หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 590 สัตว์ประหลาดตัวน้อยในสายตาของอาจารย์เล่ยเล่ย
บทที่ 590 สัตว์ประหลาดตัวน้อยในสายตาของอาจารย์เล่ยเล่ย
เมื่อโจวอี้ฟังคำชมของสาวลุคเปรี้ยว เขาก็กล่าวขอบคุณอีกฝ่ายสองสามคำ ก่อนจะได้ยินเสียงคนเรียก
เจ้าของเสียงเรียกคือหลี่เล่ยเล่ย คุณครูของถังเหมียวเหมี่ยว
“คุณพ่อของเหมียวเหมี่ยวพอจะสะดวกคุยไหมคะ?” หลี่เล่ยเล่ยออกมาจากประตูโรงเรียนแล้วถามขึ้น
“สะดวกครับ”
“ถ้าอย่างนั้นมากับฉันหน่อยค่ะ! ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณ” หลี่เล่ยเล่ยกล่าว
“มันเกี่ยวกับเหมียวเหมี่ยวหรือเปล่า?” โจวอี้ถามขณะที่เขาเดินเข้าไปในโรงเรียนพร้อมกับหลี่เล่ยเล่ย “เธอก่อเรื่องที่โรงเรียนหรือเปล่า?”
“ไม่ค่ะ เหมียวเหมี่ยวเป็นเด็กดีมาก” หลี่เล่ยเล่ยส่ายหัวอย่างรวดเร็ว
ไม่กี่นาทีต่อมา
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าห้องเรียนของถังเหมียวเหมี่ยว หลี่เล่ยเล่ยก็ลังเลและถามว่า “คุณโจว คุณพบอะไรแปลก ๆ เกี่ยวกับเหมียวเหมี่ยวไหมคะ?”
“เรื่องแปลก ๆ ที่คุณหมายถึงคือ?”
“ตัวอย่างเช่น แรงเยอะผิดปกติค่ะ…”
เมื่อโจวอี้ได้ยินคำพูดนั้น จิตใจของเขาก็พลันสั่นไหว
เขารู้ว่าหลี่เล่ยเล่ยหมายถึงอะไร ต้องเป็นเหมียวเหมี่ยวที่แสดงความแข็งแกร่งต่อหน้าอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นแน่ ๆ นั่นเป็นเหตุผลที่หลี่เล่ยเล่ยมาสอบถามเขา
“ครูเล่ยเล่ย ถ้าคุณมีอะไรจะพูดก็พูดตรง ๆ ได้เลยครับ! ถ้าเป็นปัญหาของเหมียวเหมี่ยว ผมจะให้คำอธิบายกับคุณเอง” โจวอี้กล่าว
“ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ค่ะ แต่ฉันพบว่าเหมียวเหมี่ยวน่ะแรงเยอะมาก” หลี่เล่ยเล่ยลังเลในคราแรก แต่ในที่สุดเธอก็พูดอย่างจริงจัง “วันนี้ นักเรียนในชั้นเรียนเกิดหกล้มและบาดเจ็บ เหมียวเมี่ยวเป็นคนแบกเขาไปที่ห้องพยาบาลค่ะ”
“เธอแค่แรงเยอะนิดหน่อยเองครับ” โจวอี้ยิ้ม
“ไม่นิดค่ะ เด็กนักเรียนที่ล้มหนักตั้ง 30-40 กิโล เลยนะคะ แม้แต่ฉันก็ยังอุ้มลำบาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กอายุ 5 ขวบเลยค่ะ แถมเหมียวเหมี่ยวไม่ใช่แค่แบกเขานะคะ เธอยังวิ่งด้วย…” หลี่เล่ยเล่ยพูดด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว
โจวอี้เงียบไป เขาเข้าใจแล้วว่าหลี่เล่ยเล่ยหมายถึงอะไร แต่เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
