หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 549 คู่สวรรค์สร้าง
บทที่ 549 คู่สวรรค์สร้าง
โจวอี้จ้องมองหวังจ้วงอย่างเงียบงัน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหวังจ้วงนั้นหล่อเหลาและดูเหมือนจะมีภูมิหลังครอบครัวที่ดี แต่ชายหนุ่มที่หล่อเหลาแบบนี้กลับมาชอบซูเสี่ยวเม่ยได้อย่างไร?
จริงจังหรือแค่เล่น ๆ?
ถ้าเขาแค่อยากจะเล่นสนุก นั่นแปลว่าเขากำลังรนหาที่ตาย แต่ถ้าเขาเอาจริง เขาก็เป็นน้องเขยที่ดีได้เลย
โจวอี้เป็นห่วงซูเสี่ยวเม่ยมาก สำหรับเขาแล้วซูเสี่ยวเม่ยถือว่าเป็นน้องสาวของเขาเอง นอกจากนี้ ซูเสี่ยวเม่ยเคยได้รับบาดเจ็บทางสมองเพราะเขามาก่อน ดังนั้นสติปัญญาของเธอจึงได้รับผลกระทบไปด้วย เพียงแค่ความผิดนั้นก็หมายความว่าเขาต้องดูแลซูเสี่ยวเม่ยให้ดีไปตลอดชีวิต
โจวอี้หันไปมองหวังซงผู้กำลังมีสีหน้าย่ำแย่และพูดอย่างใจเย็นว่า “พาน้องชายของคุณกลับไปก่อนเถอะ เราค่อยคุยกันทีหลัง ตกลงไหมครับ?”
“อืม!”
หวังซงพยักหน้าก่อนจะหยิบไม้กวาดที่โจวอี้ทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมา แล้วตวาดใส่น้องชายของตัวเองด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “นายจะกลับบ้านกับฉันไหม! หรือนายจะให้ฉันจะหักขานายให้ทุกคนเห็น!”
“ถ้ากลับบ้านแล้ว อย่าลืมเตรียมเงินสิบล้านให้ผมด้วย!” หวังจ้วงโต้ตอบกลับไป
เตรียมเงินกับตูดแกน่ะสิ! ไอ้น้องบ้า!
มีน้องชายบ้านไหนบ้างที่ขอเงินพี่ชายทีละสิบล้าน!
หวังซงสาปแช่งในใจ และโยนไม้กวาดในมือทิ้งก่อนจะลากหวังจ้วงออกไปด้วยความโกรธ
เรื่องราววุ่นวายเป็นอันจบลงชั่วคราว
เมื่อฝูงชนจากไปหมดแล้ว โจวอี้ก็โบกมือให้เฉิงฮ่าวปิดประตูรั้ว จากนั้นตะโกนบอกซูเสี่ยวเม่ยว่า “ยัยตัวแสบ! มากับฉัน!”
“ตามไปอยู่แล้วแหละน่า จะดุอะไรนักหนาเนี่ย” ซูเสี่ยวเม่ยเม้มริมฝีปากก่อนจะบ่นพึมพำ
ภายในห้องนั่งเล่น
โจวอี้นั่งอยู่บนโซฟา จ้องมองซูเสี่ยวเม่ยที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาตรงข้ามราวกับว่าเธอไม่มีกระดูก และยังคงกินเมล็ดแตงโมต่อไปจนเขาต้องแอบถอนหายใจ
“เฉิงฮ่าว บอกผมเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นที”
“นายหมายถึงหวังจ้วง?”
