หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 857 เข้ามาเลย!
บทที่ 857 เข้ามาเลย!
โจวอี้และพรรคพวกของเขาไม่คาดคิดว่าจะมีบุคคลที่สามนอกเหนือจากสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้กันอยู่ก่อนหน้านี้
เมื่อพวกเขารีบขึ้นไปบนหินดำ ก็เห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลายฝ่าย
การต่อสู้ยุติลงชั่วคราว สายตาหลายคู่หันไปทางโจวอี้โดยที่แสดงสายตาไม่เป็นมิตร
คนเดียวที่ดูประหลาดใจคือเลี่ยหยงป้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยท้าทายโจวอี้และพ่ายแพ้
บางคนที่อยู่ที่นี่จำโจวอี้ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ฝีมือของเขาในการขึ้นบันไดสวรรค์นั้นค่อนข้างตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นคนที่รู้จักโจวอี้ในคุนหลุนหรือผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับโจวอี้ก็ล้วนจดจำอัจฉริยะคนนี้ได้
“เลี่ยหยงป้า ทำไมไม่ทักทายฉันหน่อยล่ะ?” โจวอี้ร่อนลงบนหินสีดำ สายตาของเขากวาดมองทุกคนก่อนจะพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ พี่ใหญ่” เลี่ยหยงป้าในสภาพสะบักสะบอมเดินไปหาโจวอี้พลางเอ่ยทำความเคารพสามครั้ง
“น้องชายที่แสนดี บอกฉันทีว่าเกิดอะไรขึ้น? คนพวกนี้คือใคร?” โจวอี้ถามด้วยรอยยิ้ม
“ไอ้สารเลวนี่มาจากไหนถึงได้กล้าอวดดี!” ลี่ไห่รุ่ยจากนิกายอสูรดำจ้องมองที่โจวอี้อย่างเย็นชา
“แล้วไอ้หมาแก่นี่โผล่มาจากไหน กล้าดียังไงถึงได้มาพูดกับฉันแบบนี้” โจวอี้ตอบโต้อย่างดุเดือด
“แกกำลังรนหาที่ตาย!” ลี่ไห่รุ่ยโกรธจัด
“ไม่ว่าฉันจะแสวงหาความตายหรือไม่ก็ตาม แล้วทำไมแกไม่ลองดูหน่อยล่ะ”โจวอี้หัวเราะเยาะ
“ดี! แกกล้าพูดกับฉันแบบนี้ ช่างกล้าหาญ ไอ้หนู ฉันหวังว่าแกจะเก่งเหมือนปากนะ”
“หมาแก่ตัวนี้คือใคร?” โจวอี้หันมาถามเลี่ยหยงป้า
“เขาคือลี่ไห่รุ่ย ผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์จากนิกายอสูรดำ และยังเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของพวกเขาด้วย” เลี่ยหยงป้าตอบ
เขามีความสุขมากที่ได้เห็นโจวอี้ปะทะกับผู้คนจากนิกายอสูรดำ แล้วคราวนี้พวกโจวอี้ก็จะร่วมมือกับสำนักดาบซูซันและสำนักสดับลมเพื่อต่อต้านนิกายที่ชั่วร้ายเหล่านี้
“นิกายอสูรดำ?”
จิตสังหารวาบผ่านแววตาของโจวอี้ เขาเอ่ยเย้ยหยันว่า “สุนัขจากนิกายอสูรดำ! ตอนที่อยู่ในเยี่ยเฉิงคราวนั้น ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าของแกต่างก็กลัวฉัน ฉันไม่คิดว่าแกที่อยู่แค่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์จะกล้าเห่าหอนต่อหน้าฉัน กินดีหมีหัวใจเสือ[1]สินะ!”
ลี่ไห่รุ่ยตกตะลึง ใบหน้าของเขากลายเป็นสีดำราวกับก้นหม้อ
ในขณะที่เหล่าปรมาจารย์ และบรรพจารย์ยุทธ์คนอื่น ๆ จากนิกายอสูรดำก็เริ่มอยู่ไม่สุข
โจวอี้!
