หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 872 จิตมาร
ในโลกอันมืดสลัว สายรุ้งอันเจิดจ้าซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ
สายลมเย็น ๆ พัดมาผสานกับสายฝนโปรยปราย หล่อเลี้ยงทุกสิ่งในแดนลี้ลับแห่งนี้
ใครบางคนกล่าวไว้ว่า ‘ยามที่ฝนตก ย่อมครวญคะนึงหาผู้ตายด้วยความโศกเศร้า’
โจวอี้เชื่อว่าสวรรค์มีตา
สวรรค์ไม่มีวันเห็นใจผู้ฝึกยุทธ์ที่ชั่วร้าย บางทีคงถึงเวลาแล้วที่ต้องล้างบาปของคนเหล่านั้น
ลั่วเทียนอี้ยืนอยู่ต่อหน้าโจวอี้ ปล่อยให้ละอองหมอกปกคลุมร่างกายจนเส้นผมของเธอเปียกชื้น
“เขาไม่เคยฆ่าใคร”
“เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ หมกมุ่นอยู่กับคำสอนของนักปราชญ์ ดื่มจนเมามาย และฝึกดาบอยู่ที่ชายหาด”
“เขามักจะใส่ชุดสีขาวเพื่อย้ำเตือนถึงจิตใจที่บริสุทธ์ และเตือนไม่ให้เกิดการนองเลือด”
“การเดินทางมาสุสานมังกรเพื่อหาสมบัติ มันขัดกับความตั้งใจของเขา และเขาเพียงมาเพื่อปกป้องฉันเท่านั้น”
“สวรรค์ไม่ยุติธรรม! กว่าคนชั่วช้าพวกนั้นจะได้รับผลกรรม คนดี ๆ ต้องตายไปตั้งเท่าไหร่”
“ฉันเกลียดพวกมัน!”
ลั่วเทียนอี้ยกมือขึ้นถอดหน้ากากออกจากใบหน้า เผยให้เห็นความงามอันน่าทึ่งของเธอ
สีหน้าและแววตาของเธอสงบนิ่ง คำพูดที่เธอเพิ่งเอ่ยออกมานั้นฟังดูหนักแน่น ปราศจากความลังเล
ทว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง น้ำตาของเธอพลันรินไหลลงมาอาบแก้ม
“ผู้ที่จากไปแล้วไม่มีวันหวนคืน แม้จะโศกเศร้า แต่เราก็ต้องเดินหน้าต่อไป” โจวอี้เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
“หัวใจที่ตายไปแล้ว จะมองหาหนทางได้ยังไง” อีกฝ่ายตอบกลับมา
“เฮ้…” โจวอี้ยิ้มออกมาอย่างเย็นชา
เขาคิดว่าลั่วเทียนอี้ไม่ต่างจากดอกไม้ที่บอบบาง ไม่เคยประสบกับความยากลำบาก แม้จะมีทักษะการฆ่าที่น่าเกรงขาม แต่ความอ่อนโยนจากภายในของเธอก็เผยออกมาให้เขาเห็นในยามนี้
“ใช่ คุณย่อมเสียใจที่คนรักของคุณถูกฆ่าตาย”
“แต่คุณยังมีครอบครัว มีพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด คุณยังทำหน้าที่ให้พวกเขาไม่เสร็จสิ้นเลยนะ ไหนจะพี่น้องที่ติดตามคุณอีกล่ะ คุณได้สานต่อสิ่งที่บรรพบุรุษต้องการแล้วหรือยัง? ชีวิตไม่เที่ยง ล้วนเป็นวัฏจักรแห่งกรรมไม่สิ้นสุด”
ลั่วเทียนอี้จ้องมองใบหน้าของโจวอี้
ทันใดนั้น ดาบของเธอก็ถูกดึงออกมาและเก็บกลับไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าแถบผ้าคาดอกของโจวอี้กลับมีรอยฉีกขาด
“ไม่ควรเสียใจเมื่อคนสำคัญในชีวิตจากไป? นายยังเด็กนัก นายเคยเจ็บปวดแบบนี้บ้างไหมล่ะ?” ลั่วเทียนอี้เอ่ยด้วยความโกรธ
“เฮ้ เฮ้!” โจวอี้ยิ้ม รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
ฉันเคยมีประสบการณ์หรือเปล่าน่ะเหรอ?
