หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 326 อาจารย์ลุงน้อย
เมื่อพวกเขากลับไปที่โรงแรม พวกเขาได้ทำการแลกเปลี่ยนกันภายในห้องนั่งเล่นที่เซี่ยหลู่พักอยู่ ทั้งสองฝ่ายพอใจกับการแลกเปลี่ยนนี้มาก
แก่นวิญญาณระดับ 2 จำนวนสองก้อน และแก่นวิญญาณระดับ 3 จำนวนสี่ร้อยก้อน ทั้งหมดนี้แลกกับโอสถสี่ชนิด แต่ละชนิดมีจำนวนอย่างละสิบเม็ด
แม่เฒ่าเทียนจี้มีความสุข และจ้วงหยางเองก็มีความสุขเช่นกัน
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขที่สุดคือโจวอี้มอบแก่นวิญญาณระดับ 2 ให้พวกเขาคนละหนึ่งก้อน
พวกเขาไม่ขาดอะไรเลยนอกจากแก่นวิญญาณ
แก่นวิญญาณระดับ 4 และ 3 นั้นมีผลต่อพวกเขาเพียงเล็กน้อย แก่นวิญญาณระดับ 2 จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด แม้ว่าพวกเขาจะได้รับแก่นวิญญาณระดับ 2 เพียงก้อนเดียว แต่สิ่งนี้ก็ทำให้พวกเขาสามารถประหยัดเวลาในการฝึกฝนด้วยตัวเองไปครึ่งปีจากการดูดซับแก่นวิญญาณระดับ 2 เพียงก้อนเดียว
ต้องรู้ว่าการกินโอสถมาก ๆ นั้นร่างกายจะเกิดการดื้อยา
ดังนั้นแม้ว่าคนในสำนักโอสถจะมีโอสถอยู่มากมาย แต่พวกเขาก็ไม่ค่อยกล้ากินในจำนวนมาก แต่แก่นวิญญาณนั้นแตกต่างออกไป หลังจากดูดซับและปรับแต่งมันในร่างกายแล้ว มันจะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ทว่าจะต่างกับการกินโอสถตรงที่มันเพิ่มระดับยุทธ์ได้ช้ากว่าการกินโอสถ
อย่างไรก็ตาม ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนจะรู้ดีว่าหากคุณต้องการเร่งการฝึกฝนอย่างจริงจัง คุณสามารถใช้โอสถและแก่นวิญญาณร่วมกันเพื่อเสริมสรรพคุณพวกมันร่วมกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะรวดเร็วและไม่มีผลข้างเคียงมากเกินไป
เซี่ยหลู่กลับไปหลังจากการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น
และก่อนที่เธอจะจากไป เธอก็ไม่ลืมที่จะย้ำเรื่อง “ยาต้มอี้เฉินสองพันขวด” และไม่เพียงแต่ขอหมายเลขโทรศัพท์ของโจวอี้เท่านั้น แต่ยังเพิ่มเพื่อนใน WeChat ด้วย
“แล้วปู่ไม่ต้องรีบไปเหรอ?” โจวอี้ถามขณะนั่งไขว่ห้างบนโซฟาพลางถือบุหรี่ไว้ที่หว่างนิ้ว สายตาจับจ้องจ้วงหยางที่กำลังนั่งอยู่อย่างสบายใจ
“แน่นอนว่าฉันต้องไป และไม่ใช่แค่ฉันที่ต้องไป แต่นางเฒ่าเทียนจี้ก็ต้องไปด้วย” จ้วงหยางพูดอย่างเฉื่อยชา
“คุณย่าก็ต้องไปด้วยเหรอ หมายความว่ายังไง?”
“ตอนนี้สำนักโอสถกำลังตกที่นั่งลำบาก เธอก็เลยต้องไปช่วย หลังจากนี้จะไม่มีใครปกป้องนายแล้ว ดังนั้นอย่าทำตัวเด่นและจงระวังให้มากขึ้น!” จ้วงหยางกล่าว
“มีปัญหาอะไรงั้นเหรอ? ต้องการให้ผมกลับไปด้วยไหม?” โจวอี้ถามอย่างเร่งรีบ
“นายเนี่ยนะ? ยิ่งเป็นภาระน่ะสิ! ฉันรู้ว่านายทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์แล้ว แต่อย่าหลงตัวเองเกินไป ความสำเร็จของนายเท่านี้ อย่างมากที่สุดก็เป็นได้แค่ตัวล่อกระสุนปืน กลับไปแล้วมันก็ไม่มีความหมาย หลังจากนี้นายควรจะตั้งใจฝึกฝนให้มากที่สุด และเมื่อไหร่ที่ทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ นายถึงจะมีคุณสมบัติที่จะได้มีส่วนร่วมกับพวกเรา” จ้วงหยางกล่าว
“…”
โจวอี้พูดไม่ออก
เขาที่เป็นปรมาจารย์แล้ว แต่กลับถูกปฏิเสธ
แถมยังโดนบอกว่าเป็นได้แค่ตัวล่อกระสุนปืนเนี่ยนะ?
