หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 347 เดินทางปุบปับ
บทที่ 347 เดินทางปุบปับสี่ทุ่ม ถังหว่านมาถึงสถานที่ถ่ายทำละครที่มณฑลเสฉวนพร้อมกับทีมงานละครเรื่อง “Crossing the Jianghu” หลังจากเข้าพักในโรงแรมแล้ว เธอก็แทบรอไม่ไหวที่จะคุยกับโจวอี้ผ่านวิดีโอคอล “เป็นยังไงบ้าง เจอพ่อแม่ฉันรึยัง?” ถังหว่านถามอย่างกังวล “เจอแล้ว และผมพิชิตป้อมปราการได้สำเร็จแล้ว!” โจวอี้ชูมือขึ้นทำท่าทางประสบความสำเร็จ “คนบ้า พ่อแม่คุณสิป้อมปราการ!” ถังหว่านรู้สึกโล่งใจในทันทีและถามต่อด้วยรอยยิ้ม “พวกเขายกโทษให้คุณแล้วจริง ๆ เหรอ? พวกเขาไม่ได้ทุบตีคุณใช่ไหม?””ไม่! พอพวกเขาเจอผมนะ พวกเขาก็โผเข้ามาหอมแก้มผมทันที พวกเขาดีใจสุด ๆ จนตะโกนดังลั่นหมู่บ้านว่า ‘ลูกเขยของฉันยอดเยี่ยมที่สุด! ลูกเขยของฉันยอดเยี่ยมที่สุด!’ แบบนั้นแหละ ทีนี้พวกเขาก็ร้องไห้ด้วยความปลื้มปริ่ม ทำเอาผมใจอ่อนรีบห้ามพวกเขาไว้ และรีบยอมรับพวกเขาเป็นพ่อแม่ของผมไปตลอดกาล” โจวอี้หัวเราะ “คุณสามี มีอะไรบินอยู่บนหัวคุณหรือเปล่าคะ?” ถังหว่านยิ้ม “อะไรเหรอ?” โจวอี้เงยหน้าขึ้นมองข้างบนทันที “วัว[1] โอ้ ๆ! คุณโดนมันกินแล้ว และมันก็บินหนีไปแล้ว~” “…” หลังจากสนทนาทางวิดีโออยู่นานกว่ายี่สิบนาที ถังหว่านก็วางสายด้วยข้ออ้างว่าจะไปอาบน้ำ ทว่าแท้จริงแล้วเธอวิดีโอคอลไปหาฉินฮุ่ยเฟิน ซึ่งถังเจิ้นเองก็ปรากฏตัวอยู่ในนั้นด้วย “ลูกแม่ ลูกยกโทษให้เสี่ยวอี้แล้วจริง ๆ เหรอ?” ฉินฮุ่ยเฟินถาม “หนูขอโทษ แต่เขาดีกับหนูมากจริง ๆ” ถังหว่านตอบ เธอรู้สึกแปลก ๆ เพราะแม่ของเธอเรียกโจวอี้ว่า “เสี่ยวอี้” ซึ่งมันดูสนิทสนมอย่างแปลกประหลาด! “ก็ดี ๆ อันที่จริงเราก็ไม่สามารถโทษเขาได้ทั้งหมดเหมือนกัน เพราะตอนที่ลูกท้องและให้กำเนิดเหมียวเหมี่ยว เราก็ไม่ได้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นให้เขารู้ เขาไม่รู้อะไรเลยระหว่างที่อยู่บนภูเขานั่น จริงไหม?” ฉินฮุ่ยเฟินกล่าว “แม่คะ… นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ? แม่กำลังหาข้อแก้ตัวให้โจวอี้อยู่หรือเปล่า?” ถังหว่านถามด้วยสีหน้าแปลก ๆ “มันไม่ใช่ข้อแก้ตัว แม่พูดด้วยเหตุผล ลูกให้กำเนิดลูกสาวของเขา แต่ลูกกลับเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่บอกเขา แค่เขาไม่โกรธเราก็ถือว่าดีมากแล้ว แล้วเราจะโทษเขาได้ยังไง” “…” ถังหว่านกลายเป็นโง่งมทันที จากนั้นจู่ ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าโจวอี้เป็นหมอจีนที่เก่งกาจมาก ‘หรือว่าเขาเอายาอะไรให้แม่ของเธอกิน ทำให้แม่ของเธอสมองกลับตาลปัตรไปแล้วหรือเปล่า?’ “พ่อ? แล้วพ่อล่ะ ไม่โกรธแล้วเหรอ?” ถังหว่านถามอย่างไม่แน่ใจ “โกรธ? พ่อไปโกรธอะไรตอนไหน?” ถังเจิ้นแสร้งทำเป็นใสซื่อและเปลี่ยนน้ำเสียงราวกับพยายามเกลี้ยกล่อมถังหว่าน “โจวอี้เป็นคนดีจริง ๆ เขาเป็นคนฉลาด มีเหตุผล ให้เกียรติผู้อาวุโส ใจดีต่อเด็ก ๆ มีทักษะทางการแพทย์ที่ดี ทำอาหารเก่ง ในยุคนี้พ่อคิดว่าคงไม่สามารถหาผู้ชายที่ดีกว่าเขาได้อีกแล้ว ดังนั้นลูกต้องหวงแหนเขาให้ดี””หนู? หวงแหน?”