หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 854 รวมตัวกัน
บทที่ 854 รวมตัวกัน
ภายในหุบเขาที่รายล้อมด้วยยอดเขา แสงเรืองรองสาดส่องระยิบระยับ ผู้ฝึกยุทธ์หลายร้อยคนยืนอยู่บนยอดเขาโดยรอบ ทุกสายตาจับจ้องมายังถ้ำที่ถล่มกลางหุบเขาที่ส่องแสงสีทองเรืองรองออกมา
ถ้ำลึกราว ๆ เจ็บสิบเมตรถล่มลงมา เสียงมังกรร้องคำรามยังดังขึ้นให้ได้ยินอยู่บ้าง
“ท่านครับ เกิดเรื่องแล้วครับ” ชายร่างโตกระซิบบอก
“มีอะไร?” เหลียงชิงไห่ถามเสียงเข้ม
“เพิ่งเจอว่ามีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าพยายามเข้ามาในหุบเขาครับ แต่ว่าพวกเขาเข้ามาถึงที่นี่ไม่ได้ ได้แต่อยู่บนยอดเขาครับ” อีกฝ่ายรายงาน
เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่านะ?
เหลียงชิงไห่หันไปมองทางยอดเขา ทันใดนั้นก็เห็นชายแก่ผมขาวทำหน้าบูดบึ้งยืนอยู่บนยอดเขา อีกฝ่ายเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงที่อยู่ในระดับผสานเต๋า อีกทั้งยังเป็นผู้แข็งแกร่งคนแรกที่มาถึงที่นี่
เหลียงชิงไห่ไม่ทันเห็นว่าเจ้าตัวมาถึงยอดเขาเมื่อไหร่ด้วยซ้ำ
“ขึ้นไปดูหน่อยดีกว่า”
เหลียงชิงไห่พูดจบก็วิ่งขึ้นยอดเขา และเมื่อมาอยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย เขาก็ทักทายอย่างนอบน้อม “ผู้อาวุโสจู้ เป็นยังไงบ้างครับ?”
“มีข้อห้ามในสุสานมังกรอยู่ มันต่อต้านผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า ฉันต้านทานพลังนั้นได้ใกล้สุดอย่างมากก็เท่านี้” ผู้อาวุโสจู้ยิ้ม
“หมายความว่า… ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าเข้าไปในสุสานมังกรไม่ได้เหรอครับ?” เหลียงชิงไห่ถามด้วยความตกใจ
“ใช่แล้ว สุสานมังกรอยู่ในเขตแดนลับที่มีเต๋าอิสระควบคุมอยู่ แต่พวกเราที่อยู่ระดับผสานเต๋ารับเอาเต๋าจากโลกภายนอกมาแล้ว ก็เลยมีแต่ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ที่เข้าไปได้” ผู้อาวุโสจู้บอกอย่างจนปัญญา
เมื่อได้ยินดังนั้น เหลียงชิงไห่ก็เงียบไปทันที
ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงมีไม่มาก ตอนนี้มีอยู่รวม ๆ แล้วยี่สิบหรือสามสิบคนเท่านั้น พวกเขาทำหน้าที่ประจำการอยู่ทั่วประเทศ ต่อให้เขาพยายามเรียกมาให้มากที่สุด ทว่าภายในเวลาอันสั้นก็คงมาได้เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
“ผู้อาวุโสจู้ ที่สุสานมังกรมีอันตรายหรือเปล่าครับ?” เหลียงชิงไห่โพล่งถาม
“จากบันทึกโบราณบอกว่าไม่ใช่แค่สุสานมังกรที่อันตราย แต่ยังมีสิ่งที่อันตรายมากกว่านั้นถ้าเผลอตกลงไปใส่มังกรโบราณพวกนี้เข้า” อีกฝ่ายตอบ
“เรื่องนี้มัน…” เหลียงชิงไห่นึกลังเล
“แต่อันตรายก็มาพร้อมโอกาสทอง มังกรโบราณชอบสมบัติ สิ่งที่ฝังเอาไว้กับมันก็เลยมีแต่ของดี ได้มาแล้วแสนจะคุ้มค่า” ผู้อาวุโสจู้บอก
“ครับ!”