คุณบอกอีกฝ่ายไม่ได้หรอกว่าคุณอาบน้ำยาให้ลูกสาวบ่อย ๆ และสอนให้เธอฝึกฝนทักษะภายในจิตใจ เพื่อให้ลูกสาวของเธอมีพละกำลังมากกว่าเด็กวัยเดียวกันหลายเท่า
“คุณพ่อเหมียวหมี่ยวคิดอะไรอยู่คะ?” หลี่เล่ยเล่ยถามอย่างสงสัย
“ครูเล่ยเล่ย ผม… ลูกสาวของผมเกิดมาพร้อมพลังเหนือธรรมชาติ” โจวอี้กล่าวด้วยรอยยิ้มแห้ง
“พลังเหนือธรรมชาติ?” หลี่เล่ยเล่ยตกตะลึง เธอรู้สึกว่าคำอธิบายของโจวอี้เหมือนกับการหลอกเด็ก
เธอสอนถังเหมียวเหมี่ยวมานาน ตอนแรกเด็กน้อยคนนั้นยังไม่แรงเยอะขนาดนี้ด้วยซ้ำ
“คุณพ่อเหมียวเหมี่ยว ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ เหมียวเหมี่ยวมีปัญหาทางร่างกาย ฉันคิดว่าคุณควรพาเธอไปตรวจที่โรงพยาบาล เพราะเธอยังเด็กแต่แรงเยอะนี่เป็นเรื่องผิดปกติ” หลี่เล่ยเล่ยกล่าวอย่างจริงจัง
โจวอี้ลังเลและถามทันทีว่า “ครูเล่ยเล่ย เย็นนี้คุณว่างไหม?”
“คะ? ว่างค่ะ มีอะไรหรือเปล่า?”
“ถ้าตอนเย็นคุณว่างก็มาที่บ้านผมสิ บางทีคุณอาจจะเข้าใจว่าทำไมเหมียวเหมี่ยวถึงเป็นแบบนี้ นั่นเพราะเธอทานอาหารที่บ้านผมเป็นประจำยังไงล่ะ” โจวอี้หัวเราะ
“อ่า…ตกลง!”
เสียงกริ่งดังขึ้นหลังเลิกเรียน และเด็ก ๆ จากทุกชั้นก็เข้าแถวรอนอกห้องเรียนอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ถังเหมียวเหมี่ยวออกมาจากห้องเรียน เธอก็เห็นพ่อของเธออยู่ข้างนอก จึงกระโดดเข้าสู่อ้อมแขนของโจวอี้ทันทีด้วยความดีใจ
“พ่อมานี่ทำไมคะ?” ถังเหมียวเหมี่ยวถาม
“เพราะพ่อได้ยินมาว่าวันนี้ลูกช่วยเหลือผู้อื่น พ่อก็เลยมาชมลูกไงล่ะ!” โจวอี้หัวเราะ
“ฮี่ฮี่ หนูทำดีใช่ไหม?”
“ใช่ แต่ลูกลืมสิ่งที่สัญญาไว้กับพ่อ”
“สัญญา…อา! พ่อคะ หนูผิดไปแล้ว” ถังเหมียวเหมี่ยวก้มหน้าลงทันที
“ไม่เป็นไร จากนี้ไป ก่อนลูกจะทำอะไรก็คิดให้เยอะ ๆ อย่างเช่นถ้าวันนี้ลูกไม่ได้ลงมือ แต่เรียกอาจารย์มาดูแทน เพื่อนร่วมชั้นของลูกอาจจะถูกพาตัวไปห้องพยาบาลเร็วกว่าก็ได้ใช่ไหม?” โจวอี้ยิ้ม
“อืม… อืม” ถังเหมียวเหมี่ยวพยักหน้าอย่างชาญฉลาด
ใช้เวลาราว ๆ ยี่สิบนาที โจวอี้ก็พาลูกสาวทั้งสองและหลี่เล่ยเล่ยกลับไปที่ช็องเซลิเซ่ ลานติง วิลล่า
“ครูเล่ยเล่ย ทุก ๆ วันเหมียวเหมี่ยวและเสี่ยวรุ่ยจะไปโรงยิมเพื่อออกกำลังกายหลังเลิกเรียน เราต้องรอสักพักก่อนถึงจะได้กินข้าว หรือคุณอยากจะตามพวกเธอไปที่โรงยิมดีครับ?” โจวอี้แนะนำ
“ได้ค่ะ!” หลี่เล่ยเล่ยตกลงอย่างง่ายดาย
“พ่อคะ…พวกเราทำตัวปกติได้ไหมคะ” ถังเสี่ยวรุ่ยถาม
“ใช่ ปกติลูกออกกำลังกายแบบไหน วันนี้ลูกก็ออกกำลังกายแบบนั้นแหละ อย่าลืมพาครูเล่ยเล่ยไปทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารในอีกหนึ่งชั่วโมงล่ะ” โจวอี้ยิ้ม
