หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 328 น้องชายของฉันน่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอ?
บทที่ 328 น้องชายของฉันน่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอ?
เมืองฮาร์บิน
บ้านตระกูลหนี่
บ้านหลักตระกูลหนี่เป็นบ้านสไตล์ตะวันตกเก่าแก่ที่หรูหรามาก ที่นี่มีทั้งหมดสามชั้น และมีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่าหนึ่งพันตารางเมตร นอกจากพ่อแม่ของหนี่อันหงแล้ว ยังมีพี่สาวของเขาอย่างหนี่เป่ยเป่ยที่มักจะอาศัยอยู่ที่นี่
เวลานี้หนี่เป่ยเป่ยซึ่งอยู่ในชุดนักธุรกิจหญิงกำลังจ้องมองพ่อของเธอด้วยสีหน้าโกรธเคือง เธอถามขึ้นมาเสียงดังว่า “พ่อ! ทำไมฉันต้องให้มันกับพี่ใหญ่ด้วย หรือเพราะฉันเป็นผู้หญิง?”
“ใช่ เพราะเธอเป็นผู้หญิง” หนี่เทียนซุยพูดอย่างใจเย็น
“ผู้หญิงแล้วมันยังไง? จากความสำเร็จที่ผ่านมาของฉัน ฉันไม่ได้ดีไปกว่าพี่ใหญ่เลยเหรอ? พ่อไม่เห็นหรือไงว่าบอสใหญ่ของเซิงเซี่ยกรุ๊ปก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน!”
“ผู้หญิงทำธุรกิจกับผู้หญิงจะมีข้อพิพาทมากเกินไป พี่ชายคนโตของเธอยอดเยี่ยมพอที่จะสามารถร่วมมือกับเซิงเซี่ยกรุ๊ปได้”
“แต่ผู้หญิงเท่านั้นที่เข้าใจผู้หญิงด้วยกัน ฉันไม่มีทางทำงานนี้ด้อยไปกว่าพี่ใหญ่หรอก”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเถียงกัน จู่ ๆ ก็มีเสียงหัวเราะดังมาจากนอกประตู “ใครบอกว่าผู้หญิงเท่านั้นที่เข้าใจผู้หญิงได้ดีที่สุด ฉันต่างหากที่รู้ดีกว่า!”
“อันหง นาย…”
หนี่เป่ยเป่ยขมวดคิ้วเมื่อเห็นน้องชายของเธอเดินเข้ามาจากข้างนอก
ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดกับหนี่อันหง แต่เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะโผล่มาในเวลานี้
หนี่เทียนซุยมองไปยังลูกชายคนที่สามด้วยความโกรธ หากเขาเป็นคนใจร้อนสักหน่อยก็คงจะถอดรองเท้าเขวี้ยงใส่หน้าลูกชายคนนี้ไปแล้ว
“แกไปสำมะเลเทเมาที่ไหนมา! ทั้งตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหล้า! ฉันนึกว่าแกจำทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว ไอ้ลูกเวร!” หนี่เทียนซุยถามด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
“ผมไม่ได้ไปสำมะเลเทเมาสักหน่อย! ผมแค่ไปพบปะพี่น้องจากต่างเมืองของผม” หนี่อันหงหัวเราะ
“หัวเราะ? แกยังกล้าหัวเราะต่อหน้าฉันอีก! ไปเลยนะไอ้ลูกเวร แกรีบไปทำงานในบริษัทที่พี่สาวของแกดูแลให้ฉันเดี๋ยวนี้ อย่าเอาแต่ทำตัวไร้ประโยชน์สร้างความวิงเวียนให้ฉันอยู่ทุกวี่วันแบบนี้!” หนี่เทียนซุยพูดอย่างโกรธเคือง
“พ่อ! ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ที่ผมมาหาพ่อครั้งนี้เป็นเพราะผมมีธุระสำคัญจะคุยกับพ่อ”
“คุยกับฉันเรื่องสำคัญงั้นเหรอ? อย่างนายเนี่ยนะมีธุระจะคุยกับฉัน?” หนี่เทียนซุยหัวเราะอย่างขมขื่นพลางส่ายหัว
“โธ่พ่อ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินผมสิ เอาไว้ฟังจบแล้วค่อยว่าผมก็ได้ และถ้าเรื่องของผมไม่สำคัญจริง ผมจะไม่พูดอะไรอีกและออกไปทันทีเลย” หนี่อันหงนั่งลงบนโซฟาอีกฝั่งและหยิบบุหรี่ออกมาจุด
“ก็ได้! ไหนพูดมาซิ ไอ้เรื่องสำคัญของแกเนี่ยมันสำคัญแค่ไหน” หนี่เทียนซุยพูดพลางระงับความโกรธของเขาไว้
“พรุ่งนี้ตอนเย็น เพื่อนของผมที่มาจากเมืองอื่นจะชวนพ่อไปดื่ม พ่อมีเวลาไหม?”