เหลียงชิงไห่พยักหน้ารับเงียบ ๆ
เขายังคงไม่ค่อยมั่นใจนัก
จุดประสงค์หลักของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงไม่ใช่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตนเองและหาผลประโยชน์ ทว่าคือการปกป้องประเทศนี้เอาไว้ รักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ ทำให้ผู้คนอยู่อย่างสงบสุขและปลอดภัย
แต่ตอนนี้มีสมบัติเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว!
หากมีผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์มาที่นี่มากเกินไปคงบาดเจ็บกันหนักในสุสานมังกรนั่น แล้วจะคุ้มค่ากับความสูญเสียหรอกหรือ?
“ให้คนอื่นออกโรงให้สิ!” ผู้อาวุโสจู้บอก
“แต่ว่าคนอื่นก็ไม่ได้เป็นคนของคณะกรรมการเถิงหลง ต่อให้พวกเขาได้ประโยชน์จากสุสานมังกร แต่จะยอมแบ่งให้เราเหรอครับ?” เหลียงชิงไห่ถาม
“เราไม่ต้องแบ่งเท่ากันก็ได้นี่ พวกเขาแบ่งมาให้เราแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ก็พอ เราต้องพึ่งพวกเขา พวกเขาเองก็ต้องพึ่งพวกเราเหมือนกัน” ผู้อาวุโสจู้บอก
“ก็มีเหตุผลนะครับ เดี๋ยวผมจะติดต่อไปเดี๋ยวนี้” เหลียงชิงไห่กล่าว
ทันใดนั้นเขาก็หันไปมองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
โจวอี้หรือ?
เขารีบมาที่นี่?
คนอื่นก็ยังพอทำเนา แต่ว่าเด็กคนนี้… เป็นคนอื่นที่ต่างออกไป!
เขายิ้มเจื่อนพลางส่ายหน้า
“ผู้อาวุโสเหลียง”
โจวอี้มาหาเหลียงชิงไห่พร้อมเอ่ยทักทาย สายตาหันไปมองแสงสีทองที่ส่องออกมาจากหุบเขา
“โจวอี้ สำนักโอสถส่งนายมาที่นี่คนเดียวเหรอ?” เหลียงชิงไห่ถาม
“ผมนำมาก่อนครับ เดี๋ยวจะมีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าตามมาด้วย” โจวอี้ตอบ
“อืม!”
เหลียงชิงไห่พยักหน้าและหันไปโทรศัพท์อีกทาง
เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งวันเต็ม หลายคนมาถึงยอดเขารอบหุบเขา มีทั้งคนจากหลากหลายกองกำลัง รวมแล้วอย่างน้อยหลายพันคน
โจวอี้ยืนอยู่บนยอดเขากลางวงที่จ้านหลิงอวิ๋นและผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์จากสำนักโอสถยืนล้อม ทว่าพวกเขาต่างก็บาดเจ็บกันอยู่
โจวอี้รู้จากจ้านหลิงอวิ๋นว่าผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าจากตำหนักหมื่นประดิษฐ์และตระกูลจีจากเสินหนงมาถึงโลกตงเทียนที่สำนักโอสถคอยดูแลเพื่อช่วยรับมือการรุกรานของพวกต่างดาว
เพียงแต่คราวนี้มีพวกต่างดาวบุกเข้ามาจำนวนมาก การต่อสู้จึงเป็นไปอย่างดุเดือด
“เกือบแล้วล่ะ” จ้านหลิงอวิ๋นกล่าว
“เรื่องอะไรครับ?” โจวอี้ถามด้วยความงุนงง
“แรงต้านทานของท่วงทำนองเต๋าอ่อนกำลังลงแล้ว อย่างมากอีกครึ่งชั่วโมง คนที่ระดับต่ำกว่าผสานเต๋าก็เข้าไปในสุสานมังกรได้แล้ว” อีกฝ่ายตอบ
“ท่านลุงเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า ไม่เข้าไปเหรอครับ?” โจวอี้ถาม
“ระดับผสานเต๋าเข้าไปไม่ได้หรอก” จ้านหลิงอวิ๋นตอบ
“ทำไมล่ะครับ?”