“ค่ะ!” ถังเสี่ยวรุ่ยรู้สึกโล่งใจ
หลี่เล่ยเล่ยมองไปที่ถังเสี่ยวรุ่ยด้วยความประหลาดใจ หลังจากตามเด็กทั้งสองไปโรงยิมที่กว้างขวาง เธอเพียงแค่เหลือบมองอุปกรณ์ออกกำลังกายต่าง ๆ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นขาหม้อปรุงยาที่อยู่มุมหนึ่ง รวมทั้งขวดหยกและวัตถุดิบยาที่วางอยู่
เธอรู้ว่าโจวอี้เป็นแพทย์แผนจีน แต่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมมีหม้อขนาดใหญ่ที่นี่
อย่างไรก็ตาม ถังเหมียวเหมี่ยวและถังเสี่ยวรุ่ยดึงดูดความสนใจของเธอไปทันที เด็กสองคนถอดเสื้อแจ็กเก็ตและเปลี่ยนเป็นชุดกีฬา พวกเธออบอุ่นร่างกาย จากนั้นก็เริ่มวิ่งบนลู่วิ่ง
สิบนาทีต่อมา พวกเธอหยุดวิ่งและเริ่มใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายเหล่านั้นเพื่อออกกำลังกาย
ดวงตาของหลี่เล่ยเล่ยแทบถลนออกจากเบ้า หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ เพราะเธอเห็นถังเหมียวเหมี่ยวยกดัมเบลสิบกิโลกรัมด้วยมือข้างเดียว ทั้งยังมีท่าทางผ่อนคลายราวกับเพียงแค่หยิบหมั่นโถว ส่วนถังเสี่ยวรุ่ยก็กระโดดขึ้นและโหนบาร์ของผู้ใหญ่ ทำให้เธอดูคล้ายนักกีฬาทีมชาติ
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม เมื่อหลี่เล่ยเล่ยออกมาจากโรงยิม เธอมองไปที่ถังเหมียวเหมี่ยวและถังเสี่ยวรุ่ยที่ยังมีแรงเหลือเฟือราวกับว่าเธอกำลังมองสัตว์ประหลาดตัวน้อย ๆ สองตัว
มันยากสำหรับเธอที่จะจินตนาการว่าร่างเล็ก ๆ ของเด็กสองคนนั้นมีพลังมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเธอยังมีความยืดหยุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ
“พ่อคะ ครูเล่ยเล่ยมาถึงแล้ว คุยกับเธอหน่อย! หนูจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า” ถังเหมียวเหมี่ยว หัวเราะ
“ได้!”
โจวอี้ที่กำลังง่วนอยู่ในครัวหันกลับมายิ้มและโบกมือ
“ครูเล่ยเล่ย อาหารยังไม่พร้อม ผมเกรงว่าจะใช้เวลารอนานกว่าสิบนาที ทำไมคุณไม่ไปที่ห้องนั่งเล่นแล้วดูทีวีก่อนล่ะ ถ้าผมทำเสร็จแล้วจะไปเรียกเองครับ” โจวอี้หัวเราะ
“ไม่เป็นไรค่ะ ให้ฉันช่วยไหม!” หลี่เล่ยเล่ยกล่าวอย่างเร่งรีบ
“ไม่เป็นไร ๆ ผมเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว ผมจะทำกับข้าวสองสามจานและซุปเนื้อด้วย คุณนั่งรอทานอาหารเย็นด้วยกันก็พอ” โจวอี้ยิ้ม
“เอ่อ… ถ้างั้นฉันอยู่คุยที่นี่เป็นเพื่อนคุณก็แล้วกัน”
“เอาสิ!”