ตอนนี้เขากำลังถูกโจมตีทางใจอย่างหนัก!
จ้วงหยางชี้ไปที่ชายหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ และพูดว่า “พวกเขาคือเฉินชานและอิงหง ทั้งคู่เป็นปรมาจารย์ของสำนักโอสถ ให้พวกเขาอยู่กับนายก็แล้วกัน นอกจากนี้ ถ้านายมีปัญหาอะไร อย่าติดต่อกับท่านประมุข เธอยุ่งมาก นายควรติดต่อเธอผ่านเฉินชานและอิงหง”
“อืม ผมเข้าใจแล้ว” โจวอี้พยักหน้า
“เอาล่ะ ถึงเวลาที่เราต้องไปแล้ว จำไว้ อย่าไปยั่วยุผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ แต่ถ้าเป็นไอ้พวกตัวตนระดับปรมาจารย์… ถ้าขัดใจหรือไม่ชอบใจก็ฆ่าพวกมันทิ้งให้หมด ทำเหมือนกับที่นายทำกับตระกูลผางนั่นแหละ” จ้วงหยางลุกขึ้นยืนช้า ๆ พลางบอกกับโจวอี้
“ผมไม่ได้โง่สักหน่อย ทำไมปู่ต้องพูดย้ำเรื่องง่าย ๆ แบบนี้เหมือนผมโง่ด้วย? ไปได้แล้ว! ผมเองก็จะกลับไปจินหลิง” โจวอี้โบกมือไล่
“ฮ่า ๆ!” จ้วงหยางหัวเราะและจากไปทันที
แม่เฒ่าเทียนจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างจริงจังว่า “เสี่ยวอี้ ตอนนี้สำนักโอสถของเรามีปัญหามากมายและต้องการทรัพยากรในการฝึกฝนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เราไม่มีเหมืองแก่นวิญญาณในการครอบครอง ดังนั้นแก่นวิญญาณคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ก่อนหน้านี้เราจำเป็นต้องซื้อจากช่องทางอื่นในราคาที่สูงเกินไป ถ้าเจ้าสามารถรับจากเซี่ยหลู่ได้ เราจะได้สามารถซื้อแก่นวิญญาณจากเธอได้ในราคาต่ำ”
“ผม…”
“ฉันรู้ว่าเจ้าไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น แต่จงจำไว้ว่ายิ่งเจ้าได้รับแก่นวิญญาณจากเธอมากเท่าไหร่ จำนวนของศิษย์เราที่จะล้มตายก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นได้โปรดเถอะเสี่ยวอี้” แม่เฒ่าเทียนจี้พูดอย่างจริงจัง
“ก็ได้! ผมจะพยายามให้ดีที่สุด”
หลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว โจวอี้ก็ตัดสินใจว่าหลังจากนี้เขาคงต้องไปที่เซินเจิ้นสักหน่อย
เขารู้สึกว่าเขาสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบร่วมมือกันกับเซี่ยหลู่ได้โดยไม่ต้องเสียสละร่างกายของเขา
บางครั้งมิตรภาพก็เป็นอาวุธที่ดี
นอกจากนี้ คนอื่นอาจคิดว่าเซี่ยหลู่เป็นผู้หญิงที่มักมากไม่อาจขาดผู้ชายได้ และเธอก็ดูเหมือนนกยูงที่พยายามล่อลวงให้ผู้ชายเข้าไปหลงใหลเธอตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม โจวอี้รู้สึกว่าเซี่ยหลู่ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั้นแน่นอน การแสดงออกของเธอนั้นคงเป็นเพียงการปกปิดอะไรบางอย่าง ไม่เช่นนั้นเมื่อคืนนี้เธอคงจะต้องรุกเข้าใส่เขามากกว่าเดิมแล้ว
“เป็นผู้หญิงที่น่าสนใจ” โจวอี้คิดกับตัวเอง
แม่เฒ่าเทียนจี้ไม่รู้ว่าโจวอี้กำลังคิดอะไร เธอพูดทั้งหมดในสิ่งที่เธอควรจะต้องพูดไปแล้ว ดังนั้นไม่นานนักร่างของเธอก็หายไปจากห้องนั่งเล่น
โจวอี้จุดบุหรี่ จากนั้นก็โยนบุหรี่อีกครึ่งซองที่เหลือไปที่เฉินชาน แล้วชี้ไปที่โซฟาฝั่งตรงข้ามก่อนจะยิ้มพลางพูดกับชายหญิงวัยกลางคนทั้งสอง “พี่ชายพี่สาว นั่งลงก่อนเถอะ! ว่าแต่ผมจะเรียกพวกคุณว่าอะไรดี”
“พวกเราเฉินซาน อิงหง คารวะอาจารย์ลุงน้อย!” ชายหญิงทั้งสองหันมาหาโจวอี้และประสานมือโค้งกาย
อาจารย์ลุงน้อย?
