หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 399 ลูกสาวของชายชราผู้นั้น
บทที่ 399 ลูกสาวของชายชราผู้นั้น
น่าเสียดาย?
น่าเสียดายอะไร?
หรงลี่ฮุ่ยเลิกคิ้วและมองดูคู่พ่อลูกเดินขึ้นบันไดไป
เธอยกข้อมือขึ้นมาพินิจดูกำไลหยกที่ใส่มาหลายปี จนกระทั่งหลู่เหวินไห่ลงมาชั้นล่างพร้อมกล่องไม้ที่มีรูปลักษณ์สวยงาม เธอก็ยังไม่เห็นว่ากำไลของเธอจะผิดปกติตรงไหน
ช่างเถอะ!
เธอละทิ้งความสับสนในใจและมองไปยังกล่องไม้นั้น
“คุณหรง หยกแกะสลักสี่เทพอยู่ในนี้ เชิญตรวจสอบดูได้” หลู่เหวินไห่กล่าว
“อืม!”
เมื่อหรงลี่ฮุ่ยเปิดกล่องไม้ เธอก็พบหยกแกะสลักอันวิจิตรงดงามทั้งสี่ชิ้น ได้แก่ หยกแกะสลักมังกรฟ้า หยกแกะสลักเสือขาว หยกแกะสลักเต่าดำ และหยกแกะสลักหงส์แดง
รูปทรงและลวดลายการแกะสลักหยกทั้งสี่ชิ้นนี้ดูสมจริงและงดงามมาก
หรงลี่ฮุ่ยรู้สึกได้ว่าในขณะที่กล่องไม้ถูกเปิดออก กลิ่นอายเย็น ๆ ก็พวยพุ่งออกมา
“ลุงฉิน…”
“เป็นของจริงครับ” ฉินต้วนฉิงพยักหน้าอย่างใจเย็น
หรงลี่ฮุ่ยรู้สึกยินดีที่ได้ยินคำพูดนี้ หลังจากปิดกล่องไม้แล้ว เธอก็ยื่นมันให้กับชายชราที่อยู่ข้าง ๆ เธอ
“เถ้าแก่หลู่ มาพูดเรื่องราคากันเถอะ!”
“ราคาที่ผมซื้อหยกแกะสลักสี่เทพมาคือ 160 ล้านหยวน คุณหรงสามารถให้ผมได้ตามราคานี้เลย” หลู่เหวินไห่กล่าว
“ลุงฉิน โอนเงิน 320 ล้านหยวนให้เขา” หรงลี่ฮุ่ยยิ้ม
“ครับ…”
หลู่เหวินไห่จึงเข้าใจแต่ความรู้สึกที่ว่า การคิดเงินกับผู้มีพระคุณนั้นไม่ได้น่ายินดีเลยสักนิด
หรงลี่ฮุ่ยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แต่ขณะที่เธอกำลังจะจากไป จู่ ๆ เธอก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เธอมองไปที่บันไดแล้วถามว่า “คุณรู้จักชายหนุ่มที่เพิ่งพาลูกสาวมาที่นี่ไหม เขาเป็นอะไร? นักแกะสลัก?”
“เขา… ผมเองก็ไม่แน่ใจ” หลู่เหวินไห่พูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“ไม่แน่ใจ? หมายความว่ายังไง?” หรงลี่ฮุ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“เขาเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง แต่ผมไม่เคยเห็นเขาแสดงทักษะทางการแพทย์เลย แต่ยาที่เขาทำนั้นวิเศษมาก เขาทำเงินได้อย่างมหาศาลโดยที่ไม่เคยเปิดเผยตัวตน เขามีทักษะการใช้พู่กันที่เยี่ยมยอดกว่าใคร แต่เขากลับไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคุณค่าของภาพวาดและการประดิษฐ์ตัวอักษร เขาเชี่ยวชาญด้านดนตรี สามารถเล่นพิณโบราณได้อย่างน่าทึ่ง เขา…เป็นคนที่น่าสนใจ แต่ก็คาดเดาไม่ได้เลย” หลู่เหวินไห่กล่าว และรอยยิ้มก็พลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“น่าสนใจ!”