“เพราะท่วงทำนองเต๋าไงล่ะ เขตแดนลับมีท่วงทำนองเต๋าเป็นของตัวเอง ทำให้ผู้ยุทธ์ระดับผสานเต๋าหรือแม้แต่ระดับเทพแปลงเข้าไปไม่ได้” อีกฝ่ายอธิบาย
รอยยิ้มบนใบหน้าโจวอี้หุบลง เดิมทีเขาคิดว่าจะมีจ้านหลิงอวิ๋นคอยนำทางให้ เขาจะได้สำรวจสุสานมังกรให้หนำใจ แต่เจ้าตัวกลับเข้าไปไม่ได้ เขาจึงต้องเข้าไปกันแค่สามคน
หากเกิดอันตรายด้านใน นั่นจะไม่หมายความว่าต้องตายข้างในหรือ?
“โจวอี้ จำเอาไว้ว่าหลังจากเข้าไปด้านในแล้ว สิ่งแรกที่ต้องระวังคือคน ไม่ว่าจะมีสัมพันธ์อันดีกับสำนักโอสถแค่ไหนก็อย่าได้เชื่อใจเด็ดขาด” จ้านหลิงอวิ๋นบอกเสียงเข้ม “จ้านเฟิง เกาหาน พูดแบบนี้อาจจะดูไม่ดี แต่ว่าพวกนายต้องคอยระวังในสุสานมังกรให้ดี ตามดูแลโจวอี้อย่างใกล้ชิด ต่อให้สู้จนตัวตายก็ต้องรักษาความปลอดภัยของเขาให้ได้”
“ครับ!”
จ้านเฟิงและเกาหานประสานมือขานรับ
“ท่านลุง ไม่ต้องห่วง ผมจะอยู่และตายไปกับพวกเขาทั้งสองคน” โจวอี้กล่าว
“เจ้าโง่ นายเป็นอัจฉริยะของสำนักโอสถก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปสิ แถมยังมีโอกาสขึ้นไปถึงระดับเทพแปลงอีกต่างหาก แม้ว่าตอนนี้สำนักโอสถของเราจะมีผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงแล้ว พวกเขา… สำนักของเราก็ยังต้องการคนมีฝีมือรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลง” จ้านหลิงอวิ๋นเอ่ยเสียงเข้ม
โจวอี้เงียบไป เขาไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตตนเองมีค่ามากกว่าคนอื่น ทว่าก็เข้าใจในสิ่งที่จ้านหลิงอวิ๋นบอกเช่นกัน เขามองอีกฝ่ายด้วยท่าทีมุ่งมั่นและตัดสินใจแน่วแน่ว่าต่อให้ต้องเป็นภาวะคับขันก็จะไม่มีทางทอดทิ้งพวกเขาทั้งสอง
เขาหันไปมองอีกทางหนึ่ง วันนี้เขาได้เจอคนคุ้นหน้าหลายคน ส่วนใหญ่เป็นอัจฉริยะที่เคยพ่ายแพ้เขามาแล้ว วันนี้คนมากกว่ายี่สิบคนต้องมาเรียกเขาว่าพี่ใหญ่สามครั้งเพราะแพ้เดิมพัน
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อแสงทองสาดส่องจากปากถ้ำ ท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนเป็นสีทอง แสงเรืองรองนั้นทำให้ทุกคนสายตาพร่าเลือนไปชั่วขณะ
ผ่านไปครึ่งนาที
ภาพตรงหน้าทุกคนก็แจ่มชัดยิ่งขึ้นเมื่อแสงนั้นค่อย ๆ จางหายไป
“สุสานมังกรเปิดแล้ว ทุกคนระวังตัวให้ดี เข้าไปได้!” เหลียงชิงไห่ที่ยืนอยู่บนยอดเขาตะโกนบอก
“เข้าไปในสุสารมังกรกันเถอะ”
“เร็วเข้า”
“ไปกันเถอะ!”
หลายคนกลายร่างเป็นลำแสงพุ่งเข้าไปยังทางเข้าถ้ำภายในหุบเขา