ลำดับอาวุโสของฉันสูงขนาดนั้นเลยเหรอ?
โจวอี้มองพวกเขาด้วยความแปลกใจ จากนั้นก็โบกมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พวกคุณไม่จำเป็นต้องสุภาพขนาดนี้หรอก ทำตัวตามสบายเถอะ”
“รับทราบ!”
พวกเขาตอบรับแล้วก็มีท่าทีผ่อนคลายลงทันที
หลังจากที่พวกเขานั่งลงบนโซฟาแล้ว เฉินชานก็พูดพร้อมกับหัวเราะว่า “ในที่สุดหัวขโมยเฒ่าก็จากไป การติดตามเขาโคตรจะเป็นภาระทางจิตใจจริง ๆ ฉันต้องกังวลทุกวัน กลัวว่าจะทำให้ชายชราคนนั้นอารมณ์เสียและจะถูกทุบตีจนอัมพาตไปครึ่งซีก”
“อืม!” อิงหงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง
“ไม่จริงมั้ง โจรเฒ่าคนนั้นเป็นคนใจกว้างจะตาย ขนาดผมชี้หน้าว่าเขา เขายังไม่สนใจเลย วัน ๆ เขาเอาแต่คิดถึงแม่ม่ายลี่ในหมู่บ้านทั้งวัน… ไม่สิ เขาคิดถึงเนื้อย่างของผมด้วย” โจวอี้กล่าว
เฉินชานและอิงหงมองหน้ากัน
ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกว่าจ้วงหยางที่โจวอี้พูดถึงนี้ไม่ใช่คนเดียวกับที่พวกเขารู้จัก
หัวขโมยเฒ่าจ้วงหยางเป็นคนที่โหดร้ายและไร้ความปรานีเป็นที่สุด
หากคุณถามว่าใครคือผู้ฝึกยุทธ์ที่คนในโลกผู้ฝึกยุทธ์กลัวมากที่สุด คนแทบทั้งหมดจะตอบว่าเป็นจ้วงหยางแน่นอน
แต่ก็อย่างว่า…ตรงหน้านี้คืออาจารย์ลุงน้อยของพวกเขา…
เฮ้อ!
บางทีคนเราก็ไม่อาจเปรียบกันได้
คนที่หัวขโมยเฒ่าพูดถึงมากที่สุดมาโดยตลอดก็คืออาจารย์ลุงน้อยโจวอี้คนนี้ ในความคิดของหัวขโมยเฒ่า อาจารย์ลุงน้อยคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวน!
สองวันถัดมา
นอกเหนือจากการนอนหรือฝึกฝนแล้ว โจวอี้ก็มักจะไปที่โรงอาบน้ำ กิน ดื่ม และนวดเท้า
ในที่สุดเขาก็ได้รับข้อความบางอย่างจากตระกูลผาง
[ผางซานเซิ่งหนีไปแล้ว]
เมื่อโจวอี้ทราบข่าว เขาก็พาเฉินชานและอิงหงไปที่บ้านตระกูลผางทันที
“แน่ใจเหรอว่าไม่ได้ปล่อยให้ผางซานเซิ่งหนีไป!” โจวอี้ถามอย่างเย็นชาต่อหน้าผางหลงซึ่งกำลังแสดงสีหน้าหวาดวิตก
เฉินชานและอิงหงที่อยู่ใกล้ ๆ ปลดปล่อยกลิ่นอายปรมาจารย์กดดันรุนแรงมหาศาล… ผางหลงจึงรู้สึกขมขื่นเป็นที่สุด
“ไม่! เราไม่กล้าทำแบบนั้นแน่นอน ตระกูลผางของเราตอนนี้เป็นแบบนี้แล้ว เราไม่มีความจำเป็นต้องทำให้ชีวิตของทั้งตระกูลพังทลายลงไปอีกเพราะผางซานเซิ่ง” ผางหลงกล่าวอย่างหม่นหมอง
โจวอี้พลันมีสีหน้ามืดมน
“คุณโจว ผมไม่สามารถทำอะไรผางซานเซิ่งได้แล้ว ถ้าคุณละเว้นตระกูลเรา ผมยินดีที่จะชดเชยให้คุณ” ผางหลงพูดและพยักหน้าให้กับคนในตระกูลที่อยู่ข้าง ๆ
สมาชิกตระกูลผางคนนั้นรีบวิ่งออกไป และเมื่อกลับเข้ามา สมาชิกตระกูลผางนับสิบคนก็ตามมาด้วย แต่ละคนถือกระเป๋าเดินทางสีดำใบใหญ่สองใบ
“นี่คืออะไร?” โจวอี้ขมวดคิ้ว