แววตาของหรงลี่ฮุ่ยเปล่งประกาย แต่เธอยังคงหันหลังกลับและเดินออกไปข้างนอก
“เถ้าแก่หลู่ คุณบอกว่ายาที่เขาทำน่ะดีมากเลยใช่ไหม? คุณบอกฉันได้ไหมว่ามันคืออะไร?” จู่ ๆ ฉินต้วนฉิงก็ถามขึ้น
“ผมพูดไม่ได้!” หลู่เหวินไห่หัวเราะ
“ทำไมถึงพูดไม่ได้?” ฉินต้วนฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
หรงลี่ฮุ่ยที่กำลังเดินออกไปถึงกับหยุดชะงัก และหันกลับมามองหลู่เหวินไห่ด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ ผมพูดไม่ได้ เว้นแต่ว่า…” หลู่เหวินไห่มองไปที่หรงลี่ฮุ่ยอย่างลึกซึ้ง และรอการตัดสินใจของอีกฝ่าย
“เถ้าแก่หลู่ ฉันไม่คาดคิดเลยว่าคุณจะเป็นคนที่ยึดติดขนาดนี้ ก็ได้ ๆ ถ้าคุณต้องการตัดบุญคุณกับตระกูลหรงของฉันนัก ฉันก็จะให้โอกาส” หรงลี่ฮุ่ยเอ่ยขึ้น
“ถ้าคนเราแบกรับภาระหนี้บุญคุณคนนานจนเกินไป ในที่สุดมันก็จะกลายเป็นพันธนาการในใจและจะกลายเป็นภาระหนักดุจแบกขุนเขาไว้บนหลัง ผมหวังว่าคุณหรงจะยกโทษให้ผมด้วย” หลู่เหวินไห่พูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ตอนนี้ฉันสนใจยาที่คุณพูดถึง ฉันอยากรู้ว่ายาวิเศษอะไรที่คู่ควรกับการล้มเลิกหนี้บุญคุณของเรา” หรงลี่ฮุ่ยกล่าว
“ยาต้มอี้เฉิน” หลู่เหวินไห่กล่าว
ยาต้มอี้เฉิน?
ยาที่ขายอยู่ไม่กี่ขวดในตลาดใช่ไหม?
ชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนทำมันขึ้นมางั้นเหรอ?
หรงลี่ฮุ่ยหันไปสบตากับฉินต้วนฉิงทันที จากนั้นเธอก็ยิ้มออกมาและถามว่า “เมื่อครู่ฉันได้ยินเขาพูดว่าเขาต้องการซื้อชิ้นหยกจากคุณเพื่อนำไปแกะสลักเป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนร่วมชั้นของลูกสาว สะดวกไหมที่จะให้เราไปดูเขาแกะสลัก?”
“ผมสามารถแนะนำเขาให้คุณได้ เขาสุภาพและเป็นมิตร ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” หลู่เหวินไห่กล่าว
“ขอบคุณ”
เวลานี้โจวอี้อยู่ที่ห้องกว้างบนชั้นสอง เขาลูบหยกเนื้อดีที่อยู่ในมือ ครุ่นคิดว่าจะแกะสลักอะไรให้เพื่อนร่วมชั้นตัวน้อยของลูกสาว
“เหมียวเหมี่ยว เพื่อนลูกเป็นคนยังไง?” โจวอี้ถาม
“เขาชอบอะไรเยอะแยะเลยค่ะ! เขาชอบของหวานแล้วก็ของเล่น แล้วก็ชอบดึงผมเปียของเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นผู้หญิงด้วย” ถังเหมียวเหมี่ยวพูดพร้อมกับชูกำปั้นเล็ก ๆ พลางหัวเราะ “แต่เขาไม่กล้าดึงเปียของหนู เพราะหนูเอาชนะเขาได้!”
“ฮ่า ๆ เหมียวเหมี่ยวของพ่อเก่งที่สุด” โจวอี้ชมลูกสาวแล้วถามอีกครั้งว่า “เขาชอบของเล่นอะไร? หรือเขาชอบสัตว์อะไรบ้าง?”
“เขาชอบซุนหงอคง[1] เขาเคยพูดว่าเขาอยากจะเป็นมหาเทพแห่งสวรรค์ อยากสร้างเสียงดัง ๆ บนท้องฟ้า!” ถังเมี่ยวเมี่ยวพูดพลางยิ้มร่า
ซุนหงอคง?
โจวอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็วางแผนที่จะแกะสลักหยกให้เป็นตัวซุนหงอคง
ก๊อก ก๊อก…
เสียงประตูถูกเคาะ จากนั้นหลู่เหวินไห่และหรงลี่ฮุ่ยก็เดินเข้ามาในห้อง
“น้องโจว ไม่รบกวนใช่ไหม?” หลู่เหวินไห่ถามด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เลย มีอะไรเหรอพี่หลู่?” โจวอี้ถามพลางเหลือบไปมองคนที่อยู่ข้างหลังอีกฝ่าย
“ไม่มีอะไร แค่เพื่อนจากออสเตรเลียบังเอิญมาที่ร้าน และรู้ว่านายอยากแกะสลักหยก เขาก็เลยมาขอดูนายแกะสลักหยกสักหน่อยน่ะ” หลู่เหวินไห่หัวเราะ
“สวัสดีคุณโจว ฉันหรงลี่ฮุ่ยจากตระกูลหรงในออสเตรเลีย” หรงลี่ฮุ่ยก้าวมาข้างหน้าและยิ้มทักทาย
ออสเตรเลีย?
ตระกูลหรง?
แววตาของโจวอี้แปลกไป
ตั้งแต่เขามาที่จินหลิง เขาก็ไม่ได้ติดต่อกับคนในตระกูลนี้เลย แต่เขารู้จักตระกูลนี้ และแม้กระทั่งเมื่อสิบปีก่อน เขาก็ยังเคยเจอคนของตระกูลนี้มาแล้ว
ชายชราสวมหมวกแก๊ปใส่แว่นกลมเล็ก ๆ ที่ดั้งจมูก และสวมเสื้อโค้ตสีเทายังคงเป็นภาพจำติดตาอยู่ในความทรงจำ โจวอี้รู้สึกประทับใจในความอวดรู้ของอีกฝ่ายสมัยที่พวกเขาพบกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
ทั้งประสบการณ์ของอีกฝ่าย ความรู้มากมาย แม้กระทั่งการพูดคุยที่ตลกขบขันและมีไหวพริบทำให้โจวอี้จงใจเลียนแบบท่าทางอีกฝ่ายในช่วงเวลาหนึ่งเมื่อตอนที่เขายังเด็ก
“โจวอี้จากภูเขาชางหลาง ยินดีที่ได้พบคุณหรง”
โจวอี้จับมือกับอีกฝ่าย แต่เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหลังจากที่เขาประกาศชื่อ ‘ภูเขาชางหลาง’ มือของอีกฝ่ายก็ถึงกับสั่นเล็กน้อย
“โจวอี้… คุณคือ…อันธพาลน้อยแห่งภูเขาชางหลางที่พ่อของฉันบอกใช่ไหม?” หรงลี่ฮุ่ยถามด้วยสีหน้าตกตะลึง
“เอ่อ…ผมไม่ได้เป็นอันธพาลอะไรหรอก ตอนเด็ก ๆ ผมแค่ซนมากเท่านั้น” โจวอี้โบกมือแล้วถามอย่างถ่อมตัวว่า “เฒ่าหรงเป็นยังไงบ้างครับ ผมไม่ได้เจอเขามาเกือบสิบปีแล้ว”
“พ่อของฉันเสียไปเมื่อหกปีที่แล้ว” หรงลี่ฮุ่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น
ตายแล้ว?
ชายชราที่ทำข้อตกลงกับเขาว่าจะพาเขาไปเที่ยวรอบโลกหลังจากที่เขาเติบโต จะพาเขาไปรับชมขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ชื่นชมความงามของโลกใบนี้ รวมถึงจะพาไปกินอาหารและไวน์ทุกชนิดทุกชนิด… ตายไปแล้ว?
โจวอี้ก็รู้สึกเศร้าทันทีเมื่อนึกถึงน้ำเสียงและใบหน้าของอีกฝ่าย
“คุณโจวเป็นช่างแกะสลักหยกงั้นเหรอ?” หรงลี่ฮุ่ยถาม
“ผมไม่ใช่ช่างแกะสลักหยกจริง ๆ หรอก ผมแค่สนใจงานแกะสลักบ้างเท่านั้นเอง” โจวอี้กล่าว
“อ้อ”
หรงลี่ฮุ่ยพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ยกข้อมือขึ้นแล้วถามว่า “ก่อนหน้านี้คุณโจวพูดว่ากำไลหยกของฉันน่าเสียดาย คุณหมายความว่ายังไง?”
[1] ซุนหงอคง (เห้งเจีย) คือ หนึ่งในตัวละครเอกจากเรื่องไซอิ๋ว