ผางหลงเรียกเสียงเข้ม
“มีอะไรอีก?” โจวอี้หยุดและหันไปถามอีกฝ่าย
“วัตถุดิบยาของคุณอยู่ในตระกูลผางของเราเอง ผมจะส่งคนไปเอามันมาให้คุณเดี๋ยวนี้เลย” ผางหลงพูดและสั่งให้ชายหนุ่มคนหนึ่งรีบวิ่งออกไปเอามันมา
เซี่ยหลู่เดินเข้ามาหาอย่างช้า ๆ ด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเข้าไปใกล้โจวอี้ เธอก็ยื่นมือออกไปแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันเซี่ยหลู่จากเซินเจิ้น วันนี้ที่ฉันมาหาตระกูลผางเพราะจะปรึกษาเรื่องธุรกิจกับพวกเขา ไม่ได้ต้องการแทรกแซงความขัดแย้งระหว่างนายกับพวกเขา แต่ตอนนี้ฉันอยากรบกวนถามหน่อย พ่อหนุ่มคนหล่อของฉันชื่ออะไรเอ่ย?”
“โจวอี้!”
“หนุ่มหล่อ ฉันขอถามได้ไหมว่านายเป็นคนของตระกูลผู้ฝึกยุทธ์หรือนิกายไหน?” เซี่ยหลู่ยิ้มและคล้องแขนของโจวอี้โดยไม่ถามความสมัครใจ
ทว่าทันทีที่เธอคล้องแขนโจวอี้ เธอก็ลอบโคจรวิชาของเธอปล่อยคลื่นพลังเข้าใส่ร่างกายของเขาอย่างฉับพลัน หวังจะควบคุมโจวอี้ให้เร็วที่สุด แต่ก่อนที่เธอจะทำได้สำเร็จ หัวใจของเธอก็สั่นสะท้าน เธอเย็นวาบไปทั่วร่างเมื่อพบว่ามีหญิงชราที่ถือไม้เท้าคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังโจวอี้ไม่เกินระยะสามฟุต และหญิงชราคนนี้กำลังปล่อยพลังปราณล็อกตัวเธอไว้อย่างแน่นหนา
บรรพจารย์ยุทธ์!
อย่างน้อยที่สุด หญิงชราคนนี้คงอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์!
เซี่ยหลู่ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามกับโจวอี้อีกต่อไป เธอผละตัวออกห่างโจวอี้ไปครึ่งเมตร
“โธ่…น่าเสียดาย…”
โจวอี้ส่ายหัวและเผยฝ่ามือขึ้น เข็มเงินสองเล่มคาอยู่ที่หว่างนิ้วของเขาซึ่งเขาจงใจแสดงมันให้ทุกคนเห็น
“อย่าใช้มัน เธอคนนี้เป็นผู้สืบทอดของนางเฒ่าชุนชิว และอีกเพียงครึ่งก้าวก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ เธอเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยาก” แม่เฒ่าเทียนจี้พูดเบา ๆ
เมื่อโจวอี้ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเขาแสดงอาการขัดใจเล็กน้อย
เขาเก็บเข็มเงินสองเล่มไปและพูดอย่างเคือง ๆ ว่า “คุณย่า ติดต่ออาจารย์ของผมหน่อยและช่วยผมขอเม็ดยาพันพิษและโอสถมายาวิกลสักอย่างละสิบเม็ด ไม่อย่างนั้นผมจะรู้สึกไม่ปลอดภัย”
“ช่วงนี้ไม่มีใครในนิกายมีเวลาหลอมเม็ดยาพันพิษและโอสถมายาวิกลหรอก แต่ถ้าเจ้ารู้สึกไม่ปลอดภัยจริง ๆ ฉันสามารถขอให้ใครสักคนส่งอัสนีโลหะมาให้เจ้าได้ ดูเหมือนว่าจะมีของเหล่านั้นมากมายในโกดังของสำนักโอสถ” แม่เฒ่าเทียนจี้กล่าวด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
“ไม่เอา ๆ ผมจะเอาไอ้ของแบบนั้นมาทำไม” โจวอี้โบกมือปฏิเสธทันที
อัสนีโลหะนั้นได้มาจากตำหนักหมื่นประดิษฐ์
มันเป็นอาวุธที่ทรงพลังและอันตรายที่สุดจากหนึ่งในสามที่ตำหนักหมื่นประดิษฐ์มีอยู่ เมื่ออัสนีโลหะถูกจุดและระเบิดออก มันจะทำลายล้างทุกสิ่งในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรโดยไม่แยกแยะมิตรหรือศัตรู
ผางหลงซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เฝ้ามองโจวอี้และแม่เฒ่าเทียนจี้ การสนทนาของคนทั้งสองทำให้เขาต้องปาดเหงื่อ
ทั้งเม็ดยาพันพิษและโอสถมายาวิกลเป็นสิ่งที่น่ากลัว
และอัสนีโลหะก็เป็นสิ่งน่ากลัวที่ไม่ควรปรากฏขึ้นในโลกนี้!
แต่ทำไมพวกเขาถึงมีของเหล่านี้ทั้งหมดล่ะ?
พวกเขาเป็นใคร?
เซี่ยหลู่ฟังการสนทนาของพวกเขาด้วยอาการขนลุก แม้แต่หนังศีรษะของเธอก็ยังรู้สึกชาหนึบเล็กน้อย แต่แววตาของเธอก็ยังคงฉายแววคลั่งไคล้
เธอยิ้มแล้วเข้ามาใกล้โจวอี้อีกครั้ง จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มประจบว่า “หนุ่มหล่อ ถ้านายไม่ต้องการอัสนีโลหะ งั้นนายขายให้ฉันได้ไหม ฉันเต็มใจแลกเปลี่ยนกับแก่นวิญญาณหนึ่งพันอัน สนใจไหม?”