“เพื่อนของแก? เชิญฉันไปดื่ม? นี่แกโดนลาเตะหัวมาหรือไง หรือวันนี้แกเมามากแล้วก็เลยคิดอยากจะกวนบาทาฉันเล่น ๆ?” หนี่เทียนซุยยกแขนขึ้นและชี้ไปที่ประตูด้วยความโกรธ “ออกไปเลยนะ ยิ่งฉันเห็นแก ฉันก็ยิ่งอารมณ์เสียฉิบหาย ไอ้ลูกเวรเอ๊ย!”
หนี่อันหงถอนหายใจ
เขามองพ่อของเขาครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้องโถงพลางส่ายหัวและพูดลอย ๆ ว่า “น่าเสียดาย ๆ งานเลี้ยงพรุ่งนี้มีทั้งผู้อาวุโสหวงอี้ชิง ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการของโรงพยาบาลฮาร์บิน ผมก็นึกว่าพ่อจะดีใจที่ได้เข้าร่วม เฮ้อ…ดูเหมือนว่าผมจะคิดผิดสินะ ลืมมันไปเถอะ ผมกลับไปนอนดีกว่า!”
“ฮ…ฮะ? เดี๋ยว! รอเดี๋ยว…” หนี่เทียนซุยตกตะลึงและรีบลุกขึ้นเรียกลูกชายตัวเองเสียงหลง
“อะไรอีกล่ะพ่อ? ไม่ใช่ว่าพ่ออยากไล่ผมไปเหรอ?” หนี่อันหงยกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้มีชัย
“แกเพิ่งบอกว่าจะมีหวงอี้ชิงในงานเลี้ยงวันพรุ่งนี้เหรอ? รวมไปถึงผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการของโรงพยาบาลฮาร์บินก็จะไปด้วย?” หนี่เทียนซุยถามอย่างร้อนรน
“ใช่!” หนี่อันหงพยักหน้า
“แก…”
“พ่อ อย่าถามอะไรอีกเลย ผมรู้ว่าพ่อไม่สนใจเพื่อนของผม และไม่ต้องการเข้าร่วมในงานเลี้ยงของเพื่อนผม ไม่เป็นไร ๆ พรุ่งนี้ผมจะไปเองคนเดียว” หนี่อันหงโบกมืออย่างเสแสร้งและทำท่าจะเดินออกไป
“เฮ้ย ๆ! อย่าเพิ่งไป มาอธิบายให้ฉันฟังชัด ๆ ก่อนสิ! ก็ถ้า…ถ้าเฒ่าหวงและคนเหล่านั้นไปงานเลี้ยงจริง ๆ ฉัน…จะไปกับแกด้วย…” เมื่อหนี่เทียนซุยพูดประโยคนี้ เขาก็รู้สึกว่าแก้มของเขาร้อนฉ่าขึ้นมา
ในฐานะพ่อ เขารู้สึกราวกับว่ากำลังเสียศักดิ์ศรีอย่างไรอย่างนั้น
“พ่อ อย่าฝืนเลย” หนี่อันหงหัวเราะเบา ๆ และแอบสะใจอยู่ลึก ๆ แต่เขาแสร้งทำเป็นเกลี้ยกล่อมพ่อตัวเองต่อไป
ไอ้ลูกเวรนี่มันจงใจกวนฉันใช่ไหม?