“อืม และครอบครัวของเขาด้วย” โจวอี้กล่าว
“หวังชิ่งลี่ ผู้นำตระกูลหวัง ปีนี้เขาจะมีอายุครบ 70 ปี เขาสร้างธุรกิจของครอบครัวในเมืองจินหลิงด้วยมือเปล่า เป็นเจ้าของบริษัทวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่โต ตอนนี้ทรัพย์สินของครอบครัวเขาอยู่ที่ประมาณสามถึงสี่พันล้านหยวน”
“หวังชิ่งลี่มีลูกชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคน”
“นายเพิ่งได้พบกับหวังซง ลูกชายคนโตที่มีหัวคิดเรื่องธุรกิจมาก ตอนนี้ธุรกิจของหวังกรุ๊ปเกือบทั้งหมดก็เป็นลูกชายคนนี้แหละที่ดูแล ส่วนลูกสาวคนเล็กอย่างหวังหยาเป็นหญิงสาวที่สวยมาก ตอนนี้เธอกำลังศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศ”
“ลูกชายคนที่สองชื่อหวังจ้วง ปีนี้อายุยี่สิบสาม เขาไม่ได้แย่ แต่ความคิดอ่านในสมองของเขาแตกต่างจากคนทั่วไป เขามีผลการเรียนดีเยี่ยม โดยเฉพาะการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขายังได้รับรางวัลอันดับหนึ่งด้านศิลปศาสตร์มาแล้วที่มณฑลเจียงซู”
“เวลาส่วนใหญ่ที่เขาอยู่ในมหาวิทยาลัยก็คืออยู่ในห้องสมุด เขาไม่มีกลิ่นอายของลูกคนมีอันจะกิน หรือดูเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์เลยถ้าเทียบกับผู้ชายธรรมดา ๆ เท่าที่ฉันรู้นะ มีผู้หญิงสองคนที่เคยทะเลาะกันเพราะเขา คนหนึ่งบาดเจ็บจนเสียโฉม ส่วนอีกคนยังไม่ออกจากคุก แต่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย”
“ดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่มีแฟน ซึ่งถ้าหากดูจากการกระทำก่อนหน้านี้ทั้งหมดของเขา เขาดูเหมือนไม่ใช่คนชอบเพศตรงข้ามเลยด้วยซ้ำ”
เมื่อเฉิงฮ่าวพูดมาถึงจุดนี้ เขาก็มองไปยังซูเสี่ยวเม่ยที่หันมาให้ความสนใจเขาเช่นกัน และสุดท้ายก็เสริมว่า “สรุปก็คือหวังจ้วงดูเป็นคนที่มีนิสัยไม่เป็นพิษเป็นภัยและจิตใจดีมาก แต่เขาแค่ไม่เหมือนคนอื่นตรงที่ไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ และหมกมุ่นอยู่ในโลกของเขาเท่านั้น”
โจวอี้ขมวดคิ้วและถามว่า “ทำไมนายถึงพูดเยินยอเขามากขนาดนี้?”
“ฉันรู้จักครอบครัวของพวกเขามาเกือบสิบปี และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่ชายคนโตของเขา ดังนั้นฉันย่อมรู้เรื่องครอบครัวของพวกเขาค่อนข้างมาก และฉันก็รู้บุคลิกและนิสัยใจคอของพวกเขาด้วย” เฉิงฮ่าวหัวเราะ
“คิดว่าเด็กคนนั้นเหมาะกับน้องสาวของผมไหม?” โจวอี้ถาม
“ถ้าเป็นคนอื่น ฉันไม่คิดอย่างนั้น แต่หวังจ้วง… ฉันรู้สึกว่าเขาเหมือนคนที่สวรรค์สร้างให้มาคู่กับเสี่ยวเม่ย ทั้งคู่มีลักษณะ…” เฉิงฮ่าวหัวเราะ
โจวอี้พยักหน้าตามคำพูด
เรื่องนี้เขาเชื่อเฉิงฮ่าว ทว่าการแต่งงานไม่ใช่เรื่องตลก เขาจำเป็นต้องรู้ให้มากกว่านี้ และแน่นอนว่าเมื่อซูเสี่ยวเม่ยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาก็ตั้งใจที่จะถามความคิดเห็นของเธอเช่นกัน
“เธอชอบหวังจ้วงไหม?” โจวอี้ถาม
“ชอบสิ! เขาหล่อและดูโง่ดี เขาจะเชื่อฟังฉันแน่นอนถ้าได้ไปอยู่บนภูเขากับฉัน!” ซูเสี่ยวเม่ยพูดพลางหัวเราะ
“…”
โจวอี้ไม่ต้องการแย้งว่าใครโง่กว่าใคร
ทว่าหากหวังจ้วงต้องการกลับไปที่หมู่บ้านโจวเมี่ยวพร้อมกับซูเสี่ยวเม่ยจริง ๆ มันก็สร้างความมั่นใจให้เขาได้มาก
“น้องสาว เธอคิดดีแล้วใช่ไหมว่าเมื่อแต่งงานกับใคร เธอต้องอยู่กับคนคนนั้นไปชั่วชีวิต เธอต้องการพาเขากลับไปอยู่ด้วยกันจริง ๆ เหรอ?” โจวอี้ถามอย่างจริงจัง
“อาจารย์ของฉันบอกว่า ถ้าฉันหาสามีได้ ฉันจะโชคดี ตอนนี้โชคดีของฉันมาถึงแล้ว ทำไมจะต้องปฏิเสธล่ะ?” ซูเสี่ยวเม่ยถามย้อน
“เอาล่ะ! เอาตามที่เธอพอใจก็แล้วกัน” โจวอี้ยักไหล่
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและโทรออก หลังจากผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง เขาก็ได้รับเอกสารที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับตระกูลหวังและหวังจ้วง
หลังจากอ่านจบ โจวอี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าหวังจ้วงนั้นเหมาะ…มาก
ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนนี้และซูเสี่ยวเม่ยจะเป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบ
“เฉิงฮ่าว ไปตระกูลหวังเพื่อคุยให้ผมที! หากผู้นำตระกูลหวังตกลง เราจะจัดงานแต่งงานของพวกเขาทันที แต่ถ้ามีเงื่อนไขอะไร ผมยินดีเจรจาทั้งหมด” โจวอี้กล่าว
“ได้เลย!” เฉิงฮ่าวพยักหน้าและเดินออกจากห้องนั่งเล่น
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง
เฉิงฮ่าวกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่สีหน้าของเขาดูแปลกไปเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น?”