ความทรงจำที่ถูกปิดตายถูกปลุกขึ้น ภาพของสมาชิกในตระกูลของเขาถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม มันไม่ได้ตราตรึงอยู่ในใจของเขาหรือประทับอยู่ในหัวใจ แต่กลับตราตรึงอยู่ในส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณ
นั่นคือความเจ็บปวดไปตลอดชีวิต!
ลบไม่ออก และไม่สามารถบรรเทาได้
“นายยิ้มอะไร?” ลั่วเทียนอี้ถามด้วยความโกรธ
“ผมหัวเราะเยาะคุณไง มนุษย์เหมือนดาบ แต่ใจเหมือนเป็นหญ้า ผมหัวเราะเยาะสายตาแข็งกร้าวและอารมณ์ขุ่นเคืองของคุณ หัวใจของคุณก็เหมือนขี้เถ้า ดูสิ้นหวัง และไม่รู้ว่าควรทำอะไร” โจวอี้จ้องเข้าไปในแววตาที่ลุกโชนของลั่วเทียนอี้ ก่อนจะกัดฟันกรอดและพูดว่า “การตายของคนรัก ทำให้คุณเข้าใจความเศร้าโศกจริง ๆ หรือเปล่า?”
จากนั้นโจวอี้ก็โบกมือเรียกพรรคพวกของตน
พวกเขาเดินออกไปด้วยความสับสน
หลินหมิงถังยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น
โจวอี้สูดหายใจเข้าลึก เขาพูดต่อโดยที่ไม่สนใจสีหน้าเดือดดาลของลั่วเทียนอี้ “คุณน่าจะมาจากตระกูลลั่วในดินแดนทะเลใต้ใช่ไหม? เมื่อมีกลุ่มคนที่มีพลังอำนาจหรือนักฆ่าที่โหดเหี้ยมนับไม่ถ้วนบุกเข้าไปกวาดล้างตระกูลลั่วต่อหน้าต่อตาคุณ บังคับให้คุณดูญาติจำนวนนับไม่ถ้วนคร่ำครวญและร้องไห้ขณะที่พวกเขาล้มลงในธารเลือด นั่นต่างหากคือสิ่งที่คุณต้องเรียกว่าความเศร้าโศก นั่นต่างหากคือความสิ้นหวัง”
“นายมันเลว!” ลั่วเทียนอี้ตวาดด้วยความโกรธ
ทว่าทันใดนั้น เธอก็สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มจากสำนักโอสถผู้นี้มีสีหน้าค่อนข้างบิดเบี้ยว และดวงตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายแห่งการสังหารปะทุออกมาจากอีกฝ่ายชัดเจน
เขา…
ดูเหมือนไม่ใช่มนุษย์ แต่เหมือนเป็นปีศาจมากกว่า!
ลั่วเทียนอี้ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวโดยสัญชาตญาณ ร่างกายของเธอสั่นเทาเล็กน้อย
เวลานี้ภาพที่ปรากฏในหัวของโจวอี้เสมือนภาพยนตร์ ฉากของสมาชิกตระกูลโจวถูกสังหาร ผสานกับเสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง เลือดสาดกระจายไปทั่ว ใบหน้าของสมาชิกในตระกูลบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด…
จิตสังหารระเบิดออกมาจากโจวอี้
เขาลืมหลินหมิงถังที่อยู่ข้าง ๆ
เขาลืมลั่วเทียนอี้ที่อยู่ตรงหน้า
หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและชิงชัง จนถึงจุดที่ดวงตาของเขาถูกปกคลุมด้วยชั้นสีแดง
ฉากนับไม่ถ้วนโดยเฉพาะฉากการฆ่าฟันล้วนผุดออกมาจากความทรงจำของเขา
การต่อสู้ที่โหดร้ายในซูเป่ย การสังหารในจินหลิง การต่อสู้ที่ต่างประเทศ การเข่นฆ่าบนเกาะ การต่อสู้ที่สิ้นหวังในเยี่ยเฉิง ภาพลวงตาขณะปีนบันไดสวรรค์ การทำลายล้างสัตว์ประหลาดต่างโลก ตลอดจนการวางยาพิษพวกพันธมิตรสวรรค์…
ฉากนองเลือดที่ผุดขึ้นมาทีละฉากกระตุ้นจิตวิญญาณของเขา และทำให้เขาตาพร่า
เขาต้องการที่จะฆ่า!
