หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 722 กลัวกินอยู่ลำบาก
บทที่ 722 กลัวกินอยู่ลำบาก
แน่นอนว่าผู้หญิงคนสำคัญที่สุดในใจของโจวอี้คือถังหว่าน
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่เธอเป็นผู้หญิงคนแรกหรือการที่ตอนนี้แต่งงานกันตามกฎหมายแล้ว แค่เพราะเธอคลอดลูกสาวให้เขาและเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบาก เธอก็มีน้ำหนักในใจเขามากแล้ว
ส่วนหลันเสวียน เธอครองตำแหน่งอันดับสองในใจเขา แม้แต่อู่ซินเยว่ที่ตอนนี้ตั้งท้องก็ยังไม่สามารถสั่นคลอนตำแหน่งในใจเขาได้
ผู้หญิงคนนั้นปากแข็ง ทว่าเขารู้อยู่แก่ใจว่าหลันเสวียนหลงรักปักใจในตัวเขา อย่างตอนที่เธอรู้ว่าคนจากนิกายดอกบัวขาวต้องการทำร้ายเขา เธอก็ออกโรงโจมตีนิกายดอกบัวขาวเพียงลำพัง เล่นงานอีกฝ่ายจนบาดเจ็บสาหัส
ตอนที่อาจารย์จากตำหนักหมื่นประดิษฐ์ให้เขาคุกเข่าคำนับ เมื่อได้ยินแบบนั้นเธอก็ลงมือทันที ต่อให้รู้ว่าเธอไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม แต่ก็ยังสู้เพื่อปกป้องเขา
ดังนั้นเมื่อฉู่เทียนฮุ่ยให้เขาเลือกระหว่างเซี่ยหลู่กับหลันเสวียน โจวอี้จึงเลือกคนหลังโดยไม่ลังเล
“แน่ใจนะว่าจะไม่ทบทวนดูอีกที?” ฉู่เทียนฮุ่ยถาม
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมเลือกหลันเสวียน” เขายืนกรานหนักแน่น
“โอเค ฉันเข้าใจแล้ว”
ก่อนที่จะวางสายไป โจวอี้มองเซี่ยหลู่ที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตารู้สึกผิด ทว่าไม่ได้เสียใจกับทางเลือกของตนเอง
ตอนนี้เองที่ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นห่างออกไป ก่อนจะพุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง
เป็นเฉินซานนั่นเอง!
เมื่อโจวอี้เห็นอีกฝ่ายก็มีสีหน้าสดใสขึ้นมา และรีบก้าวไปหาก่อนถามขึ้นว่า “เป็นยังไงบ้าง ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือเปล่า?”
“ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว เด็กสี่สิบหกคนปรับตัวกับชีวิตในค่ายลับได้แล้ว ถึงตอนแรกจะฝืนใจและตกใจกับวิธีการของคนในค่าย ผมเลยบอกไปว่าถ้าพวกเขาไม่ชอบและไม่อยากฝึกแล้วก็ให้พากลับออกมาพร้อมผม” เฉินซานบอกพลางส่งยิ้ม
“ได้บอกเมฆหนึ่งกับพวกเขาไหมว่าฉันหวังว่าเด็กพวกนี้จะมีชีวิตรอดต่อไป” โจวอี้ถาม
“บอกไปแล้วล่ะ แต่ว่า…” รอยยิ้มของเฉินซานหุบลง เขาเผยท่าทีลังเลใจ
“แต่ว่าอะไร?”
“ก่อนที่ผมจะกลับออกมา เมฆหนึ่งบอกว่ามีแค่ผู้แข็งแกร่งจะอยู่รอดในค่ายลับได้ ไม่อย่างนั้นก็ตายก่อน ไม่ว่าจะตายระหว่างฝึกหรือทำภารกิจก็ตาม” อีกฝ่ายยิ้มเจื่อน
“เจ้าเมฆหนึ่งนั่น…” โจวอี้พูดไม่ออกแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้
เขารู้ดีว่ายากที่จะเปลี่ยนกฎการเอาตัวรอดในค่ายลับที่มีมามากกว่าสิบปี หรืออาจจะหลายสิบปีด้วยซ้ำ กฎและความเชื่อพวกนั้นฝังลึกลงกระดูกของเมฆหนึ่งกับพรรคพวกไปแล้ว คนพวกนั้นภักดีแต่ก็ดื้อดึงเช่นกัน
ตอนนี้เขาทำได้เพียงภาวนาให้เด็กทั้งสี่สิบหกคนเอาชีวิตรอดมาให้ได้
“เฉินซาน ต่อไปทุก ๆ สามเดือน ให้คุณไปที่ค่ายลับและส่งเครื่องมือช่วยฝึกให้พวกเขา ผมหวังว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งและมีโอกาสรอดมากขึ้น” โจวอี้บอก
“เข้าใจแล้ว” เฉินซานพยักหน้ารับ
“ว่าแต่เหมิงเทียนอ้าวกลับมาจินหลิงแล้ว อีกไม่นานเขาจะไปเจรจากับใครบางคน คุณกลับไปช่วยเขาด้วยนะ” โจวอี้สั่ง
“ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมก็กลับไปแล้ว”
“ไม่ต้องรีบ อยู่กินข้าวพักผ่อนก่อนกลับไปสิ”
“ครับ”
เวลาล่วงเลยมาถึงสี่ทุ่ม
ขณะที่เฉินซานออกจากเมืองเยี่ยเฉิง โจวอี้และเซี่ยหลู่ รวมถึงเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยก็ออกจากคฤหาสน์ไปตลาดมืดใต้ดินของเมืองตอนกลางดึกเช่นกัน โจวอี้แปลกใจที่ตลาดมืดที่นี่ใหญ่กว่าที่จินหลิงมาก
เมื่อเขามาถึง สิ่งแรกที่พบคือแผงร้านค้าเรียงรายสองข้างทาง ทว่าเขาสนใจร้านตรงกลางทางเหนือเป็นพิเศษ ที่นั่นมีทางแยกออกไปสองทาง แต่ละทางเป็นที่ตั้งแผงของผู้ฝึกยุทธ์สี่คน
“ด้านในคืออะไร?” เขาถาม
“โรงประมูลกับคุกไง” เซี่ยหลู่รู้จักที่นั่นดีจึงตอบออกไปทันที
“ผมรู้จักโรงประมูล แต่ที่บอกว่าคุกหมายความว่ายังไง?” โจวอี้ถามด้วยความงุนงง
“เป็นที่ที่เอาไว้ขังคนร้ายไง” เธอตอบ
“ขังคนร้ายเหรอ ข้อหาอะไรล่ะ?”