ถังหว่านรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่ากลางศีรษะ เวลานี้เธอมึนงงไปหมด เธอรู้สึกว่าต่อให้โจวอี้จะไม่ได้ใช้เวทมนตร์กับพ่อแม่ของเธอ แต่เขาต้องทำอะไรบางอย่างที่ทำให้พ่อแม่ของเธอมีความสุขแบบสุด ๆ ไม่อย่างนั้นทัศนคติของพ่อแม่เธอคงไม่เปลี่ยนไปอย่างมากแบบนี้ในเวลาแค่วันเดียว “ทำไมล่ะ เสี่ยวอี้ไม่คุ้มที่จะให้ลูกหวงแหนเขาเหรอ? เขาอุตส่าห์ทิ้งภูเขาที่เป็นบ้านของเขามาอยู่กับลูกที่จินหลิงเชียวนะ” ถังเจิ้นถามอย่างตรงไปตรงมา “แน่นอนว่าหนูหวงแหนเขาค่ะ” ถังหว่านหัวเราะ “คิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว เอาล่ะ เราจะต้องวางสายแล้ว” ถังเจิ้นกล่าวและวางสายไปทันที ถังหว่านใช้เวลานานกว่าจะได้สติจากความประหลาดใจ เธอต้องการติดต่อกับโจวอี้อีกครั้งและถามว่าเขาเอาอะไรให้พ่อแม่ของเธอกินรึเปล่า แต่เมื่อนิ้วของเธอสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เธอก็เลือกที่จะละทิ้งความคิดนั้น “มันก็ควรเป็นแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?””โจวอี้ควรทำได้ดีจนพ่อแม่ยอมให้อภัย และนี่ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนควรมีความสุขไปกับมัน””แต่ดูเหมือนว่าฉันจะประเมินเขาต่ำไป เขาเกลี้ยกล่อมพ่อแม่ของฉันได้ดีจริง ๆ!”ถังหว่านคิดอย่างมีความสุขและรู้สึกหวานล้ำราวกับดื่มน้ำผึ้ง ทางด้านถังเจิ้นและฉินฮุ่ยเฟินนั้นอยู่ที่จินหลิงต่ออีกสามวัน ในช่วงระหว่างเวลาสามวันมานี้โจวอี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นอกเหนือจากการไปรับส่งลูกสาวจากโรงเรียนแล้ว เขายังทำอาหารให้พ่อแม่ของถังหว่านและพูดคุยกับพวกเขา อีกทั้งโจวอี้ยังต้องไปทำงานที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิงเพื่อรักษาผู้ป่วยเคสยาก ๆ เช้าวันเสาร์ ถังเจิ้นและฉินฮุ่ยเฟินซึ่งยอมรับโจวอี้แล้วได้ตัดสินใจกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขา โจวอี้รั้งพวกเขาไว้หลายครั้งแต่ก็ไร้ผล สุดท้ายโจวอี้จึงไปส่งพวกเขาที่สนามบิน “พ่อคะ หนูยังไม่อยากกลับบ้าน” ถังเหมียวเหมี่ยวมาส่งตากับยายของเธอด้วย “เสี่ยวรุ่ย ลูกเองก็ไม่อยากกลับบ้านเหมือนเหมียวเหมี่ยวเหรอ?” โจวอี้ถามด้วยรอยยิ้ม “อื้ม!” ถังเสี่ยวรุ่ยมองไปที่ถังเหมียวเหมี่ยวและพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความเขินอาย “ในเมื่อลูกไม่อยากกลับบ้าน งั้นเราก็ไม่กลับบ้าน” โจวอี้จับมือลูกสาวทั้งสองคนแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พ่อจะพาลูกไปเที่ยวเล่น ลูก ๆ อยากไปไหน?””