“หวังซงไม่เห็นด้วย พ่อของเขาก็ด้วย” เฉิงฮ่าวกล่าวด้วยรอยยิ้มแห้ง
“…”
โจวอี้ยิ้มอย่างขมขื่น เขาคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
“น้องสาว เธอได้ยินไหมว่าครอบครัวของหวังจ้วงไม่เห็นด้วย ดังนั้นเรื่องนี้เราค่อยคุยกันทีหลัง!”
“อื้ม” ซูเสี่ยวเม่ยตอบรับง่าย ๆ
โจวอี้ส่ายหัว จากนั้นให้เฉิงฮ่าวนำทางเขาไปตามแต่ละบ้าน เพื่อขอโทษต่อวีรกรรมของซูเสี่ยวเม่ย และจ่ายค่าเสียหายพร้อมกับกล่าวถ้อยคำสุภาพอย่างนอบน้อม
ท้ายที่สุด ความแค้นของทุกคนที่มีต่อซูเสี่ยวเม่ยก็ถูกขจัดออกไปโดยสิ้นเชิง
ช่วงเย็น
โจวอี้ขับรถ Knight XV ไปที่โครงการเทียนหลินกับเฉิงฮ่าวเพื่อมาส่ง ‘แผนผังเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์’ ให้เฉินอันฉี
แต่เขารู้สึกตงิด ๆ อยู่ในใจ เขารู้สึกอยู่ตลอดว่าจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น แต่เขาคิดไม่ออกว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรได้
บนชั้น 20
เฉินอันฉีกำลังรับประทานอาหาร เธอรู้วิธีทำอาหารจึงทำอาหารสองอย่างและลวกบะหมี่เคียง
เมื่อได้ยินเสียงกริ่งหน้าประตู เธอจึงวางตะเกียบลงและรีบวิ่งไปที่ประตูทันที
เฉินอันฉีเปิดประตูและเห็นโจวอี้ยืนอยู่ข้างนอก หญิงสาวจึงพูดด้วยรอยยิ้มทันที “โจวอี้ คุณมาแล้ว!”
“ใช่ ผมมาส่งแผนผังเส้นลมปราณมนุษย์ให้คุณ” โจวอี้ยิ้มและยื่นมันให้
“เข้ามาก่อนสิ!”
“คราวหน้าก็แล้วกัน เพื่อนผมรออยู่ข้างล่าง ผมแค่เอาของมาให้แล้วจะต้องไปธุระต่อ” โจวอี้ยิ้ม
“รีบขนาดนั้นเลยเหรอ?” เฉินอันฉีรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยพลางรับแผนผังมาจากโจวอี้
“เอาล่ะ ๆ ผมขอเข้าไปตรวจชีพจรคุณอีกครั้งก็แล้วกัน!”
“อืม รีบเข้ามาสิ!”
ทันทีที่โจวอี้ตรวจชีพจรของเฉินอันฉีเสร็จสิ้น เขาก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
เมื่อเขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เขาก็พบว่าเป็นเฉิงฮ่าวที่โทรมา เขาจึงรับสายทันทีและถามว่า “มีอะไรเหรอ? ผมกำลังจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“โจวอี้ มีบางอย่างเกิดขึ้นแล้วน่ะสิ” เฉิงฮ่าวกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“เกิดอะไรขึ้น?”
“น้องสาวของนายลักพาตัวหวังจ้วงไปแล้ว!”