“ผู้ฝึกยุทธ์ร้อยพ่อพันแม่ในโลกที่ฆ่าคนและขโมยของ ถ้าไม่ถูกฆ่าก็ถูกส่งมาขังที่ตลาดมืด ชะตากรรมที่รออยู่มีแค่สองอย่าง อย่างแรกถ้าทนไม่ได้ในก็จะถูกฆ่าทิ้ง อย่างหลังก็คือถูกคนซื้อตัวไป”
“มันคือการค้ามนุษย์ชัด ๆ เลยนี่” เขาเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่ได้เรียกว่าค้ามนุษย์ มันคือการให้โอกาสไถ่ชีวิตต่างหาก เพราะคนที่มาซื้อส่วนใหญ่มาจากสำนักใหญ่ ๆ ทั้งนั้น สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือเลวก็ถูกส่งไปเป็นทหารพลีชีพในโลกตงเทียนทั้งนั้นแหละ”
“….”
โจวอี้เคยอ่านเรื่องพวกนี้มามาก แต่ตอนนี้เขาเพิ่งได้เข้าใจว่าดูเหมือนโลกผู้ฝึกยุทธ์ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน
“เดี๋ยวนะ เมื่อกี้คุณเพิ่งบอกว่าถูกส่งไปเป็นทหารพลีชีพที่โลกตงเทียนเหรอ?” โจวอี้ถาม
“นายไม่รู้เหรอ?”
“รู้อะไร?”
“ถึงโลกตงเทียนจะมีสภาพแวดล้อมเฉพาะและเป็นวิมานที่ผู้ฝึกยุทธ์เฝ้าฝันถึง มีสมุนไพรหายากกับผลไม้วิญญาณเยอะแยะ แต่ก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก พวกสัตว์ประหลาดอาจจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้ พวกมันอยากบุกโลกของเราจะตาย!” เซี่ยหลู่อธิบาย
สัตว์ประหลาด? สัตว์ประหลาดอะไรกัน?
เขาตั้งท่าจะหันไปถามก็ถูกเธอดันหน้าเขาไปอีกทาง
หมายความว่ายังไง?
เขาเหลือบมองเหลียงเหล่ยกับเวิงหลิวกุ้ยด้านหลัง เพิ่งรู้สึกตัวว่าเวิงหลิวกุ้ยเอื้อมมือแตะเซี่ยหลู่ เห็นได้ชัดว่าเตือนไม่ให้เธอตอบคำถามเขา
“ผู้อาวุโสทั้งสอง ตอนนี้ระดับยุทธ์ของผมสูงขึ้นแล้วนะ เทียบได้กับระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสุดท้าย ผมเองก็ควรรู้เรื่องด้วยไม่ใช่เหรอ?” เขาขมวดคิ้วถาม
“พอเจ้ากลับไปทำงานที่สำนักก็จะรู้ทุกอย่างเอง” เวิงหลิวกุ้ยเอ่ยเสียงเรียบ
“ทำไมรู้ตอนนี้ไม่ได้ล่ะ?” เขาถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เพราะพอเจ้ารู้แล้วความคิดก็จะเปลี่ยนไป ต่อให้อยู่ข้างนอกก็จะกินอยู่ยากลำบาก ตอนนี้ไม่รู้จะดีกว่า” อีกฝ่ายตอบ
โจวอี้นิ่งเงียบไป เขาอยากรู้ ต่อให้จะลำบากไปทั้งชีวิตก็ยอม แต่ตอนนี้มีเหลียงเหล่ยกับเวิงหลิวกุ้ยตามมาด้วยทำให้ซักไซ้ต่อไม่ได้ เอาไว้รออยู่กับเซี่ยหลู่ตามลำพังค่อยล้วงข้อมูลจากเธอก็แล้วกัน
หลังจากนั้นเขาจึงหันไปสนใจสิ่งของในตลาดมืด เขาพบว่านอกจากจะมีผู้ฝึกยุทธ์มาตั้งแผงแล้ว ยังมีบางคนที่ไม่ได้ตั้งแผง แต่เพียงแค่เอาของมาวางที่พื้นเพื่อรอให้คนมาถามราคา
“มันคือเสื้อผ้าเหรอ?” เขาหยุดอยู่หน้าแผงหนึ่ง มองสิ่งนั้นอยู่หลายครั้งก็ถามกับคนขาย
“เสื้อคลุมคุ้มกันยังไงล่ะ” คนขายมองมาด้วยสายตาราวกับว่าโจวอี้เป็นคนบ้านนอก