หนูอยากไปสวนสัตว์” ถังเหมียวเหมี่ยวตอบ “หนูด้วย!” ถังเสี่ยวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วยโจวอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็มีแรงกระตุ้นบางอย่าง แม้จะมีสถานที่น่าสนใจมากมายในเมืองจินหลิง แต่เวลานี้ลูกสาวทั้งสองคนอยู่ในช่วงวันหยุด ทำไมเราไม่ไปให้ไกลกว่านี้อีกสักหน่อยล่ะ? “ทำไมเราไม่เลิกเล่นในจินหลิงแล้วให้พ่อพาไปเที่ยวที่อื่นล่ะ เอาไหม?” โจวอี้แนะนำด้วยความกระตือรือร้น “ดีค่ะ เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันคะ?” แววตาของถังเหมียวเหมี่ยวเป็นประกายทันที “มีสองทางเลือกให้ลูกเลือก อย่างแรกคือไปทางใต้ พ่อได้ยินมาว่าตอนนี้ลู่เฉิงอบอุ่นมาก มีชายหาดที่มีแสงแดดอบอุ่น มีน้ำมะพร้าว อาหารทะเลอร่อย ๆ ส่วนอย่างที่สองคือปิงเฉิงทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ที่นั่นจะหนาวสักหน่อย แต่ก็มีอาหารอร่อยและยังมีประติมากรรมน้ำแข็งประดับไฟที่สวยงามมากด้วย” โจวอี้อุ้มลูกสาวทั้งสองไว้ในอ้อมแขนแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกลูกลองปรึกษากันดูว่าจะเลือกอย่างไหน พ่อจะพาลูกไปทุกที่ที่ลูกอยากไป””หาด แสงแดด น้ำมะพร้าว อาหารทะเล!” ถังเหมียวเหมี่ยวกลัวความหนาว ดังนั้นเธอจึงพูดขึ้นมาก่อน “หนูได้ทุกอย่าง” ถังเสี่ยวรุ่ยตอบอย่างชาญฉลาด เธอไม่กลัวความหนาวและชอบอากาศเย็นด้วยซ้ำ แต่ถังเหมียวเหมี่ยวน้องสาวของเธอต้องการไปทะเล ดังนั้นเธอก็ไม่ขัดข้อง “ตกลง! งั้นเราไปลู่เฉิงกัน!” โจวอี้ยิ้ม วันนี้พ่อและลูกสาว รวมถึงเฉินซานและอิงหงที่แอบติดตามพวกเขาไม่ได้กลับบ้าน พวกเขาซื้อตั๋วเครื่องบินไปลู่เฉิงโดยตรง และไม่นานก็บินไปถึงลู่เฉิง มันเป็นการเดินทางแบบปุบปับ ดังนั้นโจวอี้จึงต้องโทรแจ้งเหม่ยหลานเสียก่อน ลู่เฉิง! ที่นี่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของมณฑลไห่หนาน มีอีกชื่อหนึ่งว่า หยาโจว อากาศที่นี่ยังคงอบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิแม้จะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม กลุ่มคนทั้งห้าเดินออกมาจากสนามบินเฟิงหวง และมีรถลีมูซีนจากโรงแรมมารับถึงหน้าประตูสนามบิน คนขับเป็นผู้หญิงที่ดูอบอุ่นและสุภาพ เธอดูชอบเด็ก ๆ มากและมองถังเหมียวเหมี่ยวและถังเสี่ยวรุ่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู หยาหลงเบย์วิลล่าโฮเต็ล เมื่อทั้งห้าคนมาถึงโรงแรมและเช็กอิน โจวอี้ได้เจรจากับพนักงานโรงแรมเพื่อให้คนขับรถหญิงที่ชื่อหลินเหยียนเป็นคนขับเต็มเวลาให้กับพวกเขา นอกจากนี้รถหรูยังถูกเช่าเต็มเวลาด้วยเช่นกัน ซึ่งราคาเช่านั้นถือว่าไม่น้อยเลยสักนิด แต่การมีเงินเยอะนั้นจะทำอะไรก็ได้! แค่มีเงิน คุณก็จะได้รับความสะดวกสบายได้ตามต้องการ “ไปที่ถนนการค้าไป่ฮัวกู่กันเถอะ!”[1] วัว (Bull) เป็นคำสแลงที่มีความหมายแฝงในแง่ของการหลอกลวง โอ้อวด ไร้สาระ เดิมทีมาจากภาษาฝรั่งเศสโบราณ “bole” ซึ่งหมายถึงการหลอกลวงต้มตุ๋น หลังจากนั้นได้มีการเติมคำมาต่อท้ายจนเกิดคำว่า Bullshit หมายถึง เพ้อเจ้อ ขี้โม้ กลายป็นคำสบถที่มีความหมายในเชิงลบมากกว่า Bull