ฆ่าจนกว่าสวรรค์และโลกจะพลิกคว่ำ ฆ่าจนเลือดไหลเป็นสายน้ำ ฆ่าความอยุติธรรมทั้งหมดในโลกนี้ และกำจัดต้นตอของความชั่วร้ายทั้งหมด
“ฆ่า!…”
ร่างกายของโจวอี้สั่นสะท้าน เสียงที่คล้ายกับเสียงคำรามของสัตว์ประหลาดต่างโลกดังออกมาจากลำคอของเขา
“โจวอี้!”
เสียงคำรามนั้นดังก้องอยู่ในหูของโจวอี้และสะท้อนอยู่ในใจ
ชั่วพริบตานั้นเอง โจวอี้ซึ่งเกือบจะเป็นปีศาจก็ฟื้นคืนสติกลับมา
“โจวอี้! เสี่ยวอี้! หยุดพูด หยุดคิด คนตายฟื้นคืนมาไม่ได้ อดีตก็คืออดีตไปแล้ว แต่คนที่ยังอยู่ต้องก้าวไปข้างหน้าเสมอ” หลินหมิงถังกำหมัดพลางเอ่ยเสียงเข้ม
ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้าเสมอ?
คนที่ยังมีชีวิตอยู่…
และเขายังมีชีวิตอยู่
โจวอี้รู้สึกว่าภายในห้วงจิตสำนึกของเขา อักขระสีแดงเจ็ดตัวได้ปล่อยคลื่นความเย็นออกมาราวกับสายน้ำเย็น มันช่วยดับไฟแห่งความเกลียดชังในใจเขาที่เพิ่งลุกโชนด้วยความโกรธแค้น
น้ำตาพลันไหลอาบใบหน้า
แววตาทอประกายหยาดน้ำตา
“ตาครับ” โจวอี้พยายามที่จะหันมาหาอีกฝ่าย สายตาพร่ามัวของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของหลินหมิงถัง
ลั่วเทียนอี้ซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปราว ๆ ห้าหกเมตรนั้น สายตาของเธอจ้องมองใบหน้าของโจวอี้ด้วยความว่างเปล่า
เธอเห็นว่าท่าทีของโจวอี้นั้นแปลกไปมากจนแทบจะอธิบายไม่ถูก
ดูเหมือนว่าเขาจะหัวเราะ ทว่าก็ดูเหมือนจะร้องไห้ด้วย
มีทั้งความโกรธ ความสิ้นหวัง ความไม่พอใจ และความเศร้า แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ…ความหวัง
เขา…
จู่ ๆ ลั่วเทียนอี้ก็นึกถึงคำพูดของโจวอี้
‘เมื่อมีกลุ่มคนที่มีพลังอำนาจหรือนักฆ่าที่โหดเหี้ยมนับไม่ถ้วนบุกเข้าไปกวาดล้างตระกูลลั่วต่อหน้าต่อตาคุณ บังคับให้คุณดูญาติจำนวนนับไม่ถ้วนคร่ำครวญและร้องไห้ขณะที่พวกเขาล้มลงในธารเลือด’
‘นั่นต่างหากคือสิ่งที่คุณต้องเรียกว่าความเศร้าโศก นั่นต่างหากคือความสิ้นหวัง’
ความเศร้าโศก?
ความสิ้นหวัง?
ลั่วเทียนอี้กัดริมฝีปากล่าง จ้องมองโจวอี้อย่างลึกซึ้ง ทันใดนั้นเธอก็เข้าใจบางอย่างขึ้นมา
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเธอ เดิมทีพยายามจะเกลี้ยกล่อมเธอ แต่จู่ ๆ ก็กลายเป็นถูกครอบงำ นั่นหมายถึงเขาต้องเคยประสบกับเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวของครอบครัวตัวเองที่ถูกเข่นฆ่า
ความทรงจำในอดีตของเขาผุดขึ้นมา
แลช่วงเวลานั้นเองที่เขาไม่สามารถระงับจิตสังหารในใจได้อีกต่อไป
จิตมาร!
ต้องมีความเกลียดชังมากขนาดไหน ถึงจะเป็นได้ขนาดนี้?
กลับกลายเป็นว่าเธอต่างหากที่อ่อนแอเกินไป