หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 759 พบกันกลางทะเล
บทที่ 759 พบกันกลางทะเล
เดิมทีซือเจี้ยนอิงคิดว่าการให้เสื้อคลุมคุ้มกันและตำราทักษะ ‘วิถีแสงโบกสะบัด’ กับโจวอี้ก็นับว่าเป็นของขวัญที่ใจกว้างมากแล้ว
แต่ปรากฏว่ามูลค่าของที่อีกฝ่ายมีกลับมากกว่าที่เขาให้ไปเสียอีก หรือว่าเขาเสียของขวัญไปให้เจ้าหนุ่มคนนี้ไปฟรี ๆ แล้ว?
ไม่มีทางหรอก…แม้จะไม่ได้ป้ายเจ้าสำนักคืนมา แต่เขาก็ได้มาดื่มชาด้วยกัน
เขาละอายใจและครุ่นคิดที่จะหาของขวัญไปมอบให้เพิ่ม แต่จะเอาอะไรไปมอบให้ดีล่ะ?
โจวอี้ตรวจสอบเสื้อคลุมคุ้มกันและอาวุธต่าง ๆ เมื่อเห็นว่ามีคุณภาพดีก็บอกให้เหมิงเทียนอ้าวเอาไปเก็บ ระหว่างดื่มชาก็พูดคุยกับซือเจี้ยนอิงไปพลาง ๆ
สี่ทุ่ม
โจวอี้หาวออกมา ก่อนจะบอกเสียงเนือยว่า “เอาล่ะ ดึกมากแล้ว เราต้องไปทะเลกันพรุ่งนี้ คงอยู่คุยต่อไม่ได้แล้ว คุณกลับไปพักผ่อนก่อน ถ้าเรามีโอกาสเจอกันอีกก็มาดื่มชาและพูดคุยกันนะครับ”
“คุณโจว ป้ายเจ้าสำนักนั่นน่ะ…”
“ป้ายอะไร มันคืออะไรล่ะครับ?” โจวอี้ทำทีเป็นงุนงง
“คุณ…”
“อ๋อ ผมจำได้แล้ว ของที่คุณใช้ขโมยของสินะ! แต่มันเป็นของคุณนี่ ทำไมถึงมาถามผมล่ะ? คิดว่าผมมีทักษะมากกว่าขโมยอย่างคุณเหรอครับ ผมจะไปขโมยของคุณได้ยังไง?” โจวอี้ถาม
“ไม่ใช่เรื่องขโมย แต่ว่าเป็นการขอร้อง หวังว่าคุณจะคืนให้เราหลังใช้เสร็จ” ซือเจี้ยนอิงยิ้มอย่างลำบากใจ
“ขอร้องเหรอ คำนี้ดูดีจัง” โจวอี้ลุกขึ้นก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีอารมณ์ดี “ถ้าผมเจอมันแล้วจะคืนให้ก็แล้วกัน ตอนนี้กลับไปได้แล้ว! ผมอยากพักผ่อน”
“งั้นไม่รบกวนแล้ว” ซือเจี้ยนอิงค่อย ๆ ลุกขึ้น พลางถอนหายใจและพาเยี่ยนสือปากลับไป
ระหว่างที่ศิษย์และอาจารย์เดินออกจากสนามหญ้าไป เยี่ยนสือปาอดถามขึ้นไม่ได้ “อาจารย์ ทำไมต้องเกรงอกเกรงใจเขาขนาดนั้นด้วย ในเมื่อเขาขโมยของเราไป เราก็ขโมยกลับมาก็ได้นี่ ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะเก่งกว่าอาจารย์หรอก”
“หุบปากได้แล้ว!”
สีหน้าซือเจี้ยนอิงเปลี่ยนไปและหันไปมองด้านในโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมาก็ถอนหายใจโล่งอกก่อนจะดุเยี่ยนสือปา “เธอนี่มันโง่จริง ๆ ถ้าฉันมั่นใจก็คงขโมยกลับมาแล้ว คิดว่าฉันจะให้ของขวัญชุดใหญ่และขอโทษนานขนาดนั้นไหมล่ะ?”
“อาจารย์ คุณเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์เชียวนะ โดยเฉพาะ…”
“ยังจะพูดแบบนี้อีกเหรอ!” ซือเจี้ยนอิงเร่งฝีเท้าขึ้นก่อนขึ้นเสียง “ไม่เห็นผู้อาวุโสสองคนที่อยู่ข้างโจวอี้เหรอ? พวกเขาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า ระดับผสานเต๋าเชียวนะ!”
