หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 520 ตัวการร้าย
บทที่ 520 ตัวการร้าย
ภายในสำนักงานที่ตกแต่งอย่างหรูหรามีตู้เซฟซ่อนอยู่ให้ห้อง ภายในตู้เซฟมีเงินสด ทอง และเครื่องประดับอัญมณีจำนวนมาก
ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญสำหรับผางซานเซิ่ง เขายอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อกลับมาที่ตู้เซฟนี้เพราะมีกุญแจที่สำคัญมากอยู่ภายใน มันเป็นกุญแจของตู้นิรภัยธนาคารเครดิตสวิสที่เขาเก็บทรัพย์สมบัติไว้มากมาย
เมื่อเขาคว้ากุญแจได้ เขาก็รีบยัดของมีค่าทั้งหลายรวมถึงเงินสดลงในกระเป๋าเดินทางสีดำ รูดซิปขึ้น จากนั้นมองออกไปนอกหน้าต่าง
“นี่มัน… ความรู้สึกทางญาณสัมผัส?”
ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้นี้ทำให้เขานึกถึงบันทึกของผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งในสมัยโบราณ
เมื่อคนคนหนึ่งทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ คนคนนั้นสามารถเพิ่มพลังของตัวเองด้วยความช่วยเหลือจากพลังปราณฟ้าดิน และเมื่อคนคนนั้นบรรลุถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์พร้อม ก็จะเข้าใจถึงเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน และจะสามารถปล่อยอำนาจจากดวงวิญญาณออกมาได้จาง ๆ ซึ่งนั่นก็คือญานสัมผัส
ใช่ไหม?
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์พร้อมถึงกับมาล่าตัวเขาด้วยตัวเองเลยเหรอ?
หรือว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าที่ถูกส่งมา?
ผางซานเซิ่งคิดถึงตัวตนของโจวอี้ ในฐานะศิษย์ของเจ้าสำนักโอสถฉู่เทียนฮุ่ย มีความเป็นไปได้สูงที่อีกฝ่ายจะส่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ หรือผู้ที่แข็งแกร่งกว่านั้นมาฆ่าเขา
ถ้าใช่…เขาคงถึงวาระแล้ว
เพล้ง!
หน้าต่างกระจกแตกออกอย่างฉับพลัน และร่างสองร่างก็ปรากฏขึ้นในห้องสำนักงาน
สีหน้าของโจวอี้เย็นชาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นผางซานเซิ่งวิ่งไปที่ประตูเพื่อพยายามจะหนี ดวงตาของเขาฉายแววสังหารอย่างบ้าคลั่ง แค่เพียงพริบตาเดียว เขาก็ตามทันและชกเข้าที่หลังศีรษะของผางซานเซิ่ง
เพียงหมัดเดียวทำให้กะโหลกศีรษะของผางซานเซิ่งร้าว
หมัดเดียวทำลายสติของผางซานเซิ่งทันที แน่นอนว่าหมัดนี้โจวอี้ยังยั้งแรงไว้มาก เขายังไม่อยากให้อีกฝ่ายตายง่าย ๆ
ร่างของผางซานเซิ่งลอยกระเด็นออกจากประตู ศีรษะพุ่งทะลุเข้าไปในผนังฝั่งตรงข้ามของทางเดิน โจวอี้เดินตามไป ก่อนจะสอดมือเข้าไปในรูนั้น จับหลังคอของผางซานเซิ่งแล้วดึงเขาออกจากรู
“หมาอย่างแกกล้าดียังไงถึงมาทำให้ครอบครัวของฉันต้องรำคาญใจ?”
แววตาของโจวอี้เย็นชา
จากนั้นโจวอี้ก็หันไปสั่งเยี่ยป๋อซางว่า “ไปไล่คนออกจากบาร์นี้ให้หมด! อย่าให้ใครบุกเข้ามา”
“ครับ!”
เยี่ยป๋อซางพยักหน้าแล้ววิ่งหายไปที่สุดทางเดิน
โจวอี้ลากคอผางซานเซิ่งกลับไปที่ห้องสำนักงาน เขาโยนผางซานเซิ่งทิ้งไว้ที่มุมหนึ่งราวกับโยนขยะแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง จากนั้นก็หยิบกระเป๋าสีดำของอีกฝ่ายขึ้นมาเปิดดูเงินสดและของมีค่าหลายอย่างที่อยู่ในนั้นด้วยสายตาเย้ยหยัน
ผางซานเซิ่งกำลังเตรียมตัวหนี แสดงว่าอีกฝ่ายได้รับข่าวจาก Rain Listening Intelligence Organization ล่วงหน้า
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้หญิงที่ทะเลาะกับเลอาก่อนหน้านี้คือผู้หญิงที่ร่วมมือกับผางซานเซิ่ง
เห็นได้ชัดว่าสถานะของเลอาไม่ได้สูงเท่าผู้หญิงอีกคน
ฟุบ!