ฉันเชิญหวงอี้ชิงไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้พบ
ฉันคงปัญญาอ่อนไปแล้วแน่ ๆ ถ้าฉันยอมปล่อยโอกาสดี ๆ แบบนี้ไป!
หนี่เทียนซุยคิดในใจอยู่พักหนึ่งและในที่สุดก็ยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วน เขาเอื้อมมือไปจับแขนของลูกชายและดึงกลับไปที่โซฟา ก่อนจะวางมือบนไหล่เพื่อให้ลูกชายสุดรักสุดชังคนนี้นั่งลง แล้วจึงถามอย่างจริงจังว่า “อันหง อย่าโกหกพ่อ เอ่อ…หวงอี้ชิงไม่ใช่คนธรรมดา เพื่อนของลูกจะเชิญเขาไปดื่มได้ยังไง”
“เพราะน้องชายของผมคนนี้เป็นอัจฉริยะที่แม้แต่ปู่ของผมก็ต้องชื่นชม” หนี่อันหงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“เขาชื่ออะไร ภูมิหลังของเขาคืออะไร?”
“แซ่ของเขาคือโจว และชื่อของเขาคือโจวอี้ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นหมอของโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง”
โจวอี้?
ทำไมชื่อนี้ฟังดูคุ้น ๆ?
หนี่เทียนซุยขมวดคิ้ว แต่นึกไม่ออกว่าเขาได้ยินชื่อนี้มาจากที่ไหน
“อันที่จริงน้องโจวและอวี้ชิงเหอเป็นเพื่อนกัน ครั้งนี้เขามาที่ฮาร์บินเพื่ออวี้ชิงเหอ” หนี่อันหงกล่าวเสริม
เป็นเพื่อนกับอวี้ชิงเหอ?
เดี๋ยวนะ!
ทันใดนั้น สีหน้าของหนี่เทียนซุยก็เปลี่ยนไปทันที และดวงตาของเขาก็ฉายแววจริงจังสุดขีด เขาถามอย่างเร่งรีบว่า “เพื่อนของลูกที่แซ่โจวเพิ่งเดินทางไปเหอเฉิงเมื่อสองสามวันก่อนใช่ไหม?!”
“โว้ว! เครือข่ายข่าวสารของพ่อนี่สุดยอดไปเลย! ใช่เลย โจวอี้ไปที่เหอเฉิงเมื่อสองสามวันก่อน เห็นบอกว่าจะไปที่ตระกูลผางเพื่อสะสางเรื่องราวที่เกี่ยวกับอวี้ชิงเหอ” หนี่อันหงหัวเราะ
“ฉัน…” หนี่เทียนซุยตกตะลึงจนจิตใจของเขาปั่นป่วนไปหมด
เครือข่ายข่าวสารของเขาดีจริง ๆ เขาเพิ่งได้รับการแจ้งข่าวใหญ่เมื่อสองวันก่อนว่าตระกูลผางซึ่งเป็นตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ในเหอเฉิงถูกทำลายโดยชายหนุ่มแซ่โจว และผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดของตระกูลผางก็ยังถูกอีกฝ่ายสังหาร และหลายคนก็ถูกทำลายตันเถียนและปราณจนกระทั่งกลายเป็นคนธรรมดาในที่สุด
ว่ากันว่าชายหนุ่มคนนี้ถึงกับสามารถฆ่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลผางได้อย่างง่ายดาย
แล้วตัวตนที่แข็งแกร่งทรงอำนาจขนาดนี้กลายมาเป็นเพื่อนกับลูกชายที่ไม่เอาไหนของเขาได้ยังไง?
“พ่อ? พ่อเป็นอะไรไป?” หนี่เป่ยเป่ยถามขึ้นมาเมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติจากผู้เป็นพ่อ
“ฉัน…” หนี่เทียนซุยอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยังคงลังเล
หลังจากได้รับข่าวหายนะของตระกูลผาง เขาก็ได้รับข้อความเตือนจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงว่าเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่เหตุการณ์ของตระกูลผาง
แต่เวลานี้เขาพบว่าลูกชายที่โง่เง่าของตัวเองดูเหมือนจะไม่รู้เลยว่าเพื่อนคนนั้นอันตรายแค่ไหน!