เยี่ยนสือปางุนงงและชะงักค้างไป
อาจารย์ของเธอล้อเล่นหรือเปล่า?
จะมีจอมยุทธ์ระดับนั้นสักกี่คนในโลกนี้กัน
โจวอี้มีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าถึงสองคนอยู่ใกล้ตัวเลย?
ซือเจี้ยนอิงสูดหายใจเข้าลึกและส่ายหน้าพลางยิ้มอย่างจนปัญญา “ถ้ามีแค่เหลียงเหล่ยกับเวิงหลิวกุ้ย ฉันเองก็พอจะหายใจหายคอได้อยู่หรอก แต่เธอไม่เห็นผู้ชายคนนั้นที่นั่งหลับอยู่ที่มุมโซฟาเหรอ?”
“เห็นสิคะ!”
“เห็นแล้วยังกล้าพูดเหลวไหลแบบนี้อีก ถึงอายุจะไม่มาก แต่ฉันมั่นใจว่าเขาต้องแข็งแกร่งเข้าขั้นน่ากลัวมากแน่ ๆ เผลอ ๆ เอาไปเทียบกับเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยแล้วอาจจะไม่แพ้กันก็ได้”
เขาจำได้ว่าตอนเห็นอีกฝ่ายครั้งแรกก็ขนลุกเกรียว หวาดกลัวเต็มที นิ่งอึ้งไปกับแววอาฆาตที่เจ้าตัวปล่อยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“หมายความว่ายังไงคะ? คนคนนั้นแข็งแกร่งพอ ๆ กับผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าเหรอคะ? จะเป็นไปได้ยังไง?” เยี่ยนสือปารู้สึกเหลือเชื่อ
“เธอจะไปรู้อะไร จอมยุทธ์ที่มีฝีมือน่ะ ถ้าบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์ได้ก่อนอายุสามสิบ รูปร่างหน้าตาก็ไม่ค่อยเปลี่ยนนักหรอก ยิ่งถ้าบรรลุระดับผสานเต๋าได้ก่อนห้าสิบ ต่อไปเขาอายุสองร้อยก็ยังดูเหมือนสามสิบสี่สิบอยู่เลย ใครจะไปรู้ว่าคนที่ดูเข้าวัยกลางคนจริง ๆ แล้วเขาอายุเท่าไหร่” ซือเจี้ยนอิงเอ่ยเสียงแข็ง
“…”
เธอตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอายุน้อยอย่างโจวอี้จะมีผู้แข็งแกร่งอยู่รอบตัวตั้งสามคน
แม้เธอจะไม่ได้เป็นคนที่เก่งกาจในสำนัก แต่ก็มีสมาชิกคนอื่นที่มีฝีมือมากมายในสำนัก ทว่านอกจากบรรบุรุษของเธอแล้วก็ไม่มีใครบรรลุไปถึงระดับผสานเต๋าสักคน
“อาจารย์ ทำไมโจวอี้ที่เป็นศิษย์สำนักโอสถถึงได้มาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการเถิงหลงได้ล่ะ?” เธอถามด้วยความงุนงง
“เธอถามฉันแล้วฉันจะไปถามใคร? ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักโอสถ เฮ้อ… ไม่หาเรื่องใครจะดีกว่า แต่กลับไปท้าทายเขาซะได้ ตอนนี้เป็นยังไงล่ะ ไก่บินหนีไข่แตก[1] เสียฮูหยินเสียซ้ำขุนศึก[2] ดวงซวยจริง ๆ” เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา
เธออับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
“เอาเถอะ โชคดีที่สุดท้ายเขายังรับปากเรา หวังว่าเขาจะขโมยไปพักหนึ่งแล้วคืนให้เรา!” ซือเจี้ยนอิงยิ้มอย่างเหนื่อยใจก่อนจะเอ่ยต่อ “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ถ้าเขาไปไหน เราจะตามไปจนกว่าเขาจะคืนให้เรา”
“พวกเขาจะยอมเหรอคะ?” เธอเริ่มกังวล
“ไม่น่าเป็นอะไรหรอก คนของสำนักโอสถไม่ได้เหี้ยมโหด พวกเขามีเหตุผล แค่เราตามพวกเขาก็คงไม่เป็นไร” เขาบอกด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
เนื่องจากเขารู้ว่าคนที่อยู่กับโจวอี้นั้น นอกจากผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า ยังมีผู้แข็งแกร่งที่ปล่อยรังสีอาฆาตออกมา แม้แต่เด็กหนุ่มที่ตามอีกฝ่ายต้อย ๆ ก็ยังดูมาดร้าย ราวกับจะฆ่าแกงกันได้ทุกเมื่อ
ต้องเกิดเรื่องแปลกประหลาดในสำนักโอสถแน่!
เช้าวันรุ่งขึ้น
เรือโดยสารสองลำแล่นออกจากท่า มุ่งหน้าไปยังท้องทะเลกว้างใหญ่
ศิษย์และอาจารย์อย่างซือเจี้ยนอิงและเยี่ยนสือปายืนอยู่ที่หัวเรือลำที่สอง จ้องมองเรืออีกลำแล่นนำไปด้วยความไม่สบายใจ
พวกเขายังไม่มั่นใจถึงจุดประสงค์ของโจวอี้ในการออกทะเล ทว่าเพื่อป้ายเจ้าสำนักแล้ว พวกเขาจึงจำใจตามไป
เวลาผ่านพ้นไป พริบตาเดียวเรือโดยสารก็แล่นมาแล้วสามสิบชั่วโมง
ตกดึกแล้ว ดวงดาวพร่างพราวบนท้องฟ้าเปล่งประกายเหนือผืนน้ำ เยี่ยนสือปาที่นั่งไขว่ห้างอยู่ที่หัวเรือพลันเห็นแสงเลือนรางสว่างวาบอยู่ไกล ๆ
“อาจารย์…” เธอหันไปเรียก
“เกิดอะไรขึ้น?” ซือเจี้ยนอิงเดินออกมาจากห้องขับและถามพลางขมวดคิ้ว
“อาจารย์ ดูนั่นสิ มีแสงไฟทางโน้น” เธอชี้ไปไกล ๆ
เขามองไปโดยรอบและเห็นแสงนั้นอยู่ห่างออกไป แม้มันจะไม่สว่างนักก็ตาม
ระหว่างที่เรือแล่นต่อไปเรื่อย ๆ ในที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นต้นทางของแสงนั้น… เป็นแสงจากเรือโดยสารสองลำ
“แปลกจัง ทำไมถึงมีเรือลำอื่นกลางทะเลลึกแบบนี้?”
“หรือจะเป็นเรือของคนของสำนักโอสถที่มานัดพบกัน?”
“ต้องการจะทำอะไรกันแน่นะ?”
ซือเจี้ยนอิงนิ่วหน้า ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัว
เรือของคนสำนักโอสถอยู่ห่างจากเรือที่มาเผชิญหน้ากันอีกสองลำไปไม่กี่กิโลเมตร หลายคนมุ่งหน้าไปทางอีกฝ่าย เหยียบบนผืนน้ำและตั้งแถวเป็นรูปศรท่ามกลางความมืด เพียงไม่กี่อึดใจก็ไปปรากฏตรงหน้าโจวอี้กับพรรคพวก
“เสี่ยวอี้!”
“เจ้านาย!”
โจวหมิงอวี้ หม่าเทียนฝู เซียวเต้าจื่อ และทีเร็กซ์มาถึงแล้วก็ตะโกนเรียกกัน
“ปู่สาม ไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีไหมครับ?” โจวอี้จับมือโจวหมิงอวี้และถามขึ้นอย่างนอบน้อม
“สบายดี!” อีกฝ่ายพยักหน้าพลางยิ้มให้ สายตาหันไปมองเหลียงเหล่ย เวิงหลิวกุ้ย และคนอื่น ๆ
ปู่สามเหรอ?
ปู่สามของโจวอี้มาจากไหนกัน?
เจ้าสำนักไม่ได้เป็นคนเลี้ยงเขามาเหรอ?
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยสบตากัน สายตาดูสับสนงุนงง
แม้แต่จ้านหลิงอวิ๋นที่ไม่ค่อยอยากใกล้ชิดกับคนแปลกหน้ายังแอบมีท่าทีแปลกใจ
[1] ไก่บินหนีไข่แตก หมายถึง สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง
[2] เสียฮูหยินเสียซ้ำขุนศึก หมายถึง การสูญเสียซ้ำสองอย่างในครั้งเดียว