ร่างที่รวดเร็วปรากฏขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในห้องสำนักงาน
จางหม่านเยว่มองไปที่ผางซานเซิ่งซึ่งหมดสติอยู่ด้วยหางตา แล้วพูดด้วยความเคารพว่า “หัวหน้าคะ คนของซันการ์เดนเคลื่อนไหวแล้ว คนที่รับผิดชอบในการติดตามพวกเขาพบว่าพวกเขาแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม และมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของนครซิดนีย์ และหลายคนยังมีอาวุธปืนหนัก”
“แม้ว่า Rain Listening Intelligence Organization จะเป็นองค์กรลับ แต่ซันการ์เดนอยู่ในซิดนีย์มาหลายปีแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไม่รู้ว่าแห่งกบดานขององค์กรลับนี้อยู่ที่ไหน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถหาสำนักงานใหญ่พบ แต่ผมคิดว่าอีกไม่นานพวกเขาจะหามันเจอ ตอนนี้พวกเราก็แค่รอดูความสนุกที่กำลังจะเริ่มขึ้น” โจวอี้หัวเราะเยาะ
“แล้วเขาล่ะ? คุณไม่คิดจะฆ่าเขาเหรอคะ?” จางหม่านเยว่ถามโดยชี้ไปที่ผางซานเซิ่ง
“ตอนนี้ยังฆ่าไม่ได้ ปลุกเขาซะ! ผมอยากให้เขาทำอะไรบางอย่างก่อน”
“รับทราบค่ะ!”
หลังจากนั้นราว ๆ ครึ่งนาที
ผางซานเซิ่งตื่นขึ้นจากอาการหมดสติ เมื่อเขาพบว่าแขนขาของเขาถูกหักจนหมด สีหน้าของเขาก็แสดงความสิ้นหวัง
สายตาของเขาจับจ้องไปที่จางหม่านเยว่และโจวอี้อยู่หลายครั้ง และในที่สุดก็จ้องมองโจวอี้ด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ไม่คิดเลยว่าแกจะมีความสามารถขนาดนี้ ฉันอุตส่าห์ซ่อนตัวอยู่ที่นี่อย่างดีแล้วแต่แกก็ยังหาฉันเจอ แต่แล้วยังไงล่ะ? ลูกเมียแกตายหมดแล้วใช่ไหม?”
“ขอโทษที่ต้องทำให้ผิดหวังว่ะ ลูกเมียของฉันยังอยู่ดีกินดี ไม่ได้รับอิทธิพลใด ๆ” โจวอี้นั่งไขว่ห้างพลางสูบบุหรี่และหัวเราะเยาะ “มีหลายอย่างที่แกยังไม่เข้าใจและนึกไม่ถึง แต่ยังไงก็ตามก็ต้องขอบคุณแกนะ ที่ทำให้ฉันได้มาเที่ยวต่างประเทศและได้ทำเรื่องสนุก ๆ”
“ฉันไม่เข้าใจ แกไม่ใช่ศิษย์ของสำนักโอสถหรือไง? แกเป็นศิษย์ของฉู่เทียนฮุ่ย? ถุย! เลิกพูดไร้สาระให้เสียเวลา ฉันรู้ว่าฉันต้องตายแน่ ๆ วันนี้ เพราะงั้นแกจะฆ่ายังไงก็รีบทำ!” ผางซานเซิ่งพูดและหลับตาลง
“ไม่ ๆ แกกับฉันมีเรื่องต้องตกลงกันอีกอย่างก่อนที่แกจะตาย” โจวอี้ยิ้ม
“ให้คุยอะไรอีก? ฉันกำลังจะตาย มีประโยชน์อะไรที่แกจะคุยกับฉัน?” ผางซานเซิ่งลืมตาขึ้นอีกครั้งและมองโจวอี้ด้วยแววตาอาฆาต
“แกน่ะต้องตายอยู่แล้ว แต่แกไม่นึกถึงลูกเมียแกเลยเหรอ? หรือแกไม่คิดถึงสมาชิกตระกูลผางที่เหลือของแกเหรอไง? เรื่องที่ฉันจะคุยก็คือการตัดสินใจนับจากนี้ของแกจะเป็นตัวกำหนดว่าพวกเขาทั้งหมดจะต้องตายตามแกไปรึเปล่า อ้อ ฉันจะไม่ฆ่าพวกเขาง่าย ๆ หรอกนะ ฉันจะทรมานทุกคนในตระกูลผาง โดยเฉพาะลูกเมียแก ทรมานเล่น ๆ สักสิบวันสิบคืนให้ร้องโหยหวนไม่หยุด ฉันจะทำให้คนของแกได้ลิ้มรสของคำว่าตายดีกว่าอยู่!” โจวอี้หัวเราะ
“แกทำไม่ได้อย่างปากว่าหรอก! ถึงแม้ว่าสำนักโอสถของแกจะทรงพลัง แต่จีนไม่ได้อยู่ใต้สำนักโอสถ! จีนยังมีคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง! พวกเขาไม่ยอมให้แกทำเรื่องโหดร้ายตามอำเภอใจแน่… ” หัวใจของผางซานเซิ่งสั่นสะท้าน แต่ภายนอกยังแสดงความเข้มแข็งออกมา