ไม่ได้!
เขาต้องบอกให้รู้ ไม่เช่นนั้นหากวันหนึ่งลูกชายโง่ ๆ ของเขาทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง ตระกูลหนี่ของเราจะฉิบหายกันหมด!
“อันหง พ่อ…”
“พ่อ ผมจะบอกความลับให้อีกอย่าง แต่พ่อกับพี่ต้องไม่เอาไปบอกคนอื่น!” หนี่อันหงไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าพ่อของตัวเอง เขาจึงแสร้งทำเป็นขัดจังหวะคำพูดของหนี่เทียนซุยอย่างลึกลับ
“ความลับอะไร?” หนี่เทียนซุยถาม
หนี่เป่ยเป่ยไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ยังคงเงี่ยหูฟัง
“พ่อ ถ้าพ่อต้องการร่วมมือกับเซิงเซี่ยกรุ๊ป พ่อต้องสุภาพกับเพื่อนของผมหน่อยนะหลังจากพบกัน” หนี่อันหงยิ้ม
“ทำไม?”
“เพราะเซี่ยหลู่ บอสใหญ่ของเซิงเซี่ยกรุ๊ป เธอเป็นผู้หญิงของเพื่อนผมคนนั้น” หนี่อันหงพูดเสียงเบา
“แค่ก ๆๆ” หนี่เทียนซุยสำลักน้ำลาย
ในขณะที่หนี่เป่ยเป่ยกลอกตาและมองไปที่น้องชายของเธอราวกับว่าเธอกำลังมองคนงี่เง่า
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา เธอได้ส่งคนไปตรวจสอบข้อมูลของเซี่ยหลู่ซึ่งเป็นบอสใหญ่ของเซิงเซี่ยกรุ๊ปแล้ว เธอรู้ว่าแม้ผู้หญิงคนนี้จะงดงามและร้อนแรงมาก และยังมีผู้ชายมากมายที่มาติดพันด้วย แต่เธอไม่เคยได้ยินว่าจะมีใครสามารถเป็นเจ้าของเซี่ยหลู่ได้จริง ๆ
เซี่ยหลู่เป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบในทุกด้าน เธอคนนั้นจะถูกเพื่อนของน้องชายเธอสยบได้อย่างไร?
หนี่เทียนซุยสูดหายใจเข้าลึก พยายามที่จะระงับความตกใจเอาไว้ เขาจับมือลูกชายพลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “อันหง ดีแล้วที่บอกพ่อให้รู้เรื่องนี้ ก่อนหน้านี้พ่อวางแผนจะให้พี่ชายคนโตของลูกหาทางเข้าหาเซี่ยหลู่ และมันจะดีที่สุดหากได้แต่งเธอเข้ามาในตระกูลหนี่ของเรา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความคิดของพ่อจะใช้ไม่ได้ผลอีกแล้วสินะ เธอเป็นผู้หญิงของเพื่อนลูกไปแล้ว ดังนั้นการเจรจาธุรกิจครั้งนี้พ่อจะเปลี่ยนแผน พ่อจะปล่อยให้พี่สาวของลูกเป็นคนรับช่วงต่อ”
“อืม!” หนี่อันหงพยักหน้า
ในขณะเดียวกัน สีหน้าของหนี่เป่ยเป่ยกลับแข็งค้างไปด้วยความตกตะลึง
เธอได้ยินชัดเจนเต็มสองหูว่าพ่อของเธอเปลี่ยนใจกะทันหันและให้เธอรับช่วงต่อในเรื่องความร่วมมือกับเซิงเซี่ยกรุ๊ป
ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอตื่นเต้น เพราะเรื่องที่เธอตกตะลึงคือการที่พ่อของเธอเชื่อคำพูดของน้องชายไม่ได้ความคนนี้
นี่มันอะไรกัน?
ฉันฝันไปรึเปล่า?
คำพูดของน้องชายฉันทำให้พ่อเชื่อถือง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง?