หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 497 พี่เขย?
บทที่ 497 พี่เขย?
ทันทีที่โจวอี้มาถึงประตูห้องที่อยู่ติดกัน เขาก็สัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังติดตามเขาอยู่ เขาจึงหยุดฝีเท้าและหันกลับมามอง ก่อนจะเห็นผู้หญิงสองคนที่ก่อนหน้านี้เคยยืนอยู่บริเวณริมหน้าต่างของห้องที่เขาเพิ่งก้าวออกมา
พวกเธอสวมผ้าคลุมหน้า ทำให้มองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน
แต่ดูจากรูปร่างและท่าทางแล้ว เดาว่าพวกเธอคงเป็นผู้ฝึกยุทธ์
“มีอะไร?” โจวอี้ถามเสียงเข้ม
“คุณเข้าใจผิดแล้ว เราไม่ได้มาหาคุณ” เถาเว่ยเว่ยพูดและชี้ไปที่ประตูห้องตรงหน้าโจวอี้
“คุณมาหาใคร?” โจวอี้หรี่ตาถามด้วยความสงสัย
“ถังหว่านกับฉันเป็นเพื่อนกัน เมื่อกี้ตอนที่เรามองออกไปนอกหน้าต่าง เราเห็นว่าคุณเข้ามาในร้านอาหารพร้อมกับถังหว่าน” เถาเว่ยเว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มแห้ง
เพื่อนของถังหว่าน?
ไอ้พวกผู้ชายพวกนั้นเป็นคนจากปักกิ่ง ดังนั้นผู้หญิงสองคนนี้ก็น่าจะมาจากปักกิ่งเช่นกัน
โจวอี้รู้สึกประหลาดใจ เพราะเขารู้จักถังหว่านเป็นอย่างดี เธอมีเพื่อนไม่กี่คน ทำไมตอนนี้ถึงได้มีเพื่อนอีกสองคนจากปักกิ่ง?
“จะไปหาเธอก็ได้อยู่หรอก แต่ผมหวังว่าคุณจะจำให้ขึ้นใจว่าเธอไม่ชอบการฆ่าฟัน ดังนั้นคุณควรรู้ว่าอะไรควรพูด และอะไรไม่ควรพูด” โจวอี้เตือน
“พวกเราเข้าใจ” เถาเว่ยเว่ยพยักหน้าอย่างรีบร้อน
โจวอี้เงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงพยักหน้าช้า ๆ แล้วหันไปเปิดประตูห้อง
เวลานี้ถังหว่านและคนอื่น ๆ กำลังนั่งคุยกันอยู่ในห้อง เมื่อพวกเขาเห็นโจวอี้กลับเข้ามาพร้อมกับผู้หญิงสองคนที่มีผ้าคลุมหน้า ทุกคนก็แสดงสีหน้าสับสน โดยเฉพาะถังหว่าน
ก่อนหน้านี้เธอเห็นผู้หญิงสองคนนี้ในห้องข้าง ๆ แต่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมตอนนี้ผู้หญิงทั้งสองถึงมากับโจวอี้ได้
“เสี่ยวหว่าน ผู้หญิงคนนี้บอกว่าเป็นเพื่อนของคุณ และอยากจะมาทักทายคุณน่ะ” โจวอี้ชี้ไปที่เถาเว่ยเว่ย
เพื่อน?
ถังหว่านรู้สึกประหลาดใจ
เธอเคยคิดว่าเถาเว่ยเว่ยดูคุ้นตามาก แต่เนื่องจากเธอไม่อาจเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน เธอจึงจำตัวตนของอีกฝ่ายไม่ได้
“เสี่ยวหว่าน นี่ฉันเอง” เถาเว่ยเว่ยข่มความคิดที่สับสนของเธอลงและยกผ้าคลุมหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยงาม
“เว่ยเว่ย? นี่เธอมาที่จินหลิงตั้งแต่เมื่อไหร่?” ถังหว่านดูประหลาดใจและรีบลุกขึ้นทันที
“ฉันเพิ่งมาที่นี่วันนี้เอง อันที่จริงฉันวางแผนจะไปเยี่ยมเธอพรุ่งนี้ แต่วันนี้ฉันกลับได้เจอเธอซะก่อนที่นี่น่ะ”
เถาเว่ยเว่ยและถังหว่านจับมือกัน เห็นได้ชัดว่าพวกเธอเป็นเพื่อนกันจริง ๆ เมื่อโจวอี้เห็นเช่นนี้ เขาก็ค่อย ๆ ลดการป้องกันลง
เขารู้ว่าถังหว่านมีเพื่อนน้อย ทว่าแต่ละคนนั้นดีมาก แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงที่ชื่อเว่ยเว่ยคนนี้ถึงไปคลุกคลีกับพวกสวะในห้องข้าง ๆ นี้ได้?
“เว่ยเว่ย เราไม่ได้เจอกันมากว่าครึ่งปีแล้วใช่ไหม ครั้งล่าสุดที่ฉันไปปักกิ่งเพื่อถ่ายรายการ ถ้าไม่ใช่เพราะตารางงานที่ยุ่งมาก ฉันคงนัดเธอออกมาเจอกันแล้ว! ” ถังหว่านยิ้มสดใส
“ฉันเห็นรายการที่เธอไปถ่ายทำแล้ว ฉันว่าในทีวีเธอสวยมากแล้วนะ แต่ตัวจริงตอนนี้เธอสวยยิ่งกว่าซะอีก สวยวันสวยคืนขนาดนี้ อนาคตฉันจะอยู่ยังไงละเนี่ย” เถาเว่ยเว่ยพูดติดตลก
“เธอก็สวยเหมือนกันแหละน่า” ถังหว่านยิ้ม
เถาเว่ยเว่ยเหลือบมองไปที่โจวอี้ ความหวาดกลัวในแววตาของเธอถูกซ่อนไว้อย่างดี จากนั้นเธอก็ยกมือขึ้นจับแขนของหนานกงเหยาที่อยู่ข้าง ๆ และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ให้ฉันแนะนำเธอหน่อยนะ นี่คือหนานกงเหยาเพื่อนสาวของฉัน เสี่ยวเหยาชอบเพลงของเธอมากเลย โดยเฉพาะเพลงใหม่ของเธอ เสี่ยวเหยาฟังวนหลายครั้งทุกวันเลยนะ”
หนานกงเหยาเปิดผ้าคลุมหน้าของเธอออก ใบหน้าที่งดงามเผยออกมาให้เห็น
“สวัสดีคุณถัง ฉันหนานกงเหยา”
“สวัสดีค่ะคุณหนานกง คุณสวยจังเลย” ถังหว่านดูประหลาดใจ
เธอมั่นใจในความงามของเธอมาโดยตลอด แต่หนานกงเหยาคนนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอในแง่ของความงามเลย แม้แต่น้ำเสียงของอีกฝ่ายก็ไพเราะมาก
“ขอบคุณ คุณเองก็สวยมากเหมือนกัน” หนานกงเหยาพูดด้วยรอยยิ้ม
เธอยืนยันได้สิ่งหนึ่ง นั่นก็คือถังหว่านไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์
ทว่าทุกคนในห้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่ถังหว่านกลับไม่ใช่ นี่มันแปลกเกินไปไหม?
หรือถังหว่านเกิดมาไม่เหมาะสำหรับการฝึกยุทธ์?
ถังหว่านทักทายเถาเว่ยเว่ยและหนานกงเหยาอย่างอบอุ่น และแนะนำทั้งสองให้รู้จักกับทุกคน “นี่คือสามีของฉัน โจวอี้ ส่วนนั่นลูก ๆ ของฉัน ถังเหมียวเหมี่ยว ถังเสี่ยวรุ่ย และถังเสี่ยวถัง ส่วนพวกเขาตรงนี้ก็คือเฉินซาน อิงหง และหานโหรว”
“สวัสดีจ้ะเหมียวเหมี่ยว เสี่ยวรุ่ย เสี่ยวถัง พวกหนูน่ารักมากเลย” เถาเว่ยเว่ยชมเด็ก ๆ จากนั้นก็มองไปที่ถังหว่านด้วยสีหน้าสงสัยและถามว่า “เสี่ยวหว่าน เธอแต่งงานเมื่อไหร่เนี่ย ทำไมลูก ๆ ของเธอโตไวจัง”
“ฉันไม่ได้จัดงานแต่ง ฉันมีลูกสาวก่อนเดบิวต์เข้าวงการเป็นนักร้องซะอีก” ถังหว่านยิ้ม
“ฉันงอนเธอได้ไหมเนี่ยที่ปิดความลับนี้จากฉันซะมิดเลย”
“โธ่ อย่าน้อยใจไปเลย ว่าแต่ก่อนหน้านี้เธอปวดหัวบ่อยใช่ไหม? เดี๋ยวนี้ยังมีอาการปวดหัวอยู่อีกหรือเปล่า?” ถังหว่านถามด้วยรอยยิ้ม
“ใช่!” เถาเว่ยเว่ยพยักหน้า
“บังเอิญจริง ๆ สามีของฉันเป็นแพทย์แผนจีน ฉันจะขอให้เขาช่วยดูให้นะ บางทีเขาอาจรักษาเธอได้!” ถังหว่านหัวเราะ
เถาเว่ยเว่ยหันไปมองโจวอี้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้และหัวเราะโดยไม่พูดอะไร
เธอรู้สึกอึดอัด
จะให้ฆาตกรคนนี้รักษาเธอเนี่ยนะ?
เขาจะไม่แทงเธอ แล้วคว้านหัวใจออกมาใช่ไหม?
“ถ้างั้นคงต้องขอรบกวนคุณโจว…เอ่อ…พี่เขย” เถาเว่ยเว่ยหยุดชะงักไปชั่วคราวและเปลี่ยนคำพูดกลางคัน
พี่เขย?
โจวอี้แทบจะกลอกตา
ถังหว่านที่กำลังฟังอยู่หน้าแดง แต่เธอก็ยังมีความสุข
โจวอี้นั่งฟังบทสนทนาระหว่างถังหว่านและเถาเว่ยเว่ยอยู่ตลอดจนรู้ว่า ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถังหว่านไปทำงานที่ปักกิ่ง และเนื่องจากตอนนั้นเธอเป็นดาราหน้าใหม่ ไม่มีผู้ช่วยหรือคนขับรถ เธอจึงถูกขโมยกระเป๋าสตางค์ และทำบัตรประชาชนหายที่ปักกิ่ง เธอมีปัญหาในการเข้าพักในโรงแรม
เถาเว่ยเว่ยซึ่งบังเอิญมาพบก็ได้ช่วยถังหว่านเปิดห้อง และให้ถังหว่านยืมโทรศัพท์โทรออกไปสองสามครั้ง
วันรุ่งขึ้น ตัวแทนของถังหว่านมาถึงและพบกับเถาเว่ยเว่ยในร้านอาหารของโรงแรม
จากนั้นทั้งสองสาวจึงติดต่อกันและค่อย ๆ กลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด
เมื่อรู้เรื่องทั้งหมดนี้ โจวอี้ก็มองเถาเว่ยเว่ยดีขึ้นมาบ้าง
“อาจารย์ลุงน้อย ผมขอตัวกลับห้อง” เฉินซานยืนขึ้นและกระซิบกับโจวอี้
“ไปเถอะ” โจวอี้โบกมือ
อาจารย์ลุงน้อย?
หนานกงเหยาซึ่งอยู่ห่างจากเฉินซานไม่เท่าไหร่ได้ยินสรรพนามที่เฉินซานเรียกโจวอี้อย่างชัดเจน ซึ่งมันทำให้เธอตระหนักถึงบางอย่างขึ้นมา
เธอเดาว่าโจวอี้และเฉินซานไม่น่าจะเป็นคนของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง แต่คงเป็นคนของนิกายหรือสำนักสักแห่ง
นอกจากนี้ ด้วยความแข็งแกร่งที่โจวอี้เพิ่งแสดงออกไปให้เธอเห็น อย่างต่ำที่สุดก็น่าจะอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์พร้อม และเมื่อรวมกับที่เขาไม่กลัวตระกูลหยางซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่สุดของจีน ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าสำนักของโจวอี้นั้นมีอำนาจมาก
แปดสำนักหรือนิกายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกศิลปะผู้ฝึกยุทธ์ ได้แก่ สำนักโอสถ ตำหนักหมื่นประดิษฐ์ สำนักบู๊ตึ๋ง วัดจินซาน ตำหนักเทียนจี สำนักปาจี๋ สำนักดาบซูซัน และนิกายเร้นลับ
โจวอี้คงไม่ใช่ศิษย์ของสำนักบู๊ตึ๋งและวัดจินซาน หรือไม่อาจเป็นศิษย์ของตำหนักเทียนจีและนิกายเร้นลับ
ดังนั้นจึงเหลือแค่สำนักโอสถและตำหนักหมื่นประดิษฐ์ สำนักปาจี๋และสำนักดาบซูซัน
ทว่าโจวอี้ทำงานในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง และเป็นแพทย์แผนจีน
จากข้อมูลนี้ ตัวตนของโจวอี้จึงน่าจะเป็นศิษย์ของสำนักโอสถ เพราะศิษย์ของสำนักโอสถเป็นแพทย์แผนจีนที่เก่งที่สุด!
ถ้าเขาเป็นศิษย์ของสำนักโอสถจริง ๆ…
หนานกงเหยาบังเกิดความคิดดี ๆ ขึ้นมา และความคิดนั้นก็เติบโตรวดเร็วราวกับหญ้าป่า!