“ฮ่า! เห็นไหมล่ะ อย่างที่ฉันบอกว่ายังมีหลายอย่างที่แกไม่เข้าใจ” โจวอี้โบกมือให้จางหม่านเยว่ ชายหนุ่มยิ้มออกมาและพูดว่า “แนะนำให้เขารู้จักตัวตนของเราหน่อยสิ”
“ฉันจางหม่านเยว่ หัวหน้าทีมกำกับดูแลที่หนึ่งของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงพื้นที่จินหลิง” จางหม่านเยว่เอ่ยขึ้นก่อนจะชี้ไปที่โจวอี้และกล่าวว่า “ส่วนนี่คือท่านเค่อชิงแห่งคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงของเรา ระดับของท่านเค่อชิงสูงกว่าของฉันหลายระดับ”
“นะ…นี่ พวกแกโกหกฉันใช่ไหม!” ผางซานเซิ่งตะโกนออกมา
“แกได้ยินถูกต้องแล้ว ฉันเป็นเค่อชิงของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง ดังนั้น แม้ว่าฉันจะทรมานตระกูลผางทั้งหมดของแกยังไง มันก็จะไม่มีใครมาหยุดฉันได้แน่นอน ฉันคือเค่อชิงแห่งคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง และเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักโอสถ”
“แค่สองสถานะนี้ ถ้าเรื่องราวที่แกส่งคนไปตามฆ่าคนในครอบครัวฉันแพร่กระจายออกไป อย่าว่าแต่ให้ฉันลงมือเลย ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนก็ยินดีที่จะเอาหัวของคนในตระกูลของแกทั้งหมดมามอบให้ฉันเพื่อเอาใจฉัน โดยที่ฉันไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ!” โจวอี้หัวเราะออกมา
“โจวอี้! ครอบครัวของแกยังไม่ได้รับผลกระทบอะไรสักน่อย…” ผางซานเชิงตะโกนด้วยความโกรธ แต่เสียงคำรามของเขาก็หยุดลงกลางประโยค
ยังไม่ได้รับผลกระทบ?
ใช่แล้ว เขาพูดคำนี้ออกไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขากระทำลงไปนั้นนับได้ว่าเป็นความมุ่งร้ายไปที่ครอบครัวของอีกฝ่ายแล้วซึ่งเมื่อคิดย้อนไป เขาก็ละอายใจที่จะพูดต่อ
“พูดต่อสิ! ทำไมไม่พูดต่อ?” โจวอี้เอ่ยอย่างเย็นชา แววตายิ่งแสดงออกว่าปรารถนาที่จะฆ่าอีกฝ่าย
ผางซานเซิ่งหน้าซีดราวกับคนตาย และในที่สุดก็ส่ายหัว
“แกไม่ได้ฆ่าฉันทันทีเพราะต้องการใช้ชีวิตทั้งหมดของตระกูลผางมาต่อรองให้ฉันติดต่อกับ Rain Listening Intelligence Organization เพื่อยกเลิกรางวัลค่าหัวนั่นใช่ไหม?” ผางซานเซิ่งถามอย่างขมขื่น
“ถูกต้อง แกคงไม่ปฏิเสธความต้องการของฉันใช่ไหม?”
“แล้วจะไว้ชีวิตตระกูลผางของฉันได้จริง ๆ เหรอ?”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับแก ฉันจะไม่แตะต้องลูกเมียของแกถ้าแกยอมทำตามที่ฉันบอกแต่โดยดี เพราะยังไงซะ แกที่เป็นตัวต้นเหตุก็ต้องตายไปหลังจากนี้ ฉันไม่จำเป็นต้องแก้แค้นพวกเขาอีกต่อไป มันไม่มีความหมาย” โจวอี้พูดอย่างใจเย็น
“ฉันขอคิดดูก่อน” ผางซานเชิงกล่าว
ผัวะ!
โจวอี้เดินเข้าไปหาผางซานเซิ่งทันที และเตะเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่าย
“ขอคิดที่เตี่ยแกสิ! ติดต่อ Rain Listening Intelligence Organization ให้ฉันเดี๋ยวนี้! ถ้าแกกล้าที่จะถ่วงเวลา ฉันจะให้แกลิ้มรสว่าการมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตายน่ะเป็นยังไง!”