พวกเขารู้ทันทีว่าชายคนนี้คือโจวอี้จากสำนักโอสถ
พวกเขาทั้งหมดรู้เรื่องการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในเยี่ยเฉิง แม้แต่สมาชิกของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงก็ยังจงใจกระจายข่าวนี้ ซึ่งได้สร้างความอับอายอย่างยิ่งให้กับนิกายอสูรดำ
ความแค้นทั้งเก่าและใหม่ของพวกเขาทำให้แววตาของพวกเขาแผ่จิตสังหารไปยังโจวอี้
“สารเลว! แกคิดจริง ๆ เหรอว่าแกได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในโลกผู้ฝึกยุทธ์ แล้วแกจะหยิ่งผยองต่อหน้าเราขนาดนี้ได้ ฉันขอท้าแก แกกล้าไหมล่ะ?!” ลี่ไห่รุ่ยยกดาบขึ้น
“ท้าฉัน? ทำไมแกไม่พูดว่า ‘เข้ามาพร้อมกันเลยล่ะ?’ พวกฉันมีแค่เจ็ดคน ในขณะที่นิกายอสูรดำของแกมีมากกว่านั้น! แกท้าทายฉันคนเดียวแบบนี้ แปลว่าแกเองก็กลัวตายใช่ไหมล่ะ” โจวอี้เหน็บแนมด้วยรอยยิ้ม
“เฮ้!” ลี่ไห่รุ่ยหัวเราะเยาะ
เขารู้ดีว่าหากมีแค่คนจากพันธมิตรสวรรค์ที่เข้ามาช่วย คนจากสำนักดาบซูซันและสำนักสดับลมทุกคนที่นี่จะต้องตาย แต่การปรากฏตัวของผู้คนจากสำนักโอสถและตำหนักเทียนจีเก่าจะทำให้เรื่องราวจะยุ่งเหยิงมากขึ้น และพวกเขาอาจไม่สามารถต่อสู้ได้อีก
สิ่งที่เขาต้องทำคือการท้าทายและฆ่าโจวอี้ หากชายหนุ่มคนนี้และพรรคพวกของอีกฝ่ายตายไป สำนักโอสถก็จะทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วในโลกผู้ฝึกยุทธ์ หากใครไม่ยอมรับการท้าทาย พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นคนขี้ขลาดและขายหน้า หากตายในการท้าสู้ก็ถือว่าเป็นเวรกรรมของเจ้าตัว แม้ว่าสำนักโอสถจะโกรธแค้นกับการตายของโจวอี้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะตอบโต้ได้
เว้นเสียแต่สำนักโอสถจะจงใจเป็นศัตรูกับนิกายอสูรดำ
“โจวอี้ แกกล้ารับคำท้าของฉันไหม?” ลี่ไห่รุ่ยถามเสียงเข้ม
“แน่ใจเหรอ?”
“ฉันแน่ใจ!”
“คุณโจว ผมไม่คิดว่าคนคนนี้มีค่าพอที่จะท้าทายคุณหรอกนะ ไอ้หมาแก่ตัวนี้ ให้ผมจัดการเองเถอะ” ดาบดาราหนึ่งก้าวไปข้างหน้าและเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“คนจากตำหนักเทียนจีเก่ากลายเป็นสุนัขรับใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันละเนี่ย?”
“แกมันรนหาที่ตาย!”
ทันทีที่ดาบดาราหนึ่งพูดจบ เขาก็กำลังจะเคลื่อนไหว ทว่าโจวอี้ยกมือขึ้นเพื่อหยุดไว้และพูดอย่างเฉยเมยว่า “ปล่อยให้ผมทำเถอะ! เขากำลังท้าทายผม ถ้าคุณฆ่าเขา มันจะทำให้คนอื่น ๆ จากนิกายอสูรดำมีข้ออ้างในการสร้างปัญหาได้ในภายหลัง”
ดาบดาราหนึ่งยังคงลังเล แต่หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็พยักหน้าเห็นด้วย
โจวอี้เอ่ยกับลี่ไห่รุ่ยอย่างเย็นชา “ฉันยอมรับการท้าทายของแก แต่ฉันจำเป็นต้องรู้บางอย่าง เหตุผลที่นิกายของแกต่อสู้อยู่ที่นี่ไม่ใช่แค่เพราะความเกลียดชังเก่า ๆ ใช่ไหม อะไรเป็นสาเหตุล่ะ?”
