หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 493 ยับยั้งระดับยุทธ์
บทที่ 493 ยับยั้งระดับยุทธ์
ขณะนี้ระดับยุทธ์ของโจวอี้ได้ทะลวงผ่านไม่ใช่แค่ขั้นกลางหรือขั้นปลาย แต่เขากลายเป็นปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์พร้อมเรียบร้อยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น โจวอี้มีความรู้สึกว่าถ้าเขาต้องการที่จะทำ เขาสามารถทะลวงผ่านขึ้นไปสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ก็ยังได้
ทว่าเขายังไม่คิดที่จะทำแบบนั้น เพราะเขายังจำได้ว่าอาจารย์ของเขาเคยบอกไว้ว่า เมื่อไหร่ที่ระดับยุทธ์ของเขาทะลวงไปสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ เขาจะต้องแบกรับความรับผิดชอบในฐานะสาวกของสำนักโอสถ และเธอจะบอกทุกความลับที่มีของสำนักให้เขาได้รู้
เขายังไม่ต้องการแบกรับภาระของสำนัก
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้
เพราะเขาต้องดูแลลูกสาว คอยติดตามเธอ และเฝ้าดูเธอเติบโตอย่างแข็งแรงและมีความสุข เขาจะชดใช้ความผิดพลาดที่เขาเคยละเลยลูกสาวของเขามาตั้งแต่แรก
“ปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์พร้อม และดูเหมือนจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ” เวลานี้เหลียงชิงไห่เพิ่งสัมผัสได้ และมองไปยังโจวอี้ด้วยสายตาแปลกประหลาด
โชคลาภ!
โจวอี้ปลอดภัยและได้รับโชคลาภกลับมาโดยไม่คาดคิด
เพียงเจ็ดวัน!
ระดับยุทธ์ของโจวอี้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเวลาเพียงเจ็ดวัน!
จากขั้นต้นของปรมาจารย์ไปจนถึงขั้นสมบูรณ์พร้อม ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไปในโลกผู้ฝึกยุทธ์ เกรงว่ามันจะเป็นการทำลายล้างความเข้าใจของคนนับไม่ถ้วน
เพราะท้ายที่สุด แค่การสำเร็จระดับปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์พร้อมก็เป็นเรื่องที่แสนยากเย็นอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าโจวอี้สามารถทะลวงผ่านมาหลายขั้นในคราวเดียว ซึ่งมันทั้งประหยัดเวลาและความพยายามในการฝึกฝนอย่างหนักได้หลายสิบปี
ในไม่ช้า ทั้งกลุ่มก็กลับขึ้นไปสู่พื้นดิน
โจวอี้มาถึงเต็นท์ขนาดใหญ่แห่งนี้เป็นครั้งแรกภายใต้การนำทางของเหลียงชิงไห่
ที่นี่มีเตียงอยู่ 24 เตียง แต่ละเตียงมีร่างมนุษย์ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหน่ออ่อนสีเขียว
“โจวอี้ ช่วยพวกเขาก่อน!” เหลียงชิงไห่เร่งเร้า
“ได้เลย!”
โจวอี้หยิบมีดสั้นออกมาและกรีดข้อมือข้างหนึ่งของผู้ป่วย กดนิ้วของเขาลงโดยตรงกับบาดแผลที่ข้อมือของอีกฝ่าย
ด้วยเลือดที่เป็นสื่อกลาง ไม่เพียงแต่สารพิษสีเขียวเข้มในร่างกายของอีกฝ่ายเท่านั้นที่ถูกสกัดออก แต่ข่ายแสงสีเขียวที่เกิดขึ้นในร่างกายของอีกฝ่ายก็ถูกทำลายลงด้วย
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง
ผู้ฝึกยุทธ์ตรงหน้าโจวอี้ก็เริ่มกลายสภาพกลับมาเป็นเหมือนมนุษย์เช่นเดิม หน่ออ่อนสีเขียวหลุดร่วงออกไป ผิวหนังที่แตกแยกเริ่มสมานเข้าหากัน และทิ้งรอยแผลเป็นที่เปื้อนเลือดไว้
“สำเร็จ!”
โจวอี้ชักมือกลับ ก่อนจะมองดูสภาพอาการของอีกฝ่ายแล้วลอบถอนหายใจ
พิษหายไปแล้ว ข่ายแสงสีเขียวก็พังทลายลง และแม้แต่เลือดก็กลับมาเป็นสีแดงเช่นเดิม ชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์คนนี้ได้รับการช่วยเหลือแล้ว
“รักษาหาย แต่สมองของเขาตายไปแล้ว…”
“ผู้อาวุโสเหลียง สมองของพวกเขาไม่ใช่ว่าสมองตายจริง ๆ แต่ก่อนหน้านี้แค่ดูเหมือนพิการ หลังจากที่ผมถอนพิษออกมาแล้ว เขาจะตื่นขึ้นหลังจากหลับไปได้ระยะหนึ่ง” โจวอี้อธิบาย
“เยี่ยมเลย! งั้นก็ช่วยคนอื่นด้วยที!”
“ครับ!”
โจวอี้ใช้เวลาในการรักษาทั้ง 24 คนเหล่านี้ตลอดทั้งวัน
“ผู้เฒ่าเหลียง ผมต้องการเต็นท์และใครสักคนที่จะช่วยปกป้องเราได้” โจวอี้ปาดเหงื่อออกจากใบหน้าและพูดอย่างเหนื่อยล้า
“ไม่มีปัญหา ฉันจะจัดการให้ทันที”
ไม่กี่นาทีต่อมา โจวอี้ก็นั่งขัดสมาธิในเต็นท์ที่เหลียงชิงไห่เตรียมไว้ให้
เขาสกัดพิษสีเขียวเข้มจากร่างของผู้ฝึกยุทธ์ทั้ง 24 คน ซึ่งพิษทั้งหมดถูกดูดซับพลังไปโดยอักขระสีแดงสดทั้งหกตัวในทะเลจิตสำนึก และมวลพลังที่เป็นแสงสีแดงซึ่งปล่อยออกมาจากอักขระทั้งหกตัวนั้นก็เกือบจะทำให้โจวอี้ทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์
เส้นลมปราณของเขาในตอนนี้ขยายใหญ่ขึ้นมาก มันเปี่ยมไปด้วยพลังที่สูบฉีดไปมาอย่างเข้มข้น
การขยายของเส้นลมปราณนี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัด ในบางห้วงความคิด เขาแทบอยากจะทะลวงระดับไปให้รู้แล้วรู้รอดเพื่อทำให้ความอึดอัดนี้หายไป
อย่างไรก็ตาม ความคิดส่วนใหญ่ของเขายังคงห้ามเอาไว้ได้ทัน เขายังไม่ควรทะลวงระดับในเวลานี้
การที่เขายังอยู่ในระดับปรมาจารย์เท่านั้น เขาจึงจะสามารถอยู่กับลูกสาวได้อย่างสบายใจ
ช่วงเย็น
สมาชิกมากกว่าร้อยคนของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงก็มาถึง ทั้งหมดเป็นกองกำลังที่พววกเขาสามารถระดมได้ชั่วคราวโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการกำกับดูแลทุกส่วนในประเทศ
หลังจากพักฟื้นหนึ่งวัน โจวอี้ก็ไม่มีอาการอึดอัดอีกต่อไป พลังในร่างถูกเขาควบคุมเรียบร้อยแล้ว
ด้านหน้าลานจอดเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราว
โจวอี้สูบบุหรี่และพูดคุยกับโม่ชงสักพัก ในขณะที่สายตาของเขาคอยตรวจสอบสมาชิกของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงที่เพิ่งมาถึงใหม่
ทุกคนที่มาใหม่เหล่านี้ เขาไม่คุ้นหน้าเลยสักคน
ฟุบ!
ทันใดนั้น ร่างที่รวดเร็วเหมือนสายฟ้าก็พุ่งลงมาจากระยะไกลและมาปรากฏต่อหน้าโจวอี้
“สวัสดีคุณโจว”
“เป็นคุณ? คุณคือคนที่อยู่ในสำนักงานจัดหาว่าจ้างในตลาดมืด?” โจวอี้มองไปที่ผู้หญิงคนนั้นและพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“คุณโจว ฉันชื่อหานซือเหนียง เรามีข้อมูลการติดต่อกันอยู่” หานซือเนียงยิ้ม
“ใช่” แต่เมื่อโจวอี้พบว่ามีคนจำนวนมากกำลังมองดูอยู่ เขาจึงลดเสียงลงและพูดว่า “คุณรู้ไหมว่าทำไมคุณถึงถูกเรียกตัวมาที่นี่?”
“ฉันไม่รู้” หานซือเหนียงพูดพลางส่ายหัว
“ถ้างั้นก็จำไว้ ระวังตัว อย่ารีบร้อนหุนหันเป็นอันขาด อย่าขี้สงสัยเกินไป และจำไว้ว่าการเอาตัวรอดปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดในการลงไปข้างล่างนั่น”
“ค่ะ ขอบคุณที่เตือนฉัน” หานซือเนียงกล่าวด้วยความเคารพ
“ไปเถอะ!” โจวอี้โบกมือ
จากนั้นสายตาของโจวอี้ก็เคลื่อนไปมองที่เฮลิคอปเตอร์ที่กำลังบินเข้ามาในระยะไกล
เขาคำนวณเวลาแล้ว… น่าจะมาถึงในเร็ว ๆ นี้…
“ถัดจากนี้ เฒ่าเหลียงคงจะรู้สึกโกรธจนแทบกระอักเลือดแน่ ๆ เลยใช่ไหม?” โจวอี้คิดอย่างมีความสุข
เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลงจอด ร่างทั้งห้าก็กระโดดออกจากห้องโดยสาร และมาปรากฏตัวต่อหน้าโจวอี้
“อาจารย์มาแล้ว!” โจวอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“พอได้รับข้อความจากนาย ฉันก็รีบมา” ฉู่เทียนฮุ่ยมองไปรอบ ๆ และถามเบา ๆ “เสี่ยวอี้ นายแน่ใจเหรอ?”
“แน่นอน” โจวอี้พยักหน้า
“อืม” ฉู่เทียนฮุ่ยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เธอชี้ไปที่คนทั้งสี่ที่อยู่ข้างหลังเธอและพูดว่า “นายคงรู้จักแม่เฒ่าเทียนจี้และต้วนชิงเฟิงแล้ว อีกสองคนคือหงจือและหงอู่ เรียกพวกเขาว่าผู้อาวุโสก็ได้”
“โจวอี้คารวะผู้อาวุโสทั้งสอง” โจวอี้ทำความเคารพอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องมีมารยาทขนาดนั้นหรอกน่า” หงจือมองไปที่โจวอี้แล้วยิ้มออกมาทันที “ห่างจากระดับบรรพจารย์ยุทธ์เพียงครึ่งก้าว ดีจริง ๆ ดูเหมือนว่าศิษย์รุนใหม่ของเราสำนักโอสถล้วนแล้วแต่เป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมทุกคน”
“ครึ่งก้าว? ระดับบรรพจารย์ยุทธ์?” ฉู่เทียนฮุ่ยงุนงง จากนั้นเธอก็เพ่งมองไปที่โจวอี้อีกครั้ง ก่อนจะส่ายหัวและพูดว่า “เสี่ยวอี้ นายยับยั้งระดับยุทธ์ของตัวเองอยู่ใช่ไหม?”
“แค่ก ๆ ไม่นะอาจารย์ มองผิดแล้วล่ะ” โจวอี้ปฏิเสธทันที
“เจ้าเด็กตัวเหม็น! ดูเหมือนว่านายเพิ่งจะได้รับโชคใหญ่มา!” ฉู่เทียนฮุ่ยยิ้ม
“ฮะ ฮะ แค่โชคเล็กน้อยเท่านั้นเอง” โจวอี้กล่าวด้วยรอยยิ้มแห้ง
“สามปี ฉันจะให้เวลานายอีกสามปีเท่านั้น หลังจากสามปี นายต้องรับช่วงบางอย่างในสำนักของเรา” ฉู่เทียนฮุ่ยยิ้ม
“อาจารย์ สามปียังน้อยไป! ขอสิบปี! เหมียวเหมี่ยวยังเด็ก และอีกสิบปีเธอก็อายุแค่สิบห้าปีเองนะ” โจวอี้โต้แย้งอย่างขมขื่น
“หยุดเถียงอาจารย์ นายโตแล้วนะ ดังนั้นควรรับผิดชอบในหน้าที่ที่นายสามารถทำได้ อีกอย่างตอนนี้เราขาดคนจริง ๆ ถ้านายไม่สามารถดึงบรรพจารย์ยุทธ์สักคนมาเข้าร่วมกับเราแทนตัวนายได้ นายก็จะต้องเสียสละการใช้ชีวิตในเมืองจินหลิงมาช่วยอาจารย์คนนี้” ฉู่เทียนฮุ่ยยิ้มก่อนจะเดินไปหาเหลียงชิงไห่
“โจวอี้! ไอ้คนบัดซบ! นายเห็นคำสัญญาของเราเป็นลมตดหรือไง!” เหลียงชิงไห่ตะโกนด้วยความโกรธเมื่อเขาเดินเข้ามาห่างจากกลุ่มของโจวอี้เพียงไม่กี่เมตร
“ผู้เฒ่าเหลียง คุณเข้าใจผิดแล้ว จำไม่ได้เหรอว่าผมสัญญาเอาไว้ว่าจะไม่ปิดบังอะไรจากอาจารย์ ดังนั้นผมก็แค่บอกเธอ สำหรับผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ในสำนักโอสถของเรา พวกเขาทั้งหมดตามอาจารย์ของผมมาเอง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผมนะ!” โจวอี้ตอบโต้
“นายมันสารเลว!” เหลียงชิงไห่ตวาด
“คนแซ่เหลียง ถ้านายด่าศิษย์ของฉันอีกคำ เชื่อไหมว่าฉันจะทุบตีนายอีกรอบ” ฉู่เทียนฮุ่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
“เอ่อ…” สีหน้าของเหลียงชิงไห่แข็งค้าง เขาเบือนหนีไปอีกด้านหนึ่งทันทีด้วยความลำบากใจ
เมื่อโจวอี้ได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของเขาก็แปลกไปเล็กน้อย
ผู้เฒ่าเหลียง…เคยถูกอาจารย์ของเขาทุบตี?
นี่เป็นข่าวใหญ่!