“เพราะ…” ลี่ไห่รุ่ยเหลือบมองไปที่คนจากสำนักดาบซูซัน
เขามองชายชราคนหนึ่งจากสำนักดาบซูซันที่มีใบหน้าเศร้าหมองขณะเอามือกุมท้อง
“เพราะว่าอะไร?”
“เพราะเกล็ดมังกร” ลี่ไห่รุ่ยพูดจบ ก็หันมาพูดกับชายชราจากสำนักดาบซูซัน “ไอ้หนูโจวคนนี้กำลังยืนหยัดเพื่อนาย ดังนั้นนายจะเอาเกล็ดมังกรนั้นมาเป็นเดิมพันไหมล่ะ?”
“ไม่มีทาง!” ชายชราจากสำนักดาบซูซันกล่าวอย่างเย็นชา
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ไว้ใจโจวอี้
แม้ว่าโจวอี้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของคนรุ่นใหม่ในโลกผู้ฝึกยุทธ์ และแม้ว่าบางคนจะยกย่องว่าโจวอี้เป็นบุคคลอันดับหนึ่งที่อยู่ต่ำกว่าระดับผสานเต๋า เขาก็ยังไม่เชื่อใจโจวอี้
ความสามารถในการปีนบันไดสวรรค์ของภูเขาลูกที่แปดนั้นไม่ได้แสดงถึงพลังการต่อสู้ที่แท้จริงของคนคนนั้น
ตอนนี้ลี่ไห่รุ่ยอายุมากกว่าร้อยปีแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ทะลุไปสู่ระดับผสานเต๋า แต่ร้อยปีแห่งการสั่งสมและประสบการณ์การต่อสู้นับไม่ถ้วนล้วนเป็นสิ่งที่โจวอี้ไม่สามารถเทียบได้
เขารู้สึกด้วยซ้ำว่าแม้ว่าลี่ไห่รุ่ยจะไม่ได้อยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์พร้อม และเป็นผู้แข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลาย ทว่าอีกฝ่ายย่อมสามารถเอาชนะโจวอี้ได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้น เขาจึงไม่ยินดีที่จะเดิมพันด้วยเกล็ดมังกร
“ฮ่า ๆ…” ลี่ไห่รุ่ยหัวเราะอย่างแปลกประหลาด ในขณะที่คนอื่น ๆ จากนิกายอสูรดำและนิกายอเวจีโลหิตก็หัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของพวกเขาเต็มไปด้วยการดูถูกเย้ยหยัน
“คนจากสำนักโอสถออกมาช่วยเหลือนายแบบนี้ แต่นายกลับไม่แม้แต่จะสนับสนุนเขาเนี่ยนะ” อาวุโสเฮยเฉอจากพันธมิตรสวรรค์เอ่ยเย้ยหยัน
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ผู้คนจากสำนักดาบซูซันและสำนักสดับลมต่างก็รู้สึกลังเลและละอายใจ
อย่างไรก็ตาม สีหน้าของโจวอี้ยังคงสงบนิ่ง เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า “ฉันไม่สนใจเกล็ดมังกรนั่น และฉันไม่ได้วางแผนที่จะใช้มันเดิมพัน แกเป็นคนท้าทายฉัน ดังนั้นแกไม่มีสิทธิ์ที่จะเพิ่มหรือไม่เพิ่มเงื่อนไขการเดิมพัน”
“พ่อหนุ่มโจว แกไม่โกรธหรือไง?” ลี่ไห่รุ่ยถามอย่างดูหมิ่น
“ฉันไม่ได้โกรธ ฉันแค่รู้สึกว่าแกกำลังพยายามสร้างความขัดแย้ง แกต้องการที่จะเอาเกล็ดมังกรในขณะที่ต่อสู้กับฉันไปด้วย” โจวอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเมินเฉย
“ฮ่า ๆๆ”
“นี่ไอ้แก่ ฉันจะไม่ถือสาเพราะเห็นว่าแกก็แก่มากแล้ว เพราะงั้นก็เข้ามาเลย! เวลาของฉันมีค่า!”
[1] กินดีหมีหัวใจเสือ หมายถึง มีความกล้าหาญกว่าปกติ